อย่าลืมไปน่ะว่า ต้องออกไปกรวดน้ำอีก 2 คืน!! หลวงพี่กำชับผมอีกครั้ง…ผู้มารับส่วนบุญ

เพราะต้องทนกับเสียงรบเร้าให้ผมบวชของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ไม่ไหว ผมเลยจำต้องสละชีวิตของการเป็นฆราวาสชั่วคราว เพื่อจะไปใช้ชีวิตเยี่ยงสมณเพศ ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสาเหตุที่ท่านทั้งสองต้องรบเร้าให้ผมบวชขนาดนี้ เป็นเพราะพ่อแม่ของผมกลัวว่าท่านจะเสียชีวิตก่อนที่จะได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายสุดที่รัก

เนื่องจากตามความเชื่อของชาวพุทธ มักคิดกันว่า หากพ่อแม่ไหนที่ไม่มีลุกชาย หรือมีลุกชายแล้วลุกชายไม่ได้บวชให้เห็นผ้าเหลืองเวลาตายไปก็จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์การตัดสินใจบวชของผมในครั้งนี้ ผมมีความรู้สึกว่าแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากความรู้สึกสบายใจของผู้เป็นพ่อแม่เท่านั้น เพราะระยะเวลาที่ผมได้เข้าไปอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์เป็นระยะเวลาสั้นๆเพียง 10 วัน ลำพังเวลาเพียงแค่นี้ อย่าว่าจะไปศึกษาธรรมะหรือท่องบทสวดต่างๆเลย เอาแค่เวลาที่ออกไปบิณฑบาตแล้วห่มจีวรไม่หลุดลุ่ยออกมาจากตัวได้ก็ถือว่าเก่งนักหนาแล้ว วันแรกที่ผลใช้ชีวิตเยี่ยงสมณเพศของผม ผมจำเรื่องราวพระอุปัชฌาย์อุตส่าห์ตักเตือนสั่งสอนได้อย่างดี ไม่ว่าจะเรื่องมารยาท เรื่องการวางตัวของการเป็นสมณเพศ หากแต่เรื่องทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมามันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหนักใจแต่อย่างใดไม่ เพราะผมได้ตระหนักดีตั้งแต่ต้นแล้วว่า การที่ผมต้องเข้ามาในวัด ผมต้องทำตัวเช่นไร แต่ก็ใช่ว่าเรื่องที่พระอุปัชฌาย์ได้บอกกล่าวมาจะทำให้ผมรู้สึกเบาใจได้ทุกเรื่อง เพราะมันมีอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจไม่น้อย

หลังจากที่ได้ฟังพระอุปัชฌาย์กล่าวจบก็คือเรื่องพระบวชใหม่เช่นผมจะต้องไปกรวจน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับญาติที่เสียชีวิตไปแล้วในตอนใกล้รุ่งเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน แล้วเราไม่ทำไม่ได้หรือครับท่าน พอดีผมเป็นคนกลัวผีน่ะ ผมรับสารภาพเสียงอ่อยกับพระอุปัชฌาย์ เมื่อท่านได้ยินผมกล่วจบท่านก้ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่พระบวชใหม่เช่นผมต้องไปกรวจน้ำให้ฟังว่า มันเป็นหน้าที่ของพระบวชใหม่ที่จะต้องลุกขึ้นมาตอนใกล้รุ่งเพื่อไปกรวจน้ำให้ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว เธอจะกลัวไปทำไม ในเมื่อเธอเป็นพระรูปหนึ่งที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์เช่นเดียวกับพระรูปอื่นๆ เธอไม่เคยได้ยินที่เขาพูดกันหรือว่าผีน่ะกลัวพระ ไม่ใช่ว่าพระจะมากลัวผีเสียเอง ผมยิ้มรับคำกล่าวของท่าน เหมือนว่าจะลดความกลัวลงได้ แต่ความจริงภายในใจของผมนั้น หาได้เป็นไปตามกิริยาที่แสดงออกมาไม่ ในคืนแรกของการจำวัดผมได้จัดเตรียมข้าวของที่ใช้ในตอนที่จะออกไปกรวดน้ำไว้ให้พร้อมตั้งแต่หัวค่ำ ซึ่งข้าวของที่จะใช้มันก้ไม่มีอะไรมากไปกว่าธูปเทียน ขันน้ำใบเล็กๆ ที่มีน้ำบรรจุอยู่และที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยก็คือเศษกระดาษที่จดคำกล่าวบทสวดกรวดน้ำอย่างสั้นๆ 1 ชิ้นแค่นี้ก็ถือว่าเรียบร้อยแล้ว คืนนั้นหลังจากที่ผมคุยกับพระรุปที่อยู่กุฎิใกล้ๆ ประมานสี่ทุ่มเศษ ผลกลับกุฏิของตนเองเพื่อจะได้จำวัด แต่อาจจะเป็นเพราะผมยังไม่ชินกับสถานที่นอนใหม่ มันทำให้ผมต้องนอนกระสับกระส่ายอยู่ จนได้ยินเสียงไก่ขันเป็นรอบที่ 2 ซึ่งนั้นย่อมเป็นเครื่องหมายที่ชี้ให้เห็นว่าขณะนี้เวลามันน่าจะตี 2 แล้ว ผมพยายามข่มตาให้หลับลงและมันก็สามารถหลับได้ในที่สุด

