หอ5

วันนี้ เรามีเรื่องเล่า เผื่อชาวหอจะมีประสบการณ์ร่วมไปพร้อมกันกับเรา…ย้อนไปยี่สิบปีที่แล้ว สมัยเราเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ที่นิสิตทุกคนต้องอยู่หอในมหาวิทยาลัย ซึ่งหอในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด มันไม่ได้ใหม่สวยหรู และเราอยู่หอ 5 ที่อยู่ด้านในสุดของมหาวิทยาลัย ด้านหลังของหอเป็นป่ารกเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม เราไม่เคยเจอเรื่องวิญญาณ แต่นี่คงเป็นครั้งแรก เมื่อเราเข้าห้องพักที่อยู่ชั้น 2 เป็นห้องตรงกลาง ขณะกำลังเปิดประตูเข้าไป เราก็เจอรูมเมทสองคนนอนแผ่จองเตียงสองชั้น เหลือเตียงเดี่ยวริมประตูให้เรา ก็คิดว่าดีนะ นอนคนเดียว สบาย ๆ

เราจัดข้าวของเสร็จก็รู้สึกเหนื่อย จะไปอาบน้ำดีกว่า อ้อ !! ลืมบอกไป ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม ที่ต้องเดินไปจนสุดทาง ในห้องน้ำจะมีสองฝั่ง ฝั่งขวาจะเป็นห้องอาบน้ำ 3 ห้อง ตอนนั้น เราไม่ได้คิดอะไรเลย ถือขันใส่สบู่ยาสระผมยานวดผม เดินมุ่งตรงไปท่ามกลางความเงียบสนิททั้งที่เพิ่งจะสองทุ่ม เราเลือกเข้าห้องแรก เข้าไปอาบน้ำเย็นๆ สดชื่น ขณะกำลังสระผมสบายใจอยู่ ก็ได้ยินเสียงเปิดน้ำฝักบัวจากห้องข้าง ๆ เราก็อุ่นใจว่ามีเพื่อนมาอาบน้ำด้วย แต่ทุกครั้งที่เราปิดฝักบัว ห้องข้าง ๆ ก็ปิดพร้อมกัน เรายังแอบคิด ล้อเลียนกันเหรอ พออาบเสร็จ เสียงน้ำจากฝักบัวเงียบพร้อมกัน เราก็รีบเปิดประตูออกไป หวังจะได้มีเพื่อนเดินกลับห้อง แต่พอออกมากลับไม่มีใครออกมาจากห้องข้าง ๆ เรารีบเดินไปผลักประตูเปิด แต่ก็ไม่เจอใคร มีเพียงรอยพื้นเปียกๆ เท่านั้น

“ทำไมออกไปเร็วจัง” เราบ่นกับตัวเอง ก่อนรีบก้าวยาว ๆ เดินกลับเข้าห้อง แต่กว่าจะถึงห้องก็รู้สึกเย็น ๆ ทางด้านหลัง และได้ยินแต่เสียงฝีเท้าตัวเองสะท้อนก้อง แต่ก็ไม่กล้าจะหันหลังกลับไปดู จึงรีบเร่งก้าวเร็วกว่าเดิม พอถึงห้อง ปรากฏว่า รูมเมททั้งสองคนหลับไปแล้ว ด้วยความเคยชินตามประสาคนกรุงเทพฯ ที่นึกจะออกไปซักผ้าตอนไหนก็ทำได้ โดยไม่ทันได้นึกว่าที่นี่…หอพักต่างจังหวัด ฉันหอบเสื้อผ้าใส่กะลามังลงมาชั้น 1 เดินผ่านห้องดูทีวี หางตาเหลือบเห็นมีคนนั่งดูละครกันอยู่ 3-4 คน ก็ทำให้คลายความหวั่น ๆ ลงไปได้บ้าง แต่ก็ไม่อยากอ้อยอิ่งอยู่จะดึกไปมากกว่านี้

ฉันรีบนั่งลงซักผ้า ๆ อย่างเร็ว แต่ลานซักผ้าหลังหอ เป็นพื้นที่โล่ง มีป่ารก ๆ อยู่ด้านหลังราวตากผ้า แม้จะมีเสียงละครดังเป็นเพื่อน แต่บรรยากาศกลับวังเวงบอกไม่ถูก ลมพัดเอื่อย ๆ ทำให้ต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ไหวเอนไปตามลมเป็นเงาตะคุ่ม ๆ ท่ามกลางความมืดสนิท เงาวูบไหวจากต้นไม้ใบหญ้า กลายเป็นตัวเร่งให้รีบเร่งซักผ้า ขณะกำลังซักอยู่ จู่ ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำกางเกงขาสั้นสีขาว ผอมบาง แต่ผมยาวถึงกลางหลัง เดินถือกะละมังมานั่งข้างหน้าอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าก่อนหน้านี้เลย แต่เวลานั้นมีคนมานั่งเป็นเพื่อนก็อุ่นใจกว่าอยู่แล้ว

