“ไม่น่าหยิบมาเลย”

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2538 ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้น ม.1 ช่วงนั้นร้านเกมส์ยังมีไม่ค่อยมาก หลังจากเลิกเรียนจึงอยู่เล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน โรงเรียนของผมจะเป็นโรงเรียนวัด อาณาบริเวณของโรงเรียนก็จะอยู่ใกล้ๆกับวัด เย็นๆผมก็จะไปเตะบอล ยิ่งนก ตกปลาไปเรื่อยตามประสาเด็กในช่วงนั้น สนามฟุตบอลของโรงเรียนจะอยู่ใกล้กับสุสานเมรุเผาศพ แต่ด้วยความคุ้นชินเลยไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร จนกระทั่งช่วงเดือนตุลาคม ก็ไปเล่นเตะบอลกับเพื่อนตามปกติในตอนเย็น ในเดือนตุลาในยุคนั้นเข้าสู่หน้าหนาวก็จะมืดเร็วนิดนึง

พอประมาณ 5 – 6 โมงเย็นก็เลิกเตะบอลกันเร็วหน่อยเพราะอากาศเริ่มเย็น ความพิเรนของเด็กวัยนั้นมีค่อนข้างสูงเราก็เลยเปลี่ยนจากเตะบอลมาเล่นซ่อนหากันดีกว่า พวกเราก็โอวานน้อยออกธรรมดาสรุปว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเป็น ด้วยความเป็นเด็กเวลาเล่นซ่อนหาก็มักจะมีเพื่อนวิ่งตามมาแอบกับเราด้วย ผมก็พยายามไล่เพื่อนที่วิ่งตามมาให้ไปทีอื่น ช่วงที่เริ่มเล่นซ่อนหากัน ตะวันก็เริ่มจะตกดินแล้วคนสมัยนั้นเรียกว่า ช่วงผีตากผ้าอ้อม ด้วยความที่ว่าผมรำคาญเพื่อนที่วิ่งตามมาจึงกระโดดข้ามกำแพงสุสานเข้าไป แล้วก็วิ่งไปข้างหน้า ความสนใจของผมอย่างเดียวคือยังไม่อยากให้เพื่อนตามมาซ่อนด้วย ผมก็วิ่งเข้าไปแอบในปล่องด้านล่างเมรุ ที่เขาบรรจุหีบศพที่จะเผา ความรู้สึกที่เข้าไปในตอนแรกคือในปล่องมันยังอุ่นๆอยู่ มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘เต๋อ’ วิ่งตามมาบอกด้วยว่า “แอบด้วย แอบด้วย” แล้วก็กระโดดเข้ามา ผมซึ่งไม่อยากให้เพื่อนข้างนอกเห็นจึงปิดประตูปล่องไป ตัวผมจะนั่งอยู่ใกล้กับประตูปล่อง ส่วนเต๋อจะนั่งถัดผมไปอยู่ด้านหลัง ผมเริ่มมี 2 ความรู้สึก ใจหนึ่งก็ยังสนุกอยู่แต่อีกใจก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆ อย่างบอกไม่ถูก

พักหนึ่งผ่านไปประมาณ 5 นาที ผมเริ่มมีความรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่กัน 2 คนกับเพื่อน รู้สึกเหมือนมีรังสีอะไรบางอย่างแผ่อยู่ข้างหลังและเป็นครั้งแรกที่รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหมือนมีคนจ้องมองอยู่ด้านหลัง ผมก็หันกลับไปมอง ปรากฏว่าผมเห็นเต๋อกำลังเอามือเขี่ยๆอยู่ที่พื้น พื้นตรงนั้นจะมีพวกเศษขี้เถ้า เศษกระดูกที่เผาศพแล้วหล่นลงมา เพราะในสมัยก่อนนั้นไม่มีตะแกรงดักไว้ เต๋อเขี่ยๆพื้นไปมาก็เจอก้อนเงินๆก้อนหนึ่งขนาดเท่ากับลูกแก้ว แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่เต๋อทำเพราะผมกลัวมากกว่า พอเต๋อหยิบขึ้นมามองแล้วรู้สึกว่าสวยดี เขาก็หยิบใส่กระเป๋าไป ผมรู้สึกอึดอัดว่าเหมือนมีคนมานั่งเบียดกันอยู่ ผมก็นั่งรอไป ใจหนึ่งก็กลัวแต่อีกใจก็ยังสนุกเพราะเพื่อนยังหาไม่เจอ นั่งแอบไปประมาณซัก 10 นาที ก็เริ่มสงสัยว่าทำไมเพื่อนไม่มาแถวนี้เลยในใจคิดว่าที่ซ่อนเราต้องดีแน่ๆ เพื่อนจึงหาไม่เจอ พอนั่งไปซักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงมาจากทางด้านหลังว่า ‘แฮร่…’ ผมหันไปมองเห็นเต๋อหน้าซีด ผมจึงเปิดประตูวิ่งออกมาตัวนี่เลอะไปด้วยเถ้าถ่าน พอวิ่งออกมาเสร็จ เพื่อนทุกคนแยกย้ายกลับบ้านกันไปหมดแล้ว ผมก็เลยถามเต๋อไปว่าคืนนี้จะไปนอนที่ไหน เพราะเต๋อมักจะชอบมานอนที่บ้านผม คืนนั้นเต๋อตามผมมาค้างที่บ้าน

