เรื่องราวของผู้หญิงที่เห็น วิญญาณ มาตลอดทั้งชีวิต

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อสมัยที่เธอเป็นเด็ก ได้ไปเล่นน้ำกับเพื่อนๆตามประสาเด็กๆต่างจังหวัด ระหว่างที่เล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน มีเพื่อนคนนึงได้หายไป เธอและเพื่อนๆช่วยกันตามหา แต่ก็ไร้วี่แวว ต่างก็คิดว่าเพื่อนคนนั้นคงจมน้ำไปแล้ว จึงรีบวิ่งไปตามให้ผู้ใหญ่มาช่วย ระหว่างที่ทีมกู้ภัยกำลังหาร่างของเพื่อนคนนั้น เธอได้หันไปที่คุ้งน้ำไกลออกไปจากที่ตรงนั้นประมาน 20 เมตร เธอเห็น เด็กหลายคนกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน แต่แปลกตรงที่เธอไม่เคยเห็นเด็กพวกนั้นมาก่อน และสีหน้าของพวกเขาดูเศร้าผิดปกติ ต่างกับกิริยาท่าทางที่แสดงออกมาว่ากำลังสนุก

เธอได้แต่จ้องมองเข้าไปในเด็กกลุ่มนั้น และทันใดนั้น เธอได้เห็นเพื่อนของเธอที่หายไปอยู่ในเด็กกลุ่มนั้น เธอจึงร้องตะโกนขึ้นมาว่า เจอแล้ว!!!! ทุกคนหันไปตามที่นิ้วของเธอชี้ไปที่จุดนั้น ต่างพากันงงว่า เธอเจออะไร ทั้งๆที่ตรงนั้น ไม่มีอะไรเลย ด้วยความที่เราเป็นเด็กและพึ่งเจอเหตุการณ์แบบนี้มา พ่อกับแม่จึงห้ามไม่ให้ไปงานศพเพื่อน เราอยู่บ้านกับพี่สาว ระหว่างที่กำลังนั่งดูการ์ตูนอยู่ พี่สาวเราก็ตะโกนมาจากหน้าบ้านว่า (ขอแทนตัวเองว่าทีนะ) ทีๆๆๆ เพื่อนมาหาเนี่ย ยืนอยู่นานแล้ว มาพาเพื่อนเข้าบ้านก่อน (พี่สาวเราพึ่งกลับมาจากกรุงเทพ รู้ว่ามีเพื่อนเราจมน้ำตาย แต่ไม่รู้ว่าคนไหน) เราก็วิ่งออกไป มองหาว่าใครมา บ้านเราจะมีต้นไม้ใหญ่อยู่หน้าบ้าน เรามองเข้าไปที่ต้นไม้ เห็นเพื่อนเราคนที่ตายยืนอยู่ เพื่อนเราหน้าซีดขาว ตัวเปียกชุ่ม

เราได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าบ้านทำอะไรไม่ถูก เรามองเพื่อนเราไม่ยอมละสายตา เพราะเราขยับตัวไม่ได้ มันกลัวมากตอนนั้นความรู้สึกมันอธิบายไม่ถูก เคยเป็นมั้ย แบบขยับไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ เราทำได้แค่ยืนนิ่งๆ แต่!!!! ยิ่งเราจ้องมองไปที่ที่เพื่อนยืน เรายิ่งค่อยๆเห็นเด็ก ที่เราไม่รู้จัก ยืนจับแขน จับขา เพื่อนเราประมาน 5 คน บางคนบางคนหัวเราะชอบใจ บางคนร้องไห้ แต่มีอยู่คนนึงในนั้น คิดว่าจะโตที่สุด ชี้หน้ามาที่เราแล้วยิ้ม แต่ตอนนั้นมันช่างเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่เราขยับตัวไม่ได้ พี่สาวเราก็เดินมาเรียก ทีๆที เป็นอะไร แค่นั้นแหละค่ะ ร้องไห้โฮเลย พูดให้พี่สาวฟังพี่สาวก็ไม่รู้เรื่อง555 ด่าเราอีก คิดตามนะคะ เด็กที่ร้องไห้หนักแล้วพูด แบบนั้นเลยค่ะ พ่อกับแม่กลับมาจากงานศพ เรากับพี่สาวจึงเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง แม่จึงเอาพระมาคล้องคอแล้วบอกว่า เดี๋ยวคืนนี้ไปนอนกับแม่ แล้วพรุ่งนี้เช้า ไปหาหลวงพ่อที่วัดกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อ แม่และพี่สาว พาเราไปหาหลวงพ่อที่วัด ยังไม่ทันได้นั่งเลย หลวงพ่อก็ทักขึ้นมาว่า ไปทำอะไรมาตัวเปียกไปหมดเลย เราพ่อแม่ปละพี่สาว มองหน้ากันแบบงงๆ สักพัก แม่ได้เล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อยังไม่ทันได้ฟังจบ ก็พูดกับแม่ว่า เอ็งสองคนเป็นพ่อแม่ประสาอะไร ปล่อยให้ลูกไปเล่นน้ำที่นั่น อยู่ที่มากี่ปีแล้ว ไม่รู้ประวัติของที่นั่นเหรอ พ่อกับแม่มองหน้ากัน แล้วอยู่ดีๆพ่อก็พูดขึ้นว่า อ๋อ!!!ปั้ดโธ่ ทำไมคิดไม่ได้วะ แล้วหันไปถามหลวงพ่อว่า แล้วจะทำยังไงดีหลวงพ่อ ไอ่ทีจะเป็นอะไรมั้ย หลวงพ่อท่านเลยบอกว่า ให้พาเรากับเพื่อนๆไปขอขมาที่ตรงนั้น และให้พ่อแม่เด็กที่ตายไปเอาวิญญาณลูกกลับบ้าน ท่านจะพาไปทำพิธีเอง พ่อกับแม่จึงรีบพาเราไปที่บ้านเพื่อนๆที่เล่นน้ำด้วยกัน แล้วเล่าให้พ่อแม่เพื่อนฟัง แล้วนัดกันว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปรวมตัวกันที่ที่เราไปเล่นน้ำกัน กลับมาถึงบ้านเรากับพี่สาวรีบเข้าไปถามทันทีว่า ตกลงเกิดอะไรขึ้น แล้วที่ตรงนั้นมีอะไร

