เรื่องเล่าซอยผีสิง ซ.ลาซาล ย่านบางนา จ.กรุงเทพ

สมัยหนุ่มๆ ผมยึดอาชีพขับรถแท็กซี่หาเลี้ยงครอบครัว วันๆก็ตะลอนๆ หาผู้โดยสารไปตามท้องที่ๆพอจะชำนาญเส้นทาง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่แถวย่านวังบูรพากับหน้าตลาดบำเพ็ญบุญ ตรงข้ามโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง นั่นแหละครับ

นอกจากนั้นแถว สามแพร่ง เสาชิงช้า บำรุงเมือง เฟื่องนคร หรือว่าเจริญกรุงกับเยาวราชก็คล่องแคล่วได้การครับ บางวันก็ไปถึงสยามสแควร์ เพลินจิต ชิดชม ร่วมฤดี อะไรพวกนี้ก็คือว่าทะลุปรุโปร่งได้การ นอกจากนี้ยังมี สี่พระยา สุรวงศ์ สีลม โดยเฉพาะพัฒน์พงศ์ที่มีนักเที่ยวดึกๆ ไม่ผิดกับย่านรัชดาฯก็ไปบ่อย…จะมีแตกต่างกันก็ตรงที่ตอนนั้นทหาร จีไอ.เต็มบ้านเต็มเมือง

แหม…ก็เรื่องที่จะเล่านี่หลายสิบปีแล้วนิครับ ในช่วงสงครามเวียดนามกำลังดุเดือดเลือดพล่านนั่นแหละ..พูดถึงย่านสุขุมวิทน่ะ ส่วนมากผมจะไปแค่ขนส่งเอกมัยหรือไม่ก็พระโขนง นานๆ ถึงจะวิ่งไปถึงบางนา เลยไปบางปูบางปิ้งซะที… ส่วนมากเป็นตอนกลางวันครับ ยามค่ำคืนผมไม่อยากเสี่ยง เพราะถนนช่วงนั้นในเวลานั้นนี่ก็เปลี่ยวใช้ได้ ไหนจะเสี่ยงไอ้พวกโจรห้าร้อยอีก พอคิดไปคิดมาได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน

แต่แล้วคืนหนึ่ง ผมก็ต้องควบอีแก่คู่ยากไปถึงซอยลาซาลแถวๆบางนาเข้าจนได้ สาเหตุมันก็ไม่มีอะไรมาก ผมไปส่งผู้โดยสารที่คลองตัน ตอนตีรถย้อนกลับเข้าเมืองก็เจอะเจอสาวสวยที่ขนส่งสายใต้เข้าพอดี เห็นมาแต่ไกลว่าหิ้วกระเป๋าใบโตมาคนเดียว นุ่งยีนส์สวมเสื้อยืด ขอให้ไปส่งที่นั่น…ตอนแรกก็ว่าจะบอกปัดหรอกครับ แต่เห็นเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวก็เลยหยวนง่ายๆ ยอมรับก็ได้ เอ้า…ผมเห็นคนสวยหุ่นดีแล้วใจอ่อนครับบอกตรงๆ ไหนจะตกลงสนนราคากันที่ 20 บาท อีกล่ะ…ตอนนั้นน้ำมันราคาลิตรละ 7 บาทเองนะครับ

เวลาผ่านไปราวสามทุ่มกว่าๆ ผมกะว่าส่งเธอแล้วก็จะบึ่งรถเพื่อกลับไปส่งรถให้ทันเวลาที่รองเมือง…คิดในใจว่าขับรถคงไม่เกินสี่ทุ่มน่าจะถึง จะได้หาเหล้าแรงๆ มาแก้เหนื่อยก่อนกินข้าวต้มแล้วกลับรังนอนที่อยู่ใกล้ๆกัน…ถนนยังโปร่งโล่งผิดกับสมัยนี้ลิบลับ ผมห้อรถข้ามสะพานที่พระโขนง ผ่านอ่อนนุช ปุณวิถี ดูเหมือนจะผ่านบางจากกับซอยอุดมสุข ที่โด่งดังเพราะบังกะโลสุขใจ ก่อนจะถึงบางนา…เลี้ยวเข้าซอยลาซาลที่เวลานั้นนี้มืดสลัว

