ประสบการณ์หลอน เด็กเห็นผี

เรื่องเด็กเห็นผี เป็นความเชื่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินค่ะ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวเราเอง เรามีหลานสาวตอนนี้วัยกำลังซนเริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วค่ะ ชื่อน้องนาลียา (แม่น้องนาซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้เราเป็นคนตั้งให้ นางบอกว่าเอามาจากนิยายเรื่องอะไรสักอย่าง ความจริงไม่ได้เขียนแบบนี้แต่มีตัวกาลิกิณีเลยกลายเป็นแบบนี้) น้องนาเป็นลูกพี่ชายเราค่ะ เป็นหลานสาวคนเดียวของทางบ้านเรา เป็นหลานรักที่แสนจะถูกประคบประหงมโดยคุณปู่คุณย่ารวมถึงคุณอาอย่างเราด้วย แหะๆ ก็นางน่ารัก น่าฟัดจริงๆนะคะ
จะเล่าเป็นเหตุการณ์ๆ ไปนะคะ เพราะมันไม่ได้เกิดต่อเนื่อง

– ตอนน้องนาอายุประมาณเกือบหนึ่งขวบ เดินได้แล้ว แต่ยังพูดไม่ได้ วันนั้นเรากลับบ้าน ตอนเย็นๆเราอุ้มน้องนาไปเดินเล่นในหมู่บ้าน (น้องนาอยู่กับคุณปู่คุณย่า พ่อแม่แล้วก็เราจะทำงานในเมือง) แม่ก็ห้ามแล้วว่าอย่าพาไปเลย มันค่ำแล้ว เมื่อห้ามไม่ได้ เพราะเราก็ดื้อแล้วอยากเล่นกับหลาน แม่เลยบอกว่าอย่าพาไปไกล ขวัญจะหาย เวลาจะกลับจะทำอะไรให้เรียกขวัญกลับบ้านด้วย เราก็โยกหัวโคลงเคลงใส่แม่ เพราะคิดว่าแม่หวงหลานไม่เข้า นี่ขนาดแค่จะพาไปเดินเล่นแถวบ้านเอง น้องนาเมื่อเห็นว่าเราจะพาไปเดินเล่นก็ชี้ไปข้างหน้าใหญ่เลยค่ะ พูดแต่ ไปๆๆ เราก็เดินๆ ไปเรื่อยๆ แวะทักคนนั้นทีคนโน้นที จนไปถึงวัดที่อยู่ติดถนนใหญ่หน้าหมู่บ้าน เลยกะพาน้องนาไปดูรถวิ่งไปวิ่งมาบนถนน ตอนนั้นก็โพล้เพล้ เด็กๆ ออกมาเล่นกันเต็มถนนในหมู่บ้านไปหมด เราก็ปล่อยให้น้องนาเดินเตาะแตะเล่นกับเด็กๆ จนสักพัก น้องนาเดินไปหยุดอยู่หน้าศาลพระภูมิของบ้านหลังหนึ่ง แล้วอยู่ดีดีก็ยกมือไหว้ พูด จ้า จ้า เราก็งง เพราะตรงนั้นไม่มีใครอยู่ เราเลยเดินเข้าไปถามน้องนา น้องนาจ้าใครคะ จ้าพระเหรอ เราเดาว่าน้องนาอาจจะเห็นศาลพระภูมิเหมือนวัดหรืออะไรเลยทำให้เด็กยกมือไหว้ ถามครั้งแรกน้องนาไม่ตอบ แต่ก็หัวเราะเอิ๊กๆ ขึ้น เราเริ่มขนลุก ยิ่งกลัวเรื่องพวกนี้ขึ้นสมอง แต่ก็ยังใจดีสู้อีก ถามอีก น้องนาจ้าพระเหรอ น้องนา หันมามองหน้าเรา แล้วส่ายหัว หมายถึงว่า “ไม่” คุณอาจะรออะไรล่ะคะ ก็รีบอุ้มเอาหลานที่ยืนจ้า ยืนหัวเราะ ยืนทำตาโตเหมือนมีคนหยอก โกยแน่บกลับบ้านน่ะสิ