ครั้งผมได้มารู้สึกอีกครั้งก็ตอนที่ผมได้ยินเสียงพระรูปที่ผมอยู่คุยด้วยเมื่อตอนหัวค่ำ มายืนร้องเรียกผมอยู่ที่บริเวณหน้ากุฎิ ผมค่อยๆพยุงกายลุกจากที่นอนด้วยความลำบาก ขณะ ที่เดินตรงไปที่ประตูเพื่อต้องการออกไปดูให้แน่ใจว่า ผู้ที่ร้องเรียกผมอยู่เขามีธุระอันใดกัน พอดีผมลุกขึ้นมากวาดลานวัดอ่ะ เห็นกุฎิคุยยังเงียบอยู่ก็เลยเรียกปลุกคุณขึ้นมา คงไม่เป็นไรนะ เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อคืนนอนหลับสบายดีหรือเปล่า นี้มันก็ใกล้จะตีสี่แล้วนะคุณ คุณไม่ไปกรวดน้ำเหรอพระรูปดังกล่าวถามเหมือนย้ำเตือน ผมมีภารกิจที่ต้องกระทำให้แล้วเสร็จก่อนรุ่งสาง ใช่แล้ว ผมต้องไปกรวดน้ำนิ ผมลืมไปเสียสนิททีเดียวและทันทีที่ผมนึกได้ ก็รีบขอตัวพระรูปนั้นที่มาปลุกผมให้ตื่นด้วยความร้อนรน แต่ไม่ถึงกับเสียกิริยาแห่งการเป็นสมณะ ผมค่อยๆ เดินฝ่าความมืดออกมาโดยมีเสียงของพระรูปเดิมไล่หลังมาว่า ให้ผมไปทำพิธีตรงโค้งต้นไม้อโศกใหญีที่อยู่บริเวณหลังโบสถ์ที่พระรุปนั้นสั่งไว้ ซึ่งผมกวาดสายตาไปไม่ถึง สองนาทีด้วยซ้ำ ผมก็มองเห็นต้นอโศกดังกล่าวยืนทะมึนดำโดดเด่นเป็นสง่าท่ามกลางหมู่แมกไม้ชนิดอื่นๆที่รายรอบอยู่เต็มไปหมด แม้ผมจะรู้สึกหวาดหวั่นกับบรรยายกาศทิ่อยู่รอบตัวในเวลานี้ไม่น้อย แต่ผมก็ไม่รุ้จะทำอย่างไร นอกจากรีบปฎิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จโดยเร็ว ผมลงมือทำพิธีกรวดน้ำตามขั้นตอนที่พระอุปัชฌาย์ได้แนะนำมา ตั้งแต่กลางวันอย่างเร่งรีบ โดยขณะที่ผมกำลังทำพิธีนั้น ผมก็ไม่ลืมที่จะเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความกลัวว่า จะมีใครมารับส่วนบุญที่ผมได้แผ่อุทิศให้ แต่จนแล้วจนรอดทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับผมเลยแม้แต่น้อย