ที่บ้านผมสมัยนั้น ผมจะอยู่กับตาและยาย จะเป็นบ้านสวน ซึ่งตาของผมจะเป็นคนรักเด็ก แกก็มักจะสร้างอะไรให้หลานๆเล่น รวมถึงบ้านต้นไม้ ผมก็เลยไปอาศัยนอนที่บ้านต้นไม้นั้น พอผมไปถึงบ้านคุณตาก็ประมาณ 2 ทุ่ม ผมก็ขึ้นไปอาบน้ำ คุณยายก็ถามว่าเนื้อตัวไปเลอะอะไรมา ผมก็บอกกลับไปว่าเลอะฝุ่น เพราะไม่อยากบอกความจริงเพราะกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เข้ามานอน ผมจำได้ว่าคืนนั้น เต๋อไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เขาได้แต่นั่งกอดเข่ามองผม ไม่พูดอะไรซักคำ จนกระทั่งเช้า แม่ของเต๋อก็มารับกลับบ้านเพราะเป็นวันเสาร์ พอเช้าวันจันทร์แม่เต๋อก็มาส่งเต๋อที่โรงเรียน ข้างๆรั้วโรงเรียน จะมีพืชผักสวนครัวปลูกเป็นแนวยาวไปตามรั้ว ก็จะมีแตงกวา พริก เวลาเต๋อเดินตามรั้วมือเขาหยิบอะไรมาได้ก็จะคว้าใส่ปาก หยิบแตงกวาได้ก็เอาใส่ปาก หยิบพริกได้ก็เอาใส่ปาก ผมก็รู้สึกว่าเต๋อเปลี่ยนไป พอเข้าไปในห้องเรียนก็ไม่พูดไม่จา มองหน้าเพื่อนเหมือนกับคนแปลกหน้า ผมก็พยายามเข้าไปทักทาย เพราะโดยปกติเต๋อจะเป็นคนตลก เฮฮาที่สุดในห้อง จนกระทั่งตกเย็นเราก็ชวนกันไปเตะบอลเหมือนเดิม เต๋อพูดมาคำหนึ่งว่า ‘ไม่ไปหรอก เหนื่อย’ ผมก็เลยให้เต๋อกลับบ้านไปก่อน

จนกระทั่ง เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าของร้านขายของชำหน้าโรงเรียนมาถามผมเรื่องของเต๋อ เพราะเห็นว่าผม 2 คน สนิทกัน “นี่หมี เมื่อวานนี้เต๋อไปนอนที่บ้านด้วยรึเปล่า” ผมก็ตอบไปว่าไม่ได้ไปนอนด้วยกัน เต๋อกลับบ้านของเขาไป เจ้าของร้านยังบอกไปอีกว่า “ก็เนี่ย..ตอนกลางคืนเขามาเดินๆแถวโรงเรียนเนี่ย เดินไปแล้วก็รำไป เดินไปแล้วก็รำไป” ผมถามต่อว่าเต๋อมาที่โรงเรียนกี่โมง เจ้าของร้านก็บอกว่าประมาณ 4-5 ทุ่ม ถ้าในสมัยนั้น 4-5 ทุ่มจะถือว่าดึกมาก แล้วผมก็รู้แปลกๆ ผมก็เลยไปบอกอาจารย์ อาจารย์ก็เลยเข้าไปบอกแต่ก็โดนเต๋อด่ากลับมาและมีพฤติกรรมที่รุ่นแรงมากขึ้น ผ่านไป 2-3 วัน ดึกๆ เต๋อจะเดินออกมารำรอบบ้าน บางทีก็ออกมากลางถนนบ้าง จนหลังๆ คนแถวนั้นมักจะพูดกันว่าเห็นเต๋อแปลกๆไป ตอนกลางคืนไม่รู้เดินไปกับใคร เห็นคนแก่เดินจูงมือกันไป ด้วยความที่สนิทกันกับเต๋อ เต๋อไม่น่าจะมีปู่หรือลุงมาเดินด้วยกันตอนดึกๆ

