บ้านร้างชายแดน

ย้อนไปเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว สักเดือนกุมภาพันธ์ ทางภาคใต้ได้มีการรับเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะต้องออกไปคัดเลือก โดยการจับใบดำใบแดงตามหมู่บ้าน ซึ่งก่อนจะออกไปเกณฑ์ ผมกับทีมงานจะต้องไปลาดตระเวนตรวจสอบความเรียบร้อยก่อน พื้นที่บริเวณที่ผมไป เป็นแถวเขต อำเภอ รามัน คนแถวนั้นจะทราบกันดีว่า บริเวณโดยทั่วไปจะเป็นป่าทั้งหมด ผมกับทีมงานก็ออกสำรวจ โดยมีผม กับพลทหารแล้วก็พลขับ รวมก็ประมาน เกือบ 10 คนได้ ก็ออกลาดตระเวนกัน

จนประมานบ่าย3 ผมกับทีมงานก็เข้าไปคุยกับหมู่บ้าน ว่าที่นี้มี ชายที่ต้องเกณฑ์กี่คน รายละเอียดยังไง สถานที่ตรงไหน พอคุยเสร็จ ผมก็กลับไปส่งรายงาน ทางที่ทำงานผมก็สั่งต่ออีกว่า งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะเข้าไปเกณฑ์ทหารที่นี้ก่อนเลย จะได้เสร็จๆ จบๆไป เพราะด้วยบริเวณพื้นที่นั้น ปัญหาค่อนข้างเยอะ ผมกับทีมงานก็เลยไปกันเย็นวันนั้นเลย ก็ว่าจะเข้าไปจัดสถานที่ ให้เรียบร้อยเพื่อเช้าจะได้เกณฑ์ทหารกัน ก็พากันขนของขึ้นรถ ที่นี้ช่วงประมาน6 โมงพวกผมก็ลงเขามา แล้วเกิดฝนตก

ซึ่งมันก็ทำให้การมองเห็นเนี่ยน้อยลง ระหว่างทางที่ขับไป ก็เป็นป่าทั้ง2 ข้างทางแล้วก็มืดมาก ผมก็เลยจอดรถแล้วถ่ายทหารจากรถอีกคันมาคันผม เพราะคันของผมมันเป็น 4 ประตู ระหว่างนั้นก็มีป้ากับหลานขับมอไซพ่วงข้างผ่านมา ป้าแกก็ถาม ว่าจะไปไหนกัน ผมก็ตอบว่าจะไปคัดทหารที่หมู่บ้านข้างหน้า ป้าแกก็บอกอีกว่า ไปข้างหน้าอีกหน่อยจะมีหมู่บ้าน เข้าไปหลบฝนที่นั้นก่อนก็ได้ ผมกับทีมงานก็ปรึกษากันว่าจะเอายังงัยดี ซึ่งผมเองก็บอกกับทีมงานไปว่า งั้นเราก็เข้าไปหลบฝนก่อน ดึกหน่อยไม่เป็นรัยหรอก รถก็มีไฟ แถมมากันตั้งหลายคนคงไม่มีอะไรหรอก พลขับก็ ตกลง ก็พากันไปที่หมู่บ้าน ซึ่งทางที่ขับไปเนี่ย มันค่อนข้างเป็นป่าทั้ง2 ข้างทางแล้วถนนก็เป็นดินแดง

เพราะฉะนั้น เราจะไม่เห็นรอยรถเก่า รถใหม่ ผมก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยก็สวนกันกับป้าที่แกออกมาผมก็เลี้ยวไปประมาน 600 เมตรได้ก็ถึงทางแยก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องเลี้ยวไปทางไหน ก็ปรึกษากับพลขับ พลขับบอกว่า งั้นเราก็ตรงไป เพราะป้าแกก็ไม่ได้บอกว่าให้เลี้ยวไปทางไหน ผมก็เอาตรงก็ตรง ก็ขับไป เจอหมู่บ้าน ที่นี้มี 2 หมู่บ้าน ทางซ้ายมือกับขวามือ ซึ่งทางซ้ายมือมันจะมีคอกวัวอยู่ ผมก็กลัวว่า ถ้าพวกเราเข้าไปจอดเนี่ย วัวมันจะตื่นกลัวหรือเปล่า เดี๋ยวชาวบ้านเค้าจะมาด่าเอา ผมก็เลยเลี้ยวขวาเข้าไปอีกหมู่บ้านหนึ่งไปจอดรถหลบฝนตรงมัสยิส ที่นี้ด้วยความลืมตัวผมก็วิ่งเข้าไปหลบฝน มันก็เลยทำให้มัสยิสเนี่ยเปื้อนไปด้วยพวกขี้ดินเพราะพวกผมโดนฝนมา