“เรานึกว่าเราบ้าคนเดียวซะอีก มานั่งซักผ้ามืด ๆ ค่ำ ๆ ดีเลย เราจะได้มีเพื่อน” เราชวนคุย แต่คนข้างหน้าไม่ได้คุยตอบ ก้มหน้าซักผ้าโดยไม่หันมามองเราเลย เราก็ไม่อยากเสียเวลา รีบตากผ้าอย่างไว แต่ขณะกำลังตากผ้าก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ทางด้านหลัง จึงรีบหันกลับมาเพื่อจะถามว่าเธออยู่ห้องไหน แต่เจอเพียงความว่างเปล่า ได้แต่งงว่า หายไปไหน ไวเกินไปอีกแล้ว มองซ้ายมองขวา ก็ยิ่ง ๆ งง ๆ ว่า เขาซักผ้าแล้วไม่ตากเหรอ แต่ไม่กล้าสงสัยไปมากกว่านั้น เพราะเสียงละครในห้องทีวี เงียบไปแล้ว เราจึงรีบเก็บกะละมัง วิ่งขึ้นห้องอย่างไม่รอช้า แหงนมองขั้นบันไดด้านบน เห็นหลังไว ๆ ของใครสักคน จึงรีบก้าวยาว ๆ ขึ้นบันได แต่ก็ไม่ทัน ยิ่งรู้สึกขนลุกชันที่ต้นคอ เย็นสันหลังวาบ ๆ อย่างบอกไม่ถูก เข้าห้องมาแล้วก็รีบกระโดดขึ้นเตียงนอนคลุมโปง

ขณะกำลังเคลิ้มจะหลับอยู่แล้ว ก็ได้ยินเสียงเดินลากเท้าเดินไปเดินมา​ แล้วก็มาหยุดหน้าห้องเรา เรามองนาฬิกาในห้องบอกเวลา เที่ยงคืน ใครจะมาเดินกันเวลานี้ เสียงหยุดหายไปอึดใจก็เดินลากเท้าไปทางห้องน้ำรวม เราถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะกลัว แต่ความอยากรู้ก็แทรกเข้ามามากกว่า เราลุกจากเตียงกำลังจะถอดกลอนประตูเปิดออกไปดู ก็ได้ยืนเสียงบอกว่า อย่าเปิด นอนต่อเถอะ เรารีบหันไปมองรูมเมททั้งสองคน ก็ไม่มีวี่แววจะเอ่ยปากพูดได้ เพราะทั้งสองหลับสนิท เรากลับมานอนพยายามข่มตาให้หลับด้วยความยากเย็น

ตื่นมาตอนเช้า ก็ไม่เจอรูมเมทแล้ว คงไปเรียนแต่เช้า เรารีบไปอาบน้ำ ก็ได้เจอเพื่อนกลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าห้องน้ำ “มีอะไรเหรอ” เรารีบเอ่ยถาม อย่างสงสัย “เมื่อคืนมีคนถูกผีหลอกในห้องน้ำเนี่ย ยัยส้มห้อง 201 น่ะ เล่าว่า มาอาบน้ำตอนสามทุ่ม ได้ยินเสียงคนอาบน้ำห้องข้าง ๆ ก็ดีใจชวนคุยไปเรื่อย ๆ พอออกมา ผลักประตูห้องข้าง ๆ กลับไม่เห็นใครเลย” เสียงเล่าอย่างตื่นเต้นตกใจเหมือนอยู่ในเหตุการณ์