เมื่อปรากฎว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผมคิดไว้ ผมจึงกลับมายังกุฎิด้วยความดล่งใจ ความสบายใจของผมส่วนหนึ่งเกิดเพราะได้อุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ ส่วนหนึ่งเกิดจากไม่ต้องเจอกับกับบุคคลที่ไม่พึ่งปรารถนา แม้ว่าคนเหล่านั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นบุคคลที่ผมเคารพรักก็ตาม เป็นยังไง เมื่อคืนเจออะไรบ้างหรือเปล่า พระอุปัชฌาย์พูดกับประโยคแรก หลังจากที่ได้ฉันจังหันเสร็จโดยที่ผมไมได้กล่าวอะไรตอบท่าน นอกจากมีแค่รอยยิ้มให้ท่านอีกเช่นเคย และดูเหมือนว่าท่านก็จะเข้าใจความหมายรอยยิ้มอันนี้เป็นอย่างดีเสียด้วย แต่เธออย่าลืมไปน่ะว่า เธอต้องออกไปกรวดน้ำอีก 2 คืน ท่านกำชับผมอีกครั้ง เมื่อเราต่างคนต่างยกย้ายไปยังกุฎิของแต่ละคน เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องลุกขึ้นมาประกอบพิธีกรวดน้ำในคืนที่ 2 คราวนี้ผมลุกขึ้นมาจากที่นอนได้ โดยไม่ต้องรอให้พระรูปทิ่อยู่กุฎิข้างๆปลุกเหมือนอย่างคืนแรก ผมรู้สึกว่าการออกมาทำพิธีกรวดน้ำในคืนที่ 2 ผมมีความมั่นใจมากขึ้นไม่ปอดแหกเหมือนคืนแรก อาจจะเป็นเพราะผมเริ่มชินกับสถานที่ อีกทั้งเรื่องที่ผมกลัวนักหนา ในสิ่งที่พระอุปัชฌาย์กล่าวให้ฟังในตอนต้น มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเช่นเคยการประกอบพิธีกรวดน้ำของผมในคืนที่ 2 ทุกอย่าก็ดำเนินไปตามปกติ ไม่มีอะไรผิดแผกไปจากเดิมที่เคยปฎิบัติมาจนถึงคืนสุดท้ายที่ต้องออกไปทำพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ ผมได้ออกไปจากกุฎิพร้อมกับอุปกรณ์ที่จะใช้ประกอบพิธีกรรมอีกเช่นเคย โดยที่ความรู้สึกกลัวหรือไม่มั่นใจนั้นแทบจะไม่มีเกิดขึ้นในจิตใจของผมเลย ทั้งนี้เพราะในคืนแรกและคืนที่สองผมไม่ได้เจอกับสิ่งที่ผมกลัวนักหนาสักนิดเลย

บางทีผมยังแอบคิดเล่นๆเอาเองว่า เรื่องที่พระอุปัชฌาย์ท่านได้เล่าให้ผมฟังอาจจะเป้นมุกที่ท่านกุขึ้นด้วยความสนุกของท่านก้เป็นได้ ผมเดินคิดอะไรเพลินๆ อยู่สักครู่ เท้าของผมก้ได้พาผมมาถึงที่ต้นอโศกต้นเดิม ที่ได้ทำพีกรวดน้ำในสองคืนที่ผ่านมา ผมค่อยๆนั่งคุกเข่าลง ด้วยความสำรวมและระมัดระวัง และเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ปเทียนที่ผมเตรียมไว้ในมือถูกจุดขึ้น เพื่อสำหรับขั้นตอนต่อไปของพีกรรม แต่ความประหลาดใจก้ได้เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้เอง เมื่อไฟที่ติดอยุ่ปลายธูปมันเกิดสว่างจ้าขึ้นมากกว่าที่ควรที่เป็น และถึงแม้ผมจะพยายามใช้มือโบกเพื่อให้มันดับสำเพียงใด มันก็ไมยอมดับ ทัง้ที่ความเป็นจริงไปเพียงแค่นี้โดนลมแรงพัดก็จะดับไปเองตามธรรมชาติ อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้างมันเลยทำให้ผมต้องปักธูปลงไปที่โคนต้นอโศกด้วยไฟที่ยังติดอยู่ ความสว่างที่เกิดจากธุปและเทียนส่องประกายวอมแวมวูบวาบ ยามที่มีลมพัดในแต่ละครั้ง ซึ่งคราวใดที่ลมพัดมามันจะทำให้ผมเห็นเงาดำรอบๆข้างไหวไปมาราวกับว่ามีใครกำลังเคลื่อนไหวอยู่ แต่ผมกลับไม่รุ้สึกว่ามันน่ากลัวก็จะกลัวไปทำไมก็ในเมื่อคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่ผมต้องทำพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณผู้ล่วงลับ เสียงคำสวดอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ดังฮึมฮัมออกมาจากปากของผมอย่างแผ่วเบา โดยที่ผมหาสนใจสิ่งรอบข้างซึ่งการกรวดน้ำแต่ละครั้งผู้สวดจำเป็นต้องทำการสวดอาราธนาพระศรีรัตนรัยก่อนที่จ่อด้วยบท อิทังเม แต่ยังไม่ทันที่ผมจะกล่าวคำสวดอาราธนาเสร็จ ผมรู้สึกว่าขณะนี้บริเวณใต้ต้นอโศกไม่ได้มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่มีบุคคลที่ไมได้เชิญมานั่งอยู่ข้างๆด้วย ผมค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าใครคนนั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นใครกันแน่ และทันทีที่สายตาของผมอยู่นะดับปกติ ผมก้ได้พบกับบุคคลที่ไมได้เชิญ ยืนดำเป็นเงาตะคุ่มอยู่ข้างหน้า