คนที่เค้าอยู่มัสยิสก็เดินออกมา แล้วบอกว่า ใส่รองเท้าเข้ามาได้งัย มันสกปรก ผมก็บอกว่า ผมขอโทษครับ รีบเข้ามาหลบฝน เดี๋ยวให้น้องทหารเช็ดให้ เค้าก็บอกว่า ไม่ต้อง ด้วยน้ำเสียงที่แบบไม่พอใจ ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร ก็หลบฝน จนฝนหยุด ตอนนั้นน่าจะเวลาประมาณ 1 ทุ่มได้ มันก็ยังไม่มืดมาก ก็ยังพอมองเห็นอะไรบ้าง ที่นี้ตอนออกมา ก็มีลุงคนแก่ๆคนหนึ่งแกเดินออกมาส่ง แล้วถามว่าจะไปไหนกัน ผมก็บอกว่า จะไปคัดทหารที่อำเภอ ลามันต่อ แกก็บอกว่า อ่องั้นไปอีกทางสิใกล้กว่า พอออกไปเจอ สี่แยกให้ก็เลี้ยวขวาแล้วตรงไปเลย มันใกล้กว่า แต่ทางอาจจะไม่ดีเท่ารัยนะ ผมก็ถามว่าตรงอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ

แกก็บอกว่า ใช่ ผมก็คุยกับทีมงาน ก็อ่ะ ไปตามทางที่แกบอกมา ก็เลี้ยวไป ผมก็ขับไปสักพัก คือมันก็ไม่เจอทางออกสักที เป็น ชั่วโมงๆ..แล้วทางมันก็เป็นทางตรง ที่แบบบังคับเลี้ยวโค้ง คือเหมือนผมขับรถเป็นวงกลม ก็เริ่มท่าไม่ดีหละ ก็คุยกันว่าจะเอายังงัย จะเลี้ยวกลับไหม ก็เลี้ยวกลับเราก็เสียเวลาไปอีกเป็น ชม. หรือยังงัยดี ก็ตัดสินใจ วิทยุหาทีมงาน ว่าตอนนี้ ผมอยู่ตรงนี้ๆ แล้วเค้าก็ส่ง GPS มา แต่ด้วยความที่ว่า เส้นทางนี้มันไม่ได้อยู่ในทางหลวง เพราะฉะนั้น GPS เลยคำนวณเส้นทางไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจขับตรงต่อไปอีก ที่นี้มันเริ่มดึกหละ ตอนนั้นก็ประมาน 2 ทุ่มได้ ผมเริ่มมองว่า มันไม่เข้าท่าหละก็จอดรถเลย แล้วบอกทีมงานจะเอายังงัยดี

งั้นเราย้อนกลับไปทางเดิมไหม แล้วเลี้ยวเข้าหมู่บ้านที่ออกมาเนี่ยหละ มันก็จะไปโผล่ถนนใหญ่ ก็เลยตัดสินใจ เลี้ยวออกไป แต่พอไปถึงหมู่บ้าน น่าแปลกมาก มันมืดหมด ทั้งซ้ายและขวา ไม่มีแสงไฟเลย คอกวัวก็มืด ก็เลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปเลย ไปดูให้ชัดๆ แต่น่าแปลก ทำไมขับไปไม่ถึงสักที ทั้งๆที่ก็เหมือนจะถึงแล้ว ผมเลยจอดรถแล้วดูสัญญาณไฟที่วิทยุสื่อสาร ไฟมันขึ้นสีแดง นั้นหมายความว่า ตรงจุดนี้ แทบจะไม่มีสัญญาณเลย ผมก็พยายามติดต่อทางหน่วยงาน เพื่อให้เค้าส่งคนมารับ..ระหว่างที่รอ ผมก็นำทหารเข้าไปสำรวจหมู่บ้าน ซึ่งมันน่าแปลกมาก ผิดจากเมื่อตอนช่วงเย็น ที่มีคนในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้กับเงียบมาก แสงไฟแทบไม่มี

