ประสบการณ์หลอนที่อยากแชร์ (เจอเยอะจนต้องเล่า)

เราเป็นคนหนึ่งที่จะเจอเรื่องผีๆสางๆมาตั้งแต่เด็กจนโต แต่ยิ่งโตก็จะยิ่งเห็นน้อยลง เรื่องแต่ละเรื่องที่เราจะแชร์ในกระทู้นี้จะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดที่เราเป็นคนเจอเอง แต่อาจจะมีบ้างบางเรื่องที่จะเป็นเรื่องจากคนรอบตัวเราเจอะเจอมาแล้วมาเล่าให้ฟัง โดยแต่ละเรื่องที่เล่าจะไม่เรียงตามลำดับเหตุการณ์ตามช่วงอายุ แต่จะเล่าจากที่เรานึกออกนะคะ

งั้นเรามาเริ่มกันที่เรื่องแรกเลยดีกว่า เข้ามาในห้องนี้ทำไม? เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 6 – 7 ปีที่แล้ว ตอนนั้นน้าเราและเพื่อนที่ทำงานจัดทริปกลุ่มเล็กๆไปเที่ยวที่จังหวัดแพร่ โรงแรมนี้จะเป็นโรงแรมสไตล์ไทยจ๋าๆเลย คือทุกอย่างที่ใช้ตกแต่งจะมีไม้เป็นส่วนประกอบเกือบทั้งหมด ถ้ายืนมองโรงแรมตอนมืดก็จะหลอนๆหน่อยเพราะตั้งแต่ช่วงชั้น 2 ขึ้นไปมันจะค่อนข้างมืดถ้าห้องพักแต่ละห้องไม่ได้เปิดไฟตรงระเบียง

แต่ถ้ามองตอนเช้าจะสวยออกแนวคลาสสิค โรงแรมนี้ใหญ่โตตั้งอยู่ตรงข้ามจุดลงรถบขส.และร้านข้าวต้ม แต่เราจำอำเภอไม่ได้นะ พอพวกเราไปถึงก็รีบเดินเข้าไปเช็คอิน เจ้าหน้าที่ก็ออกมาต้อนรับตามประสา ตอนเดินเข้ามาเรารู้สึกอึดอัดแต่ก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าคงอึดอัดจากไม้ที่แต่งในโรงแรม ตรงจุดที่รับเช็คอินถ้ามองเลยเข้าไปจะเป็นสระว่ายน้ำของโรงแรม

ยืนรอสักพักน้าเราก็ยื่นกุญแจมาให้ เราได้ห้องอะไรไม่รู้จำไม่ได้จำได้แค่ว่าอยู่ชั้น 6 พอเรากับน้ากำลังเดินไปรอลิฟต์เพื่อนน้าเราที่ชื่ออิ๋ว ซึ่งเราจะเรียกเขาว่าป้าอิ๋ว ป้าเขาก็เดินมาคุยกับน้าเราขอแลกห้อง ซึ่งน้าเราก็ตกลงที่จะแลกโดยห้องใหม่ที่ได้คือชั้น 5 จำได้แม่นว่า 512 พอลิฟต์มาพวกเราก็ขึ้นไปปกติไม่มีอะไร แต่ลิฟต์ที่นี่ไม่ใหญ่มากค่อนข้างเล็กขึ้นเต็มที่ได้ประมาณ 5 คนรวมสัมภาระ พอลิฟต์ถึงชั้น เราก็ออกมามุ่งตรงไปยังห้อง ห้องนี้อยู่เกือบสุดทางเดินพอเปิดประตูเข้าไปสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความอึดอัดและห้องดูทึมๆไม่โปร่ง รู้สึกว่าแบบคืนนี้ไม่รอดแน่

โดนหลอกแน่ๆแบบนั้นเลย แปลนของห้องนี้คือเปิดประตูเข้าไปห้องน้ำจะอยู่ซ้ายมือ ขวามือจะเป็นตู้เสื้อผ้าเดินเลยไปเป็นเตียงคู่ ซึ่งน้าเราเลือกเตียงติดห้องน้ำ เราเลยต้องนอนติดทางด้านหน้าต่าง แต่ต้องบอกก่อนว่าข้างๆเตียงเราจะติดกับเก้าอี้โซฟา มีโต๊ะตรงกลางและมีเก้าอี้อีกตัว ซึ่งเก้าอี้ที่อยู่ด้านในเราเอากระเป๋าเสื้อผ้าเราไปวาง ส่วนปลายเตียงเราเป็นโต๊ะเครื่องแป้งที่กระจกจะตั้งส่องมาตรงกลางระหว่างเตียงเรากับน้า ข้างๆก็จะเป็นทีวี

