เศียรสยอง

จากเรื่องราวความเชื่อของผมในสมัยเด็ก ที่เกี่ยวกับเรื่องการสักยันต์ การเล่นของ คุณไสย ว่ามันมีอยู่จริง ที่ผมได้สัมผัสมากับตัว มันทำให้ปัจจุบันผม ได้มาเจอกับเหตุการณ์ เหตุการณ์หนึ่ง เมื่อประมานปีที่แล้วซึ่งผมจะต้องทำผลงาน คือการหา ชั่วโมงอบรม เพื่อปรับวิทยฐานะตัวเอง…ที่นี้มาติดช่วงโควิทพอดี เลยไม่มีที่ไหนเปิดอบรมเลย

แต่ว่าสถานที่ ที่ผมไปเรียน มันเป็นศูนย์การเรียนรู้ การทำหัวโขน เขตนนทบุรี ชื่อวัด คือ วัดใหม่ผดุงเขต ที่ผมไปเห็นเศียรพ่อแก่ คือชอบอ่ะ อยากได้ไปบูชา ซึ่งที่จริง ก็หาซื้อได้ทั่วไป แต่ว่านี้คือ เราลงมือทำเอง ประดิษเอง ซึ่งมันน่าจะมีคุณค่าทางใจมากกว่า ผมเลยตัดสินใจไปเรียน ก็เริ่มยกพาน ยกครู เพราะงานพวกนี้จะมีครู มีสิ่งที่เรามองไม่เห็นอยู่แล้ว พอผมเสร็จพิธี ก็เริ่มเรียนแต่โดยปกติทางวัดจะสอนแค่เสาร์ อาทิตย์ แต่ที่นี้บ้านผมมันอยู่ใกล้กับวัด พอผมเลิกงาน ตอนเย็น ผมก็ขับมอไซด์ไปหละ ไปทุกวันจนกลายเป็นเด็กวัด แบบสนิทกับพระอาจารย์ ไปนั่งเล่น นั่งคุย นั่งทำงาน จนมืด จนค่ำ อยู่ที่กุฎิของพระอาจารย์

ซึ่งกุฎิของพระอาจารย์จะมีลักษณะเป็นเรือนไทย 2 ชั้น ซึ่งชั้นบน ก็จะเป็นที่นอน ส่วนชั้นล่างก็จะเป็นที่สอนงาน ที่เก็บของ เก็บหัวโขนที่มาเรียนกัน แล้วก็ห้องกระจกของพระอาจารย์ เอาไว้ทำงาน ไว้ให้ลูกศิษย์ไปส่งงาน หรือปรึกษางานที่มาเรียน เวลาก็ผ่านไป แล้วมีอยู่วันหนึ่ง หลวงพี่แกก็เดินมาบอกว่า เดี๋ยวมีของดีมาให้ทำชิ้นหนึ่ง ซึ่งแกก็ไม่ได้บอกอะไรต่อ..ซึ่งต้องบอกก่อนว่าการทำเศียรพ่อแกเนี่ย ปกติแล้วทุกคนที่มาเรียนก็จะมีมวลสารของตัวเองมาเพื่อความศักสิทธิ์ เช่น กระดูกพ่อแม่ ดิน7 ป่าช้า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะหามาเพื่อเอามาผสมในดินแล้วปั่นเศียร ที่นี้พวกผมก็ทำงานกันตามปกติ

พอช่วงเย็นมีเคอลี่มาส่ง 1 กล่อง กล่องนั้นก็ถูกนำเข้าไปให้พระอาจารย์ที่ห้องกระจก ซึ่งพวกผมก็ไม่ได้สนใจ ก็ทำงานกันต่อไป มีอยู่วันหนึ่งมีแม่ชีมาหาหลวงพี่ ซึ่งแม่ชีองค์เนี่ยจะชอบมาหาหลวงพี่แกบ่อยๆ มาทีก็จะมีซองกฐิน ผ้าป่ามาเยอะ ที่นี้วันนั้น หลวงพี่แกก็บอกว่า ครูธรณ์ ถ้าวันนี้แม่ชีมาหาหลวงพี่อีก ให้บอกไปทีนะว่า หลวงพี่ไม่อยู่ คือหลวงพี่ไม่อยากรับแขกอ่ะ ผมก็ ครับๆ…ที่นี้วันนั้น ผมมาช้า แม่ชีแกมาถึงก็เดินเข้าไปเลย..ผมจะเรียกก็ไม่ทันหละ เลยปล่อยเลยตามเลยไป สักพักแม่ชีเดินออกมา ก็พูดว่า เห้ยย..มาหาที่ไรก็ไม่อยู่สักที ผมก็เลยถามไปว่า แม่ชีเข้าไปข้างในมาหรอ แม่ชีบอกว่าใช่ ดีนะมีลุงแกบอกว่าไม่อยู่ ผมก็ถามว่า ลุงไหน แม่ชีบอกว่า ก็ลุงที่อยู่ข้างในงัย แกใส่ชุดพราหมณ์ ที่มีผ้าฟาดบ่าสีขาวอ่ะ..ผมก็มองไป ว่าไม่ใช่หละ..