จนผมเดินไปสักพัก ก็เห็นบ้านหลังหนึ่ง และเห็นแสงไฟ แล้วได้ยินเสียงเหมือนคนเปิดทีวี แต่ทหารมันเอะใจ ว่าทีวีไม่พูดภาษายาวี นะ…ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ยังไม่คิดถึงเรื่องผีๆสางๆ เลยลองเข้าไปเคาะประตู แล้วพูดเป็นภาษายาวี ว่า ขอโทษครับ มีคนอยู่ไหมครับ..แล้วก็มีเสียงตอยกลับมาว่า “มีอะไร” ผมก็ตอบกลับไปว่า “รบกวนถามทางหน่อยครับ” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ผมก็คิดว่า เค้าคงไม่อยากช่วย ก็เลยเดินต่อไปข้างในหมู่บ้าน ก็ไปเจอเด็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งเล่น ลิเกฮูลูกัน ผมก็ถามเด็กๆว่า บ้านอยู่ไหน เด็กๆชี้ไปทางบ้านปูน 2 ชั้น ผมกับพลทหารก็เดินไป จนเจอ ตากับยาย 2 คน ผมก้ถามเป็นภาษายาวีเหมือนเดิม ว่าหลงทางครับ

ตากับยายก็บอกว่าให้ขับตรงไป แล้วเลี้ยวซ้าย แล้วให้รีบออกไปเลย ตอนนี้ ซึ่งผมก็แปลกใจ เพราะทางที่เลี้ยวมันคือทางที่ผมกับทีมงานไปหลงมา ผมก็กลับมาที่รถ แล้วปรึกษากัน ด้วยสัญชาตญาณของคนขับ บอกว่าไม่ต้องเลี้ยวพี่ ให้ตรงออกไปเลย..ก็ตกลงตามนั้น..ซึ่งตอนนั้นประมาน 4 ทุ่มได้แล้ว ผมขับออกมาประมาน 20 นาที มันน่าจะถึงทางแยกที่ผมเลี้ยวมาจากถนนใหญ่ แต่ก็ไม่ถึงสักที ผมวนกลับ แล้วมาเลี้ยวขวาบ้างทีนี้ ขับไปสักพัก เจอถนนใหญ่ ผ่านไปประมาน 20 กิโลได้ พลขับก็จอดรถ แล้วบอกผมให้มองไปข้างหน้า ว่าแยกข้างหน้าคือแยกที่เราออกมา ตอนแรกผมก้มองว่ามันใช่หรอ แต่มันก็ใช่ สักพักมีมอไซค์ขับสวนมา พลขับก็กระพริบไฟใส่ แล้วก็จอดคุยกัน ผมก็ถามทาง เค้าเลยถามผมว่า หลงทางใช่ไหม ผมบอกว่าใช่ครับ..

ผมจะไปทุ่งยางแดง ต้องไปทางไหนครับ..ชาวบ้านเค้าก็บอกว่า ให้ตรงไปเลยเรื่อยๆ จะถึงทุ่งยางแดง ซึ่งถ้ามันถึง ทุ่งยางแดง นั้นก็หมายความว่า เราต้องผ่าน อำเภอ ลามันก่อน ใช่ไหมครับ..ผมก็ตรงไปเรื่อยๆ จนผ่านสะพานข้ามแยก ป่าชายเลน จนไปเจอหมู่บ้าน อีก 4-5 หมู่บ้าน ไฟสว่างมาก ตอนนั้นผมนี้โล่งใจมาก ก็ขับไปเรื่อยๆ ก็เจอป้ายบอกทาง จนผมไปถึงจุดหมาย ที่ว่าการอำเภอ ซึ่งตอนนั้นมันก็ดึกแล้ว ผมก็เจอแค่ อาสา ผมก็เลยเล่าว่าเนี่ยผมไปหลงทางมา ระหว่างทางฝนมันตกหนักมาก ผมเลยเลี้ยวซ้ายเข้าไปให้หมู่บ้านเพื่อหลบฝน ทางพี่ อาสาก็บอกว่า เข้าไปได้งัย ใครพาเข้าไป ผมเนี่ยเป็นคนลามัน อยู่ที่นี้มานานหละ หมู่บ้านนั้นร้างมา 40 ปีแล้ว