อ้อ.!! สมัยนั้นซอยต่างๆ ที่ส่วนมากอยู่ด้านซ้ายนะ ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวน่าใจหาย สองข้างทางมีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนาเวิ้งว้าง ต้องเข้าไปลึกเชียวละครับกว่าจะถึงหมู่บ้านแต่ละแห่งนะ…ผู้โดยสารสาวสวยของผมวางกระเป๋าไว้บนเบาะหลังข้างๆ ตัว เธอเอนหลังพิงพนักท่าทางเหนื่อยล้า ผมแอบเหลือบมองเธอผ่านกระจกหลัง ดูแล้วก็น่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะเธอบอกว่ามาจากระนองโน่นแน่ะ…จะไปอยู่กับพี่สาว เพื่อหางานทำในเมืองหลวงอะไรประมาณนั้น

นึกๆ ก็เห็นใจแกมห่วงใย…นี่ถ้าเธอไปเจอโจรในคราบแท็กซี่มีหวังโดนจี้ เผลอๆ จะซวยซ้ำ ถูกข่มขืนและฆ่าทิ้งหมกป่าเอาอีกด้วย เพราะหน้าตาสวยๆ ซื่อๆ ดูคมขำ กับหุ่นเซ็กซี่ยังงี้มันยั่วใจชะมัด ยิ่งแถวที่ไปส่งนี้มีแต่ซอยเปลี่ยว ที่ดินเวิ้งว้างสลับกับป่าละเมาะ มันเหมาะที่จะกระทำย่ำยีเหยื่อสาวพิลึกละ.. รถขับไปเรื่อยๆ ไอ้ผมก็คิดอะไรเพลินๆ สักพักเธอก็ชะโงกหน้าพร้อมเปล่งเสียงมาบอกว่าจอดๆ ถึงแล้วค่ะ… ผมชักงงที่ว่าสองข้างทางช่วงนั้น มันไม่เห็นบ้านช่องที่ไหนซักหลัง มีแต่ดงไม้มืดครึ้ม อยู่ใต้แสงดาวเต็มฟ้า “พี่เค้าบอกว่าสุดซอยพอดี…” เธอพูดพลางส่องสายตาดูไปยังนอกรถ เหลียวซ้ายแลขวาเหมือนว่าหาอะไร และพูดว่า “บ้านเขาอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ช่วยหนูดูหน่อยซิคะ…”

เอา ละซี..!! ตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่ดี หรือจะเป็นมิจฉาชีพ ซึ่งถ้าเป็นผู้ชายผมคงชักเหล็กขูดชาฟต์ออกมาเตรียมพร้อมแล้ว…แต่ไม่แน่นะ ถ้าเป็นสาวแสบในคราบสาวซื่อ คุณเธออาจจะนัดแนะใครมาดักรอตรงนั้นก็เป็นได้ ผมได้แต่กระเดือกน้ำลาย เหลียวมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง เสียงแมลงกลางคืนดังระงมขึ้นมา…ไม่เห็นมีวี่แววใคร หรือบ้านใคร นอกจากเนินดินสูงๆ ต่ำๆ เรียงราย กับศาลโย้เย้ตั้งตะคุ่มอยู่ในความมืดสลัว กลมกลืนกับดงไม้…เพ่งมองให้แน่ใจก็ปรากฏว่ามีลักษณะเหมือนศาลพระภูมิอยู่ใกล้ๆ