พ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนตอนพ่อยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ได้มีโครงการให้ขุดหนองน้ำแห่งนี้ขึ้น ระหว่างที่ขุดก็มีบรรดาลูกๆของคนงาน 3 คน ได้ลงไปวิ่งเล่นตามประสาเด็ก เด็กเหล่านั้นคงจะเล่นซ่อนแอบกันเลยไปหลบหลังกองดิน ระหว่างนั้นรถที่ใช้ไถหน้าดินให้เรียบ(ขอโทษนะเรียกไม่ถูก) ได้ขับมาไถหน้าดินตรงนั้น โดยที่ไม่ทันได้สังเกตุเด็กสามคนนั้น เลยเกิดเหตุการณ์น่าสลดขึ้น เด็กสามคนนั้นไม่มีใครรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ หลังจากขุดหนองน้ำแห่งนั้นเสร็จไม่นาน ก็มีเด็กสองคนจมน้ำตาย โดยสภาพศพเด็กทั้งคู่จับมือกันไว้แน่น ไม่มีท่าทางของการดิ้นรนใดๆทั้งสิ้น

คนที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าขณะขับรถผ่าน ได้เห็นเด็กสองคนเดินจับมือกันไปทางหนองน้ำด้วยอาการเหม่อลอย แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นับตั้งแต่วันนั้นมา ชาวบ้านก็เชื่อกันว่าอาจจะเป็นเพราะวิญญาณเด็กๆเหล่านั้นที่ทำให้เด็กสองคนนี้ตาย จึงได้ตั้งศาลเพียงตาขึ้นไว้ข้างๆหนองน้ำแห่งนั้น จนผ่านมาหลายปีทุกคนลืมเรื่องนี้ไปแล้ว และคิดว่าเด็กเหล่านั้นคงไปเกิดแล้ว แต่ที่ฉันเห็นมันไม่ใช่เลย พวกเค้ายังอยู่ตรงนั้น แต่ที่สงสัยคือทำไมต้องเป็นเพื่อนเราคนนี้ ทั้งๆที่ไปเล่นกัน หลายคน และทำไมต้องเป็นเราที่เห็น

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราได้ไปรวมตัวกันที่หนองน้ำแห่งนั้น หลวงพ่อได้เดินไปที่ศาลเพียงตาที่เป็นแค่ไม้ผุๆพังๆ มีปี๊ปเก่าๆใบนึง วางอยู่ข้างล่าง เหมือนร่วงลงมาจากตอไม้ หลวงพ่อได้บอกให้ลุงคนนึงไปทำความสะอาดศาลก่อนทำพิธี ระหว่างที่ลุงคนนั้นได้ยกปี๊ปใบนั้นขึ้น ก็ได้เห็นรองเท้าคู่นึงอยู่ในนั้น เราจำได้แม่นเลยว่าเป็นรองเท้าเพื่อนคนที่ตายไป พวกเราจึงคิดกันว่า เพื่อนคนนั้นคงจะกลัวรองเท้าหาย เลยไปหาที่ใส่ไว้(เพราะเป็นรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่) อาจจะเห็นมีปี๊ปตกอยู่เลยเอาใส่ลงไป หลังจากทำความสะอาดเสร็จ หลวงพ่อได้เริ่มทำพิธีขอขมา

พอเสร็จพิธี หลวงพ่อบอกพ่อแม่เราว่า ตอนบ่ายโมงให้พาเราไปหาท่านที่วัดด้วยนะ เราจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ช่วงประมาณบ่ายโมง พ่อกับแม่และพี่สาว พาเราไปหาหลวงพ่อที่วัด หลวงพ่อบอกว่า ตอนที่ทำพิธี เห็นเด็กพวกนั้นมายืนล้อมเรา แล้วบอกว่า เราเห็นพวกเค้าแล้ว ถ้าเราไม่ช่วยให้พวกเค้าพ้นทุกข์ เราก็ต้องไปอยู่เป็นเพื่อนพวกเค้าเพราะอยากมีเพื่อนใหม่ แล้วสาเหตุที่เพื่อนเราตายคือ ไปลบหลู่เขานั่นเอง หลวงพ่อจึงแนะนำให้เราไปถือศีลที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ เราจึงได้ทำตาม หลังจากถือศีลจนครบสามวัน หลวงพ่อบอกกับเราว่า เพื่อนๆได้รับแล้วนะ ไม่ต้องห่วงไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ คนที่ได้เห็นได้รับรู้เรื่องราวของสิ่งที่มองไม่เห็นแล้ว จะรับรู้ไปตลอดชีวิต

นี่คือเรื่องแรกของเราเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็น หลังจากนั้นทุกอยากก็ปกติ จนกระทั่งเราอายุครบ 15 ปี คุณเชื่อเรื่องเด็กที่กำลังจะจบ จะรับวุฒิ แล้วชอบมีมารผจญมั้ย?? แล้วเรื่องผีปอปล่ะ คุณเชื่อมั้ย?? เราเชื่อล้านเปอร์เซ็น เพราะมันเกิดขึ้นกับเราแล้วจริงๆ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ ชั้น ม.3 เทอมที่ 2 มีลูกพี่ลูกน้องคนนึง ขอใช้ชื่อว่าพี่พลอยนะคะ พี่พลอยอายุประมาน 20 ปี มาอยู่กับเราที่บ้าน วันนั้นเรากับพี่พลอย ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปซื้อของที่ตลาดเป็นปกติทุกวัน แต่รถดันเสีย เลยต้องเอาไปซ่อม ประมาณ หกโมงเย็น เราก็กลับบ้านกัน เราเป็นคนขับ ระหว่างทางจะมีศาลาข้างทาง (พอนึกภาพออกใช่มั้ยคะ) อยู่ดีๆพี่พลอยก็พูดขึ้นมาว่า ทีๆดูผู้หญิงคนนั้นดิ น่าสงสารสงสัยจะเป็นคนบ้า แต่ตอนนั้นเรามองไม่เห็นจริงๆ ขณะที่เรากำลังขับรถผ่านศาลาไป ตาเราเหลือบไปมองที่ศาลา เห็นผู้หญิงคนนึง ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ผมยาวๆ เค้ามองเราแล้วยิ้ม

