ผีกล้วยตานีหลังบ้าน

ผมไม่ชอบต้นกล้วยตานีหลังบ้านเลย…ตั้งแต่จำความได้ต้นกล้วยตานีก็อยู่ตรงนั้นมาตลอด ตอนเด็กๆผมชอบไปวิ่งเล่นแถวนั้น แต่พอเข้าชั้นประถมปลายก็เริ่มไม่อยากเข้าใกล้ มันดึงดูดให้ผมเข้าไปหาแต่สัญชาตญาณเตือนให้ผมระวัง และผมเลือกจะเชื่อสัญชาตญาณมากกว่า ญาติๆเคยถามพ่อหลายครั้งว่าต้นกล้วยไม่มีลูกทำไมไม่โค่นทิ้งแล้วปลูกอย่างอื่น พ่อก็เถียงข้างๆคูๆว่ามันมีลูก แต่ไม่เคยมีใครเห็นกล้วยจากมันเลยแม้แต่หวีเดียว

หลายปีผ่านไปผมอยู่ ม.4 ผมตื่นลงมาเข้าห้องน้ำกลางดึก บ้านผมจะยกใต้ถุนไว้เลี้ยงไก่และสร้างห้องน้ำไว้ชั้นล่างนอกตัวบ้านตามประสาบ้านเกษตรกร เผอิญหลอดไฟเสียผมจึงต้องทนทำธุระส่วนตัวมืดๆ ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงคนคุยกันไม่ไกลจากจุดที่ผมอยู่ ผมพยายามเงี่ยหูฟัง “พี่จ๋าเราแอบมาเจอกันอย่างนี้ตาตั้มจะไม่สงสัยบ้างเหรอ?” ตั้มคือชื่อผมเอง “ไม่หรอกจ้ะ วันใดวันหนึ่งที่พี่เล่าเรื่องของเราสองคนให้ตั้มฟัง ตั้มก็จะยอมรับน้องได้เอง” “ในฐานะอะไรจ๊ะพี่ ในฐานะแม่เหรอ? ตาตั้มไม่ยอมหรอก” “มันอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้จ้ะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันพี่ขอกินน้องให้หนำใจเสียหน่อยยอดรักของพี่” สิ้นคำว่า ยอดรักของพี่ ความอดทนของผมก็ขาดสะบั้น ที่แท้พ่อก็แอบนัดเมียน้อยมาเจอที่นี่ ถึงพ่อจะเล่าให้ฟังว่าแม่ทิ้งผมไปตั้งแต่เกิดเพื่อไปหาสามีใหม่ ไม่เหลือแม้กระทั่งรูปถ่ายแม่สักใบ แต่ในความรู้สึกผมผมมีแม่แค่คนเดียวเท่านั้น และผมไม่ยอมให้พ่อมีเมียใหม่เด็ดขาด! ผมจะถลาขึ้นบ้านไปหยิบมือถือมาถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแต่เผลอเหยียบกิ่งไม้หักเสียงดัง ผมจำใจต้องหยุดสิ่งที่จะทำ สักพักพ่อก็กลับมาบนบ้าน “เออ พ่อก็ลงไปเข้าห้องน้ำพอดี แต่ไปห้องเก็บของค้นหลอดไฟมาเปลี่ยนอยู่ ไฟห้องน้ำใช้ได้แล้วนะ”

