เหตุประหลาดที่คุ้งตาเวก

เป็นเรื่องปกติในยุคของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นทุกวันนี้คน Gen Y-Z เรียกว่าไกลจากความเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ หรือให้ความสนใจ เพียงแค่ความบันเทิง แต่กับคน GEN ก่อนหน้า เขาให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มาก เรื่องเล่าท้องถิ่นมีแทบทุกภูมิภาค ยิ่งไกลความเจริญ… เรื่องยิ่งมีน้ำหนัก เช่นเดียวกับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ครับ

ย้อนกลับไปสัก 4-5 ปี ในยุคที่บริษัททั้งหลายแหล่กำลังหันมาทำ CSR (Corporate Social Responsibility) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณะ เช่นเดียวกับบริษัท Pitnap (นามสมมุติ) ซึ่งจัดกิจกรรมพาพนักงานไปทำประโยชน์เพื่อสังคมอยู่เป็นประจำ เช่น ปลูกป่า สร้างโรงเรียน หรือสร้างห้องน้ำตามวัดวาห่างไกลความเจริญ ทุกครั้งไม่เคยเกิดเรื่องผิดปกติ ยกเว้นครั้งเดียวที่ไปทำฝายที่จังหวัดหนึ่ง (ภาคกลางตอนบน)

ทุกครั้งจะไปเช้ากลับค่ำ แต่กิจกรรมทำฝายหนล่าสุดต้องใช้เวลามากกว่าที่คิด จึงมีการปรับแผนเล็กน้อยโดยออกบ่ายวันศุกร์กลับเย็นวันอาทิตย์ ซึ่งแน่นอนล่ะไม่ใช่ทุกคนที่แฮปปี้… หลังเคลียร์งานช่วงเช้าเสร็จพนักงานก็มารวมตัวกันหน้าบริษัทโดยมี พี่อ่ำ เป็นคนคอยประสานงานทุกอย่าง จัดแผนการเดินทาง เช็คชื่อ หาที่พัก ฯลฯ วันนั้นนับหัวพนักงานได้เกือบ 30 เต็มรถบัสพอดี พี่อ่ำแจ้งกำหนดการว่าครั้งนี้จะเดินทาง ไปทำฝายที่อำเภอ XXX เป็นเวลา 2 วัน 2 คืน… จั๊บ หัวโจกฟากพนักงานชายออกอาการเซ็งทันทีเพราะเท่ากับวีคเอนท์นี้อดพัก

รถออกจากกรุงเทพมุ่งสู่จังหวัด XXX ใช้เวลาเดินทางราว 5 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงจุดหมายก็ค่ำพอดี อธิบายสถานที่… บริเวณนั้นมีโรงเรียนประจำหมู่บ้านซึ่งพี่อ่ำประสานล่วงหน้าเพื่อขอค้างคืน… มีบ้านคนอยู่หรอมแหรม ถัดจากโรงเรียนเป็นป่าโปร่ง มีศาลาเก่า ท่าน้ำ (ท่าเรือ) ที่ยังใช้งานได้ และสุดท้ายคือแม่น้ำ XXX (ภาพประกอบด้านล่างครับ)

เมื่อไปถึง ตากริ่ง ชาวบ้านในพื้นที่เป็นคนดูแลความสะดวก แกเดินกอดขวดเหล้ากรึ่มได้ที่ไปเปิดห้องหับที่โรงเรียนให้เข้าพัก โดยแยกพักห้องละ 5-7 คน ดูปลอดภัยดีมีไฟฟ้าใช้ จากนั้นพาไปดูห้องน้ำ + สถานที่อาบน้ำ ไอ้นี่ล่ะไม่โอเค เพราะเป็นน้ำที่รองใส่อ่างปูนเปลือยยาวๆ หมักหมมไปด้วยใบไม้ เศษตะกอน ขุ่นจนมองไม่เห็นก้น ไอ้กลุ่มผู้ชายน่ะไม่เท่าไหร่ ให้ซักแห้ง 2 วันมันก็เฉยๆ แต่พนักงานหญิงไม่ถูกใจกับสิ่งนี้ จึงถามตากริ่งว่ามีที่อาบน้ำอื่นมั้ย ตากริ่งบอกว่ามี ก็ไปขออาบตามบ้านชาวบ้านหรือไม่ก็… แกเงียบไป

หัวโจกฝ่ายหญิงชื่อพี่แตน ก็บ่นๆ กับเพื่อนๆ ประมาณว่าให้กรูอาบน้ำสียังกับจับเลี้ยงแบบนี้แม่มก็ไม่ไหวนะ เค้นจนตากริ่งบอกว่ามีที่อาบน้ำอีกจุดหนึ่ง เดินเลยป่าไปหน่อยจะเจอโค้งน้ำ ตลิ่งต่ำพอเดินลงไปได้สบายๆ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อาบที่นี่เพราะมืดแล้ว พี่แตนไม่สนถามว่าแม่น้ำอะไร คนตอบไม่ตอบชื่อแม่น้ำ เอนไปเอนมาตามประสาคนเฉียดเมาแล้วบอกว่า“ชาวบ้านเรียกคุ้งตาเวก” “ตาเวก? พี่แกต้องเกิดก่อนกรุงแตกแน่ ชื่อโบราณชิบ”

จั๊บก็คะนองปากไปเรื่อย แต่ตากริ่งไม่ได้พูดอะไรต่อ หนีบขวดเหล้ากวักมือให้เดินตามไป พนักงาน 7-8 คนก็เดินตามแก ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายเข้าที่พัก… คืนนั้นเป็นข้างขึ้นจึงสว่างพอควร หลังโรงเรียนมีรั้วไม้กั้นยาวเหยียด ผ่านรั้วเป็นทางเกวียนกึ่งลูกรัง ไม่ค่อยเปลี่ยวเพราะมีชาวบ้านผู้หญิงจูงลูกเดินสวนขึ้นมาจากท่า ตากริ่งยืนมองอยู่ครู่แต่ก็ไม่ได้ทักกัน