แล้วอยู่ดีๆเค้าก็วิ่งออกมาจากศาลาแล้วมาชนรถเรา เรากับพี่พลอยกระเด็นไปคนละที่ พี่พลอยแขนหัก เราเป็นแผลถลอกหลายที่ คนที่ขับรถตามมาเขามาช่วยพาเราส่งโรงพยาบาล พ่อแม่และพี่สาวตกใจมาก เรากับพี่พลอยนอนอยู่ในห้องฉุกเฉินทำแผลอยู่ ได้ยินเสียงแม่ถามคนที่เห็นเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า เห็นน้องเขาสามคนขับรถมาเรื่อยๆปกติ แล้วอยู่ดีๆน้องคนข้างหลังก็กระโดดลงตรงศาลา สงสัยคงจะเสียหลักเลยล้ม แม่เลยถามด้วยความสงสัยว่า อีกคนนึงใคร แล้วไปไหน เพื่อนเจ็บยังไม่มาดู พี่คนที่มาช่วยเลยบอกว่า ตอนที่น้องเขาล้ม เห็นคนที่กระโดดลงหัวเราะชอบใจแล้ววิ่งหายไป เหมือนคนประสาทไม่ค่อยดี แม่เราโมโหมากเลยด่าออกมาหลายคำเลย (แต่ไม่ขออธิบายเกี่ยวกับการด่านะคะ อิอิ)

หมอให้เรากลับบ้านได้ แต่พี่พลอยต้องนอนรอดูอาการคืนนึง ระหว่างทางกลับบ้าน แม่เราถามว่า คนที่มาด้วยใคร แล้วมันเป็น…อะไรถึงกระโดดลง เราบอกแม่ไปว่า หนูมากันสองคนแม่ แล้วหนูเห็นผู้หญิงคนนึงเขาอยู่ในศาลาเขาวิ่งมาชนรถหนู แล้วหนูก็ไม่เห็นเขาอีก แม่บอกว่าจะเป็นไปได้ไงก็คนที่มาช่วยเค้าก็เห็นๆอยู่ เราจึงตอบแม่ไปว่า หนูก็งงเหมือนกันแม่ ระหว่างทางที่จะกลับบ้านเราต้องขับผ่านศาลาหลังนั้น รถกำลังขับผ่าน (เคยเป็นมั้ยคะ ที่ไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีก็ช่าง แต่อดที่จะมองไม่ได้) เราค่อยๆมองไปที่ศาลานั้น แม่เจ้า!!!!!! สิ่งที่เราเห็นคือ ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ในศาลา

เค้าปรบมือแล้วกระโดดไปมาเหมือนคนดีใจ แล้วเค้าก็ออกวิ่งตามรถเรามาเลย เรานั่งตัวแข็ง แม่เริ่มดูออก เลยพูดไปว่า เดี๋ยวตรูจะเอาพระท่านมาไล่ เราได้แต่ก้มหน้าไม่กล้ามองไปข้างหลัง เพราะถ้าเจอหล่อนกำลังวิ่งตามนี่คือตายแน่ๆค่ะ แต่พี่สาวเราร้องไห้ แล้วบอกว่า แม่ๆเมื่อกี้หนูเห็นคน ยืนอยู่ข้างทางแล้วชี้มาที่เราหน้ากลัวมากเลย แล้วนางก็ร้องไห้เลยจ้า(ลืมบอกไปว่านางหลับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ นางตื่นตอนไหนก็ไม่รู้)

เมื่อถึงบ้าน เราก็ไปนอนกับพ่อแม่ พระในห้องแม่มีหิ้งพระอยู่ แม่กลัวว่าจะเป็นอะไรอีก คืนนั้นเรานอนฝันแปลกๆค่ะ ฝันว่ามีหมาตัวสีดำตัวใหญ่มาก กัดพี่พลอยตัวขาดครึ่งเลยค่ะ เราสะดุ้งตื่น ตอนนั้นเกือบเช้าพอดี เราจึงค่อยๆเดินไปหาแม่ที่กำลังนั่งทำกับข้าวอยู่ในครัวแล้วเล่าให้แม่ฟังค่ะ แม่ทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่แล้วบอกกับเราว่า ไม่เป็นอะไรหรอกฝันร้ายกลายเป็นดี แม่ค่อยๆพยุงเราไปนั่งที่หน้าบ้าน แล้วแม่ก็เดินไปหาพ่อ ได้ยินเสียงแม่เล่าความฝันเราให้พ่อฟัง แต่เสียงแม่กับพ่อตอนคุยกันเหมือนเครียดมากเลยค่ะ แต่เราก็ไม่เข้าใจความหมายอยู่ดี เรานั่งไปสักพัก รู้สึกเหมือนคนวิ่งผ่านหน้าบ้านไปแต่วิ่งเร็วมาก เราก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ มันมีเหมือนเสียงคนหัวเราะก้องอยู่ในหูอยู่ตลอดเวลา

เราก็พยายามไม่คิดอะไร เรียกแม่มาอยู่เป็นเพื่อน ตกตอนประมานบ่าย 3 โมง แม่ต้องพาเราไปล้างแผลที่โรงพยาบาลและไปรับพี่พลอยกลับบ้านด้วย พ่อจึงขับรถพาเราไป พอเสร็จธุระที่โรงพยาบาล เราก็กลับบ้านกันค่ะ พ่อขับรถ แม่นั่งข้างหน้าตรงข้างๆพ่อ เรากับพี่พลอยนั่งข้างหลัง แต่แปลกที่พี่พลอยไม่พูดอะไรเลยสักคำ เอาแต่ก้มหน้าอย่างเดียว เราก็ได้แต่คิดว่าพี่พลอยคงเจ็บแผลมั้ง พอถึงบ้าน แม่ก็พยุงเราไปยืนรอที่หน้าประตูบ้าน แม่จะกลับไปช่วยพยุงพี่พลอยที่นั่งอยู่บนรถ ระหว่างที่แม่กำลังเดินกบัลไป เรามองไปที่ในรถ เห็นพี่พลอยนั่งก้มหน้าอยู่ท่าเดิม แต่ผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่ข้างๆแล้วเลียเข้าที่ใบหูพี่พลอยหลายครั้ง เราตกใจมากทำอะไรไม่ถูก แต่พอแม่เปิดประตูรถ เค้าก็หายไป แม่จึงพาพี่พลอยเดินเข้าบ้าน ระหว่างที่เดินผ่านเรา พี่พลอยหันมามองเราด้วยสายตาที่ดุดันมากๆค่ะ เราได้แต่ยืนช็อคกับเหตุการณ์ทีเกิดขึ้น

