เรื่องลี้ลับในวังหลวง!!

พระบรมมหาราชวังหรือที่ชาวบ้านนอกรั้ววังมักใช้เรียกขานกันสั้นๆว่า “วังหลวง”นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2325

“วังหลวง”เป็นสถานที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์รวมถึงเป็นสถานที่เคร่งครัด เข้มงวดในกฎระเบียบและประเพณีในราชสำนัก ชาววังหลวงเชื่อกันว่าทุกบริเวณในเขตรั้ววังล้วนมีเทวดาปกปักรักษา แม้แต่ประตูพระราชวังก็มีประเพณีที่เคร่งครัด โดยเฉพาะ “ธรณีประตู”ซึ่งมีกฎว่า ใครจะเข้าออกก็เดินข้ามไปได้แต่จะเหยียบธรณีไม่ได้ เพราะเป็นประเพณีที่ถือกันมาว่าประตูพระราชวังทุกแห่งมี “เทพยดารักษา”ขนาดว่าถ้าผู้ใดไม่รู้แล้วเผลอไปเหยียบเข้าก็จะถูกเจ้าหน้าที่กรมโขลน ผู้รักษาประตูดุเอา หรือบางทีอาจถึงกับถูกสั่งให้ก้มลงกราบธรณีประตู เพื่อขอขมาลาโทษเลยทีเดียว

ทุกสถานที่เมื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาและยิ่งเป็นสถานที่เก่าแก่มีความเป็นมายาวนาน ก็ย่อมต้องมีเรื่องราวของความลี้ลับและอาถรรพ์ปะปนอยู่เสมอเป็นของคู่กัน เรื่องเล่าของชาววังในอดีตเกี่ยวกับอาถรรพ์และวิญญาณ ในวังหลวงจึงล้วนแต่น่าฟังและชวนติดตาม เล่ากันว่าชาววังในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็กลัวผีเหมือนกัน มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นและยังเล่าสืบต่อกันมาไม่รู้จบว่า พวกในวังมักมีที่เล่นสำราญสนุกสนาน ที่บริเวณสระน้ำกว้างขวางแห่งหนึ่งภายในวัง สระน้ำนี้จะมีท่อธารน้ำไหลเข้ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองด้านหัวและท้ายสระจะมีบันไดอิฐถือปูนเป็นทางสำหรับลงไปตักน้ำได้ว่ากันว่า

เมื่อแรกสร้างนั้นน้ำเต็มเปี่ยมใสสะอาดดี เพราะมีกฎข้อห้ามจากเจ้านายไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดลงไปอาบหรือทำความสกปรกในบริเวณใกล้ขอบสระนั้น ที่บริเวณสระน้ำนี้ยังมีต้นปีบขนาดใหญ่ สูงระหง กับต้นจันทน์ทอดกิ่งก้านสาขาใบดกเขียวร่มรื่น ปีบออกดอกขาวร่วงหล่นอยู่ที่โคนต้น ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ชาววังสมัยนั้นก็มักจะมาเที่ยวเก็บดอกบีบและลูกจันทน์เล่น แต่ต่อมาได้เกิดเสียงเล่าลือไปในทางไม่เป็นมงคล ทำให้ชาววังเกิดอาการกลัวผีกันนักหนา กลางค่ำกลางคืนก็ไม่กล้าออกไปไหน แม้แต่จะไปอุโมงค์ที่ถ่ายทุกข์ยังไม่ยอมไปเพราะทางที่จะไปต้องเดินผ่านบริเวณสระน้ำนั้น ก็ไม่มีใครกล้าเดินผ่าน ทั้งนี้เพราะว่า “พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าอรทัยเทพกัญญา”ซึ่งเป็นพระธิดาพระองค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประชวรด้วยพระโรคเรื้อรังกระเสาะกระแสะอยู่นานได้สิ้นพระชนม์ลง

แม้จะทรงรักษาพระอาการประชวรด้วยวิธีแพทย์หลวงและทางไสยศาสตร์ หรือจะทรงหมั่นบำเพ็ญพระกุศลหวังจะให้หายจากพระโรค ก็ไม่หาย(เล่ากันภายในว่าทรงเป็นพระโรคประสาทและทรงกระทำวัตธิพิฆาตกรรมพระองค์เองจนสิ้นพระชนม์) เมื่อพระองค์เจ้าพระองค์นี้สิ้นพระชนม์ลงต่อมาก็มีการโจษจัน กันว่ามีผู้ได้ยินเสียงร้องโหยหวยในยามวิกาล มีการกล่าวขวัญกันต่อๆ มาและสรุปว่าเป็นเพราะเสด็จพระองค์นั้นเพิ่งจะสิ้นพระชนม์ คงจะทรงไปทนทุกขเวทนาอยู่ เลยทำให้หวาดกลัวกันไปทั้งวังหลวง

จนเรื่องนี้รู้ไปถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงทรงมีพระราชดำริให้แก้อาถรรพ์นี้ ด้วยวิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสังฆทาน และทรงสั่งให้ขุดสระน้ำขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลส่งไปโปรดพระเจ้าน้องนางเธอพระองค์นั้นให้พ้นทุกข์ เมื่อวันที่สระน้ำสร้างเสด็จก็มีพิธีฉลองสระ บรรดาเจ้านายพระบรมวงศ์ฝ่ายในทั้งหลายก็พากันเสด็จมาร่วมบำเพ็ญพระกุศล ตั้งแต่นั้นมาเรื่องเล่าของชาววังเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงเงียบหายไป ส่วนสระน้ำที่ขุดใหม่นี้ชาววังในสมัยนั้นจะเรียกว่า “สระพระองค์อรทัย”

เรื่องลี้ลับของชาววังหลวงไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะหลายๆ คนก็เจอดีและมีประสบการณ์ที่พิสูจน์ไม่ได้อันแปลกแหวกแนวไปคนละอย่าง โดยเฉพาะเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในสมัยหลังช่วงรัชกาลที่ 8-9 ก็มีเรื่องเล่าถึงชาวจีนคนหนึ่งซึ่งเข้ามาซ่อม “พระแท่นราชอาสน์” ซึ่งเป็นของสูงที่องค์พระมหากษัตริย์ได้ทรงใช้เอนพระวรกายมาแล้วหลายพระองค์ จึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์และมีเทวดารักษา แต่ช่างชาวจีนซึ่งเป็นสามัญชนคนนี้ไม่รู้ประเพณีการให้ความเคารพในของศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งผิดกับช่างไทยถ้าจะทำงานกับของสูงเช่นนี้จะต้องมีการเอาดอกไม้ธูปเทียนมาถวายสักการะ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติจากดวงพระวิญญาณ เพราะการซ่อมนั้นช่างจำเป็นจะต้องขึ้นไปเหยียบย่ำบนพระแท่นเพื่อรื้อของเก่าออก

เมื่อช่างจีนผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไม่ได้บวงสรวงสักการะ พอมาถึงก็ขึ้นไปเหยียบย่ำรื้อเลย ทำให้จู่ๆ ก็พลาดตกลงมาจากพระแท่นราชอาสน์ จนถึงกับสลบและมีอาการกระอักเลือดออกมาทางทวารทั้งเก้า ทั้งๆ ที่พระแท่นราชอาสน์นั้นมีระยะสูงจากขอบพระบัญชรถึงพื้นไม่ถึงเมตร แต่กลับทำให้ช่างจีนคนนั้นถึงกับสิ้นใจตาย จึงเป็นเหตุให้ทางผู้รับเหมางานนี้ต้องรีบเอากระดาษเงินกระดาษทองมาเผาถวายสักการะเป็นการใหญ่ บรรยากาศในวังหลวงสมัยก่อนในตอนกลางวันเมื่อเวลาไม่มีผู้คนสภาพแวดล้อมค่อนข้างน่ากลัวเพราะเงียบเชียบและยิ่งดึกๆ ก็ยิ่งวังเวง เรื่อง “ผีและโอปปาติกะ”ในวังหลวงมีอีกหลายเรื่องราวที่เล่าต่อๆกันมา บ้างก็ว่ามีทั้งวิญญาณของเจ้านายฝ่ายในและบางครั้งก็เป็นเทวดา

มีเรื่องเล่าจากบันทึกของตำรวจหลวงในวังท่านหนึ่งซึ่งท่านเล่าไว้อย่างสนุกและน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ชวนพิศวง เมื่อครั้งงานพระราชพิธีพระบรมศพล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 8 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เรื่องมีอยู่ว่าในเวลาดึกช่วงระหว่างงานพระราชพิธีนั้น พอพระบรมวงศานุวงศ์แขกระดับผู้ใหญ่กลับกันหมดแล้ว ก็จะมีทหารยามและตำรวจวังเฝ้าพระบรมศพอยู่โดยทหารจะยืนยาม 4 มุมของพระบรมศพ และจะมีการเปลี่ยนเวรกันเป็นกะ ในส่วนของการยืนยามด้านในซึ่งเป็นที่ไว้พระโกศศพทำด้วยทองคำแท้ๆ นั้นจะมีทหารมารักษาการณ์เฉพาะตอนกลางคืน

ส่วนตอนกลางวันจะมีเจ้าหน้าที่ทำงานคอยเฝ้าอยู่ สำหรับทหารที่มาเข้าเวรก็เป็นที่รู้กันว่าเมื่อเดินมาถึงจุดนี้จะต้องทำความเคารพพระบรมศพเสียก่อนด้วยการวันทยาหัตถ์ แต่ก็มีบางคนที่มาเข้าเวรใหม่ยังไม่รู้ธรรมเนียมจึงไม่ได้แสดงความเคารพ มาถึงก็ยืนเข้าที่เลย ปรากฏว่าโดนดีกันเป็นแถว เพราะถูกฝ่ามือลึกลับของใครก็ไม่ทราบ มาตบที่ท้ายทอยจนหัวคะมำ พอหันมาดูรอบๆ ตัวก็ไม่มีใคร ที่น่าประหลาดยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ บางครั้งทหารยืนยามมาทั้งคืนพอใกล้สว่างก็ชักไม่ไหว ต้องทรุดลงนั่งและหลับยามไปงีบหนึ่งแต่พอเจ้านายมาตรวจเวรก็จะมีเสียงคนมาปลุกและเขย่าตัว บอกให้ตื่นเจ้านายมาแล้ว โดยที่ไม่มีใครเคยเห็นตัวคนปลุกซักครั้งเดียว