เดินไปได้สักสองร้อยเมตรพื้นเริ่มลดระดับ ห่างพอสายตาแตะ เห็นแสงจันทร์เหลือบผิวน้ำระยิบระยับ พี่แตนกับสาวๆ ก็ตาวาว เออค่อยคุ้มกับที่เดินมาดูหน่อย ทุกคนสำรวจทำเลคร่าวๆ ทางขวามือไม่ไกลกันมีศาลาโบราณแต่สภาพยังดีอยู่ ติดตลิ่งมีท่าเรือโบราณเล็กๆ นอนสงบนิ่งในน้ำ (ตามภาพด้านบน)

ทุกคนถูกใจคิดว่ากลับไปเตรียมอุปกรณ์แล้วค่อยย้อนมาอีกรอบ พากันเดินกลับถึงโรงเรียนก็แยกกันไปเตรียมตัว ตากริ่งเองก็เดินเป๋กลับบ้าน แต่ก่อนไปแกพูดอะไรแปลกๆ จน ฟาง พนักงานหญิงอีกคนถึงกับชะงักเท้า “เตือนแล้วนะ” หือ? ไรนะ? แต่ฟางไม่มีโอกาสถาม แกเดินลับตาไปแล้ว ฟางเลยเล่าให้พี่แตนฟัง พี่แตนพ่นลมพรืดแล้วบอกว่าไปเอาอะไรกับคนเมา

พอดี๊พอดีจั๊บกับเอกเพื่อนซี้ได้ยินเข้า พล็อตอีโรติกโผล่ในหัวเป็นฉากๆ คู่ซี้รีบใส่ไฟทันทีก่อนเชื้อมอด “จริงเหรอฟาง ลุงแกพูดแบบนั้นเหรอ เฮ้ยๆๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะเจ๊แตน” บลาๆ พูดไปพูดมาพี่แตนเริ่มปอดจะไม่ไปอาบที่ท่า จั๊บหักหัวกลับแทบไม่ทัน อ้างว่าอาบในอ่างไหวเหรอ เชื้อโรคเพียบ แล้วจั๊บก็บอกให้พี่แตนพาสาวๆ ไปอาบน้ำ เดี๋ยวเขากับเพื่อนๆ จะไปนั่งเล่นกีตาร์รอที่ศาลา

“สบายใจได้ผมไม่อยากดูพวกเจ๊แก้ผ้าหรอกน่า เห็นมาจนเบื่อละ” แต่ในหัวนี่คิดตรงข้ามกับที่พูดเลยจ้า กลุ่มผู้หญิงที่อาบน้ำในอ่างไม่ไหว (ซึ่งก็เกือบหมดนั่นล่ะ) เกียมข้าวของเสร็จก็วกกลับไปที่ท่าน้ำ ผ่านป่าโปร่ง (ตามภาพ) บรรยากาศได้ฟีลกาเหว่าที่หลายเพลง กลุ่มผู้ชาย 4-5 คนก็เดินตามไปเป็นเพื่อนพร้อมหิ้วเบียร์ไปคนละป๋องสองป๋องพร้อมกีตาร์ ไฟฉาย ตะเกียง เมื่อถึงแม่น้ำก็แยกกัน 2 กลุ่ม กลุ่มผู้ชายไปนั่งรอที่ศาลา กลุ่มผู้หญิงเดินไปหามุมลับตาอาบน้ำท่ามกลางธรรมชาติ

จุดหนึ่งตลิ่งต่ำอย่างที่ตากริ่งว่าไว้ สาวๆ เอาตะเกียงไปวางตรงท่าเรือเก่า ผลัดผ้าอาบน้ำกันเพลิดเพลิน แสงสว่างพอมองเห็นท่าน้ำรำไร แต่หนุ่มๆ เซ็งสุดเพราะพี่อ่ำดันตามมาด้วย พับผ่าทำอะไรได้ไม่ถนัดถนี่ ก็ได้แต่ร้องเพลงแต่ไม่เป็นเพลงเพราะขาดสมาธิ สรุปสาวๆ ตีโป่งกันเพลินเกือบครึ่งชั่วโมง แต่หนุ่มๆ ได้แต่บ่นในใจอย่างเซ็งๆ เพราะอุตส่าห์ถ่อตามมาขาอ่อนสักมิลฯ ก็ไม่ได้เห็น

จั๊บนี่เซ็งสุดเลยเพราะเป็นคนต้นคิด ก็ก่ะนั่งกินเบียร์ให้หมดป๋องค่อยเดินตามเพื่อนกลับไป ระหว่างที่เพื่อนๆ เดินห่างไปเล็กน้อย จั๊บได้ยินเสียง จ๋อมๆ เหมือนคนกำลังว่ายน้ำจึงหันกลับไปดูที่ท่า เพราะแสงจันทร์ล่ะช่วยให้จั๊บเห็นผู้หญิงเปลือยคนหนึ่ง ทะลึ่งตัวขึ้นมาจากน้ำแล้วนั่งตรงท่าเรือ คือมันค่อนข้างไกลแต่จั๊บแน่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นหันมามองอยู่สัก 2-3 วิฯ แล้วเลื่อนตัวลงน้ำทั้งที่จ้องหน้าเขาอยู่?

จั๊บร้อง “เฮ้ย!?” ตะโกนบอกเพื่อนว่ายังมีคนเล่นน้ำอยู่นี่ แล้วรีบวิ่งย้อนกลับไปที่ท่า คนอื่นก็วิ่งกลับมา จั๊บวิ่งไปถึงท่าเรือแต่ไม่พบใคร พี่แตนตามมาถึงบอกว่าตาฝาด เพราะเธอนับคนครบแล้วก่อนขึ้นมา เอกหยอกเจ็บว่าจั๊บหื่นจนขึ้นสมอ จั๊บเดินกลับอย่างงงๆ เหมือนมีเสียง จ๋อมๆ ติดหูแต่ไม่กล้าหันกลับไปดู คิดถึงเรื่องที่ตากริ่งพูดขึ้นมาตงิดๆ

กลับถึงที่พักจั๊บก็เล่าให้เอกฟัง แต่เอกพูดเหมือนพี่แตนเด๊ะว่าอย่าไปเชื่อคนเมา คืนนั้นฝนตกปรอยๆ ทำเอาจั๊บนอนแทบไม่หลับเพราะหู ได้ยินเสียง จ๋อมๆ ทั้งคืน… หลังหลับไปได้ไม่นานตอนเช้าเอกมาปลุกและบอกว่าสาวๆ จะไปเดินเล่นที่ชายน้ำก่อนไปทำฝาย จั๊บจึงขอตามไปด้วย เช้านั้นมีพี่แตน ฟางและพนักงานอีกคนชื่อตุ่น