เรื่องนี้เพิ่มระดับความน่ากลัวขึ้นมาอีกนิดนึง บ้านคุณยายน้องนา (บ้านพี่สะใภ้) จะอยู่อีกจังหวัดนึงซึ่งติดชายแดน แต่บ้านคุณยายน้องนาอยู่ในเมืองนะคะ วันหยุดยาวเทศกาล พี่ชายกับพี่สะใภ้จะพาน้องนาไปหาคุณตาคุณยายที่นั่นค่อนข้างบ่อย แรกๆ เราก็ไม่ค่อยไปด้วย เพราะตอนนั้นน้องนายังเป็นทารกแบเบาะอยู่ก็เลยไม่รู้จะหยิบจะจับหลานยังไง แต่ครั้งนั้นน้องนาไปขวบกว่าๆแล้ว เริ่มพูดเจ๊าะแจ๊ะได้บ้าง เรานี่หลงหลานหัวปักหัวปรำ วันหยุดที่รีบกลับบ้านไปหาหลานตลอด คราวนี้เราเลยตามหลานไปด้วย เราก็ค่อนข้างสนิทกับบ้านพี่สะใภ้อยู่พอสมควรนะคะ เพราะเราเป็นคนช่างพูด (พูดมาก) ผู้ใหญ่เลยชอบคุยด้วย วันนั้นไปถึงก็ประมาณเที่ยงๆ ก็เลยไปรับคุณตาคุณยายไปซื้อของที่ห้าง ก็กลับบ้านมากินข้าว เข้านอนปกติ แต่วันนั้นที่แปลกคือ น้องนานอนหลับตั้งแต่ยังไม่สองทุ่ม ปกตินางเป็นเด็กนอนดึกมาก แต่คงเพราะเหนื่อยเดินทางแล้วก็เล่นมาทั้งวัน ถ่านเลยหมด ผู้ใหญ่ก็สบายใจสิคะ หลานหลับแสดงว่าหลานจะได้ไม่กวน ปัญหาเกิดที่ว่า พี่ชายกับพี่สาวจะไปเที่ยวบ้านเพื่อนซึ่งเราจะต้องนอนอยู่กับหลาน เพราะถ้าตื่นมาไม่เจอใคร หรือเจอแค่คุณตาคุณยายคงอาละวาดบ้านแตก เราก็ยอมเป็นน้องสาวที่ใจดี ทั้งทีบ่นไปหลายตลบ ว่าจะออกไปเที่ยวเล่นดึกดื่นเที่ยงคืน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร นานๆ ทีก็คงอยากไปพบปะเพื่อนฝูงบ้าง สรุปสองคนนั้นรอให้เราอาบน้ำอะไรเรียบร้อยก่อนค่อยออกไป
เราก็นอนไม่ค่อยจะหลับเพราะต่างที่ต่างถิ่น ห้องที่เรานอนกับหลานก็มีที่นอนหกฟุตใหญ่กางมุ้งกันยุงให้ทั้งที่ห้องติดแอร์ (ความห่วงหลานของคุณตาคุณยายไม่น้อยหน้าคุณปู่คุณย่า) เรานอนเล่นโทรสับไปมา เปิดซีรี่ย์ดูจบไปหลายตอน สักพักได้ยินเสียงหลานคุยเจ๊าะแจ๊ะ เราก็นึกว่าหลานตื่นมาคุยกับเรา ก็หันไปทางหลาน ปรากฏว่าหลานนอนลืมตาโพลงดูเพลา ยิ้มหัวเราะ พูดเออๆออๆ กับเพดาน เอาล่ะสิ จากหลายเหตุการณ์ที่เคยเกิด รวมถึงเรื่องที่เล่าไปเมื่อกี้ด้วย เราก็เริ่มขนลุก รีบเอามือไปกอดหลาน แล้วบอกน้องนานอนนะคะ แล้วตบก้นให้ แต่นางกลับลุกขึ้นนั่ง คลานไปคลานมา เหมือนเล่นกับใคร เหมือนพุ่งเข้าไปหาใคร