“เฮ้ย จริงดิ เมื่อตอนสองทุ่ม เราก็เจอแบบนี้ โผล่ไปดูไม่เจอใครเหมือนกัน” เราเล่าบ้าง ทุกคนต่างขยับเบียดกันอย่างพร้อมเพรียง “พอเราอาบน้ำเสร็จ ก็ลงไปซักผ้า ยังเจอใครสักคนนี่แหละมองไม่เห็นหน้า ไปนั่งซักผ้าด้วย” เราเล่าต่อ แต่เพื่อน ๆ กลุ่มนั้นแสดงสีหน้างุนงง แล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าจะมีใครไปซักผ้านะ ตอนนั้นนะ ปกติแค่ทุ่มหนึ่งก็กลับขึ้นห้องกันหมดแล้ว เราก็เล่าต่อไปว่า โชคดีที่มีคนนั่งดูทีวีอยู่ 3-4 คน เป็นเพื่อนให้ได้ยินเสียงละครอุ่นใจสักหน่อย

“เดี๋ยวนะ จะมีคนนั่งดูทีวีได้ยังไง เธอ ทีวีเสียมาเป็นปีแล้วนะ ตั้งแต่ฟ้าผ่าปีที่แล้ว” ได้ยินแค่นั้น ทุกคนรีบแยกย้ายกันโดยไม่ได้นัดหมาย เราก็รีบเข้าห้องน้ำอาบน้ำด้วยความเร็วแสง รีบกลับเข้าห้องแต่งตัวไปเรียนโดยไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใครอีก กระทั่งตอนเย็นกลับมาที่ห้อง เจอรูมเมททั้งสองนั่งฟังเพลงอยู่ จึงรีบเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง รูมเมทมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วบอกเราว่า ก่อนหน้าที่พวกเราจะมาอยู่ มีเรื่องเล่าว่า มีนิสิตตายที่ลานซักผ้าด้านหลังที่เราไปนั่งซักผ้านั่นแหละ ขณะที่เธอกำลังนั่งซักผ้าตอนสามทุ่ม โรคหอบหืดเกิดกำเริบ และเธอไม่ได้พกยาพ่นมาด้วย พยายามจะเดินมาหยิบยา แต่ก็ไม่ทัน ขาดใจตายไปก่อน หลังจากนั้น ไม่มีใครกล้าไปซักผ้ากลางคืนเลย

“แล้วเรื่องห้องดูทีวีล่ะ” เราถามต่อด้วยความสงสัย  รูมเมทเล่าว่า เมื่อปีที่แล้ว มีนิสิตมานั่งดูทีวีกันอยู่ 3-4 คน พอฝนตก ก็ยังนั่งดูกันอยู่ไม่ยอมปิดทีวี จนฟ้าผ่าเข้ามาที่ทีวี มีคนหนึ่งตกใจวิ่งไปปิดทีวีโดนไฟดูด คนที่เหลือลืมตัววิ่งเข้าไปช่วยไฟดูดตายกันหมดเลย ทีวีเลยเสียจนทุกวันนี้ ไม่ได้ซ่อมเลย ฟังแค่นั้น เราก็ขนหัวลุกทันที แล้วสิ่งที่เราเจอคืออะไร เราจึงชวนเพื่อนทั้งสองคนว่า พรุ่งนี้เช้าไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พี่ ๆ เหล่านั้นกันเถอะ

ตั้งแต่นั้นมา เราก็ไม่กล้าออกจากห้องตอนค่ำอีกเลย พยายามอาบน้ำและซักผ้าให้เสร็จภายในหกโมงเย็น แต่ก็ยังได้ยินเพื่อน ๆ มาเล่าแทบทุกวันว่า ถ้าวันไหนมีใครลงไปซักผ้าตอนสามทุ่มก็จะเจอเธอมานั่งซักผ้าข้างหน้า แล้วจู่ ๆ ก็หายไปต่อหน้าต่อตา หรือบางที ก็มานั่งซักผ้า พออีกคนลุกไปตากผ้า หันกลับมาก็หายไปแล้ว บางคนก็ลงไปเจอกำลังยืนตากผ้าอยู่ แล้วก็เดินหายไปในดงป่ารกครึ้มหลังราวตากผ้า

และทุกเที่ยงคืน เราเองก็ยังได้ยินเสียงเดินลากเท้าไปมาหน้าห้องแล้วเดินไปทางห้องน้ำ เรื่องเล่าของหอ 5 ก็ถูกเล่าต่อกันไปปากต่อปาก จนกลายเป็นข่าวลือกันไปถึงหูอาจารย์ที่ดูแลหอพัก เดือนต่อมา ทางมหาวิทยาลัยจึงจัดทำบุญทุกหอพักในมหาวิทยาลัยเพื่อความสบายใจของนิสิตทุกคน แต่…เรื่องราวของหอ 5 ไม่ได้มีแค่นี้แน่นอน ถ้ามีโอกาสเราจะมาเล่าใหม่….