ห้องเย็นโรงงาน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบสี่ปีที่ผ่านมา คุณดาได้เข้าทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งกับแฟน ในจังหวัดที่แคบที่สุดในประเทศ แต่แฟนทำอยู่คนละแผนก คุณดามีหน้าที่เช็คของส่งออกเวลามีออเดอร์เข้ามาและจะต้องเข้ากะ มีกะเช้ากับกะบ่าย

คุณดาทำงานได้สองอาทิตย์ พี่คนที่คอยสอนงานให้บอกว่า อาทิตย์หน้าต้องเข้ากะบ่ายคนเดียว คุณดาก็ไม่ขัดข้องอะไร เพราะเริ่มจะเป็นงานแล้ว อาทิตย์แรกที่คุณดาเข้ากะบ่าย ก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี

เรื่องมันมาเกิดอีกอาทิตย์ถัดมา ช่วงนั้นเป็นฤดูร้อน ตอนกลางคืนยังคงมีการผลิตกันอยู่ ทำให้ยิ่งร้อนขึ้นไปอีก คุณดานั่งทำงานไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกง่วงนอนมากๆ จนลืมตาแทบไม่ขึ้น จะนอนที่โต๊ะก็กลัวหัวหน้างานมาเห็นเข้า

คุณดาจึงเดินออกทางข้างหลังห้องเย็น เพื่อจะไปนอนที่ช็อปช่างห้องเย็น ซึ่งน้องชายของสามีก็เป็นช่างอยู่ด้วย ตอนนั้นเวลาประมาณตีสามกว่า คุณดาล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้ยาวหน้าโต๊ะทำงานช่าง มีพัดลมตัวใหญ่เปิดให้คลายร้อนและไล่ยุง

คุณดาหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกอึดอัด แต่ไม่อยากลืมตาขึ้นมา เพราะง่วงมาก จึงได้แต่นอนพลิกตัวไปมา จนทนไม่ไหวต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดู สิ่งที่เห็นทำให้คุณดารู้สึกอึ้งจนตื่นเต็มตา

เพราะเบื้องหน้าปรากฏมีผู้หญิงผมยาว ตาแดงๆ ใส่เสื้อกราวน์สีขาว นั่งยองๆ อยู่บนขื่อ จ้องหน้าเขม่น ความกลัวค่อยๆ แผ่ซ่านอยู่ในตัวของคุณดา พยายามจะลุกวิ่งออกไปจากที่นี่ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ จึงได้แต่หลับตาปี๋ ภาวนาขอให้เรื่องนี้มันเป็นแค่ความฝัน

สักพักจึงลืมตาขึ้นมาดู แต่ก็ยังเห็นสิ่งนั้นนั่งอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้สิ่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว รับรู้ได้ในทันทีจากสายตาอาฆาตที่จ้องมองลงมาว่า ถ้าไม่หนี สิ่งนั้นต้องลงมาหาแน่ จึงพยายามเรียกน้องของแฟน แต่ก็ไม่เป็นผล

โดยไม่ทันตั้งตัว สิ่งนั้นกระโดดลงมา ในท่าที่นั่งยองๆ ลงบนตัวของคุณดาดัง “ตุ๊บ!” หน้าห่างกันเพียงแค่คืบเดียว ในวินาทีนั้น คุณดาคิดว่าตนเองต้องตายแล้วแน่ๆ หายใจไม่ออก จุกที่ช่วงท้อง น้ำตาไหลออกมาเพราะความกลัวสุดจะกลั้น

คุณดาหลับตาลงอีกครั้ง พยายามทำใจให้นิ่งที่สุด จนความรู้สึกจุกหายไป คุณดาคิดว่าสิ่งนั้นคงจะไปแล้ว จึงคิดว่าต้องออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด ลืมตาขึ้นมาก็พบว่าสิ่งนั้นกลับไปนั่งอยู่บนขื่อเหมือนเดิม แล้วกระโดดลงมาทับคุณดาอีกครั้ง คุณดากลัวสุดขีดจนสติแทบจะกระเจิง ได้แต่นึกถึงคุณพ่อที่เสียไปแล้ว พูดในใจว่า

‘พ่อจ๋า ช่วยหนูด้วย หนูกำลังจะตาย!’ แล้วมองหน้าสิ่งที่นั่งทับอยู่บนตัว แล้วพูดอยู่ในใจว่า ‘เราไม่ได้รู้จักกัน เราไปทำอะไรให้’

คุณดานอนมองหน้าอยู่สักพัก แล้วสิ่งนั้นก็หายไป คุณดาเหลือบตามองไปรอบๆ ห้องแล้วก็รีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นให้ไวที่สุด กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง คิดทบทวนว่ามันคือความจริงหรือแค่ฝัน

