มือถือหลอน…คืนนั้นที่ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด!!

เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวของผมเอง แต่ผมได้ยินมาจากคนที่รู้จักอีกทอดหนึ่ง เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุการณ์สั้นๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และได้รับการเล่าสู่กันฟังจนเป็นที่รู้จักกันพอสมควร ใครหลายๆคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวนี้มาบ้างแล้ว แต่ก็ขอเล่าอีกครั้งหนึ่ง มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่ผมกำลังรีบกลับบ้าน ก็บังเอิญได้เจอกับโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งตกอยู่บนทางเท้า ก็เลยตัดสินใจหยุดเดินและหยิบมันขึ้นมาดู โดยตั้งใจว่าจะหาทางนำไปคืนเจ้าของให้ได้ ลักษณะของโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น เป็นสีชมพูมีที่ห้อยโทรศัพท์มือถือน่ารักๆ แบบเด็กผู้หญิง พร้อมด้วยรูปสติ๊กเกอร์ของสาวมัธยมสองคน ที่ถ่ายรูปคู่กันแปะเอาไว้ด้านหลังของตัวเครื่อง นั่นก็พอทำให้ผมรู้คร่าวๆว่าเจ้าของเครื่องน่าจะเป็นหนึ่งในสองคนนี้ เด็กสาวมัธยมคนนั้นอาจจะทำโทรศัพท์เครื่องนี้ตกโดยที่ไม่รู้ตัว

ในระหว่างที่ผมถือโทรศัพท์เครื่องนั้นอยู่ในมือ และก็คิดว่าจะนำโทรศัพท์ส่งเจ้าของอย่างไรนั้น เสียงของโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมจึงรีบกดรับสาย “ฮัลโหล สวัสดีค่ะบังเอิญหนูทำมือถือตกเอาไว้” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น และในขณะนั้นก็มีเสียงผู้หญิงอีกคนหนึ่งพูดอยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นเด็กผู้หญิง 2 คนที่อยู่ในรูปสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่กับเครื่อง เธอทั้งสองคนน่าจะกำลังพยายามโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของตัวเอง และก็หวังว่าจะมีใครสักคนที่เดินผ่านมาแล้วกดรับและนำโทรศัพท์มาส่งคืนให้กับพวกเธอ ผมจึงพูดตอบกลับไป “อ๋อครับ คุณเป็นเจ้าของใช่ไหมครับ” “ใช่ค่ะ ยังไงรบกวนนำโทรศัพท์มาคืนด้วยได้ไหมคะ” ผมตอบกลับว่า “แล้วจะสะดวกให้ผมไปคืนโทรศัพท์ที่ไหน ยังไงดีครับ” เสียงของเด็กผู้หญิงก็ตอบกลับมาว่า “บังเอิญว่าตอนนี้พวกเราไม่สะดวกที่จะเดินไปหานะคะ รบกวนพี่ช่วยเดินเอาโทรศัพท์มาคืนได้ไหมคะ” “ได้ครับ แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนหรอครับ” ผมตอบ เสียงของปลายสายก็ตอบกลับมาเพื่อระบุสถานที่ “พี่รู้จักร้านสะดวกซื้อที่ติดอยู่กับถนนเส้นหลักไหม” “อ๋อครับ ถนนเส้นหลักที่อยู่ใกล้ๆนี่ใช่ไหมครับ พวกคุณรออยู่แถวนั้นใช่ไหม” “ใช่ค่ะๆ เดี๋ยวจะรออยู่บริเวณนั้น แต่ว่ายังไงช่วยรีบๆมาหน่อยได้ไหม รบกวนด้วยนะคะ ” และนั่นก็คือการสนทนาในช่วงแรก ผมถือโทรศัพท์มือถือเอาไว้ในมือ และก็พยายามมองหาทางที่จะไปที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น

เนื่องจากการสนทนาและฟังจากเสียงของเจ้าของโทรศัพท์แล้ว ฟังแล้วรู้ทันทีว่าท่าทางของเธอดูร้อนรนเหมือนกับว่ากำลังมีปัญหา หรือว่าต้องการมือถือคืนโดยเร็วที่สุด ผมก็เลยกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด โดยที่ขนาดนั้นก็ไม่ได้วางสายโทรศัพท์ เสียงจากโทรศัพท์มือถือก็ดังลอดออกมาเป็นระยะๆ ว่า “ช่วยรีบๆมาหน่อยได้ไหมคะ ขอร้องล่ะค่ะ มาไวๆกว่านี้ได้ไหมคะ” ได้ยินแบบนั้น ในใจของผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่ทำให้เด็กสาวทั้งสอง ต้องการ ที่จะได้คืนโทรศัพท์โดยเร็วขนาดนั้น ตัวของผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงถนนเส้นหลัก และก็เห็นร้านสะดวกซื้ออยู่ตรงฝั่งตรงข้ามถนน อยู่ไกลๆหน่อย ผมกำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง แต่ด้วยความเร่งรีบและสายตานั้นก็ไม่ได้จับจ้องตรงทางเดิน มัวแต่มองฝั่งตรงกันข้าม จนผมสะดุดทางเท้าล้มลงไปกองกับพื้น จนโทรศัพท์มือถือสีชมพูที่กำอยู่ในมือนั้นก็กระเด็นหลุดออกจากมือ และในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงล้อรถบดกับพื้นถนน ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังลั่นสนั่นหวั่นไหว ผมนั้นตกใจแทบช็อคกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นข้างหน้าต่อหน้า ต่อตา รถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วไม่สามารถควบคุมได้ พุ่งชนเข้ากับขอบข้างทางพลิกคว่ำอยู่ด้านหน้าของผม ผมได้แต่คิดกับตัวเองว่า ถ้าหากตัวเองเผลอวิ่งออกไปข้างหน้า โดยไม่หกล้มมีหวังโดนรถบรรทุกคันนี้ชนเอาแน่ๆ ผมเองนั่งนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็เรียกสติตัวเองกลับมาได้ ผมค่อยๆกวาดสายตามองหาโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นตกอยู่ใกล้ๆตัวของผม ห่างกันแค่ไม่กี่ก้าว ในระหว่างที่ผมกำลังเอื้อมมือไป จะไปหยิบโทรศัพท์มือถือ ก็มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นว่า “มาถึงแล้วก็ช่วยเอาโทรศัพท์มาคืนให้เราถึงที่ด้วยสิคะ”

ได้ยินแค่นั้นผมก็ค่อยๆเงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือที่พื้น ขึ้นมาช้าๆ สายตาของผมก็ไปเจอเข้ากับสิ่งหนึ่ง อยู่ที่ขอบกั้นถนนหน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นสถานที่จุดหมายที่ผมกำลังจะมุ่งหน้าไป มีช่อดอกไม้ 2 ช่อพร้อมกับของที่ระลึกต่างๆวางพิงเอาไว้ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้น ในบริเวณนั้น เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นแบบนี้ ผมก็เดาได้ว่าเด็กสาวทั้งสองคนนั้น ผมต้องการของของพวกเธอคืน แต่ก็ไม่แน่บางทีพวกเธออาจจะไม่ได้ต้องการแค่โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากการเร่งให้ผมรีบไปให้จังหวะนั้นมันพอดีกัน เธออาจจะอยากได้เพื่อนก็เป็นได้