พอแม่ชีเดินออกไป ผมก็เดินสวนกับแม่ชีเลยแล้วไปเปิดประตูดูว่ามีใครไหม แต่ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเลย ซึ่งผมก็นั่งอยู่ข้างหน้า ถ้ามีใครมา ผมก็ต้องเห็น ซึ่งผมก้ยังติดใจอยู่ หรือว่าแม่ชีแกหลงๆไปเอง..ผมก็ไม่สนใจก็ทำงานต่อจนเย็น จนถึง 3-4 ทุ่มก็กลับเพราะเดี๋ยวติดเคอฟิว..ที่นี้ที่วัดเนี่ย จะมีลุงอีกคนแกมาขออาศัยอยู่ที่วัด แกมาทำงานส่งไปรษณี ซึ่ง 6 โมงแกก็จะขึ้นไปนอนบน บนดก แต่มาตอนเช้า ลุงแกบอกว่า ครูธรณ์ๆ เมื่อคืนไม่รู้ใครมาเคาะประตูลุงตั้ง 3 -4 ที แล้วบอกว่า กูหนาวๆ พอลุงเปิดไปก็ไม่เจอใคร แถมตอนนั้นก็ฝนตกด้วย ลุงแกก็เลยเปิดหน้าต่างไป เห็นหัวโขนของหลวงพ่อที่ทำไว้ ที่แปะกระดาษ มันตากฝนอยู่

ลุงแกก็รีบลงไปเก็บหัวโขนให้หลวงพี่ แล้วตอนเช้าแกก็มาเล่าให้ผมฟัง แล้ววันนั้นพวกผมก้ทำงานกันปกติ จนช่วงบ่ายๆ..หลวงพี่แกมาเฉลยว่า มีจอมขมังเวทย์คนหนึ่งแกเสียชีวิตแล้วแกบอกลูกศิทย์แกก่อนตายว่าถ้าแกตายไปให้เอา หนังกูที่เหลือเนี่ยไปทำเครื่องลางของขลังแจกจ่ายลูกศิทย์ ที่นี้ก็เป็นแบบที่แกบอก แกตายไป ศพแกเผาไม่หมดเหลือหนังตั้งแต่ช่วงคอลงมา จนถึงกลางหลัง ที่นี้ลูกศิทย์คนโตสุดก็เอามาแล้วโทรหาหลวงพี่ หลวงพี่ก็บอกว่าเอามา หลวงพี่ก็เอามาทำ แต่ก็ไม่ได้บอกลูกศิทย์ มีแค่ลูกศิทย์หลักๆไม่กี่คนที่รู้ ที่นี้มีพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกศิทย์รุ่นแรกๆเลย แกชื่พี่เอ พี่เอก็บอกว่าเอามาถ้าไม่มีใครกล้าขึ้นหุ่นเดียวแกขึ้นหุ่นให้เอง ที่นี้ผมมีโอกาศได้คุยกับพี่เอ ผมก้ถามว่าพี่เอทำยังงัย เพราะปกติเราจัใช้กระดาษสาในการแปะๆที่หุ่น ซึ่งมันมีความนุ่นและอ่อนตัว แต่นี้หนังคน มันมีความเหนียว