ในเวลานั้น ถ้าหากมีใครถามผมว่ารู้สึกกลัวหรือเปล่า ผมขอตอบตามความจริงแบบไม่มุสาฯ เลยว่า ผมกลัวจนแทบจะฉี่ราดแต่ไอ้ครั้นจะวิ่งหนีจนขนาดจีวรปลิวก็ใช่ที่ เมื่อผมเป็นพระมีผ้าเหลืองคอยปกป้องกายอยู่แล้ว จะหนีหรือกลัวไปทำไมกับอีแค่วิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว ร่างที่ยืนอยู่ข้างหน้า ยังคงนิ่งไม่ไหวติงอย่างใด วึ่งเมื่อพอผมรวบรวมความกล้าได้ จนพอจะเริ่มชินกับสิ่งที่เห็น ผมจึงได้ใช้สายตาพิจารณาดูว่า ผู้ที่ปรากฎให้เห็นอยู่ตรงหน้าจะเป็นญาติของผมคนไหนกันแน่ จากที่ผมใช้สายตาพิจารณาอยุ่ครู่หนึ่ง ผมจึสรุปได้จากกายภาพของวิญญาณที่ปรากฎตัว ว่าน่าจะเป็นปู่ของผมเอง เพราะมันมีลักษณะพิเศษบางอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นปู่ของผมเอง ท่านจะเป็นคนหลังคู้และไม่ไม้เท้าต้องคอยพยุงร่างกายตลอดเวลา แม้ผมจะเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ขวัญหนีดีฝ่ออยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้จิตใจของผมเตลิดเปิดเปิงครองสติไม่ได้ ผมยังคงตั้งหน้าตั้งตาประกอบพิธีการของผมต่อไป และพยายามทำจิตใจห้เป็นปกติไม่วอกแวก

พอสิ้นเสียงกรวดน้ำผมหวังว่าร่างที่เห็นคงจะหายไปเอง แต่ร่างดังกล่าวนั้นยังคงยืนอยู่ ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ผมไม่รุ้จะทำอย่างไรดี เพราะถ้าจะลุกหนีก็กลัวว่าร่างของปู่ที่ปรากฎให้เห็นท่านจะไม่พอใจ ผมเลยจำต้องตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างเพื่อจะได้ตกลงทำความเข้าใจกันระหว่างคนที่อยู่ต่างภพ ปู่ตอนนี้ปู่ไม่ต้องห่วงนะ ผมได้บวชอุทิศส่วนบุญที่ผมได้ทำมันคงจะทำให่ปู่และบรรดาญาติคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตไปแล้ว มีความสุขสบายในปรโลกพอสมควร สิ้นเสียงคำอธิฐานของผม ร่างที่ผมเชื่อว่าเป็นวิญญาณของปู่ที่ล่วงลับไปแล้ว ค่อยๆ จางหายไปราวกับว่าเป็นควันล่องลอยอยุ่ในอากาศ

ซึ่งเมื่อทุกอย่างทำท่าลงเอ่ยได้ด้วยดีผมลุกขึ้นและเดินออกมาจากต้นอโศก ด้วยความรู้สึกที่สบายใจอย่างยิ่งยวด เมื่อถึงเช้าของวันใหม่ หลังจากที่เสร็จภาระกิจการออกไปบิณฑบาต ผมก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ขณะที่ผมกำลังทำพิธีกรวดน้ำให้กับพระอุปัชฌาย์ทราบ เมื่อท่านฟังเรื่องที่ผมเล่าจบ ท่านก็ถึงกับเปรยออกมาว่า เธอนะดีรู้ไหม ญาติที่เสียชีวิติไปแล้วมาปรากฎตัวให้เห็น พราะบางรุปบวชมาตั้งเกือบ 10 พรรษา ยังไม่เคยเจออย่างเธอเลย นี้เธอเพื่งจะบวชได้ 3 วัน เท่านั้นเอง พระอุปัชฌาย์ท่านกล่าวเดิมกับว่าจะเยินนอผม ซึ่งผมได้กล่าวตอบท่านไปติดตลกว่า ผมก็รู้สึกดีนะครับท่าน ที่ได้กรวจน้ำให้กับญาติที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ถ้าหากทำพิธีกรวจน้ำแล้วผมต้องเจอญาติคนที่ตายไปแล้วแบบนี้บ่อยๆ ผมว่ามันคงไม่ดีเท่าไรเหมือนกันนะครับ เอาเป็นว่าแค่ 3 คืน ก็คงจะพอแล้วนะครับท่าน