ไม่ทันไรหญิงสาวส่งเงินให้ผมแล้วเธอก็ผลักประตู คว้ากระเป๋าลงไปยืน เก้ๆ กังๆที่ข้างรถผม ก่อนจะก้าวเดินช้าๆ “เอ…เธอใจเด็ดน่าดูแฮะ ดึกแบบนี้ยังกล้ามาที่แบบนี้คนเดียว..” ผมนึกชมในใจ ก่อนจะมองตามไปด้วยความเป็นห่วง ก็เห็นเธอชะงักกึกอยู่กับที่…ครั้นมองตามไป ก็เห็นร่างขาวๆ สองร่างปรากฏโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า… อะไรกัน? รู้สึกเหมือนว่าเธอเจอเข้ากับอะไรเบื้องหน้า ก่อนทำท่าตกใจและถอยหลังกรูดๆ ผมเองก็ปากคอแห้งผาก มือตีนเย็น รีบเข้าเกียร์ถอยหลังกรูดๆ ชัดเลยสิครับ ไอ้ที่เห็นเป็นเนินดินสูงๆ ต่ำๆ ตอนแรกหน่ะ ที่แท้ก็คือหลุมฝังศพ.!! และเหมือนจะมีอะไรบางสิ่งเดินออกมาจากจุดนั้นช้าๆด้วย..!!

สาวสวยผู้นั้นหันกลับมาพร้อมกับวิ่งเร็วจี๋ ร้องว่า…”ช่วยด้วยๆๆแท็กซี่อย่าเพิ่งไป…!!” ผมสับสนไปหมดจนคิดอะไรไม่ออก พอดีเธอวิ่งมาเปิดประตูหลังที่ยังเปิดอ้าไว้แล้วเผ่นขึ้นรถมา ได้ยินเสียงเธอหอบมาแฮ่กๆๆ ราวจะสิ้นใจ นรก เป็นพยาน..!! แน่ใจว่าตาไม่ฝาดและหญิงสาวคนนั้นก็คงเจอจะๆกว่าผม คือตรงหลุมฝังศพเมื่อครู่ที่เห็นมันมีร่างขาวๆ สองตน ดูเหมือนเป็นแม่ชีหน้าตาดำจนเกรียมไหม้ แต่นัยน์ตาแดงจ้าปานถ่านไฟแดงๆ..!! กำลังก้าวเดินออกมา ผมมองเห็นภาพสยองเต็มตา ขณะที่สาวสวยที่นั่งอยู่เบาะหลังขณะนี้กลัวจนขาดสติ เธอได้แต่ยกมือปิดหน้าร้องกรี๊ดๆ จนแสบแก้วหูลั่นรถ..!!

ตอนนั้นผมนึกในใจ คิดไม่ออกว่าเธอน่าจะเป็นฝ่ายจำซอยผิด หรือผมเข้าซอยผิดมาส่งเธอก็ไม่ทราบ…แต่ก็ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าท้ายสุดผมหอบเอาความกลัวติดรถแต่ก็ยังมีสปิริตพอ ที่จะไปส่งหญิงสาวผู้นั้นที่บ้านพี่สาวเธอซึ่งอยู่อีกซอยได้เรียบร้อย เมื่อถึงที่หมาย..เธอก็ยกมือไหว้ขอบคุณผมอย่างจริงใจ บรรยากาศเหมือนว่าเข้าใจกัน ที่เพิ่งผ่านประสบการณ์การเห็นผีมาด้วยกันหมาดๆ คืนนั้นพอกลับถึงอู่รถ ผมซดเหล้าไม่รู้จักเมาเพื่อบรรเทาอาการกลัว และไม่วายสืบเสาะหาที่มาของซอยผีสิงที่ข้างในเป็นป่าช้าแห่งนั้นจากคนขับรถด้วยกันที่เคยอยู่แถวนั้น
เขาว่าที่นั่นเคยเป็นป่าช้าเก่า.. ก็ขนหัวลุกซิครับ..!!

ปัจจุบันอย่าถาม ว่าไอ้ซอยที่ว่าเลขที่อะไร..เอาเป็นว่าถามคนอายุซัก 70 ปีที่บ้านอยู่ย่านนั้นดูดีกว่า อาจพอชี้พิกัดได้แม่นยำกว่าผมก็ได้