พี่พลอยเข้าไปนอนพักในห้องพี่สาวเรา ทุกอย่างปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนคืนนั้น ประมานตี 3 กว่าๆ พี่สาวเรา (ขอแทนว่าพี่บีนะ) วิ่งมาเคาะประตูห้องเราเสียงดังมา เหมือนเจออะไรมา ปังๆๆๆๆ ทีๆๆๆ เปิดประตูให้หน่อย กว่าเราจะย่างก้าวขึ้นไปเปิดประตูได้ ได้ยินเสียงแม่กับพ่อเราถามพี่บีว่า เป็นอะไรไอ้บีร้องอย่างกะเจอผี พี่บีหันไปตอบแม่ทันทีว่า เจอผียังดีกว่านี้อีกแม่ ไอ่ทีเปิดประตูเร็วๆเรารีบเปิดประตูออกไป พี่บีรีบวิ่งเข้ามาในห้อง แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนเตียงเรา พ่อกับแม่ตามเข้ามาแล้วปิดประตู แม่ถามพี่บีว่า แกเป็นอะไรไอ้บี พี่บีตอบแบบกลัวๆว่า ไอ้พลอยสิแม่

นอนอยู่ดีๆมันมาเลียหูบี แล้วก็หัวเราะข้างๆบี ตอนแรกบีคิดว่าน้องมันละเมอเลยจะหันไปเรียกมัน พอหันไป เห็นมันนอนยิ้มแต่ตามันดุมากเลยนะแม่ บีกลัวเลยจะวิ่งออกมา ได้ยินเสียงดังตึง หันไปดูไอ้พลอยเอามือเคาะผนังแล้วหัวเราะลั่นเลยแม่ แต่บีงงนะ แขนมันหักไม่ใช่เหรอ?? แม่ฟังจบเลยพูดว่า ห้องเอ็งก็ติดกับแม่ถ้าไอ้พลอยมันเคาะแม่ก็ต้องได้ยินสิวะ นั่นไงเห็นมั้ยหนูว่าแล้วแม่ต้องไม่เชื่อ ทีวันนี้พี่นอนด้วยนะ เราเลยพูดออกไปว่า อืมๆได้ๆ แต่แม่จ๊ะพ่อจ๊ะ เราไปดูพี่พลอยหน่อยดีมั้ย พ่อจึงตอบว่า อืมดีเหมือนกัน พวกเราสี่คนค่อยๆเดินไปที่ห้องพี่พลอย แม่เปิดประตูเข้าไป (นึกภาพตอนดูหนังผีค่ะ ความรู้สึกที่กลัวว่าเปิดเข้าไปแล้วจะเจอคือพวกเราเป็นแบบนั้นเลย) แล้วก็พูดว่า อ้าว ไอ้พลอยไปไหนล่ะ

แค่นั้นแหละพวกเราสามคนที่เหลือก็เข้าในห้องพอหาไม่เจอเลย แยกย้ายกันตามหา แม่กับพ่อก็ตะโกนเรียก พี่บีก็ติดเราเป็นปลิงเลย หากันอยู่นานแต่ก็ไม่เจอ พ่อกับแม่ปรึกษากันว่าจะไปแจ้งตำรวจ ตอนนั้นก็ประมาณ ตี 5 พ่อกับแม่จึงขับรถออกไปสถานีตำรวจ เรากับพี่บี จะเดินกลับไปที่ห้อง พอเราสองคนเดินผ่านห้องพี่บีที่พี่พลอยนอน เราเลยหันไปดูเพราะห้องไม่ได้ปิดประตู เราต้องหยุดชะงักอยู่ตรงนั้น เพราะเราเห็นพี่พลอยนอนอยู่ในท่านอนหงายปกติ แต่ ผู้หญิงคนนั้น นั่งคร่อมพี่พลอยอยู่แล้วเค้าเลียหูพี่พลอย พร้อมมีเสียง แบบ บอกไม่ถูกค่ะ เป็นเสียงเหมือนคนเลียอะไรสักอย่างที่เสียงดังๆ แพร่บ แพร่บ (ขอโทษนะคะอาจดูตลกนิดนึงแต่ อธิบายไม่ถูกจริงๆค่ะ)

เรายืนนิ่งเลยค่ะ ทำอะไรไม่ถูก พี่บีตีแขนเราแรงมาก เราร้องโอ้ย!!! ไอ่ทีเป็นไรวะเรียกสิบกว่ารอบแล้วนะ (เราไม่ได้ยินจริงนะตอนนั้น) ไม่มีไรพี่บี โทรหาพ่อกับแม่ให้กลับบ้านเถอะ พี่บีถามว่า ทำไมอ่ะ (นางไม่ได้มองเข้าไปในห้องเลยเพราะนางกลัว) เราเลยชี้ไปที่เตียงแล้วบอกว่า พี่พลอยนอนอยู่นั่นไง พี่บีทำหน้าตกใจมาก หันมาหาเราแล้วพูดกับเราว่า มาได้ไงวะ เราทำได้แค่ส่ายหน้าเบาเพราะก็ไม่รู้เหมือนกัน

พ่อกับแม่กลับมารีบวิ่งไปหาพี่พลอย ตอนนั้นเรากับพี่บีนั่งรอพ่อกับแม่ที่หน้าบ้าน สักพักเห็นแม่พยุงพี่พลอยออกมา นั่งข้างๆเรา เราก็คิดในใจ เอาวะ คุยหน่อยละกัน เราค่อยๆเรียกพี่พลอยเบาๆ พี่พลอย พี่พลอย โอเคป่าว พี่พลอยหันมาหาเราแล้วตอบว่า โอเค พี่สบายดี แต่ หน้าพี่พลอยซีดมาก ขอบตาดำคล้ำ ปากสีม่วง คือสภาพตอนนั้นมันขัดกับคำว่าโอเคมาก แม่เรียกเรากับพี่บี ไปคุยกันที่ในครัว แล้วบอกเราว่า ช่วงนี้แกสองคนอย่าไปอยู่ใกล้ไอ้พลอยมากนะ พี่บีเลยถามว่า ทำไมอ่ะแม่ แม่หันมาที่เราแล้วถามว่า ตั้งแต่แกฝันแกเจออะไรอีกมั้ย

