บ้านเช่าที่นิวซีแลนด์

ผมได้ไปเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้ 8 ปีแล้ว เรื่องทั้งหมดมีอยู่ว่า ตอนที่ผมเรียนอยู่ปี 3 นั้น ผมได้ไปเช่าบ้านกับเพื่อนชาวต่างชาติอีก 4 คน ซึ่งรวมผมด้วยเป็น 5 คน บ้านเช่านั้นเลขที่ 50 อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยแค่ 2 นาที และข้างบ้านก็คือ Office ของมหาวิทยาลัย ถ้าจะพูดตรงๆก็คือไม่มีเพื่อนบ้านเลย เพื่อนบ้านนั้นจะห่างออกไปอีกที และวัฒนธรรมของนักศึกษาที่นี่ก็คือ บ้านที่ใครอาศัยอยู่นั้นยิ่งเก่าก็จะยิ่งเท่

บ้านที่ผมและเพื่อนได้เช่านั้นถูกสร้างมาตั้งแต่ปลายยุค 1960 คือตัวบ้านนั้นเก่าแต่ผมและเพื่อนๆกลับกลายเป็นกลุ่มที่เท่ในสายตาของเพื่อนๆในมหาวิทยาลัยไปเลย เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็มีอยู่ว่า ตอนที่เข้าไปนอนที่บ้านเช่าในช่วงแรกๆนั้น ผมรู้สึกว่ามีคนมายืนมองอยู่ที่ปลายเตียงเป็นแบบนั้นแทบทุกคืน รู้สึกว่ามีคนมายืนจ้องมองอยู่ที่ปลายเตียงบ่อยมากจนทำให้ผมนั้นไม่กล้านอนอยู่ที่บ้าน จึงได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของแฟนแทน แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มหาวิทยาลัยนั้นปิดเทอม 3 อาทิตย์ เพื่อนๆชาวต่างชาติก็พากันกลับบ้านที่ต่างจังหวัดกันหมด ส่วนผมไม่ได้กลับเมืองไทย คืนหนึ่งที่ผมได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยจนดึก ผมลืมไปว่าต้องกลับไปที่บ้านเพื่อจะเอาแปรงพู่กันมาทำงาน ก็เลยแวะไปที่บ้านในช่วงเวลาซักประมาณเที่ยงคืน พอไปถึงที่บ้านผมก็ตัดสินใจล้างแปรงพู่กันที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ ระหว่างที่ผมล้างอยู่นั้นก็รู้สึกขนลุกแบบแปลกๆ ความรู้สึกหวาดระแวงเหมือนกับมีคนจ้องมองอยู่ ทั้งๆที่ผมอยู่ในบ้านแค่คนเดียว

ผมจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง แล้วเปิดเพลงใส่ลำโพงดังๆ เนื่องจากความเงียบของบ้านนั้นทำให้บรรยากาศภายในบ้านน่ากลัวเกินไป ผมเปิดเพลงให้ดังไปจนถึงห้องน้ำแล้วคิดในใจว่า “เอาว่ะ ฟังเพลงดังๆจะได้ไม่รู้สึกเปลี่ยว” ผมก็กลับไปล้างแปรงพู่กันต่อได้ซักพักหนึ่ง ผมก็เริ่มได้ยินเสียงเป็นเสียงของผู้หญิงพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “Yeah” เสียงพูดนั้นเป็นเสียงที่หวานและสวยมาก แต่ต้นเสียงนั้นห่างจากผมแค่ไม่กี่ก้าว และที่สำคัญเสียงนี้ไม่ได้มาจากเพลงที่ผมเปิดไว้ พอผมได้ยินเสียงก็เริ่มขวัญเสียรีบวิ่งไปคว้าโทรศัพท์ในห้อง แล้วก็รีบวิ่งออกจากบ้านในทันที ความรู้สึกตอนนั้นก็คือนอกบ้านยังรู้สึกปลอดภัยกว่าในบ้านเสียอีก ตอนที่ผมวิ่งออกมาตั้งหลักอยู่ที่นอกบ้านประตูหน้าบ้านผมยังไม่ได้ปิด ก๊อกน้ำก็ยังคงเปิดทิ้งไว้อยู่ ผมตกใจถึงขั้นร้องไห้และโทรเรียกให้แฟนมารับ พอแฟนของผมมาถึง เธอก็เดินเข้าไปปิดไฟ ปิดน้ำและเก็บพู่กันออกมาให้ แฟนของผมก็ได้พูดออกมาว่า “บ้านหลังนี้น่ากลัวจริงๆ บรรยากาศและความรู้สึกตอนที่อยู่ด้านในนั้นเหมือนกับอยู่ในบ้านร้าง”

หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป ผมก็ไม่กล้ากลับไปที่บ้านเช่าหลังนั้นอีกเลย ย้ายไปอยู่อาศัยที่บ้านของแฟนแทน จนเหตุการณ์ผ่านไปได้ 3 อาทิตย์ ผมก็ต้องกลับไปที่บ้านเช่าอีกครั้งหนึ่งเพื่อกลับไปเอาเสื้อผ้าและจดหมาย แต่ว่าเพื่อนที่อยู่ในบ้านเช่าเดียวกันนั้น เป็นเพื่อนที่นอนอยู่ข้างๆห้องของผม ไปถามกับผมว่า “เมื่อคืนคุณได้กลับมานอนที่ห้องหรือเปล่า” ผมได้ยินก็ตอบกลับไปว่า “เปล่า ผมนอนที่บ้านแฟนมาได้พักหนึ่งแล้ว” เพื่อนคนนั้นก็เริ่มหน้าเสียและก็บอกว่า “ฉันไม่ต้องการให้คุณกลัวนะแต่ว่าเมื่อคืนฉันได้ยินเสียงคนเดินไปเดินมาในห้องของคุณ ที่สำคัญได้ยินเสียงของผู้หญิงและผู้ชายคุยกันอีกด้วย ในตอนแรกที่ฉันได้ยินก็นึกว่าคุณพาแฟนกลับมานอนที่บ้าน” ผมได้ยินเพลงแค่นั้นก็ตกใจมาก เลยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผมได้เจอให้เพื่อนฟัง ผมและเพื่อนก็เลยเปิดใจคุยกันถึงเรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้น ก็ได้ความว่า ผมนั้นไม่ได้เจอเพียงคนเดียว แต่เพื่อนที่อยู่ข้างห้องนอนของผมก็บอกว่า เธอก็ได้เห็นว่ามีคนร่างที่ใหญ่โตมายืนที่ปลายเตียงของเธอทุกคืนเหมือนกัน แต่ว่าร่างนั้นอาจจะมาจากจินตนาการของเธอเอง นั่นก็คือความเชื่อแบบตะวันตกซึ่งเพื่อนของผมที่ร่วมเช่าอยู่ด้วยกันนานก็เป็นชาวต่างชาติ และเพื่อนอีกคนหนึ่งก็บอกว่า ช่วงดึกๆเธอมักจะได้ยินเสียงฝีเท้า เป็นเสียงเท้าที่กำลังเดินอยู่รอบๆ บริเวณหน้าห้องนอนของเธอเอง สรุปว่าเพื่อนทั้งหมดและผมได้เจอเหตุการณ์แปลกๆ และก็ทำให้ทุกคนนั้นไม่กล้านอนในตอนกลางคืน กลับกลายเป็นว่าต้องทำให้ทุกคนนั้นไปนอนตอนสว่างแทน และนั่นก็ทำให้สุขภาพจิตรวมไปถึงร่างกายของบุคคลนั้นปรับตัวไม่ทัน

เพื่อนๆทุกคนร่วมกันปรึกษา แล้วก็ได้ความว่า จะไปเชิญบาทหลวงของชาวคริสต์มาขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้านเช่าหลังนี้ พอทุกคนไปเชิญบาทหลวงมาได้ บาทหลวงแค่ก้าวเข้าไปในบ้านหลังนั้นท่านก็บ่นออกมาว่า “บ้านหลังนี้อีกแล้วหรือ” แล้วท่านก็หันมาพูดกับพวกของผมว่าท่านเคยมาขับไล่สิ่งที่เรียกว่าผีในบ้านหลังนี้มาแล้วหลายรอบ ก็ไม่นึกว่าจะยังคงมีอยู่ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วจะช่วยอีกครั้งก็แล้วกัน อย่างน้อยๆก็จะได้ช่วยให้จิตใจของทุกคนนั้นสบายขึ้น แต่บาทหลวงก็มีข้อแม้บางอย่างว่า ทุกคนต้องสวดมนต์ขอพรก่อนนอนทุกคืน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทั้งหมดทุกคนก็ยังคงเจอกับเหตุการณ์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าไม่แรงมากเหมือนช่วงที่ผ่านมา พวกผมก็ต้องก้มหน้าก้มตาอดทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไป จนกระทั่งสัญญาเช่าบ้านนั้นหมดลง พวกผมก็ได้กลับไปหาบาทหลวงคนเดิมและถามกับท่านว่า บ้านเช่าหลังนี้มีอะไรอยู่กันแน่ บาทหลวงท่านก็เล่าให้ฟังว่า….

บ้านหลังนั้นเคยมีผู้หญิงผูกคอตายก็เลยทำให้เจ้าของบ้านนั้นต้องซ่อมแซมห้องนอนกันใหม่หมด แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ต่างๆอีกมากมาย ตอนที่พวกผมย้ายออกจากบ้าน ก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าของบ้านฟัง ทางเจ้าของบ้านก็บอกว่าตัวเองก็เคยได้ยินเรื่องแปลกๆแบบนี้ทุกครั้งที่มีคนมาเช่าบ้าน สุดท้ายเจ้าของบ้านก็เลยตัดสินใจทุบบ้านหลังนี้ทิ้งไป พวกผมจึงเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เช่าอยู่ในบ้านหลังนั้น