เช้าของอีกวัน เต๋อไม่มาโรงเรียน พอตกช่วงเย็นแม่ของเต๋อมาหาผมที่บ้านของคุณตา แต่ด้วยความที่ผมกลับบ้านช้าจึงไม่เจอกับแม่ของเต๋อ ตาได้เล่าให้ฟังว่าแม่ของเต๋อมาหา แล้วตาก็ถามผมว่าช่วงนี้เต๋อมีพฤติกรรมอะไรรุนแรงรึเปล่า ผมก็บอกไปว่ามีพฤติกรรมแบบนี้มาเกือบอาทิตย์แล้ว ตาบอกว่าแม่เต๋อเขามาตาม เพราะเต๋อหายออกไปจากบ้านวันหนึ่งแล้ว และไม่รู้เป็นอะไร ฆ่าแมวที่บ้านหมดเลย โดยการจับแมวแขวนคอกับราวตากผ้า ผ่านมาอีกหนึ่งวันผมก็เริ่มคุยกับกลุ่มเพื่อนแบบติดตลกว่าเต๋อเหมือนคนไม่ค่อยเต็มเลย ซักพักเต๋อก็เดินมาจากไหนไม่รู้ ผมก็เลยบอกเต๋อว่า “เต๋อ.. แม่ตามหา ไปไหนมาเนี่ย” เขาตอบกลับมาว่า “กูไม่กลับบ้าน บ้านกูอยู่ที่นี่” โดยคำว่าที่นี่ หมายถึงวัดข้างๆโรงเรียน วันนั้นผมพยายามลากเต๋อกลับบ้าน แต่เต๋อก็ไม่เข้าบ้านกลับเดินเข้าไปนอนในปล่องด้านล่างเมรุ ผมเห็นท่าไม่ดีเลยไปบอกลุงมัคทายกให้มาช่วย พอลุงมัคทายกเห็นเขาก็จับมือและพยายามลากเต๋อเข้าไปในวัดเพื่อไปดูอาการ เต๋อก็ดึงจนหลุดและวิ่งออกไป จนผมกับลุงมัคทายกวิ่งตามไปไม่ทัน ผมเลยโทรศัพท์ไปหาแม่เต๋อและบอกกับแม่เต๋อว่า ผมเจอเต๋อแต่ไม่รู้เขาวิ่งไปที่ไหน หลังจากนั้นผมก็กลับมานอนที่บ้านคุณตา ประมาณ 3 ทุ่ม ผมตื่นมาแบบงัวเงียๆ ก็เห็นเต๋อกำลังจะปีนขึ้นบันไดบ้านต้นไม้ ผมก็เลยถามว่า “อ้าว จะมานอนที่นี่เหรอ” เต๋อก็ตอบมาว่า “เออ.. ขอมานอนด้วย.. กลัว” ลักษณะที่ผมรู้สึก บางช่วงก็เหมือนจะเป็นเต๋อ บางช่วงก็ไม่เหมือน ผมก็เลยให้เพื่อนนอนด้วย เพราะด้วยความสงสาร หลังจากนั้นผมก็หลับไป

