“ไอ้หนูหยุด…หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้…”ผีเขมรที่เกาะกูด!!  

เรื่องมันเกิดขึ้นในปลายฤดูร้อนปีหนึ่ง เมื่อ บรรดา สจ๊วตและแอร์รุ่นเดียวกับผม นัดรวมพลพรรคที่มีเวลาว่างตรงกันประมาณ 10 คน จัดทริปไปเที่ยวเกาะกูด โดยพักที่บ้านกึ่งรีสอร์ทบนเกาะเล็กๆส่วนตัว ห่างออกมาจากชายแดนของประเทศกัมพูชาไม่มากนัก ด้วยความที่อยากทำตัวเป็น ไฮโซติดดิน พวกเราจึงทุลักทุเลเดินทางออกจากกรุงเทพฯในตอนบ่ายโดยรถโดยสารปรับอากาศของ บขส. จากสถานีเอกมัย มาลงที่ตัวจังหวัดตราด แล้วต่อรถสองแถวไปที่ท่าเรือ เพื่อต่อเรือไปยังเกาะที่พักอีกที ซึ่งกว่าจะถึงที่หมายก็พลบค่ำ ทุกคนจึงเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง ขนาดที่เรียกได้ว่าแทบจะคลานขึ้นบ้านพักกันเลย หลังจากเติมพลังงานด้วยอาหารเย็น ที่เจ้าของรีสอร์ทจัดเตรียมให้จนอิ่มหมีพีมันแล้ว พวกเราจึงออกเดินสำรวจบ้านพักและบริเวณโดยรอบ… มันมีลักษณะเหมือนบังกะโลชายหาดแบบโบราณทั่ว ไป คือ ยกพื้นสูงประมาณ เมตรกว่า ๆ ตัวเรือนทำด้วยไม้ มีหน้าต่างโดยรอบ ทำให้อากาศถ่ายเทได้เป็นอย่างดี ด้านหน้าเป็นท้องทะเลสีครามเข้ากับสีฟ้าอ่อนของตัวบ้าน ด้านหลังอิงแอบกับเนินเขาลูกเล็ก ๆ ที่มีบรรดาพืชพันธุ์ต่าง ๆ ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มากมาย เสียงสรรพสัตว์ต่าง ๆ ร้องเบา ๆ ดังออกมาจากป่าละเมาะนั้น แต่เสียงหนึ่งที่ทำให้ผมขนลุกด้วยความกลัวปนขยะแขยงมากที่สุด คือเสียงของตุ๊กแกที่ไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามผนังบ้าน

ระหว่างทาง พวกเราได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่มาทำงานที่รีสอร์ทแห่งนั้น ทุกคนต่างก็มีอัธยาศัยอันดี ยกเว้นแต่พ่อแม่ลูกสามคนที่มองผมและซุบซิบกันด้วยท่าทีแปลกๆ…คืนนั้น…พวกเรานั่งเฮฮา ตากลมริมชายหาด จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน จึงเดินกลับเข้าตัวบ้านเพื่อพักผ่อน ด้วยความที่สนิทกันมาก แต่ละคนจึงลากเอาที่นอนหมอนมุ้งมานอนรวมกันที่ห้องใหญ่ห้องเดียว ต่างพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน…สักพักใหญ่ ๆ เสียงจ้อกแจ้กจึงค่อยๆลดระดับลงเป็นเสียงกระซิบ และเงียบไปในที่สุด แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องเห็นเป็นเงาสลัวลาง เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งเบา ๆ กอรปกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทำให้ผมผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย

เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อได้ยินตุ๊กแกร้องระงมอยู่ภายนอก เสียงนั่นทำให้ต้องรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง เอามืออุดหูด้วยความเกลียดกลัว…น่าแปลกที่บรรดาเพื่อนๆ ยังคงนอนหลับกันอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  สักพัก เสียงตุ๊กแกก็สงบลง แต่คราวนี้กลับมีเสียงของชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นเบาๆ ผมพยายามฟังว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกันอยู่ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้แม้แต่คำเดียว…เหมือนกับเป็นภาษาเขมร ผมค่อย ๆ พลิกตัวมองไปยังหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเป็นที่มาของเสียง… ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัว…ภาพลางๆที่เห็นเบื้องหน้าคือ ชายหญิงและเด็กที่ผมพบตอนเดินเล่นเมื่อช่วงค่ำนั่นเอง…การสนทนาสะดุดหยุดลงทันที เหมือนรู้ว่ามีคนกำลังแอบฟังอยู่ ทั้งหมดหันมาจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เย็นชา…

“อ๋อ…พวกชาวบ้านที่ทำงานที่นี่นั่นเอง” ผมคิดในใจพร้อมกับเอ่ยถามพวกเขาเบาๆ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนเพื่อนที่นอนหลับอยู่

“มีอะไรหรือครับ…มาทำอะไรกันดึกๆดื่นๆอย่างนี้…” เสียงของผมทำให้เพื่อนบางคนเริ่มขยับพลิกตัว…เมื่อเหลียวไปมองก็เห็นเงาตะคุ่มๆกำลังโงนเงนลุกขึ้นนั่ง

เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมละสายตาจากพวกเขาเหล่านั้น… พลันปรากฏภาพของเด็กผู้ชายตัวเล็กที่อยู่ข้างนอกเมื่อสักครู่ มายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอน …ถือไม้ท่อนใหญ่ท่อนหนึ่งแกว่งเล่นในมือ…ผมงงงันกับภาพเบื้องหน้า ไม่เข้าใจว่าเด็กนั่นแอบปีนเข้ามาในห้องพักของพวกเราตั้งแต่เมื่อไร โดยไม่คาดคิด…แกเริ่มออกวิ่งไปรอบๆห้อง กระโดดข้ามเพื่อนบางคนที่ยังคงนอนขวางอยู่ พลางเอาไม้ที่ถืออยู่เคาะผนังดังก๊อกๆๆ ๆพร้อมส่งเสียงกรีดร้อง…มันดังโหยหวน จนผมต้องยกมือขึ้นปิดหู ถึงตอนนี้ เพื่อนๆผมก็ตื่นกันหมดแล้ว ทุกคนต่างลุกขึ้นนั่งแล้วมองหน้ากันด้วยความงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น…ผมพยายามร้องห้าม แต่เด็กนรกนั่นไม่ยอมหยุด ยังคงวิ่งพล่านเคาะฝาผนังรอบห้องต่อไป ผมจนปัญญาจึงหันไปหาสามีภรรยาที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“พี่ๆ ช่วยมาเอาลูกออกไปหน่อยสิครับ ซนจริงๆ…” ผมกวักมือเรียกสองคนนั่น แต่น่าแปลกที่พวกเขาดูเหมือนจะไม่สนใจใยดี ว่าลูกตัวเองกำลังรบกวนการพักผ่อนของพวกเราอยู่

“คุยกับใครที่ไหนอยู่เหรอ แอนดี้…แล้วนี่เสียงอะไรน่ะ ใครร้อง…ใครเคาะฝาบ้าน” เสียงสั่น ๆ ของเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น พร้อมหันไปมองรอบๆอย่างหวาด ๆ ราวกับว่ามันไม่เห็นใครอยู่เลย

“อ้าว…ก็เรียกให้พ่อแม่ของเด็กนี่มาเอาลูกเค้าออกไปน่ะสิ…วิ่งเล่นอยู่ได้ ไม่หลับไม่นอน…”

ผมตอบอย่างเหลืออด จากนั้นก็ขยับตัวลุกขึ้น อาศัยแสงจันทร์ หาทางเดินไปยังแผง สวิทช์ไฟ แล้วกดปุ่มให้มันทำงาน…แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…ห้องทั้งห้องยังคงมืดมิด ท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนๆ ผมกดปุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า แข่งกับเสียงกรีดร้องและเสียงเคาะผนังห้องของเด็กนั่น ความกดดันปะทุขึ้นจนผมไม่สามารถทนได้ ผมใช้นิ้วกระแทกย้ำไปที่สวิทช์ไฟอีกหลายครั้ง พร้อมตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด

“ไอ้หนูหยุด…หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้…”

เมื่อสิ้นเสียงของผม แสงจากดวงไฟหลายดวงบนเพดานพลันสว่างขึ้น เสียงอึกทึกและภาพของเด็กน้อยคนนั้น กลับหายไปในพริบตา ห้องทั้งห้องกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง…ผมมองไปรอบๆ เห็นบรรดาเพื่อนๆนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ด้วยความหวาดกลัว

ผมรีบสาวเท้าเดินไปที่หน้าต่างตรงหัวนอน เพื่อมองหาทั้งสามคนนั่น แต่กลับไม่พบอะไรเลย…แข็งใจมองฝ่าความมืดออกไป เห็นเงาตะคุ่ม ๆ กลุ่มหนึ่งเดินอยู่ตรงท่าเรือ พวกเขาหันมามองที่ผมอีกครั้ง ด้วยแววตาเฉยชาเช่นเคย แล้วค่อยๆเดินห่างออกไป จนกระทั่งลับสายตาในที่สุด

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมเดินลงไปดูตรงบริเวณที่เห็นสามีภรรยาเมื่อคืน (เดินไปคนเดียว เพื่อนคนอื่นกำลังสาละวนเก็บของหนีกลับกรุงเทพฯ) พบว่ามีศาลเพียงตาตั้งอยู่สองหลัง…ทำไมนะ เมื่อวานพวกเราถึงไม่มีใครเห็นศาลนี้กันสักคน…สอบถามคนงานดูจึงทราบว่ามันถูกสร้างให้สามีภรรยาและลูกชายที่นั่งเรืออพยพมาจากกัมพูชาเพื่อหนีสงครามเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่โชคร้ายที่เรือมาล่มจมน้ำตายหมดทั้งครอบครัว และศพถูกกระแสน้ำพัดมาเกยตรงบริเวณหาดหน้าบ้านหลังนี้

ที่น่าแปลกก็คือ ไม่เคยมีใครเคยพบวิญญาณพ่อแม่ลูกครอบครัวนี้มาก่อน และไม่มีใครได้พบพวกเขาอีกเลยหลังจากคืนนั้นครับ…