เมื่อไปถึงเพิ่งรู้ว่าโค้งน้ำนั้นกว้างมาก น่าจะเป็นหนึ่งในจุดที่กว้างสุดของลำน้ำ จึงเข้าใจว่าทำไมเรียกคุ้ง แต่ที่ไม่เข้าใจคือตาเวกคือใคร หลังจากนั้นพี่แตน จั๊บ เอกก็ไปเดินเล่น ส่วนฟางกับตุ่นไปนั่งถ่ายรูปเล่นอยู่ตรงท่าเรือเก่า ระหว่างทุกคนกำลังชมบรรยากาศชนบทยามเช้าก็ได้ยินเสียงตูม! ตุ่นบอกทุกคนว่าฟางกระโดดลงไปเล่นน้ำ ทุกคนก็ไม่ได้แปลกใจอีกอย่างเพราะชายน้ำตรงนั้นมันตื้น เต็มที่ไม่เกินอก ตุ่นก็ถ่ายรูปต่อ เช่นเดียวกับทุกคนก็ชมนกชมไม้ไปเรื่อย สักพักตุ่นทักขึ้นมาว่า ทำไมฟางดำน้ำนานจัง

จั๊บมองหน้าพี่แตนรีบวิ่งไปตรงท่าเรือ น้ำไหลเอื่อยเหมือนปกติ จั๊บมองลงไปใต้น้ำแทบไม่เชื่อสายตาคือเห็นฟางย่อตัวอยู่ แหงนหน้ามองเหนือน้ำ ดูผิวเผินก็เหมือนคนดำน้ำนั่นล่ะ คนอื่นก็เลยไม่คิดว่ามีอะไร แค่จั๊บคนเดียวที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ คือตาของฟางที่เหลือกไปมา กับผมหลังหัวทั้งกระจุกที่ไม่ลอยตัวเหมือนผมปอยอื่น คล้ายพันกับอะไรใต้น้ำ จั๊บจึงกระโดดน้ำตูมตามลงไป ถึงปกติน้ำจะใส แต่พอกระทบเลนใต้น้ำมันก็ขุ่น (ใช่มั้ยครับ) จั๊บพยายามมองหาว่าผมฟางพันอยู่กับอะไร แต่ก็แปลกใจ เพราะฟางก็เหมือนจะลอยตัวขึ้นได้ทันที

พวกก็พากันแซวจั๊บว่าจะแข่งดำน้ำกับฟางเหรอ จนฟางสำลักน้ำแล้วบอกว่าผมพันกับอะไรไม่รู้นั่นล่ะทุกคนจึงรีบช่วยขึ้นมาจากน้ำ พี่แตนถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฟางบอกว่าไม่รู้ นั่งใช้เท้าตีน้ำอยู่ดีๆ เหมือนหญ้าหรือสาหร่ายอะไรก็ไม่รู้ เมือกๆ เย็นๆ มาพันข้อเท้า แล้วเธอก็เผลอตกลงไป พออยู่ใต้น้ำรู้สึกผมคงไปเกี่ยวซากไม้หรืออะไรสักอย่างตกใจมาก ขาก็พันกับอะไรไม่รู้โชคดีจั๊บลงไปช่วยไว้ทัน ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็พยายามปลอบใจ แต่ยังไม่ทันได้คุยอะไรเพิ่ม พนักงานคนหนึ่งก็วิ่งมาตามบอกว่าพนักงานคนอื่นขึ้นรถหมดแล้ว

ทุกคนรีบเดินกลับไปเหลือจั๊บคนเดียวยืนโด่เด่อยู่ท่าเรือ ถึงจะเป็นช่วงเช้าแต่จั๊บก็รู้สึกขนลุกพิกล เพราะอะไรน่ะเหรอ? ตรงชายน้ำจุดเกิดเรื่อง อย่าว่าแต่ซากไม้เลย หญ้าสักกอยังไม่มี… จั๊บ ฟางเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็กลับมาขึ้นรถ แยกกันนั่งไม่ได้คุยเรื่องนี้อีก รถขับไปถึงจุดทำฝายมีคณะเจ้าหน้าที่มาให้การดูแล และสอนเทคนิคการทำฝายแบบต่างๆ ตลอดทั้งวันทุกคนทั้งยุ่งและเหนื่อย

จนลืมเหตุการณ์แปลกๆ ไปหมด มาคิดได้อีกทีตอนที่เสร็จการทำฝายในวันแรก กำลังจะแยกกันกลับ จั๊บเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถามว่าเคยได้ยินเรื่องแปลกๆ ที่คุ้งตาเวกมั้ย แต่พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เคยได้ยิน หลังจากเสร็จงาน โปรแกรมวันนั้นพี่อ่ำพาพนักงานไปกินข้าวเย็นกับผู้บริหารของบริษัทที่มาร่วมกินด้วยก่อนเดินทางกลับกรุงเทพก่อนพนักงาน ทุกคนกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากกินอิ่มจั๊บก็ยังทำอย่างเดิมคือถามเด็กเสิร์ฟว่าเคยได้ยินอะไรแปลกๆ ที่คุ้งตาเวกมั้ย แทนที่จะตอบเด็กเสิร์ฟดันถามกลับว่าเรื่องอะไรเพ่ สุดท้ายจึงทำใจว่ามันคงไม่มีอะไรล่ะ

กินข้าวเสร็จมีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่พี่อ่ำจัดขึ้นพิเศษเพื่อให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย คือการล่องเรือกลับที่พัก ใครอยากนั่งก็เชิญ แต่ฟางคนหนึ่งไม่อยาก ไม่ได้คิดเรื่องลี้ลับอะไรหรอก แค่อยู่ในภาวะขวัญเสียที่ต้องอยู่ใกล้น้ำ แต่ทำไงได้ พนักงานยกบริษัทฯ ไปกันหมด จะให้ผู้หญิงคนเดียวขึ้นรถบัสกลับคงไม่เหมาะ สุดท้ายจำใจต้องลงเรือตามเพื่อนๆ มีเรือชาวบ้านจอดรออยู่แล้ว เป็นเรือแจวธรรมดาไม่ใช่เรือยนต์ แยกกันไปลำละ 5-6 คน พี่อ่ำเพิ่มกิจกรรมนี้เพื่อให้น้องๆ ชมบรรยากาศยามเย็นเป็นการพักผ่อนก่อนกลับที่พักซึ่งห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร

เมื่อพร้อมเรือทั้ง 6 ลำ ก็ล่องไปในแม่น้ำ จั๊บ พี่แตน เอกนั่งลำเดียวกัน ก็นั่งชมความงามของสองฝั่งน้ำไปคุยไป เอกก็ชวนคุยเรื่องสาวๆ ในออฟฟิศไปเรื่อย เฮ้ย น้องคนนั้นน่ารักว่ะ เดี๋ยวคืนนี้ตอนสาวๆ ไปอาบน้ำกรูไม่พลาดแน่ หื่นช่วงตะวันชิงพลบนั่นล่ะ สักพักเอกซึ่งเพลียมาทั้งวันก็เผลอหลับคาเรือ ส่วนจั๊บยังไม่ง่วงเลยเขยิบไปคุยกับลุงเพิ่มคนพายเรือแทน คุยสัพเพเหระไปเรื่อยเป็นคนแถวนี้เหรอ? เดี๋ยวนี้ยังมีคนพายรับจ้างอยู่อีกเหรอ? อยู่แถวนี้มานานรึยัง? คุยไปคุยมาสาบานว่าไม่ได้ตั้งใจ อยู่ๆ จั๊บก็ถามโพล่งไปหน้าตาเฉยว่า

“ลุงรู้จักคุ้งตาเวกใช่มั้ย?” ปรากฏว่าลุงเพิ่มเงียบ! ก่อนหน้านี้ถามอะไรลุงตอบตลอดแต่พอถามเรื่องคุ้งตาเวกแกดันเงียบ จั๊บเลยหันไปมองจึงเห็นว่า แกจ้องหน้าอยู่ก่อนแล้ว เหมือนหน้าแกซีดๆ จั๊บเลยถามอีกครั้งว่ารู้จักคุ้งตาเวกใช่มั้ย? ต้องรู้จักสิเพราะกำลังไปส่งนิ แต่กิริยาส่อพิรุธนะ แกหันซ้ายหันขวาแล้วในที่สุดก็พยักหน้าเบาๆ จั๊บหมุนตัวไปคุยเลยทีนี้ ถามต่อว่าเคยได้ยินเรื่องอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับโค้งน้ำตรงนั้นมั้ย คราวนี้ไม่เป็นอย่างพี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหาร เพราะลุงฝีพายแกพยักหน้า…

เห็นความล่อแล่กของลุงเพิ่ม ไม่ต้องเป็นเจ้าหนูไม่รู้จักโตโคนันก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จั๊บยังไม่อยากให้พี่แตนได้ยินเพราะแกเป็นคนขี้โวยวาย จึงเขยิบไปจนชิดลุงแล้วถามว่าเคยได้ยินเรื่องอะไร คนโดนสอบคิดนาน เหลียวมองลำน้ำอย่างหนักใจยังไงชอบกล แกก็ปัดๆ ไปว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่ารู้เลย คะยั้นคะยออยู่นานจนพี่แตนที่นั่งอยู่หัวเรือรำคาญ บอกให้พูดเบาๆ คนจะพักสายตา ทีนี้จั๊บยกมือไหว้ลุงเพิ่มเลย ขอล่ะให้เล่าให้ฟังหน่อย ลุงเพิ่มกลืนน้ำลายแล้วถามกลับว่า

“เอ็งเชื่อเรื่องผีสางนางไม้มั้ย?” เอิ่ม… ก็ทำใจอยู่ว่าคำตอบคงทำนองนี้ แต่เปิดมาช่วงผีตากผ้าอ้อม กลางแม่น้ำหลัวๆ ป่าทะมึนมันก็ทำให้จั๊บขนลุกอย่างช่วยไม่ได้ล่ะนะ จั๊บรีบผงกหัวงกๆ คิ้วคนเล่าเป็นปมยังก่ะเงื่อนพิรอด แกโน้มตัวมากระซิบเบาๆ “เค้าว่าคุ้งตาเวกมีพราย” พาย กับ พราย ออกเสียงคล้ายกัน แต่ตัวหลังทำให้จั๊บขนลุกตั้งแต่ยันกลางกบาลนิ้วหัวแม่เท้า “จริงเหรอลุง!?” จั๊บถามย้ำ ลุงเพิ่มพยักหน้าอีกรอบ แล้วเล่าว่าคุ้งตาเวกตั้งตามชื่อข้าราชการใหญ่คนหนึ่งในสมัยก่อน

เดาว่าน่าจะเป็นช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตาเวกแกเป็นพวกเล่นไสยศาสตร์ มีวิชาอาคมเทือกๆ นั้น ผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นปู่รุ่นทวดบอกว่า แกเลี้ยงพรายไว้ตนหนึ่ง ลือกันทั้งบางว่าพรายตนนั้นคือลูกสาวไม่ก็เมียของตาเวกเองนั่นล่ะ ยังทิ้งท้ายให้ขนลุกเล่นอีกว่า สมัยก่อนย่านพระโขนงกลัวแม่นาคยังไง ชาวบ้านแถวนี้เมื่อสมัยนั้นก็กลัวพรายตาเวกแบบเดียวกันล่ะ ลือว่านานมาแล้วมีคนเห็น ช่วงเช้าก่อนแดดแรงไม่ก็หลังตะวันลับ ลุงคนเรือถามว่าเคยได้ยินคำว่าโหงพรายใช่มั้ย? แต่คนโบราณแถวนี้เรียกพรายที่คุ้งตาเวกว่า ‘พรายโหง’