คืนนั้นผมจำได้ว่าผมนอนตะแคงหันหลังให้กับเต๋อ แต่ผมรู้สึกว่าเขาลุกขึ้นเดินแต่ผมไม่ได้หันหลังกลับไปมอง แต่เสียงฝีเท้าที่ได้ยินเป็นเสียงหนักๆ แล้วก็เปิดประตูบ้านต้นไม้ออกไป แต่ผมเพิ่งนึกได้ว่าทางลงบ้านต้นไม้มันเป็นแนวดิ่ง ถ้าจะลงต้องมีเสียงก๊อกแก๊กๆ ลงไป แต่เสียงเดินนั้นพอออกไปจากประตู เสียงก็เงียบไป ผมสะดุ้งก็เลยหันกลับไปมองเห็นเต๋อนอนอยู่ที่เดิม ตอนนั้นผมไม่ไว้ใจเพื่อนผมเลยเพราะเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ผมก็พยายามข่มตาหลับไป ไม่นานก็มีเสียงเปิดประตู เอี๊ยด…. แล้วเดินกลับมา ผมค่อยๆแอบดู ภาพที่เห็นเป็นชายแก่คนหนึ่งเดินกลับมาแล้วนั่งคุกเข่าลงข้างๆเต๋อ ใช้สองมือคร่อมไปที่เต๋อแล้วส่งเสียง ‘แฮร่…แฮร่…’ ผมที่อยู่บนหัวของผมตั้ง ตกใจรีบลุกขึ้นและกระโดดลงจากบ้านต้นไม้ ตกลงมาข้อศอกหัก ตาก็ถามว่าเป็นอะไร ผมก็ตะโกนสุดเสียงว่า ผีหลอก คุณตาผมก็เดินขึ้นไปปลุกเต๋อแล้วบอกให้เต๋อกลับบ้านเพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ของนาย เต๋อก็ลุกขึ้นออกไป เช้าวันรุ่งขึ้นประมาณ 10 โมงเช้า แม่เต๋อมาตามหาผมและถามว่า “อย่าว่าอะไรน้าเลยนะ น้าขอถามจริงๆเถอะ เนี่ยไปเล่นอะไรกันมา” ผมก็บอกว่าผมได้ไปเล่นซ่อนหากันและผมได้เข้าแอบในปล่องด้านล่างเมรุ เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็พากันดุด่าผมว่า “ทำไมไปเล่นอย่างนี้” แม่เต๋อก็เลยให้ช่วยไปดูเต๋อที่บ้านหน่อย เพราะตาผมเคยบวชเรียนมา พวกเราก็พากันไปที่บ้านของเต๋อ พอไปถึงผมเห็นเต๋อนอนกำอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง ผมนึกขึ้นได้ว่าเต๋อหยิบอะไรออกมาจากปล่องเมรุ ผมบอกให้เต๋อทำใจดีๆเอาไว้ แล้วหลังจากนั้นทุกคนพยายามช่วยกันแกะมือเพื่อจะดูสิ่งที่เต๋อกำเอาไว้ สิ่งนั้นมันคือฟันปลอม ซึ่งในยุคก่อนจะทำด้วยตะกั่วเผาแล้วไหม้ไม่หมด ทุกคนก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยจะไปตามหลวงพ่อที่วัด พอทุกคนพูดจบ เต๋อพูดสวนกลับมาว่า “ไม่ต้องไปตามหรอก เดี๋ยวกูก็กินมันหมดแล้ว..” พอได้ยินแบบนั้นคุณตาดึงมือผมออกจากห้องนั้น และทุกคนพยายามจะปิดประตู แต่ในช่วงจังหวะที่ปิดประตูผมหันกลับไปมอง ภาพที่เห็นคือ เต๋อนอนขดตัวมองมาที่ผมและค่อยๆแลบลิ้น ลิ้นยาวเลื่อนลงไปถึงสะดื้อ ผมสงสารเพื่อนและลงไปนอนร้องไห้อยู่หน้าประตู

หลังจากนั้นมีคนไปตามเจ้าอาวาสมา พอหลวงพ่อมาถึงก็ได้เคาะประตูไป 3 ที แล้วเอ่ยถามกับคนข้างในว่า “ใครอยู่ในนั้น เปิดประตูให้ที” ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา ทุกคนก็พยายามเปิดประตูแต่ว่าประตูดันล็อคจากด้านใน แม่ของเต๋อเลยเอากุญแจมาไข ก่อนที่จะไขประตู หลวงพ่อได้พูดขึ้นว่า “เขาไปแล้วละโยม..” พอไขประตูเปิดออก ภาพด้านในห้อง เต๋อเสียชีวิตในสภาพอ้าปากค้าง คางของเต๋อค้างไปถึงหน้าอกเหมือนกับโดนฉีกปากออก ตาเปิดโพลงค้างไว้ ผมและเพื่อนอีก 3 คน ได้บวชให้กับเต๋อ คืนแรกที่บวชผมนอนไม่หลับ ผมนึกอะไรไม่รู้ก็ออกมาเดินเล่นแต่ในใจก็คิดจะเดินไปที่เมรุ แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงห่างไปซักประมาณ 100 เมตร ผมเห็นชายแก่คนเดิมที่เคยเห็นบนบ้านต้นไม้ เขาเดินจูงมือเต๋อหายเข้าไปในเมรุ พอหลังจากบวชได้ 7 วัน แล้วสึกออกมา ผมเลยไปถามคุณตาว่าเรื่องแบบนี้มันคือผีใช่ไหม? คุณตาบอกกลับมาว่ามันไม่ใช่ผีแต่มันคืออสุรกาย

เรื่องของเรื่องก่อนหน้าที่ผมจะเข้าแอบในปล่องเมรุได้ 2 วัน มีคนในหมู่บ้านที่เป็นคนเล่นของได้เสียชีวิตลงแล้วได้เอาไปเผาในเมรุแต่เผาไม่หมด เหลือฟันปลอมทิ้งไว้ คุณตาผมบอกว่าคนพวกนี้ พอเสียชีวิตไปแล้วจะกลายเป็นอสุรกายค่อยกัดกินวิญญาณของผู้อื่น จะคอยขอส่วนบุญ ส่วนกรรมจากชีวิตของคนอื่น…