ตอนนั้นเวลาตีสามห้าสิบนาที ในระยะเวลาแค่ไม่กี่นาที มันกลับรู้สึกเหมือนยาวนานเหลือเกิน อาการจุกตรงช่องท้องก็ยังไม่หายไป คุณดาเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว โดยที่ยังไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง กลัวคนอื่นหาว่าละเมอและเพ้อไปเอง

จนมาแน่ใจว่าไม่ใช่ความฝันเมื่อกลับมาถึงบ้านตอนเช้า แฟนกำลังจะออกไปทำงาน คุณดายืนถอดเสื้อออก เหลือแต่กางเกงยีนส์เอวต่ำ แฟนก็จับคุณดาหันตัวมาหา แล้วถามว่าท้องไปโดนอะไรมา เพราะมันเป็นลักษณะช้ำออกสีม่วงๆ

คุณดาเริ่มน้ำตาไหลออกมา แล้วเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาให้แฟนฟัง แฟนก็ทำสีหน้าแปลกๆ แล้วก็ปลอบใจ บอกว่าอย่าไปนอนตรงนั้นอีก จนเวลาบ่ายสาม คุณดาก็เข้าทำงาน แต่ยังพอมีเวลาให้ไปยืนเม้าส์กับน้องในห้องตรวจสเป็ค ซึ่งน้องสะใภ้ของคุณดายืนอยู่ในห้องก่อนหน้านั้นแล้ว แล้วคุณดาเหลือบไปเห็นเสื้อกราวน์สีขาว มันเหมือนกับที่ผู้หญิงนั่งอยู่บนขื่อใส่ เสื้อตัวนั้นแขวนอยู่ข้างฝา คุณดาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เจอมาให้น้องสะใภ้ฟัง

ตอนนั้นน้องสะใภ้กำลังถือบิกเกอร์อยู่ ถึงกับทำร่วงลงพื้น มองหน้าคุณดาแล้วถามว่า เห็นจริงๆ ใช่ไหม น้องอีกคนที่กำลังทำงานอยู่ในห้องด้วย ก็หยุดงานทุกอย่างในมือ แล้วเดินเข้ามาจับมือคุณดา แล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรนะเจ๊…” แล้วสองคนนั้นก็เปิดปากเล่าเหนการณ์ให้คุณดาฟังว่า…

เมื่อประมาณสามปีกว่าๆ วันนั้นเป็นวันสุดท้ายก่อนที่โรงงานจะปิดเพื่อซ่อมแซมเครื่องจักร และปรับปรุงโรงงาน มีน้องที่ทำงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้เข็นรถเข้าไปในห้องเย็น เพื่อเอาตัวอย่างไปเก็บ

ตอนเข้าไปก็มีคนเห็น แต่มันเป็นเรื่องปกติเลยไม่มีใครสนใจ จนประตูบานใหญ่ถูกปิดลง โดยทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนปิด จนถึงเวลาที่โรงงานเริ่มเปิดการผลิตอีกครั้ง มีคนถามหาน้องคนนี้ว่าหายไปไหน ทำไมถึงไม่มาทำงาน คนที่อยู่ข้างบ้านของน้องบอกว่า คุณพ่อกับคุณแม่ของน้องสงสัยว่าจะหนีตามแฟนไป เพราะช่วงนั้นน้องกำลังคุยกับใครคนหนึ่งอยู่ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็บอกให้เลิกคบเพราะเป็นใครก็ยังไม่รู้ ซึ่งยังไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้น้องทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่อยู่บ่อยๆ จนคิดว่าอาจจะหนีตามกันไป ติดต่อไม่ได้ แล้วไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน เพราะไม่มีข้อมูลของฝ่ายชายเลย จนมีคนไปเปิดห้องเย็นเพื่อเอาตัวอย่างออกมา จึงได้เห็นภาพที่น่าสลดใจ

น้องนั่งยองๆ กอดเข่าซุกตัวเข้าไปในซอกพาเลท เหมือนต้องการจะหนีให้พ้นความหนาวเย็นที่ติดลบถึงสิบสามองศา ในมือกำโทรศัพท์ไว้แน่น เนื้อตัวมีแต่น้ำแข็งเกาะ กว่าจะตายคงทรมานมาก

ทางโรงงานปิดข่าวแล้วเรื่องก็เงียบหายไป เคยมีคนเจอน้องตอนดึกๆ บางคนเห็นเดินอยู่บนห้องเย็น บางคนเอาของเข้าไปเก็บ เห็นน้องนั่งห้อยขาอยู่บนชั้นเก็บของ

พอคุณดาได้ฟังก็รู้สึกสงสารน้องมาก พอออกกะตอนเช้า คุณดาจึงไปใส่บาตรให้น้องและเลี่ยงที่จะไม่ไปบริเวณช็อปช่างห้องเย็นอีก