“ตอนที่รู้ว่ามีคนจ้างไปส่งที่นั่นตอนค่ำลุงไม่อยากไปเล้ย นี่เห็นว่าคนกันเองชวน แล้วมากันหลายลำ รู้ไว้นะไอ้หนุ่ม ช่วงค่ำๆ โพล้เพล้ไม่ค่อยมีใครพายเรือผ่านโค้งน้ำนั้นหรอก จะก็มีแต่พวกเด็กรุ่นๆ ที่ใช้เรือยนต์เสียงดังๆ แล่นฉิวๆ แค่นั้นล่ะ” ลุงขยายเป็นฉากๆ ขนลุกนะ กลัวด้วย แต่ยังไงดีล่ะมันไม่สุดอ่ะ เพราะเรื่องที่ลุงเล่ามันปรัมปราไง ที่ไหนก็มีเรื่องแบบนี้ ขอแบบเด็ดกว่านี้ได้มั้ย? นึกว่าลุงจะส่ายหน้าที่ไหนได้ลุงพยักหน้าอีกหน แต่ยังไม่ทันจะได้ฟังลุงเล่า จั๊บเกิดรู้สึกโหวงๆ แปลกๆ เพิ่งสังเกตเห็นว่าว่าเริ่มโพล้เพล้แล้วนี่หว่า เหลือแสงส้มๆ แค่ตรงขอบฟ้าสุดสายตา ที่สำคัญไอ้ที่ทำให้โหวงไม่ใช่แค่ความมืด แต่คือแม่น้ำที่ป้านออกจนตลิ่งห่างลิบไม่ไกลโค้งน้ำที่คนขนานนามว่าคุ้งตาเวกนั่นล่ะ

คนที่เคยนั่งเรือน่าจะมีความรู้สึกแบบนี้ เมื่อมองแม่น้ำตอนค่ำๆ ที่มันกว้างๆ ใจจะหวิวๆ ยังไงชอบกล ผสมกับเรื่องที่ได้ฟังก่อนหน้า จั๊บก็รู้สึกว่า ‘กรูอยากขึ้นบก’ เนี่ยล่ะ เหตุประหลาดเว้นไปเกือบวัน ก็มาต่อที่ตรงนี้ จะบรรยายให้เห็นภาพเท่าที่ทำได้นะครับ จุดใดจุดหนึ่งของโค้งน้ำกว้างดันเหมือนจุดบรรจบกระแสน้ำอุ่นและเย็น พอเจอะกันมันเกิดหมอกจางๆ ลอยครึ้มมาเฉย ไม่ถึงขนาดมองอะไรไม่เห็นเป็นหมอกจางๆ เรี่ยๆ แต่ทำให้ทัศนวิสัยการมองลดลง คนเรือก็ทยอยเปิดไฟ เห็นเป็นดวงส้มๆ ขุ่นๆ ลอยอยู่เหนือน้ำ… กลางหมอก เสียงพนักงานคุยกันเฮฮาเหลือแค่ซุบซิบว่า ‘เฮ้ยๆ อะไรวะ’ มลงแมลงคงอพยพชั่วคราวแม่น้ำทั้งสายถึงได้เงียบบกริบ

ลุงเพิ่มเห็นว่าโพล้เพล้แถมหมอกลงก็เปิดไฟบ้าง ช่วงไม่กี่วินาทีที่ลุงแกก้มไปเปิดสวิทช์ไฟ ไม่มีใครรู้เลยว่าเรือสองลำท้ายชะลอความเร็วซะเฉยๆ ปล่อยให้สามลำหน้าแล่นฉิวนำห่างออกไป ก็เอาน่ะเพราะก้มไปเปิดไฟเลยถูกทิ้งเล็กน้อย จ้วงสักแป๊บตามไม่ยาก ลำหนึ่งมีพี่แตน จั๊บ เอก และ extra อีก 2-3 คน อีกลำมีพี่อ่ำ ฟาง ตุ่น และ extra จำนวนเท่ากัน พี่แตนเห็นลำหน้าทิ้งห่างจึง ถามลุงว่าหมดแรงรึเปล่า มีไม้พายเหลือมั้ยเดี๋ยวให้หนุ่มๆ ช่วย เอกก็เลยตื่น พอเห็นสภาพก็งง ทั้งเงียบทั้งอึมครึม เขยิบตามไปนั่งติดกับจั๊บ ลุงเพิ่มเปิดไฟเสร็จเริ่มจ้วงสโตรกสุดแรง จ้ำเอาๆ หวังให้ทันกลุ่มหน้าจะได้เกาะกลุ่มกันไป แต่น่าแปลก เรือแทบไม่เคลื่อนไปข้างหน้า เท่านั้นไม่พอยังเหมือนไหลย้อนกลับไปด้านหลังอีกต่างหาก ลำข้างๆ ก็เจอแบบเดียวกัน พยายามออกแรงพายแต่ได้แค่อยู่กับที่ คล้ายว่าสามลำหน้าล่องตามน้ำ ส่วนสองลำหลังพายทวนน้ำ ประกอบหมอกจางๆ ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ แมลงแสนรู้ก็หายหัวกันไปหมด จั๊บจึงอุทานอย่างสุภาพ

“ชิพหาย”

ความจริงไม่ห่างมาก แต่พอมีหมอกจึงดูเหมือนห่าง เรือสามลำหน้ากำลังตีวงอ้อมโค้งน้ำ ลุงเพิ่มพยายามจ้วงต่อแต่มันไปแค่คืบสองคืบ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าน้ำในแม่น้ำเหมือนไหลย้อนกลับ มันเกิดขึ้นเร็วมากจนลุงเพิ่มกับฝีพายอีกคนไม่มีโอกาสนำเรือเทียบตลิ่ง เพราะบริเวณนั้นเต็มไปด้วยซากไม้เต็มไปหมด ได้แค่แล่นมาอยู่ใกล้ๆ กัน ลุงเพิ่มบอกทุกคนนั่งนิ่งๆ ไม่ต้องช่วยพายเด็ดขาด คนนั่งก็ เออๆ ช่วยพายมั่วซํ่วเดี๋ยวเรือมันไปผิดทิศมั้ง แต่ลุงคนเรืออีกลำเหมือนไม่ได้เตี๊ยมกันมา ตะโกนข้ามแคมมาว่า

“กรูว่าแล้ว กรูไม่น่าตามเมิงมาเล้ยไอ้เพิ่ม”