หลังจากวันนั้นผมก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่พ่อจะลงไปหาเมียน้อยกลางดึกอีก แต่ผ่านไปหลายวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอ๊ะ หรือพ่อรู้ตัวแล้วไปนัดเจอกันที่อื่น ก็ไม่น่าใช่ กระทั่งถึงวันพระวันที่ผมรอคอยก็มาถึง พ่อตื่นแล้วเดินลงบ้านเงียบๆไม่เอาแม้กระทั่งไฟฉายไป ผมรีบลุกตามทันที พ่อเดินผ่านห้องน้ำไปทางหลังบ้าน ส่วนผมแอบอยู่หลังห้องน้ำ แล้วผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเริ่มบทสนทนา “ตาตั้มรู้เรื่องของเราแล้วหรือยังจ๊ะพี่?” “ไม่รู้หรอก วันนั้นแกลงมาเข้าห้องน้ำเฉยๆ” ผมค่อยๆยื่นหน้ามาดูก็เห็นพ่อยืนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เพราะความมืดทำให้เห็นหน้าไม่ชัด “คราวที่แล้วพลาดไป แต่คราวนี้พี่จะไม่ให้สวรรค์ล่มอีกแล้วล่ะ” พ่อดึงผู้หญิงคนนั้นเข้ามากอดแล้วเริ่มจูบกัน ผมทนไม่ไหววิ่งเข้าไปพร้อมตะโกน “พ่อทำอะไรน่ะ!” ผมยกไฟฉายขึ้นส่องหมายให้เห็นจะจะตา มีพ่อยืนอยู่คนเดียว??? ผมกวาดไฟฉายไปมาก็ไม่เจออะไรนอกจากต้นกล้วยตานีต้นนั้น ผมถาม “พ่อมาทำอะไรที่นี่คนเดียว?” ผมย้ำคำว่าคนเดียว “พ่อ.. พ่อมาฉี่ แถวนี้อากาศดี” ผมไม่เชื่อพ่อเลยเดินอ้อมไปด้านหลังต้นกล้วย สาดไฟฉายไปมาแต่ไม่เจอใคร ต่อให้เป็นคนจริงๆก็ไม่น่าจะวิ่งหนีได้เร็วขนาดนี้ แต่เมื่อกี้พ่อคุยอยู่กับเมียน้อยจริงๆนะ…ผ่านไปหลายเดือนพ่อก็ไม่เคยลุกไปไหนกลางดึกอีกเลย พ่อระวังตัวกว่าเดิมมาก แต่ผมไม่เคยคิดวางใจ ถ้าแม่ยังอยู่ผมอยากบอกว่าผมกำลังช่วยแม่นะ แล้วคืนหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงคนจู๋จี๋กันดังมาจากห้องนอนพ่อ ผมย่องไปแนบหูฟัง เป็นเสียงพ่อกับผู้หญิงเมียน้อยคนนั้นแน่ๆ หน่อยนังผู้หญิงสารเลว กล้ามาเล่นชู้กับพ่อกูถึงบนบ้านกูเลยเหรอ กูไม่ยอมมึงหรอก!

“พ่อ ใครอยู่ในห้องกับพ่อน่ะ!” ปังๆๆๆ ผมเคาะประตูเสียงดัง เกิดความเงียบเหมือนคนข้างในตกใจ แล้วประตูก็เปิดผางออก ผู้หญิงคนหนึ่งห่มสไบสีเขียววิ่งชนผมแล้วหนีลงบันได ผมทั้งเจ็บทั้งโกรธวิ่งตามลงไป แต่พ่อตามมาดึงแขนผมไว้ทัน “พ่อ ปล่อยผม ผมอยากเห็นหน้าชั่วๆของเมียน้อยพ่อให้มันชัดๆ” “อย่าไปตามเขาเลย พ่อขอล่ะ” ผมสะบัดพ่อหลุดแล้ววิ่งตามผู้หญิงคนนั้นไป ในที่สุดผมก็ทัน แล้วผมก็ได้เห็นสิ่งน่ากลัว ผู้หญิงสไบเขียวหายตัวเข้าไปในต้นกล้วยตานี!!! “พ่อ พ่อมีอะไรกับผีตานีเหรอ!” ผมทั้งตกใจทั้งกลัว คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าไว้ว่าผีตานีสามารถสมสู่กับคนได้ พ่อพูดอย่างอ่อนใจ “ทำไมพ่อจะรักกับเขาไม่ได้ ก็ผีตานีเขาเป็นแม่แกนะตั้ม” ผมยืนอึ้ง มองไปยังต้นกล้วยตานีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว มองดูพ่อที่เหงื่อท่วมตัว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน “พ่อโกหก ผมจะเอามีดมาฟันไอ้ต้นกล้วยผีสิงนี่ให้มันตายๆไปซะ” “อย่านะ! ถ้าแกกล้าฟัน แกไม่ต้องมาเรียกข้าเป็นพ่ออีกต่อไป” จากวันนั้นพ่อก็หาไม้ไผ่มาล้อมรั้วไว้รอบต้นกล้วยตานี แต่ผมไม่เคยทิ้งความคิดที่จะโค่นมัน ก็ใครจะยอมให้มีผีอยู่หลังบ้านตัวเองได้ล่ะ แถมเป็นผีที่เป็นชู้กับพ่อตัวเองอีก ผ่านไปหลายเดือนพ่อก็ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย พ่อเป็นมานานแล้วแต่พอหมอบอกให้รู้พ่อก็อาการทรุดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตายพ่อยังขอร้องผม “ตั้ม ตอนหนุ่มๆพ่อมีความสัมพันธ์กับผีตานี แล้วผีตานีก็อุ้มท้องแกอยู่ในต้นกล้วยต้นนั้น 9 เดือน ตอนแกเกิดมาพ่อเลยต้องโกหกญาติๆว่าแม่ทิ้งแกไป หลังพ่อตายแกห้ามไปทำอันตรายเขาเด็ดขาด เขาเป็นแม่ของแกจริงๆ”