พี่เอก็บอกว่า แกเอาไปแช่น้ำ แล้วก็โรยดอกไม้ น้ำอบ ทำพิธี เสร็จ ก็ขึ้นรูป ที่นี้ผมก็ถามอีกว่า แล้วพี่เอไม่เจออะไรบ้างฟรอ พี่เอบอกว่า แกไม่เจอ แต่ลูกน้องแกเจอ เวบาทำงานตอนกลางคืน ก็จะเปิดไฟส่องทั้ง 4 ด้านสิ่งที่ลูกน้องแกเจอก็คือ เห็นเป็นเงาคนอยู่ที่กำแพงสีขาว ลูกน้องแกก็หันไปมองฝั่งตรงข้ามกับเงา สิ่งที่เห็นคือคนแก่ คนหนึ่งยืนหลังคอม เนื้อตัวเหมือนโดนไฟเผามา มีรอยแดงๆ ดำๆเต็มไปหมด ลูกน้องก็ร้องโวยวาย จนพี่เอถามว่ามีอะไร ลูกน้องแกก็เล่าว่าเจอแบบนี้ๆ พี่เอบอกว่าต้องทำพิธีชุดใหญ่เลย จนพี่เอทำงานชิ้นนี้เสร็จก็ยกมาเก็บที่วัด ซึ่งตอนนี้ทุกคนก็รู้หละว่านี้คือเศียรพ่อแกต้องห้าม วางตรงไหนก็ได้ที่ไม่ใกล้เรา ที่นี้ผมก็เริ่มหลอน

จากปกติกลับบ้านมืดๆ ตอนนี้รีบกลับบ้านแล้วอีกอย่างปกติ หลวงพี่แกจะชอบแกล้งผม แกจะยืนอยู่ชั้น2 แล้วมองมาแล้วจะเรียกผมตลอด ว่าทำอะไร ยังงัย แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่ามีคนยืนมองผมจากชั้นบน แต่แปลกทำไมวันนี้หลวงพี่ไม่เรียก ผมเลยหันไปมองชั้นบน ปรากฎว่าไม่มีใคร ผมเริ่มจะไม่ดีหละ ก็เก็บของ ระหว่างที่เก็บของอยู่ ก็ไก้ยินเสียงคนเคาะบานเกล็ดดังมาจากห้องกระจก สักพักก็เคาะอีก ผมเลยตัดสินใจ เอามืดปาดฝุ่นแล้วมองรอดช่องกระจก ว่ามีคนหรือแมว หรืออะไร สิ่งที่ผมเห็น คือแววตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่ผม แต่แววตานั้นไม่ใช่แววตาคน แต่เป็นแววตาจากหัวโขดที่เป็นลูกแก้ว ผมก็รีบหยิบโทรศัพท์โทรหาหลวงพี่ว่าผมเจอแบบนี้ๆ

หลวงพี่ก็บอกว่า ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้มาคุยกัน..ผมก็รีบขับรถกลับบ้าน..พอเช้ามาหลวงพี่ก็เล่าให้ฟังทั้งหมดถึงประวัติ ความเป็นมา แล้วก็เล่าว่า หลวงพี่เจออะไรบ้าง ที่นี้หลวงพี่ก็เลยบอกว่าเนี่ยเราต้องมาคุยกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นที่คุยกัน ก็มีพี่คนหนึ่งชื่อพี่โอ๋ ซึ่งพี่โอ๋เป็นคนมีเซ้นในเรื่องพวกนี้ ทุกคนก็เลยถามพี่โอ๋ว่า พี่โอ๋รู้อะไรบ้าง เค้ามาบอกอะไรบ้าง พี่โอ๋ก็บอกว่า เค้ามาบอกว่า จริงๆแล้ว เค้าอยากให้เอาหนังของเค้าไปทำตะกุดแจกจ่ายลูกศิทย์ ไม่ได้อยากให้มาทำหัวโขน แต่ลูกศิทย์ไม่มีใครกล้าเอาไป มีแต่พี่คนที่ติดต่อหลวงพี่มา ว่าถ้าไม่มีใครเอาเค้าเอาเองแล้วก้ให้เอามาทำหัวโขนหรือเศียรพ่อแกเพื่อจะได้กราบไหว้และระลึกถึง..แต่ปัจจุบันนี้หัวโขนอันนั้นก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะไม่มีใครกล้าทำ กล้าจับ มีแต่หลวงพี่องค์เดียว ที่ทำได้..