ตรอกโรงไม้

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณยี่สิบห้าปีที่แล้ว สมัยที่จังหวัดนนทบุรียังไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้ ผมมักไปหาเพื่อนชื่อสิงห์ที่อยู่ในตรอกโรงไม้ ถนนติวานนท์ช่วงใกล้ตัวจังหวัด สมัยนั้นยังไม่มีถนนเลี่ยงเมืองและยังเป็นเรือกสวนอยู่เยอะ ตรอกโรงไม้ที่ว่ามีโรงเลื่อยไม้อยู่สุดซอย สิงห์ทำงานที่นั่นในวันที่ไม่มีเรียนและอาศัยพักในโรงไม้ด้วย

ผมกับสิงห์เรียนรามแต่คนละคณะ ผมเจอเขาหลายๆ คาบวิชามาตั้งแต่ปี 1 เมื่อคุยกันถูกคอ แถมชอบวิ่งออกกำลังกายพอๆ กัน บางวันที่เขาไม่ได้ไปเรียนแต่ผมเรียน ตรอกโรงไม้เป็นทางผ่านกลับบ้าน ผมจึงมักจะแวะไปนั่งคุยกับเขา บางวันก็นัดกันวิ่งออกกำลังกายย่านนั้น วันนั้นผมนั่งรถเมล์ผ่าน เลยป้ายหน้าตรอกโรงไม้ไปสองป้ายแล้วแต่นึกเกิดอยากลงไปหาสิงห์ ปกติวันไหนที่เขาไม่ได้ไปเรียน นั่นหมายถึงเขาทำงานที่โรงไม้ ตอนนั้นก็ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว น่าจะเป็นเวลาเลิกงาน ผมจึงลงรถเมล์และเดินย้อนกลับไปทางตรอกโรงไม้ สิงห์ไม่อยู่ ลุงคนหนึ่งบอกต่อว่า สิงห์ออกไปไหนไม่ได้บอกใครไว้ แต่ทุกๆ ครั้งที่ออกไปมักกลับก่อนค่ำ ลุงแกอธิบายผมไว้อย่างนั้น ผมตัดสินใจนั่งรอในโรงไม้จนมืดค่ำและคนในโรงไม้กลับไปกันหมด เว้นแต่ลุงยามนั่งเฝ้าประตู ผมฝากลุงยามให้ช่วยบอกสิงห์ว่าผมมาหา แล้วขอตัวกลับ ตรอกโรงไม้นั้นลึกและเปลี่ยว เป็นถนนดินลูกรัง สองข้างทางเป็นป่าหญ้าและแทบไม่มีบ้านคน บางช่วงก็เป็นรั้วลวดหนามยาวไปตลอดนับร้อยเมตร บางช่วงก็เป็นป่ากล้วยสลับกันไปเช่นนี้ แม้ซอยจะลึกร่วมสองกิโลเมตร แต่ในเมื่อแทบไม่มีคนอยู่อาศัย นานๆ จึงจะเห็นรถเข้าออกสักคัน วันนั้นฟ้าครึ้ม ลมแรง พัดฝุ่นผงปลิวเข้าตาผมหลายหน ผมแหงนหน้ามองฟ้าพลางนึกว่าอีกไม่นานฝนคงตก จึงรีบสาวเท้าให้เร็ว เพราะมองไปทางใดก็หาที่หลบฝนไม่เจอ แต่จนแล้วจนรอดฝนก็เทโครมลงมาจนได้ ได้แต่อาศัยใบกล้วยข้างทางยกบังไม่ให้หัวเปียก ทว่าฝนที่ลงหนักๆ เหมือนฝนไล่ช้างสี่ห้านาทีแล้วก็หยุด ถึงกระนั้นก็เพียงพอให้ถนนที่เป็นดินลูกรังเฉอะแฉะและเสื้อผ้าหน้าตาผมเปียกไปหมด ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าถึงกลางซอยหรือยัง แต่น่าแปลกที่ยิ่งเดินเหมือนทางยิ่งยาวยืดออกไป ผมเดินจนคนออกกำลังกายอย่างผมทุกวันเริ่มรู้สึกเมื่อย วินาทีนั้นคิดว่า หรือจะหลงทาง แต่ผมก็หัวเราะขำตัวเอง ตรอกที่เป็นทางตรงจากหน้าปากทางจนถึงโรงไม้นี่นะจะหลง