หลังงานเผาศพพ่อผ่านไปก็ได้เวลาที่ผมรอคอย ผมถือมีดอีโต้เล่มยาวเดินไปหาต้นกล้วยผีสิง เพราะพ่อร่วมเพศกับมันไงพ่อถึงโดนอาถรรพ์จนป่วยเป็นมะเร็งแล้วตาย ผมรื้อรั้วไผ่รอบต้นกล้วยออกแล้วเงื้อมีดขึ้น แต่ก่อนฟันลงไปก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูดออกมา “ตาตั้มอย่าฟันแม่ แม่เป็นแม่ของลูกจริงๆนะจ๊ะ” ผมชะงัก ไม่ ผมจะเชื่อคำหลอกลวงของผีไม่ได้ “มึงไม่ต้องมาโกหกกู” ฉึก! มีดฝังลงไปบนต้นกล้วยตานี พลันก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมา “กรี้ดดดดด! ตาตั้ม แม่เจ็บ” ผมตกใจจนหงายหลังล้มลง ณ จุดที่มีดอีโต้ฟันลงไปมีเลือดไหลออกมา สีแดงสดและเต็มไปด้วยกลิ่นคาว เลือดยังคงทะลักออกมาไม่หยุดอย่างน่าสยดสยองไหลมาทางผม ผมหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิตราวกับคนบ้า ไม่ยอมฟังเสียงเรียกของผีตานี ไม่ เป็นไปไม่ได้ ผีตานีจะเป็นแม่ของผมได้ยังไง พลันคำพูดของพ่อก็หวนกลับมา พ่อยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าต้นกล้วยเคยมีลูก มันหมายถึงผมงั้นเหรอ พ่อเสียสติไปแล้ว ผมไม่มีทางเชื่อ ถ้านี่เป็นความฝันก็รีบตื่นเสียทีเถอะ ผมคลั่งวิ่งเตลิดไปจนถึงถนนอย่างไม่ทันระวัง แล้วรถบรรทุกก็ชนผมเข้าอย่างจัง โครม! ทุกอย่างมืดไปชั่วคราวแล้วผมก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ผมมองไปรอบตัวเห็นเลือดเต็มไปหมด รถบรรทุกที่ชนผมแล่นหนีความผิดไปอย่างรวดเร็ว ผมก้มมองที่ท้อง ท้องผมฉีกออกอวัยวะภายในไหลออกมา แต่ไม่ใช่ตับไตไส้พุงอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเป็นเนื้อขาวๆเละๆ เหมือนกับเนื้อกล้วยที่ถูกขยี้ ใช่ เนื้อกล้วยที่เราๆท่านๆกินกันนั่นแหละ ผมเสียเลือดมาก ผมรู้สึกว่าชีวิตใกล้จะดับวูบลง มองไปทางบ้านก็เห็นผู้หญิงห่มสไบเดินมาหาผมด้วยน้ำตาไหลนองหน้า พลางพูดว่า “ลูกแม่ ลูกเจ็บไหมจ๊ะ ฮือๆๆๆ” ที่หน้าอกมีแผลที่ถูกผมฟันเลือดไหล แม่ผมเข้าใกล้ผมขึ้นเรื่อยๆ ผมได้แต่หัวเราะ หัวเราะ และหัวเราะให้กับชะตากรรม

“บ้านหลังนี้จะเอายังไง นี่ตั้มก็หายตัวไปหลายปีแล้วนะ” ลุงผมคุยกับป้า ทั้งคู่เป็นพี่ชายกับพี่สาวของพ่อผม ป้าส่ายหน้า “น่าสงสารจริง น้องเป็นมะเร็งตาย ส่วนหลานก็มาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ป่านนี้คงจะตายไปแล้วมั้ง” “งั้นบ้านหลังนี้คงต้องขายเป็นมรดกเอาเงินมาแบ่งกันเองให้ญาติๆแล้วล่ะ” ลุงเดินมาใกล้จุดที่ผมอยู่ “ต้นกล้วยตานีต้นนี้ยังไม่ถูกโค่นอีกเหรอ ตอนน้องยังอยู่ก็รักนักรักหนาทั้งๆที่มันไม่เคยออกกล้วยสักเครือ” ป้าหันมามองผม “แล้วต้นกล้วยต้นนี้ล่ะมันมาจากไหน เกิดมาทีหลังเหรอ จะโค่นทิ้งไหม” “ไม่รู้สิ แต่ต้นใหม่ก็ไม่มีผลเหมือนกัน ช่างเถอะ จะปล่อยหรือจะโค่นก็ให้เป็นเรื่องของเจ้าของใหม่ก็แล้วกัน” ลุงกับป้าเดินจากไป ปล่อยผมทิ้งไว้กับแม่ตามลำพัง