พี่อาสาเลยถามต่อว่า แล้วมีคนบอกทางไหม ผมก็บอกว่ามี เค้าให้ขับตรงไปเรื่อยๆ พี่อาสาก็บอกว่า ถ้าตรงไปอีกนิดมันเป็นหน้าผาแล้ว พลขับได้ยินก็โมโห ว่าแบบนี้หลอกให้ไปตายชัดๆ ซึ่งผมกับทีมงานมั่นใจว่าต้องเป็นคนแน่ๆ เลย วอวิทยุไปหาเจ้าหน้าที่ ที่สภ. ทุ่งยางแดง ขอเจ้าหน้าที่เสริม เพื่อไปตรวจสอบ พอเจ้าหน้าที่มา ผมกับทีมงานก็ไปเลย ไปที่หมู่บ้านนั้นอีกรอบ แล้วแบ่งทหารออกเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งให้จัดสถานที่ เพื่อรับการคัดเลือกทหารพรุ่งนี้เช้า ส่วนอีกชุดไปกับผม ไปถึงโน้นประมานตี 1 ครึ่ง แล้วผมก็กลับมาตั้งหลักที่อำเภอ ก็มานั่งคุยกัน ทุกคนที่นั้นก็ยืนยันว่าเป็นหมู่บ้านร่าง..ซึ่งพอเช้าวันนั้นเสร็จจากการคัดเลือกทหาร ผมก็แบ่งทหารออกเป็น 2 ชุด

เพื่อจัดเก็บสถานที่ให้เรียบร้อย ตอนนั้นเวลาประมาน บ่าย 2 โมงได้ ก็ขับรถกลับ มาถึงแยกตรงนั้นประมาน 4 โมงเย็นได้ ก็ถามกันกับทุกคนว่า ใช่ไหม ทุกคนก็บอกว่าใช่ แยกนี้ ผมเลยตัดสินใจ เลี้ยวเข้าไปดูอีกที ซึ่งทางมันต่างกันมาก ระหว่าง กลางวันและกลางคืน ซึ่งกลางวันเป็นดินแดงปกติ ผมก็เลย แจ้งทาง ผู้พันว่า มีหมู่บ้าน ที่ไม่ได้อยุ่ในGPS อีก1 หมู่บ้าน ทางผู้พันก็เลยให้ผมดำเนินการต่อ ในการคัดเลือกทหารที่หมู่บ้านนั่น ผมก็เลย จัดการตั้งโต๊ะ ติดป้าย ว่าคัดเลือกทหารประจำการปี 2559 แล้วผมก็แบ่งเวรยาม ทหารประมาน 6 คน เข้าเวรสลับกัน ผมกับทีมงานก็ไปกางเต้นบริเวณใกล้ๆกับสุเหร่า จน3 ทุ่มผมก็เข้านอน สักประมาน ตี 1 ได้ ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนทหารคุยกัน

แต่เสียงดังมาก ผมเลยออกมาดู ก็เห็นทหารมันหลับหมด เลยถามว่า คุยอะไรกันเสียงดังจัง..พวกทหารก็บอกว่า เปล่าไม่ได้คุยหรือทำอะไร สักพักพลขับก็ลุกออกมา แล้วบอกว่า ผมได้ยินมาสักพักหละ ซึ่งบรรยากาศตอนนั้นมันไม่เหมือนตอน3 ทุ่มก่อนที่ผมจะเข้ามานอน บรรยากาศตอนนี้มันเย็นยะเยือกมาก..ไฟทั้งหมู่บ้านก็ดับสนิท มืดมาก ผมกับพลขับ ก็ยืนมองอยู่ตรงนั่นประมาน 2 ชม. ผมเลยไปเปิดไฟเรท ซึ่งมันเสียงดังมาก แต่น่าแปลก ไม่มีคนในหมู่บ้าน ออกมาดูสักคนเลย ผมเห็นท่าไม่ดี เลยไปปลุกพลทหารทุกคนให้มารวมกัน แล้วบอกว่า อย่าหลับเวร แล้วแยกย้ายกันไปนอน ส่วนผมกับพลขับ คุยกันว่าจะเข้าไปสำรวจในหมู่บ้าน ว่ามีอะไรกันแน่ ผมเดินสักพัก ก็เจอกับกลุ่ม ผู้ชาย4-5 คนนั่งจิบน้ำชากันอยู่ ผมก็เข้าไปถามเป็นภาษายาวี แล้วเค้าก็ตอบผมกับมาว่า ออกมาทำอะไรตอนนี้