เราเลยเล่าเรื่องเมื่อคืนให้แม่ฟัง แม่ตีตักตัวเองดังเพรี๊ยะ!!! กุว่าแล้ว ใช่แน่ๆ เราเลยถามแม่ว่า ใช่อะไรแม่ แม่ตอบเราว่า ไอ้พลอยโดนปอปเล่นงานแล้ว เรากับพี่บีมองหน้ากัน แล้วตะโกนออกมาเสียงดังว่า ห๊า!!! ปอป เราพูดต่อว่า ไม่จริงหรอกแม่ ปอปมันมีแต่ในหนังแม่ ไม่ใช่หรอก แม่หันมาดุเราแล้วบอกว่า เรื่องที่แกคิดว่ามันไม่มีจริงไม่ได้แปลว่ามันไม่มีนะที พี่บีกอดเราแน่นแล้วบอกว่า ทีพี่ขออยู่ด้วยนะ พี่จะนอนห้องแกนะ อืมๆโอเค เราตอบพี่บีไป เราถามแม่ว่า เอาไงดีแม่ แม่เลยบอกให้พวกเราคอยจับตาดูพี่พลอยดีๆ แม่จะไปถามหมอผี ที่หมู่บ้านข้างๆ แม่กับพ่อออกไปหาหมอผี (คงสัยสัยกันใช่มั้ยว่าบ้านเราไม่ทำงานเหรอ บ้านเราเป็นร้านขายของชำ พี่สาวเราออกจากงานแล้วมาช่วยแม่ขายของ พ่อเราเป็นผู้ใหญ่บ้าน)

ระหว่างที่รอพ่อกับแม่ เรากับพี่บีนั่งดูหนังอยู่ในร้าน ได้ยินเสียงของหล่นแตกดัง เพล้ง!!! พี่บีวิ่งไปดูแล้ววิ่งกรี๊ดออกมาหาเรากอดเราตัวสั่นเลย พี่บีๆเป็นอะไร ทีไปดูไอ้พลอยสิ มันนั่งกินเนื้อวัวของพ่อสดๆเลย พี่เข้าไปเห็นกำลังเคี้ยวอยู่เลย พี่ไม่อยู่แล้วนะจะไปบ้านเพื่อน อ้าวพี่บีจะทิ้งน้องเหรอ แผลหนูยังไม่หายเลยนะอยู่ด้วยกันก่อน เดี๋ยวหนูไปดูเอง เราค่อยเดินไปที่ห้องครัว แต่ต้องหยุดชะงักเพราะพี่พลอยเดินออกมาพอดี เอ่อพี่พลอย ไปไหนเหรอคะ เราถามไป พี่พลอยไม่ตอบยิ้มอย่างเดียวแล้วเดินขึ้นไปนอน เราเดินเข้าไปในห้องครัว เราเห็นถุงที่พ่อใช้ใส่เนื้อวัวหล่นอยู่ที่พื้น

เนื้อสัวเหมือนจะยังอยู่ครบแต่แปลกที่เครื่องในหายหมดเลย เรารีบโทรหาแม่และเล่าให้ฟัง แม่บอกว่าแม่กำลังกลับนะ ให้ดูพี่พลอยดีๆอย่าให้ไปไหน แม่จะพาพี่พลอยไปไล่ผี เราได้ยินและคิดในใจว่า เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่ อยู่ดีๆพี่พลอยจะโดนผีปอปทำร้ายได้ไง เราจึงชวนพี่บีไปดูพี่พลอย พี่บีกลัวมากแต่ก็ยอมไปกับเรา เราเดินไปที่ห้องที่พี่พลอยนอนอยู่ เราเห็นพี่พลอยนอนหันหน้าเข้าข้างฝา เราโล่งใจมาก กำลังจะเดินกลับไปที่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงพี่พลอยเรียกเรา ที ที มาหาพี่หน่อย เรามองหน้าพี่บี สงสัยว่ารู้ได้ไงว่าเรามาทั้งๆที่นอนหันหลังอยู่ เราจึงเดินเข้าไปพี่บีดึงแขนเราไว้ เราบอกพี่บีว่าไม่เป็นไรหรอกน่า เราเดินเข้าไปใกล้พี่พลอย แล้วพูดว่า พี่พลอยเอาอะไรรึเปล่าคะ พี่พลอยหันมาหน้าพี่พลอยโทรมมาก

พี่พลอยร้องไห้แล้วบอกเราว่า ช่วยพี่ด้วยมันเป็นคนทำพีไม่ได้ทำ พี่เจ็บพี่ทรมาน แล้วพี่พลอยก็เอาแต่ร้องไห้ เราเดินเข้าไปจับตัวพี่พลอย กำลังจะถามพี่พลอยว่าใครทำอะไร พอมือเราโดนตัวพี่พลอย พี่พลอยผลักเราเต็มแรงพร้อมตะโกนด่าเราว่า ออกไปนะอีเด็กเวร อย่ามายุ่งกับกู อยากโดนอีกคนใช่มั้ย เรากระเด็นมาไกลมากพี่บีวิ่งมาข่วงพยุงเราขึ้น ตอนนั้นพี่บีคงโมโหมากเลยเผลอด่าออกไป เป็นอะไรอีผีเวร#/&&@!^^$&/*/!$/ขอไม่เขียนถึงคำด่านะคะ พอด่าเสร็จพีบีรีบพาเราลงไปข้างล่าง สักพักพ่อกับแม่มาถึง เห็นพี่บีนั่งทำแผลให้เราอยู่เพราะแผลเดิมเรามันเปิดเพราะพี่พลอยผลักเมื่อกี้ แม่โมโหมากเลยพูดกลับพ่อว่า ไม่ไหวแล้วนะพ่อพามันไปไล่ผีเถอะ สงสารลูกสงสารหลานด้วย ระหว่างที่พี่พลอยหลับพ่อกับพี่ชายข้างบ้าน จึงไปอุ้มพี่พลอยออกมาขึ้นรถ (พ่อเอาเครื่องรางที่หมอผีให้มาคล้องคอพี่พลอย พี่พลอยจึงไม่รู้สึกตัว)