เรือสองลำลอยเท้งเต้งอยู่กลางแม่น้ำ ทุกคนก็บอกให้ลุงเอาเรือเข้าฝั่งก่อนมั้ย ลุงก็บอกว่าแถวนี้ไม่ได้ ซากไม้เยอะ ทุกคนคิดเหมือนกันหมดว่าสงสัยกระแสน้ำไหลกลับ ยกเว้นต้นหนสองคนก็พายมากี่สิบปีไม่เคยเจอแบบนี้ แต่ก็เลือกไม่พูด กลัวเด็กรุ่นๆ จะตกใจ อยู่แบบนั้นสักพักจั๊บกับฟางเป็นแค่สองคนที่ก็ได้ยินเสียง จ๋อม… จ๋อม… จั๊บขนลุกพรึ่บตั้งแต่หัวยันเท้าเหมือนเดิม ฟางเองก็ไม่ต่างกันหันซ้าย-ขวาเลิ่กลั่ก เพราะเสียงมันเหมือนคนกำลังว่ายน้ำเข้ามาใกล้ๆ…

ลำนู้นเริ่มลนลาน “เฮ้ยๆ ได้ยินเสียงอะไรมั้ยวะ?” ส่วนลำนี้นั่งเงียบเหลียวซ้ายแลขวาหาต้นตอเสียง พี่แตนซึ่งพูดเก่งๆ ถึงกับออกอาการอึ้ง บอกลุงเพิ่มว่า ลุงๆ เอาไม้พายมาด่วนๆ ไม้สำรองก็มีอยู่อันเดียว จั๊บคว้าได้ก็จ้วงสุดแรง ยิ่งจ้วงยิ่งเป๋ ลุงเพิ่งต้องลำบากประคองอีก แต่อย่างน้อยมันก็ไปข้างหน้า เรือจึงเริ่มลอยไปฝ่าหมอกออกมาได้ จั๊บโล่งใจ โยนไม้พายโครมเฉียดกบาลเอกแค่คืบ เห็นทิวทัศน์สองข้างทาง เห็นดวงจันทร์ค่อยโล่งอกหน่อย แต่โล่งได้แป๊บเดียว เพราะเรืออีกลำดันไม่ลอยตามมา เห็นแค่ดวงไฟส้มลางๆ จั๊บกับลุงเพิ่มตะโกนถาม ฝั่งนั้นโวยวายว่าพายไม่ไปๆ

ตัดสินใจจะพายย้อนกลับไป แต่เอกบอกแป๊บเผื่อเค้าก็ตามมา แต่ยิ่งรอยิ่งห่าง พี่แตนเลยบอกให้พายย้อนกลับไป คุณพระ งงกันเป็นไก่ตาแตก กลายเป็นว่าพอจะพายกลับไปดันกลายเป็นทวนน้ำซะงั้น เท่านั้นไม่พอได้ยินเรือ ลำนู้นตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงฟางร้องกรี๊ดมาเป็นคนแรก ตามด้วยตุ่น แล้วพี่อ่ำก็ตะโกนถามว่า เฮ้ยๆ ฟางมีอะไร! ช่วงสับสนของเรือรั้งท้าย โชคดีมากที่ทุกคนได้ยินเสียงเรือยนต์ดังมาแต่ไกล แล้วเรือลำท้ายก็ลอยตามน้ำออกมาหน้าตาเฉย เด็กหนุ่มสองคนที่ควบเรือยนต์มาก็แซวลุงๆ ว่า แก่แล้วพายไม่ไหวเหรอ เปลี่ยนไปใช้เรือยนต์ดีกว่าม้างอะไรประมาณนั้น แต่พับผ่า 2 ลุงไม่โกรธเลยที่ถูกแซว จั๊บหันไปถามลุงเพิ่มว่าที่เล่าค้างไว้คืออะไร ลุงเพิ่มบอก “เดี๋ยวค่อยเล่า ไม่ใช่ตอนนี้”

เรือสองลำสุดท้ายลอยผ่านโค้งน้ำจนมาถึงบริเวณคุ้งตาเวก เห็นเพื่อนๆ คนอื่นยืนรออย่างกระวนกระวาย พอเทียบท่านกกระจอกก็แตกรังถามวุ่นไปหมด พี่อ่ำก็บอกว่าไม่มีอะไร รีบกลับที่พักได้แล้ว พี่แตนเลยเดินไปถามแล้วเมื่อกี้ร้องโวยวายอะไรกัน พี่อ่ำมองหน้าแล้วบอกว่า ฟางกับตุ่นตกใจบอกว่ามีใครไม่รู้กำลังขูดเรือ แต่ลุงบอกว่าแค่กิ่งไม้ พี่แตนก็เริ่มรู้สึกตงิดๆ ละ (เออ ถ้ายังเฉยๆ ก็ความรู้สึกช้าเกินไปละพี่)

ระหว่างทางกลับไปโรงเรียนพี่แตนเลยถามรุ่นน้องสองคนว่าเกิดอะไรขึ้น ตุ่นบอกว่าตกใจเพราะได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ขูดอยู่ใต้ท้องเรือ กลัวเรือล่มก็แค่นั้น แต่ฟางนี่หน้าซีดเลย พูดว่าหนูไม่แน่ใจๆ พี่อ่ำไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับเจ้าของเรือทั้ง 6 คน พอเคลียร์เสร็จ ลุงๆ ก็ล้อมวงคุยกัน เลิ่กลั่กๆ ลงท้ายแทนที่จะพายเรือกลับบ้าน คุณน้าคุณลุงทั้ง 6 คนไม่ยอมกลับ ผูกเรือแล้วขอนอนค้างด้วยเฉย โดยพวกแกขออาศัยที่ซุกหัวนอนง่ายๆ ให้พอพ้นคืน ทุกคนก็โอเคตามนั้น สาวๆ ก็แยกไปเตรียมตัวอาบน้ำเอาท์ดอร์เหมือนเดิม

ต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เจอเหตุประหลาด ดังนั้นคนส่วนใหญ่ก็เฉยๆ กับเรื่องนี้ ฟางกับจั๊บก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง สุดท้ายสาวๆ เกือบทุกคน ยกเว้นฟางคนเดียวที่ไม่ยอมลงไปอาบน้ำที่ท่า แม้แต่พี่แตนกับตุ่นที่ตอนแรกก็ไม่อยาก แต่ความสกปรกมันเอาชนะความคลางแคลงไปจนได้ อีกอย่างไปอาบเป็นสิบ ไม่รวมพวกผู้ชายที่ยกโขยงไปกินเหล้าที่ศาลา ก็เลยช่วยให้อุ่นใจขึ้นมาหน่อย พวกหนุ่มๆ ก็กระดี๊กระด๊าสิ ถึงจะสลัวจนมองไม่เห็นเรือนร่างนวลนางนุ่งน้อย แต่เอาน่า นิดๆ หน่อยๆ ก็กระชุ่มกระชวยละ ช่วงอาบน้ำไม่มีเหตุผิดปกติ เหตุผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นหลังจากนั้น…