ยิ่งสาวเท้าเหมือนตรอกมันยาวยืดออกไปจริงๆ ยิ่งเดินยิ่งมืด ยิ่งเดินยิ่งไกล ตั้งแต่ฝนยังไม่ตกจนฝนหยุดตกไปสักพักผมยังไม่เห็นรถเข้าออกเลยสักคัน แม้แต่จักรยานก็ไม่มีเลย สมัยนั้นผมยังไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ และไม่ได้สวมหรือพกนาฬิกา เมื่อต้องการทราบเวลาก็อาศัยคนข้างๆ หรือคนสวนทางถามเวลาเอา ผมจึงไม่ทราบว่าเป็นเวลาเท่าไหร่ ความอ่อนล้าที่มากขึ้น ความหิวที่ตามมา ผมจึงตรงเข้าป่ากล้วย มองหากล้วยสุกๆ สักลูก แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ได้แต่นั่งหมดแรงอยู่แถวนั้น ป่ากล้วยนี่เองที่ทำให้ผมในเวลานั้นเข้าใจไปว่าไม่หลงทางแน่ๆ เพราะตรอกโรงไม้ที่เต็มไปด้วยป่ากล้วยและรั้วลวดหนาม ทำให้มั่นใจว่าตัวเองยังเดินในตรอกโรงไม้อยู่ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ได้เดินลึกเข้าไปอีกทางตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้! จมูกผมได้กลิ่นเน่าของซากสิ่งมีชีวิตที่แรงมาก นาทีนั้นคิดถึงหมาเน่า ตะกวดเน่า ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย อากาศเย็นลงจนหนาว ผมเดินตามกลิ่นเข้าไปแต่ไม่พบอะไร ที่จริงผมกลัวมากกว่า เพราะทั้งมืดและเงียบ ผมกลัวสองสิ่งนี้จึงล่าถอยออกไปปักหลักที่ริมถนน พักใหญ่ได้ยินเสียงรถยนต์แต่ไกล รีบลุกเตรียมตัวโบกขอติดรถไปด้วย แต่รถที่ผ่านมาไม่ยอมหยุดเลย เหมือนมองไม่เห็นผมเสียด้วยซ้ำ รวมไปถึงรถอีกสามคันและมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่แล่นสวนเข้าไปทางด้านในก็ไม่หยุด

นึกท้ออยู่อย่างนั้นก็เห็นสิงห์เดินออกจากกลุ่ม ดงกล้วยด้านในตรงออกมา ผมรีบโบกมือเรียก สิงห์ ไอ้สิงห์ กูว้อย กูเองว้อย โบกมือหย็อยๆ อยู่หลายหน จากที่ทำท่าไม่เห็นก็มองเห็นผม สิงห์มาใกล้จะถึงแล้ว แต่ผมเห็นมีคนเดินตามหลังมาด้วย เมื่อมาถึงตรงหน้า ผมสังเกตว่าสิงห์หน้าซีดมาก เขามีทีท่าหวาดกลัว ปากสั่น ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด เมื่อมองไปทางคนเดินมาด้วย คนคนนั้นซึ่งผมไม่แน่ใจว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็จ้องมองผมราวจะกินเลือดกินเนื้อ สิงห์พูดเสียงเบา “มันเป็นผี มันบอกจะฆ่ามึงด้วย” ผมตกใจ! สิงห์ทำท่าจะวิ่ง เจ้าคนหลังก็ดึงตัวสิงห์ไว้ ผมพยายามช่วย จึงเกิดการยื้อยุดฉุดกระชากจนที่สุด! ผมก็ตกใจตื่น!! มีคนมาพบผมสลบไปในป่ากล้วย ซึ่งเป็นคนละแห่งกับในตรอกโรงไม้ ผมเดินหลงทาง น่าจะเกิดจากตอนฝนตกหนักแล้วหลบในป่ากล้วย พอฝนหยุดก็เดินต่อแต่เดินผิดทาง เดินจนไปโผล่อีกซอยหนึ่งที่อยู่ถัดไป แต่ที่ผมทราบต่อจากนั้นนะสิ ทำเอาผมช็อก! สิงห์ถูกฆ่าตายในป่ากล้วยที่ผมสลบไปนั่นเอง ใครฆ่าและด้วยเหตุอะไร ผมยังไม่รู้เลยตราบจนทุกวันนี้ ตรอกโรงไม้ก็ไม่มีแล้ว ที่ผืนโตบริเวณนั้นกลายเป็นห้างช็อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ ไม่เหลือเค้าเก่าอีกเลย แต่เรื่องราวและความทรงจำเกี่ยวกับตรอกโรงไม้ สิงห์และวันนั้นทั้งหมดผมยังไม่เคยลืม