แม่โทรบอกพ่อกับแม่พี่พลอยและเล่าให้ฟัง บอกให้รีบมาเจอกันที่บ้านหมอ บ้านพี่พลอยอยู่ไม่ไกลจากบ้านเรามาก พอถึงบ้านหมอผี เค้าก็ทำพิธีหลายอย่าง พี่พลอยก็นอนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สักพักพอพ่อหมอเอาน้ำสีดำๆมาราดลงตัวพี่พลอย พี่พลอยก็ร้องกรี๊ดขึ้น แล้วพูดเป็นภาษาเหมือนภาษาเขมร เราฟังไม่ออกพี่พลอยแลบลิ้นออกมา เลียปากตัวเอง ลิ้นยาวมากกก พ่อหมอทำพิธีต่อจนพี่พลอยสลบไป เราไม่ขอเล่าถึงการไล่ผีครั้งนี้ว่าทำยังไงบ้างนะคะ เพราะตอนนี้มันเลือนลางมาก กลัวเล่าไปแล้วมันไม่จริงค่ะ สักพักพ่อหมอเดินมาหาพ่อแม่เราพ่อแม่พี่พลอย แล้วบอกว่า ทำใจไว้บ้างนะ เพราะตอนนี้มันได้เข้าพี่พลอยเต็มตัวแล้ว แต่พ่อหมอจะช่วยเต็มที่นะ

ตอนนี้กลับบ้านไปเอาน้ำมนต์ที่พ่อหมอให้ไปเอาให้เค้ากินนะ แม่พี่พลอยร้องไห้โฮเลยค่ะ เราตกใจในสิ่งที่ได้ยิน และสงสารพี่พลอยมาก เพราะสภาพพี่พลอยตอนนั้นดูแย่มากค่ะ กลับมาถึงบ้านพ่อแม่พี่พลอยจะพาพี่พลอยกลับบ้านแต่แม่เราแนะนำว่าให้เอาไว้ที่บ้านเราเพราะใกล้หมอผี ทั้งโรงพยาบาล คืนนั้น ระหว่างที่เรากำลังนอนอยู่ เราฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นอีกแล้วค่ะ เค้าพูดกับเราว่ากูไปแล้วกูอิ่มแล้ว แล้วเค้าก็หัวเราะแล้วเดินไป ในฝันเราเห็นเค้าไปนั่งอยู่ที่ศาลาหลังเดิม เราตื่นขึ้นมา ได้ยินเสียงคนเอะอะโวยวายเราเลยออกไปดู พี่บีวิ่งมาบอกว่าทีไอ่พลอยอยู่ดีๆก็ชักตาเหลือกเลย อ้วกเป็นเลือดด้วยนะ เราวิ่งลืมเจ็บแผลเลยค่ะ เราเห็นพ่อเรากับพ่อพี่พลอยกำลังช่วยกันอุ้มพี่พลอยขึ้นรถเพื่อจะพาไปโรงพยาบาล

แต่พ่อเราอุ้มไปยังไม่ทันถึงรถก็หยุดค่ะ เหมือนเดินต่อไม่ได้ พ่อบอกว่ามาช่วยกันหน่อยเร็ว ทีนี้ทั้งพ่อทั้งแม่เลยค่ะช่วยกันอุ้มพี่พลอยที่น้ำหนักแค่40กว่าโลแต่เหมือนออกแรงกันเยอะมาก เรามองไปที่พี่พลอยเราเห็น คิดภาพนะคะพ่อแม่เราอุ้มพี่พลอยจากการยกไหล่ พ่อแม่พี่พลอยยกขา ช่วยกันยกไปค่ะ เราเห็นผู้หญิงคนนั้น อยู่บนตัวพี่พลอย นั่งกอดเข่าอยู่แล้วหัวเราะชอบใจ เราเลยตะโกนออกไปว่า แม่มันอยู่บนตัวพี่พลอย!!!เท่านั้นแหละค่ะสงครามน้ำลายก็เกิดขึ้น ทุกคนตะโกนด่าทุกคำที่คิดได้ตอนนั้น แม่วิ่งไปเอาน้ำมนต์มาสาดใส่พี่พลอย ผู้หญิงคนนั้นหายไป พ่อรีบพาพี่พลอยขึ้นรถแล้วเราก็ไปโรงพยาบาลกันค่ะ ระหว่างทางไปโรงพยาบาลพี่พลอยสลบไป

เมื่อรถขับผ่านศาลาหลังนั้น เราเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนโบกมือ บ้ายบาย เราแล้วยิ้ม เรากังวลมากกลัวพี่พลอยจะเป็นอะไร พอถึงโรงพยาบาล พยาบาลรีบวิ่งมารับพี่พลอยเข้าห้องฉุกเฉิน เราได้แต่นั่งภาวนาให้พี่พลอยปลอดภัย แม่พี่พลอยเอาแต่ร้องไห้ ทุกคนอยู่ในสภาวะตึงเครียด และแล้วหมอก็เดินมาบอกว่า พี่พลอยเสียแล้ว เรานี่ทรุดลงจรงนั้นเลย ทุกคนร้องไห้ แม่พี่พลอยวิ่งเข้าไปดูพี่พลอยเพราะไม่เชื่อว่างลูกตัวเองจะจากไปเร็วขนาดนี้ เรากับพี่บีเดินตามเข้าไปเพื่อจะดูพี่พลอย แต่เราไปเจอภาพที่มันยังคงติดตาเราจนทุกวันนี้ สภาพพี่พลอยไม่มีเค้าโครงหน้าของพี่พลอยอยู่เลย พี่พลอยแก่มากตัวเหี่ยวหน้าตาเหี่ยวย่น ปากเป็นสีม่วง ตาคล้ำมาก หมอบอกว่าพี่พลอยเสียตั้งแต่ยังมาไม่ถึงแล้ว หมอขอวินิจฉัยอีกทีนะ ให้ญาติไปทำเรื่องนำศพออกจากโรงพยาบาล หลังจากเสร็จภาระกิจทุกอย่าง ขอตัดไปที่งานศพพี่พลอยเลยนะคะ งานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

หลวงพ่อองค์เดิมจากเมื่อตอนที่แล้วจำได้มั้ยคะ ท่านเดินมาหาแม่เราแล้วบอกว่า เค้าก็อยู่ในที่ของเค้า ปากเราเองที่ไปพาเค้าเข้ามาหาเราเอง เมื่อท่านพูดจบ จำได้มั้ยคะก่อนจะเกิดอุบัติเหตุพี่พลอยพูดขึ้นว่า ดูผู้หญิงคนนั้นสิใส่เสื้อผ้าเก่าๆเหมือนคนสติไม่ดี น่าสงสารจัง หลวงพ่อมองมาที่เราแบ้วบอกว่า มันคิดว่าสงสารมันอยากให้มันมาอยู่ด้วย พวกนี่มันเป็นสัมภเวสีที่ชอบเกาะกินอยู่แล้ว มันแยกแยะไม่ออกหรอกระหว่างคำว่าสงสารกับให้มาอยู่ด้วย เราร้องไห้ออกมาเพราะสงสารพี่พลอยจับใจ สรุปหมอวินิจฉัยออกมาว่า อวัยวะภายในล้มเหลวฉับพลัน เพราะหมอไม่สามารถระบุได้ เพราะในตัวพี่พลอยไม่มีอวัยวะภายในใดๆหลงเหลืออยู่เลย