นาทีนั้นอีอาคนงามนี่อยากจะวิ่งออกนอกห้องหรือกรี๊ดดังๆ น้องนาทำท่าเปิดมุ้ง ขึ้นๆลงๆ เวลาเปิดขึ้นนางก็หัวเราะ เวลาปิดลงนางก็เอาหน้าไปแนบกับมุ้งส่องดูข้างนอกเหมือนส่องหาใคร เล่นอยู่สักพัก ส่วนเรานี่เหงื่อแตกพลั่กๆ เรียกน้องนามานอนๆ หลานก็ไม่ยอมมา จนสุดท้ายตัดสินใจไลน์ไปเรียกพี่สะใภ้กลับโดยไม่ได้บอกอะไร แต่กว่านางจะมาถึงทั้งหลานทั้งอาก็หมดแรงหลับไปแล้ว จนเช้าเราก็จะกลับบ้าน น้องนาก็วิ่งเข้าไปในบ้าน วิ่งเล่นไปมา เหมือนไล่ตามใครหรือมีใครไล่ตามอยู่ เรารีบสะกิดพี่ชาย พี่ชายเรามองหน้าพี่สะใภ้ พี่สะใภ้มองหน้าพ่อกับแม่ คุณยายเหมือนจะรู้งาน รีบเรียกหลานออกมา พี่ชายอุ้มเอาน้องนา แล้วร่ำลาคุณตาคุณยาย กำลังจะขึ้นรถกลับ น้าแมว ป้าข้างบ้าน ก็วิ่งเอาขนมมาให้น้องนา พร้อมถามกลับแล้วเหรอลูก พอบอกกำลังจะหลับ น้าแมวเลยบอก น้องนา กลับแล้วบ๊ายบายเพื่อนด้วยสิ หลานรักของอาก็ทำท่าบ๊ายบายไปทางบ้านน้าแมวซึ่งไม่มีแมวซักตัวอยู่ พร้อมทำท่าส่งจุ๊บที่นางไม่เคยยอมทำให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด แถมด้วยยิ้มหวานตาปิด เรากับพี่ชายมองหน้ากัน กลับถึงบ้านเราเล่าเรื่องเมื่อคืนให้พี่สะใภ้ฟัง พี่สะใภ้ก็เลยโทรไปหาแม่ คุณยายบอกว่า น้าแมวแกเลี้ยงกุมาร คงจะมาเล่นกับน้องนานั่นแหละ พูดแล้วยังขนลุก บางทีมองเด็กๆ แล้วยังแอบกลัวเลย บรึ๋ยยย
เดี๋ยวมาเล่าเรื่องอื่นอีกนะคะ วันนี้ขอไปทำธุระก่อน ไม่เอาดราม่าเล่าไม่จบ เล่าค้างนะ เค้าจบให้เป็นชอตๆ ดราม่าแล้วเค้าหวั่นไหวน้ำตาไหลพราก งือๆๆ

ที่นี้มาเรื่องที่ทำให้คุณอาอย่างเราวิ่งหางจุกตูดบ้างค่ะ เรื่องนี้ทำให้หลอนอยู่นานมาก ตอนนั้นน้องนาอายุได้เกือบสองขวบแล้ว พูดประโยคยาวๆได้แล้ว ถึงจะยังไม่ชัดมาก ที่เกิดเหตุก็เป็นที่เดิมเลยค่ะบ้านคุณยายน้องนา วันนั้นเรานั่งเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ก็มีน้องนา คุณตา คุณยาย พี่สะใภ้ แล้วก็แฟนเราค่ะ น้องนาเล่นอยู่ดีดีก็วิ่งมาให้เราอุ้ม แล้วบอกอยากไปหาน้องหมูต่าย เป็นตุ๊กตาหมูกระต่ายที่อยู่บนห้องนอนคุณตาคุณยายข้างบนบ้าน ซื้อไว้ให้หลานเล่น คุณตาก็ดีใจใหญ่ว่าหลานจำได้ว่ามีตุ๊กตา เราก็เลยขออนุญาติพาน้องนาขึ้นไป บนห้องจะมีเตียงประมาณ 5 ฟุต แล้วก็โซฟาอยู่ เราก็นั่งตรงโซฟา ปล่อยให้น้องนาขึ้นไปเล่นกับตุ๊กตาบนเตียง สักพักน้องนาหยุดเล่น แล้วหันไปทางหน้าต่าง ซึ่งถ้ามองลงไปจากชั้นสองจะเป็นกำแพงบ้านและถนนซอยในหมู่บ้าน แล้วน้องนาก็ถามเราว่า ทำไมพี่คนที่ผมยาวๆอยู่ตรงนั้น เรานี่เหงื่อซึมมือ นึกโกรธตัวเองที่ไม่หยิบตุ๊กตาแล้วพาหลานลงไปข้างล่าง น้องนานั่งชำเลือง มือก็เล่นตุ๊กตา ตาก็คอยเหมือนแอบดูอะไรอยู่ สักพัก นางวิ่งกระโดดลงเตียงหน้าตื่น เหมือนตกใจมากๆ วิ่งเข้ามากอดเราร้องไห้จ้าเสียงดังมาก แล้วบอก กลัวๆๆ เราก็โอ๋ๆ ไม่กลัวนะคะ แต่อานี่แทบฉี่ราดแล้ว เราคิดในใจว่าอะไรก็ตามอย่ามาแกล้งเด็กแบบนี้ เริ่มโกรธด้วยว่ามาแกล้งทำไม แล้วเหมือนมีลมพัดวูบเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ เป็นลมเบาๆ เบามาก ไม่เหมือนลมธรรมชาติค่ะ ขนบนหัวเราลุกพรึ่บทันทีค่ะ น้องนาก็ร้องไห้กอดคอเราแน่น จังหวะนั้นไม่รู้จะปลอบหลานหรือยังไง คิดไม่ออกว่าจะต้องเดินออกไปจากห้อง คือมันสตั๊นไปหมด สักพักได้ยินเสียงแฟนเรียก สติเลยกลับมา เลยวิ่งออกมาจากห้องลงบันไดตึงๆ แล้วได้ยินเสียงหัวเราะคิกๆ คิกๆ ตามหลังมา แต่ตอนที่อยู่บ้านคุณยายก็ไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง มาถึงบ้านค่อยเล่าให้พี่สาวฟัง แต่ไม่มีใครเชื่อ คิดว่าเราโดนน้องนาหลอกอำ เออๆๆ ไม่โดนบ้างก็ให้มันรู้ไป

อันนี้เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นะคะ คุณปู่น้องนา (พ่อเรา) เล่าให้ฟังอีกที วันนั้นคุณปู่คุณย่าไปสวดมนต์เย็นที่วัด แต่พี่ชายกับพี่สะใภ้เราไม่อยู่ จึงต้องพาน้องนาไปด้วย พอสวดมนต์เสร็จก็นั่งคุยกับพระอาจารย์ต่อจนทุ่มกว่าๆ จึงพากันกลับบ้าน ก่อนกลับพระอาจารย์ก็เอาสายสิญจน์ที่เป็นด้ายหลายๆสีอันเล็กให้คุณปู่บอกให้เอาใส่ให้น้องนา แล้วคราวหลังไม่ต้องพาเด็กมาหรอก มันจะงอแงเอา คุณย่าก็เดินจูงมือน้องนากลับบ้าน บ้านกลับวัดไม่ได้ไกลกันมาก ประมาณห้าร้อยเมตร ระหว่างทางกลับบ้านก็จะเป็นไร่มันบ้าง สวนยางบ้าง เนื่องจากบ้านเราจะอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านออกมานิดหน่อย ทีนี้คุณปู่ก็เล่าว่ารู้สึกไม่ดีตั้งแต่ออกมาจากวัดแล้ว เพราะหมาเห่าไล่หลังตลอด เดินไปเดินมา ก็เลยไปอุ้มเอาน้องนาขึ้นมาไม่ปล่อยให้เดินเอง