สักพักพี่อ่ำกับลุงๆ คนเรือก็เข็นฟืนมาเต็มรถเข็น แล้วก่อไฟกองใหญ่ใกล้ศาลาบอกว่าสังสรรค์กันต่ออีกหน่อย บรรยากาศดี หนุ่มๆ สาวๆ จึงมานั่งล้อมวง กินขนม ร้องเพลงอย่างสนุกสนาน จั๊บเลยถือโอกาสเข้าไปคุยกับฟางว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ฟางหน้าเสียมากส่ายหน้าอย่างเดียว พักใหญ่ๆ ตาชอบ (เจ้าของเรือที่มาถึงเป็นลำแรก) เดินแยกมาสูบบุหรี่มองไปที่แม่น้ำ ปรากฏว่าเรือของแกที่ผูกตรงท่า หลุดลอยเท้งเต้งอยู่กลางแม่น้ำเฉย แกก็งงสิผูกอย่างดีนี่หว่าหลุดได้ไงวะ

ตั้งท่าจะโดดน้ำว่ายไปเอาเรือ ลุงเพิ่มก็วิ่งมาบอกว่าอย่านะเว้ย อยาก…รึไง (ยั้งทัน) ตาชอบก็โวยวายว่าไร้สาระ ย้อนลุงเพิ่มว่าเชื่อเรื่องผีจนขึ้นสมอง จั๊บกับพี่อ่ำวิ่งตามมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ตาชอบก็ชี้ให้ดูเรือที่หลุดไปจากท่าแล้วบอกว่าจะว่ายไปเอา แต่ลุงเพิ่มไม่ให้ลงน้ำ ขณะกำลังคุนกัน ทีนี้ทั้ง 4 คนได้ยินเสียง จ๋อม… จ๋อม… จั๊บรู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่กลางน้ำ มีแน่ๆ และมันไม่ใช่เรือของตาชอบ จั๊บบอกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยเถอะ แต่ตาชอบกลัวเรือลอยไปไกล

ลุงเพิ่มเลยบอกเดี๋ยวจะช่วยพายไปเอาให้ ช่วงเวลาที่ตกลงนั้นกินเวลาไม่นาน สัก 1-2 นาที พอหันไปมองเรือตาชอบอีกที ปรากฏว่าเรือแกลอยไปเกยตลิ่งฝั่งตรงข้ามซะงั้น เท่านั้นไม่พอไฟท้ายเรือก็ติดดับ… ติดดับ… สลับไปมา ลุงสองคนแก่แล้ว พี่อ่ำก็เริ่มอายุมาก จั๊บเองก็ 50/50 ไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็นเท่าไหร่ แต่รู้สึกเหมือนไฟมันไม่ได้ติดๆ ดับๆ มันเหมือนมีเงาใครบางคนเดินวนไปกลับๆ บังหน้าดวงไฟต่างหาก จั๊บอุทานสุภาพอีกครั้ง ‘ชิพหาย’

เจอแบบนี้ยั้งปากไม่อยู่แล้ว จั๊บเอะอะว่าเห็นคนอยู่บนเรือตาชอบ พี่อ่ำบอกว่าไฟเสียรึเปล่าหยิบไฟฉายสาดข้ามน้ำ ไปก็เห็นแค่เรือ พนักงานเริ่มเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น เดินมามุง พี่อ่ำจึงไล่กลับไปนอนปาร์ตี้จบแล้ว ให้พนักงานชายพาพนักงานหญิงกลับโรงเรียน เหลือแค่ พี่อ่ำ จั๊บ เอก แล้วก็ลุงๆ เจ้าของเรือ 5 คน ลุงเพิ่มกับเพื่อนอีกสองคนเตรียมไปเอาเรือกลับ ก็กล้าๆ กลัวๆ พายออกไป ส่วนที่เหลือรอบนฝั่ง ระหว่างนั้นเอกก็พูดเจื่อยแจ้วไปเรื่อย พลางใช้ไฟฉายส่องไปที่ฝั่งตรงข้าม ชั่วแวบหนึ่งเอกกับจั๊บดันเห็นคนนั่งอยู่บนเรือของตาชอบ ตกใจร้องดัง “เชี่ย ใครว่ะ!” พี่อ่ำไม่รอช้าหันไฟฉายไปที่เรือแต่ก็ไม่พบอะไร จั๊บรู้สึกไม่ดีเอามากๆ จึงตะโกนบอกลุงเพิ่มให้กลับมาก่อน แต่จู่ๆ เหมือนน้ำก็ไหล เชี่ยวขึ้นมาเฉยๆ เรือหมุนลำขวางกระแสน้ำ สามลุงพยายามช่วยกันพาย ผลคือมือเก๋า 3 คนเอาไม่อยู่ เรือคว่ำ!

ดีที่ยังพายออกไปได้ไม่ไกลมาก ไม่งั้นลุงสูงอายุทั้งสามคนอาจว่ายกลับฝั่งไม่ไหว แต่กว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้ ก็ถูกพัดลอยไปจนถึงหน้าศาลาโบราณนู้น สามลุงหอบแฮ่ก ตกใจสุดๆ บ่นฟังไม่ได้ศัพท์ ตาชอบบอก พวกเอ็งเห็นเมือนกันมั้ย? ลุงสองคนพยักหน้ารัวๆ พี่อ่ำ จั๊บ เอกเลยถามว่าเห็นอะไร คำตอบทำเอาเกือบหงายหลัง “ผู้หญิง” สุดท้ายตาชอบจึงยอมปล่อยเรือเกยติดตลิ่งฝั่งตรงข้าม เพราะทุกคนเริ่มขยาดเหตุประหลาดที่คุ้งตาเวก