กลางคืนเค้าไม่ออกมากันหรอกเดี๋ยวก็ตายหรอก ผมก็ครับๆ แล้วก็เดินออกมา พอออกมา ก็มาเจอกับ ผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งอยู่หน้าบ้านแล้วก็ชี้ไปในบ้าน เหมือนประมานว่า ให้ไปดูอะไรในบ้าน พอผมเปิดประตูลูกบิดไปปุบ ปรากฎว่า มีศพผูกคอตายตกลงมาตรงหน้าผมพอดี..ผมกับพลขับก็ตกใจ เลยรีบส่งสัญญาณให้พลทหารมารวมกัน แล้วเฝ้าศพไว้ พลขับมันก็สะกิดผม แล้วบอกกับผมว่า พี่ผมจำได้ ผู้หญิงที่อยู่หน้าบ้าน กับศพ เป็นคนเดียวกัน ผมก็บอกว่าไอ้บ้า ใช่หรอ แต่พลขับมันยืนยันว่าใช่ ที่นี้เรื่องใหญ่หละจะมาคัดเลือกทหารแต่มาเจอศพ ผมเลยเดินกลับไปที่กลุ่ม ผู้ชายที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ ว่าจะไปถาม แต่ปรากฎว่า พอผมเดินกลับไป กับไม่เจอใครเลยแม้แต่คนเดียว ผมก็หาคำตอบไม่ได้กับเรื่องนี้..เลยเดินกับไปอีกบ้านหนึ่งที่มีแสงไฟกระพริบ ผมก็ให้ทหารพังประตูเข้าไปเพื่อให้เกิดเสียงดัง จะได้มีคนออกมา

แต่ก็ไม่มีใครออกมา สักพักทหารมันก็เรียกผมเข้าไปให้ไปดู สิ่งที่ผมเจอ คือศพอีกศพที่เหมือนถูกฆ่าแล้วตายในห้องน้ำ สภาพบ้านคือมีแต่รอยเลือดเต็มไปหมด แล้วก็มีรอยลากศพ เลือดนี้กองเต็มพื้นเลย แต่สภาพศพคือตายนานมากหละ เลยไม่มีกลิ่น ผมเลยเดินสำรวจไปอีกบ้าน..แต่บ้านหลังนี้ไม่เจออะไร แต่ที่น่าแปลกคือ บ้านหลังนี้จะมีพระพุทธรูป แล้วของที่เป็นของศาสนาพุทธ..ผมเลยคุยกับทหารว่า เป็นไปได้ไหมที่ข้างในอาจจะร้าง แต่ด้านหน้าปดติ พวกผมก็เลยเดินกลับเพื่อที่จะไปที่สุเหร่า แต่ปรากฎ สุเหร่าที่สะอาดที่เจอตอนนั้น กับตอนนี้มันคนละเรื่องเลย..ที่เห็นตอนนี้คือ เป็นสุเหร่าที่เก่าและผุพังมาก สักพักมีลุงคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด แกเดินเข้ามา พวกผมก็ถอย

จนผมบอกว่าลุงหยุดตรงนั้นหละ พลขับมันสะกิดผม แล้วยอกกับผมว่า ลุงคนนี้หละที่ชี้ให้เราเข้ามา..ลุงแกก็บอกว่า จำกูได้ด้วยหรอ..ผมก็ถามลุงแกกลับไปอีกว่า ลุงอยู่ที่นี้ได้งัย แล้วอยุ่ตรงไหน แกก็ชร้ไปทางด้านหลัง ซึ่งทางด้านหลังมันเป็นหลุมศพ นั่นก็แสดงว่า ลุงแกตายแล้ว..แล้วลุงแกก็บอกว่า ถ้าอยากจะออกก็ออกไปให้ได้สิ..พวกผมรีบเก็บของแล้วขึ้นรถกลับออกมา พอขับมาถึงแยก ลุงแกยืนอยู่ตรงแยก ผมก็ตะโกนถามว่า ลุงจะเอายังงัย แกก็ตอบมาว่า ก็ออกไปให้ได้สิ..พลขับเลยเหยียบเลยที่นี้ ก้ออกกันมาได้ จนผมกลับไปเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เจอ แล้วสรุปได้ว่า หมู่บ้านนี้ถูกฆ่าตายทั้งหมู่บ้าน ได้มีการนำเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่และตรวจสอบ ปรากฎว่า ทุกบ้านมีโครงกระดูกหมด แล้วสภาะนี้คือนานมากหละ..ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นข่าวใหญ่อยู่สักพักหนึ่ง ..เกี่ยวกับบ้านร้างชายแดน