ตอนที่เรากำลังวุ่นวายกับการจัดของน้าเราก็ชวนเราไปกินข้าวที่ร้านข้าวต้มตรงหน้าโรงแรม ตอนที่พวกเราลงไปกินข้าวก็เจอพวกน้าๆบางคนลงมากินเหมือนกัน ซึ่งตอนกินข้าวน้าๆแต่ละคนก็มีการพูดอารมณ์เหมือนวิจารณ์ห้องนั่นแหละว่าแบบมันทึมๆนะ แต่เราสองคนก็ฟังๆไปเพราะบ้านเราจะกำชับตลอดว่าถ้าจะไปพักที่ไหนอย่าวิจารณ์จนกว่าจะพักเสร็จเพราะเผื่อเขามีเจ้าของห้องอยู่แล้ว

ลืมบอกไปว่าเรากับน้าแยกตัวมานั่งอีกโต๊ะนึง เจ้าของร้านก็มาเสิร์ฟแล้วก็ถามๆว่ามาจากไหนอะไรยังไง แล้วเขาก็ถามประมาณว่ากลัวผีมั้ยเนี่ย เราก็ตอบว่าไม่กลัวค่ะ เขาก็แบบดีแล้วที่ไม่กลัวจะได้นอนสบายๆในใจเราก็ตะหงิดๆนะแต่ไม่ได้ใส่ใจก็คิดว่าแบบเขาอาจจะแซวๆไง ในระหว่างกินเรากับน้าก็ไม่ได้คุยอะไรเกี่ยวกับห้องนะ

พอกินเสร็จเราก็ขึ้นมาห้อง น้าเราอาบน้ำก่อนส่วนเราก็ดูทีวี พอน้าเราอาบเสร็จเราก็เข้าไปอาบ คืออึดอัดแม้กระทั่งในห้องน้ำอ่ะบอกเลย! แต่ตอนอาบน้ำไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะแค่รู้สึกอึดอัดเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว พอเราออกมาน้าเราก็นอนดูทีวีแล้วน้าเราก็พูดประมาณว่า “เจนน้าไม่ง่วงเลยนะเนี่ย สงสัยแปลกที่” เราก็หันไปยิ้มๆแต่ตอนที่หันไปหางตาเราเห็นเหมือนเป็นหน้าคนซึ่งเป็นผู้ชายชะโงกออกมาจากห้องน้ำ

พอเรามองตรงนั้นเต็มตามันไม่มีอะไรเราก็เลยคิดว่าเราตาฝาดแต่ก็ไม่ได้บอกอะไรนะ ซึ่งน้าเราก็มองตามเราแกคงสังเกตพฤติกรรมเราด้วยแหละ เรานอนประมาณเที่ยงคืนกว่าๆเรากับน้าไม่ยอมปิดไฟนอนโดยเปิดไฟห้องน้า ไฟหน้าห้องน้ำและไฟตรงหน้ากระจกไว้ พูดอีกอย่างคือปิดไฟแค่ตรงเตียงเท่านั้น! บอกเลยว่าแสงแยงตามากแต่เราก็บ่ยั่นนอนได้

ช่วงที่เรากำลังเคลิ้มๆกึ่งหลับกึ่งตื่นเราได้ยินเสียงผู้หญิงถามว่า “หนูมานอนที่นี่ทำไม?” เราก็ค่อยๆลืมตาขึ้นไปมองตรงต้นเสียงเราเห็นผู้หญิงอายุประมาณ 50 แต่งชุดฟอร์มคล้ายๆแม่บ้านนั่งเก้าอี้โซฟาตัวที่ใกล้เรามือถือผ้าขี้ริ้วกำลังนั่งมองหน้าเราอยู่ ตอนนั้นอ่ะมีความรู้สึกว่าขนลุกซู่รู้แล้วว่าผีแน่ๆและไม่ได้ฝันแน่ๆที่สำคัญเราเป็นคนล็อคห้องเองกับมือไม่มีใครเข้ามาได้แน่นอน ก็ตามเสต็ปเวลาเจอผีเลยคือเราขยับตัวไม่ได้แต่ตานะกรอกไปมาได้

เราตอบเขาในใจว่า “มาเที่ยว จะค้างคืนนึงแล้วพรุ่งนี้จะไปแล้ว” เขามองหน้าแล้วก็แสยะยิ้มแล้วเขาก็ลุกไปเช็ดกระจก ตาเราก็มองตามเขาในกระจกน่ะไม่มีผู้หญิงคนนี้นะคือจะเห็นเตียงแล้วน้าเรานอนเลย สักประมาณอึดใจเขาก็เดินเข้าห้องน้ำไปซึ่งสวนกับผู้ชายหัวเกรียนๆใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเสื้อใส่ในกางเกงเดินออกมายืนมองตรงปลายเตียง