แล้วบอกคุณย่าให้รีบเดิน หิวข้าวแล้ว น้องนานั้นพอปู่จับหันไปข้างหน้า แกก็จะเอี้ยวตัวหันกลับมาข้างหลังตลอด แล้วก็กอดคุณปู่แน่นขึ้นๆ เหมือนเจออะไรสักอย่าง คุณปู่ก็ทำเฉยๆ เร่งฝีเท้าจนกลับถึงบ้าน แล้วก็รีบพากันเข้านอน แต่อยู่ดีดีกลางดึกน้องนาก็ร้องไห้ไม่หยุด ร้องแบบไม่มีสาเหตุ ไม่มีไข้อะไร คุณปู่เอะใจเลยจับไปที่แขนของหลาน ปรากฏว่าสายสิญจน์ที่ใส่ไว้ให้หายไปแล้ว ก็เลยเปิดไฟหาตามที่นอนคิดว่าคงหลุดอยู่แถวนั้น ก็ไม่มี ระหว่างที่กำลังหาอยู่นั้น ก็บังเอิญมองออกไปนอกตัวบ้านซึ่งเป็นไร่มัน คุณปู่บอกว่าเห็นผู้หญิงใส่เสื้อผ้าขาดๆ ยืนมองอยู่ ภาพชัดมาก เพราะเป็นคืนที่พระจันทร์สว่าง คุณปู่เห็นก็รู้เลยว่าไม่ใช่คน จึงรีบปิดไฟนอนแล้วสวดแผ่เมตตาในใจ สักพักน้องนาก็หยุดร้องแล้วก็ผลอยหลับไป เช้ามาคุณปู่ก็เดินไปดูตรงหน้าบ้านที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ ก็เห็นเป็นรอยเหมือนคนเกลี่ยดินไปๆมาๆ (พื้นตรงนั้นเป็นดินแดงกับหินกรวดค่อนเยอะๆ ขอบระหว่างถนน) คือหินก็จะกระจัดกระจายออกไปด้านข้าง ซึ่งเตียนไปเลย ถ้าจะว่าหมาเขี่ยก็คงไม่เขี่ยหินได้ออกเยอะขนาดนั้น อีกอย่างหมาไม่เคยมาเล่นตามไหล่ทางที่มีก้อนหินเยอะขนาดนั้น คุณปู่เลยรีบเกลี่ยๆหินให้กลับมาเหมือนเดิมประมาณว่าให้อะไรก็ตามจำไม่ได้ว่าเป็นจุดๆนี้ จากนั้นน้องนาก็เป็นไข้งอแงอยู่สามสี่วัน คุณปู่เลยไปเล่าเรื่องให้พระอาจารย์ที่วัดฟัง พระอาจารย์เลยให้เอาน้ำมนต์มาลูบหัวให้น้องนา แต่ไม่ได้บอกอะไรอีก ถึงแม้ปู่จะถามเรื่องผู้หญิงที่เห็น บอกแค่ว่า ต่างคนต่างอยู่แล้ว
เรื่องของหลานเราที่เกี่ยวกับสิ่งลึกลับก็จะประมาณนี้ค่ะ คนที่มีลูกเล็กๆ หรือบ้านไหนที่มีเด็กๆ ในบ้าน อาจจะเคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ เพราะล่าสุดเมื่อวานเราไปยืนรอคิวกดเอทีเอ็ม เด็กที่แม่อุ้มอยู่ข้างหลังน่าจะยังไม่เดินด้วยซ้ำ ยกมือบ๊ายบายลมบ๊ายบายแล้ง นางแม่ก็ตัวดี ถามหนูบ๊ายบายใครคะ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นนะ เหมือนบิ๊วเราซะอย่างนั้น พอเด็กบอก ป้อ ป้อ นางแม่ก็ชี้ขึ้นฟ้า แล้วบอกอีกว่าพ่ออยู่บนสวรรค์นู่น จ้าๆๆ เอาเข้าไป เราได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้ แล้วรีบกดตังค์รีบเดินหนี