รุ่งเช้าจั๊บตื่นมาเจอฟางยืนอยู่บนเนินมองไปที่ท่าน้ำเลยถามอีกรอบว่าเย็นเมื่อวานเจออะไรกันแน่ ฟางบอกว่าไม่แน่ใจว่าตาฝาดรึเปล่า แต่เธอเห็นเงาคนลอยอยู่ในน้ำ ตกใจร้องกรี๊ดขึ้นมา จั๊บค่อนข้างแน่ใจในคำตอบเลยถามไปว่า เห็นผู้หญิงใช่มั้ย ฟางหันกลับมามองแล้วส่ายหัว!? สักพักลุงเพิ่มกับพี่แตนก็เดินมาสมทบ ก่อนเดินทางกลับทั้งสี่จึงเดินลงไปที่ท่าน้ำอีกรอบ แดดเช้ายังไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ ตรงแม่น้ำก็หมอกจางๆ ลอยอยู่ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติมันจะเป็นแลนด์สเคปที่สวยมาก หมอกจางๆ ลอยเหนือคุ้งน้ำ ฉากหลังเป็นป่า แต่ไม่รู้เป็นไงทุกคนกลับรู้สึกหวาดๆ ชอบกล ลุงเพิ่มถือโอกาสเล่าเรื่องคุ้งตาเวกให้พี่แตนกับฟางฟังระหว่างเดินไปชมบรรยากาศ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ

อีกสักสามสี่สิบเมตรจะถึงชายน้ำ ปรากฏว่าเริ่มเห็นชาวบ้านเล่นน้ำกันแต่เช้า จั๊บเห็นเรือลุงเพิ่มคว่ำเกยตลิ่งก็ดีใจแทนลุง พยายามสะกิดเรียก แต่ลุงเพิ่มไม่สนใจเพราะกำลังมองบางอย่าง จั๊บจึงมองตาม รู้สึกคุ้นๆ หน้าตาชาวบ้านพิกล จั๊บ พี่แตน ฟาง เดินเข้าไปใกล้ขึ้น แต่ลุงเพิ่มไม่เดินตามมาด้วย แกกระซิบเสียงสั่น หยุดๆๆ ทุกคนก็แปลกใจ หันไปมองหน้าแกซีดยิ่งกว่าไก่ป่วย จั๊บหันกลับไปมองชาวบ้านอีกรอบ ที่ว่าคุ้นตาเพราะแม่ลูกคู่นั้นคือชาวบ้านที่ทุกคนเห็น คืนวันแรกที่มาถึง… คืนวันที่เดินไปสำรวจท่าน้ำ

หัวสมองไม่ได้คิดอะไรสักนิดจนเห็นคนที่น่าจะเป็นแม่ค่อยๆ เดินไปกลางแม่น้ำ แล้วคนเป็นลูกก็เดินตามไป… จั๊บร้อง “เฮ้ย! ทำอะไรวะ” แล้วรีบวิ่งตามไปแต่ลุงเพิ่มเข้ามาฉุดแขนไว้แล้วบอก “อย่าๆ อย่าไป!!” จั๊บสะบัดแขนแล้ววิ่งไปที่ท่าน้ำ ลุงเพิ่มเลยตะโกนอีกรอบ “อย่าไป! เด็กคนนั้นลูกตากริ่ง มันตายไปหลายปีแล้ว!!” จั๊บไถลกรวดล้มก้นกระแทกพื้น แทบไม่เชื่อหูตัวเอง หันไปมองลุงเพิ่มสลับกับภาพหวาดเสียวกลางลำน้ำ…หัวผู้หญิง กับหัวเด็กกำลังหลุบลงน้ำโดยไม่มีทีท่าทุรนทุราย ไม่ดิ้นรน ราวกำลังเดินกลับบ้าน!?

ทั้งสี่ยืนเหว๋อไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ ลุงเพิ่มจึงเล่าเรื่องส่วนที่ค้างจากเมื่อวานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ที่อายุมากหน่อยรู้จักเด็กคนนั้นดี เขาเป็นลูกชายคนเล็กของตากริ่งที่จมน้ำตายแถวนี้เมื่อหลายปีก่อนป่านนี้ยังหาศพไม่เจอ ฟางซึ่งนิ่งอยู่นานพูดอ่อนแรงยังกับจะหมดลมว่า ร่างที่เธอเห็นอยู่ใต้น้ำเมื่อเย็นวานก็เด็กคนนี้เนี่ยล่ะ ลุงเพิ่มเล่าต่อว่าหลังจากลูกชายตากริ่งตายไป แกก็ทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพาย วันๆ เอาแต่กินเหล้าจนวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีเพื่อนต่างถิ่นมาหา และบอกว่าวิญญาณลูกชายตากริ่งยังวนเวียนอยู่ที่คุ้งตาเวก ถ้าอยากปลอดปล่อยต้องหาคน ไปสังเวยพรายโหงแทน แต่ลุงเพิ่มย้ำว่าทุกอย่างเป็นแแค่ข่าวลือ ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าตากริ่งคิดจะทำอย่างนั้นจริงหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ เช้านั้นไร้วี่แววตากริ่ง…สุดท้ายจึงบอกว่าลูกตากริ่งไม่เท่าไหร่นานทีปีหนก็โผล่มาให้ชาวบ้านหลอนเล่นบ้าง แต่ผู้หญิงคนที่เดินนำหน้าลูกชายตากริ่งนี่สิเป็นคนเดียวกับที่พวกเขาเห็นนั่งอยู่บนเรือเมื่อคืน ส่วนจะเป็นใครลุงเพิ่มไม่กล้าแม้ปริปากพูด…ก่อนกลับทุกคนมาร่ำลาลุงเพิ่มกับชาวบ้านที่ให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ พี่แตนเลยแย๊บถามเรื่องลูกชายตากริ่ง
ชาวบ้านได้ยินก็ดูเหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้สักเท่าไหร่แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ลูกชายตากริ่งจมน้ำตายแถวๆ ท่าน้ำเมื่อนานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดมากกว่านั้นไม่มีไม่รู้ ทั้งคุ้งอาถรรพ์หรือผีพราย ทิ้งเป็นปริศนาไว้เล่าให้ใครต่อใครฟังถึงเหตุประหลาดที่คุ้งตาเวก

เรื่องราวก็จบแบบให้ผู้ท่านไปจินตนาการต่อเช่นเคย มีโอกาสคงได้พบกันใหม่นะครับ ราตรีสวัสดิ์

ขอขอบคุณ :

https://www.facebook.com/Krittanont/

https://pantip.com/topic/38956213