หลังจากเสร็จสิ้นงานศพแม่เราได้ไปเชิญหมอพีมาที่ศาลาหลังนั้น และทำพิธีไล่ผี หบังจากทำพิธีเสร็จ พ่อหมอยื่นหม้อดินใบนึงให้พ่อพี่พลอยแล้วบอกว่า มันทำลูก เอามันไปทรมาน เอามันไปทิ้งไปฝังก็ได้อย่าให้มันได้ผุดได้เกิด พ่อพี่พลอย ขุดหลุมอยู่ในที่หลังบ้านพี่พลอยซึ่งเป็นที่โล่ง ขุดลึกมาากแล้วเอา ผ้าห่อหลายชั้น แล้วฝังลงไป เวลาผ่านไปหลายปีจนเราขึ้น ม.5 เรามาเรียนต่อที่กรุงเทพ มาอยู่กับพี่บีเพราะพี่บีมาทำงาน ช่วงปิดเทอมเรากลับไปบ้าน พ่อกับแม่มารับที่สถานีรถไฟ ระหว่างทางกลับบ้าน ต้องขับผ่ายบ้านพี่พลอย เราจึงแวะไปที่บ้านพี่พลอย พอไปถึงเห็นพ่อแม่พี่พลอยกำลังขนของเพื่อจะย้ายที่อยู่เพราะมีคนมาซื้อที่ผืนนี้ เรากับพี่บีเดินไปเก็บมะม่วงที่สวนหลังบ้าน

เราพูดขึ้นว่า พี่บีจำเรื่องนั้นได้มั้ย พี่บีตีแขนเราแล้วบอกว่าใครจะลืมลงวะ อย่าพูดๆกลัว เรามองไปที่ดินผืนนั้น เห็นคนงานหลายคนกำบังประหน้าดินเพื่อจะสร้างอะไรสักอย่าง เราจึงไปถามพ่อพี่พลอยว่า เค้าจะทำอะไรกันเหรอ อ๋อเค้าจะขุดสระน้ำ ทุกคนคิดเหมือนเราใช่มั้ยว่า ตรงนั้นมีอะไรฝังอยู่ เรารีบเดินไปหาแม่แบ้วบอกว่ากลับบ้านเถอะ แม่จึงรีบพากลับบ้าน พ่อกำลังขับรถออกจากบ้านพี่พลอย เราเห็นผ้าผืนนึงวางอยู่ข้างถนน และเราจำได้แม่นว่า มันคือผ้าผืนเดียวกันกับที่ห่อหม้อดินใบนั้น และมันคงหลุดมาแล้วจริงๆวันรุ่งขึ้นเรากลับกรุงเทพเลย แบะจนปัจุบันเราไม่ค่อยได้กลับบ้าน ถึงหน้าเทศกาลพ่อกะบแม่จะมาหาแทน……คำถามที่ค้างในใจเราคือ “แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน”

#R.I.P พี่พลอย
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนะคะ คือ เรื่องเล่าเมื่อเราไป “หาดนางรำ” เอาไว้ว่างๆจะมาแชร์ให้อ่านะคะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ

มาต่อกันนะคะ เรื่องเล่า หาดนางรำ
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนอยู่ชั้น ม. 4 ที่โรงเรียนในตัวอำเภอ ก่อนที่จะย้ายไปเรียนต่อ ม.5 ที่กรุงเทพ อย่างที่บอกไปเมื่อตอนที่แล้ว เป็นปกติที่ในแต่ละเทอม จะมีการไปทัศนศึกษาของนักเรียนแต่ละชั้น(เชื่อว่าทุกคนเคยมีประสบการณ์) เมื่อถึงเวลาประชุมเลือกสถานที่ เพื่อนๆเราก็เสนอกันมาสามที่ คือ จ.ชลบุรี จ.ประจวบ และ กรุงเทพมหานคร ครูประจำชั้นจึงให้พวกเราโหวตสถานที่ที่อยากไป สรุป เราได้ไปทัศนะศึกษาที่ จ.ชลบุรี ครูประจำชั้นขอแทนว่าครูก้อย นะคะ ครูก้อยบอกว่าจะไปลองหาสถานที่ดูว่าจะไปไหนกันบ้าง

เมื่อถึงวันที่จะไปกัน พวกเราก็ตามประสาวัยรุ่น แต่งตัวกันแบบจัดเต็มมาก มีเพื่อนบางคนที่ไม่ได้ไป เรานัดรวมตัวกันที่ โรงเรียนตอนประมาน ตี 5 เรากับเพื่อนในแก้งค์ มีกัน 7 คน ก็นัดรวมตัวกันที่บ้านเราก่อนเพราะบ้านเราใกล้โรงเรียนที่สุด และที่สำคัญเป็นร้านขายของที่แม่เอ่ยปากว่า มาตุนของไปกินได้เลย แต่ละนางก็ตั้งใจมาขนเต็มที่555 พอเพื่อนมาครบ เราก็เลยไปที่โรงเรียนกัน การไปทัศนศึกษาครั้งนี้ เราได้ขึ้นรถบัสที่ครูก้อยจ้างมา ระหว่างทางก็เป็นเรื่องปกติที่รถบัสต้องปิดเพลงแดนซ์มันๆ เรากับเพื่อนก็เต้นกันเอวจะหลุด ด้วยความสนุกสนาน เราแวะไปสถานที่ต่างๆในจังหวัด