เขาหยุดที่ปลายเตียงเราและตะโกนแบบหูแทบแตกอ่ะว่า “มาทำอะไรในห้องกู ออกไป!” แล้วเหมือนเขาจะกระโจนมาแต่ตอนนั้นเราอธิษฐานในใจให้พระเจ้าช่วย(เราเป็นคริสเตียน) ช่วงจังหวะที่เรากล่าว อาเมน เขาก็หายไปส่วนเราก็ลุกได้พอดี เราก็เลยพรุ่งไปเขย่าน้าแล้วขอนอนด้วย น้าเราก็เขยิบตัวให้นอน ด้วยความเพลียเราก็หลับไปแล้วเราก็ฝันว่าเรากับน้าวิ่งหนีผู้ชายคนที่มายืนตรงปลายเท้า

มือเขาถือมีดวิ่งไล่แทงเราและเราหนีเข้าไปในห้องน้ำโดยที่มีป้าแม่บ้านเป็นคนเปิดประตูให้เข้ามาซ่อน สักพักเราก็สะดุ้งตื่น พอเราตื่นขึ้นมาเรารู้สึกเหนื่อยมากใจเหมือนร่วงไปอยู่ตาตุ่มเราก็รีบอธิษฐาน เฝ้าเดี่ยว เราก็ไม่นอนแล้วอาบน้ำแต่งตัวรอเช้าเลยเพราะตอนนั้นก็ประมาณตี 5 กว่าแล้ว แต่ตอนที่ตื่นขึ้นมาก็ไม่เจออะไรนะหรือเราไม่สนใจแล้วเปิดแต่เพลงนมัสการจากยูทูปผ่านมือถือก็ไม่รู้

สักพักน้าเราก็ตื่นแต่เราสังเกตว่าน้าเรานอนกระสับกระส่ายนะ แล้วน้าเราก็พูดว่า “เจน น้าฝันร้ายเดี๋ยวกินข้าวจะเล่าให้ฟัง” เราก็พยักหน้า น้าเราก็ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นเราสองคนก็เก็บของออกมาจากห้องเลยแล้วลงมารอที่หน้าห้องอาหารเพราะยังไม่เปิด ตอนแรกก็คิดว่าจะมีแค่เรากับน้าที่ลงมารอที่ไหนได้มีน้าอีกห้องนึงก็ลงมารอเหมือนกัน

พอเขาเห็นเราเขาก็พูดประมาณว่า “เมื่อคืนโดนมานวดให้ทั้งคืนเลย นอนไม่ได้เลย พี่ลงมาตั้งแต่ตี 5 แล้วเนี่ย” เราก็เลยถามเขา เรื่องของเขาเป็นประมาณว่า หลังกลับมาจากกินข้าวต้มทำอะไรเสร็จก็นอนแต่พอนอนไปสักพักก็เคลิ้มๆเหมือนที่เราโดนปรากฎว่ามีหมอนวดแผนโบราณที่ไหนไม่รู้เดินเข้ามาแล้วก็กระโจนเข้ามานวดประมาณนั้น ตัดเรื่องนี้ไปตอนกินข้าวเช้า

น้าเราก็เล่าว่า น้าเราฝันว่าวิ่งหนีผู้ชายคนนึงซึ่งผู้ชายคนนี้ถือมีดไล่แทงเรากับน้าแต่เรากับน้าวิ่งหนีไปหลบในห้องน้ำ พอน้าเล่าจบปุ๊บเราเลยเล่าเรื่องที่เราเจอและฝันให้น้าฟังซึ่งตรงกันเป๊ะ พอกินข้าวเสร็จเราออกมาเข้าห้องน้ำซึ่งห้องน้ำของโรงแรมนี้จะอยู่ใกล้กับประตูที่จะเดินไปสระว่ายน้ำ ห้องน้ำประตูที่ผลักเข้าไปจะเป็นประตูไม้หนักๆในห้องน้ำจะมีห้องน้ำ 3 ห้อง เราเข้าห้องในสุด ซึ่งอีกสองห้องประตูก็เปิดไว้

ในขณะที่เราเข้าเสียงเครื่องเป่ามือก็ดัง เราก็ไม่สนใจเราก็เข้าต่อและก็ออกมาล้างมือ ตอนที่เราออกมาเสียงเครื่องก็ดังอีกเรามองผ่านกระจกเพราะเครื่องติดอยู่ด้านหลังก่อนออกประตู คือไม่มีใครแต่เครื่องทำงานเองแล้วก็หยุดไป เราเลยพูดว่าถ้าใช่ขอเสียงเครื่องเป่านี้ดังอีกรอบยังพูดไม่ทันจบเลย เสียงก็ดังขึ้น เราก็เลยรู้ว่าใช่แน่ๆ เราก็เลยค่อยๆออกมาจากห้องน้ำ…