จนมาถึงที่สุดท้าย ครูก้อยประกาศบนรถว่า เราจะไปพักกันที่หาดนางรำ เราก็เฉยๆเพราะไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว รู้สึกดีใจด้วยซ้ำ เพราะจะได้ไปเล่นน้ำทะเล เดินทะเลตอนกลางคืนคือแบบบรรยากาศดีสุดๆ(เป็นความมโนส่วนตัวนะคะ อิอิ) แต่เพื่อนเราคนนึง หน้ากังวลผิดปกติ เราเลยถามว่า ขอแทนว่าซีนะคะ ซีๆเป็นไรวะ (ขอโทษที่ใช้คำไม่สุภาพ เนื่องอยากให้รับรู้ถึงเหตุการณ์จริงมากที่สุด) ซีหันมาหาเราหน้านางนี่แบบ คิ้วแทบจะติดกันเลยค่ะ ทีกูไม่อยากไปเลยว่ะ เราเลยถามว่า ทำไมวะ กูเคยได้ยินพี่ชายกูเล่ามาว่า ที่นั่นมีคนตายบ่อยและมีเพื่อนพี่กูคนนึงเว้ย สมัยมาเที่ยวเจอดีเข้าเต็มๆจนเสียสติไปเลย เราคิดในใจ(เอาละไงแล้วกุจะเจอมั้ยเนี่ย) ในใจก็กังวลแต่ได้แต่ปลอบใจเพื่อนว่า ไม่มีอะไรหรอก เราอาจจะไม่เจอก็ได้ อ่ะคิดมาก มากะกูกลัวไรว้า(ตัวเองนี่คิดไปไกลแล้วว555)

เมื่อไปถึงที่พัก เรากับเพื่อนๆต่างไปจับจองห้องของตัวเอง ลักษณะที่พักนะคะ เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ๆที่มีชั้นเดียว หน้าบ้านมีร้านขายของ มีถนนหน้าบ้าน ฝั่งตรงข้ามเป็นทะเล เห็นครั้งแรกคือแบบ ดีมากบรรยากาศดี ติดทะเลด้วย แต่หันไปหาอีซี เห็นหน้านางแล้วหมดอารมณ์ค่ะ หน้ากังวลมากเพราะนางเป็นคนกลัวอยู่แล้ว ครูก้อยแบ่งโซนให้เรา ให้ผู้ชายนอนห้องข้างหน้า ผู้หญิงนอนห้องข้างหลัง คือบ้านจะเป็นชั้นเดียวมีสองห้องใหญ่ๆข้างหน้าข้างหลังค่ะ ห้องน้ำมีประมาน 10ห้องค่ะ ต่อกันยาวๆลักษณะเหมือนห้องน้ำวัด555 ไม่เป็นไรด้วยความหลงใหลในทะเล เราให้อภัย เราก็เอาของไปเก็บจองที่นอน เรานอนตรงกลาง เพื่อนเรานอนฝั่งละสามคน ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็นอน ตามที่ที่ตัวเองจองไว้

จัดของเสร็จเราก็ชวนเพื่อนเราออกไปหาอะไรกินแล้วจะไปดูเพื่อนผู้ชายเตะฟุตบอลที่ชายหาด ระหว่างที่เราเดินไปเราเห็นยายแก่ๆคนนึง เค้ากำลังกวาดพื้นอยู่ เราก็คิดว่าคงเป็นคนดูแลบ้านแน่ๆ เราก็เดินผ่านแล้วยิ้มให้ปกติ เรากับเพื่อนๆไปที่ร้านค้าตรงหน้าบ้านแล้วไปซื้อขนมกัน ป้าคนที่ขายของถามเรากับเพื่อนๆว่า หนูมาอยู่กันกี่วัน เพื่อนเราคนนึงบอกว่า พรุ่งนี้ตอนบ่ายก็กลับแล้วค่ะ ป้าคนนั้นยิ้มแล้วบอกว่า กลับกันเร็วจังเลย นานๆจะมีคนมาพักสักที หนูมีพระมากันมั้ยลูก ป้ามีให้บูชานะ อีซีหันมาหยิกแขนเราแล้วบอกว่า เห็นมั้ยกูว่าแล้ว เพื่อนเราคนนึงเลยบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะป้า พวกหนูมีค่ะ พวกเราเดินออกมาหน้าร้าน เราเลยพูดขึ้นเพื่อเป็นการปลอบใจ ซีว่า ร้านป้าเค้านี่ยิ่งกว่าเซเว่นอีกอ่ะ

มีแม้กระทั่งพระให้เช่า พวกเราหัวเราะ แล้วเดินไปที่ชายหาด เรากำลังแกะขนม แต่มันดันพลาดหล่นลงไปที่พื้น เราก้มลงเก็บ ตาก็เผลอมองไปที่ด้านหลัง ยายคนนั้นหยุดกวาดพื้นแล้วหันมามองทางพวกเรา เราเลยยิ้มให้แล้วหันกลับมา พวกเรานั่งดูเพื่อนๆเตะบอลกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายบางคนที่คอยลากพวกผู้หญิงลงทะเล เรารอดค่ะ เพราะเป็นนักวิ่งของโรงเรียน แต่เพื่อนเราไม่รอด เราวิ่งมาไกลจากตรงนั้นมาก เราก็เลยได้จังหวะเดินกลับอย่างช้า ประหนึ่งว่าเป็นนางเอกเอ็มวี อิอิ พอใกล้จะถึงที่เพื่อนๆนั่งอยู่ เราเห็นเพื่อนคนนึงในกลุ่มเราที่ใส่เสื้อสีฟ้า วิ่งเหมือนคนร้องไห้ไปที่บ้านพัก เราตกใจมากค่ะ คิดว่าเพื่อนเป็นอะไรเลยวิ่งตามไปดู (ขอแทนเพื่อนคนนี้ว่าจีนะคะ)

ยังไม่ทันได้วิ่งไป ไอ่ซีตะโกนเรียกเรา ทีจะรีบไปไหน เราหันหน้าไปตอบมัน อ้าวก็เมื่อกี้ไอ่จี มัน อ่ะอ้าว เราเงียบไป อีซีพูดขึ้นอีกว่า จีมันเป็นไรมั่งนั่งอยู่เนี่ย เออ กูเป็นไร กูนั่งมองหาอยู่เนี่ยพึ่งเห็นตอนจะวิ่งไปไหนเนี่ย เรางงมาก เพราะที่เราเห็น ไอ่จีวิ่งเหมือนคนร้องไห้ไปจริงๆ แต่คิดในใจว่า รึว่าเป็นคนอื่น แต่เราก็มองไปที่เพื่อนๆทุกคนของเรา ก็อยู่กันครบ เราจึงชวนซีและจี บอกว่าให้ไปเป็นเพื่อนเราหน่อยจะไปเอาของที่บ้านพัก นางทั้งสองก็ไปเป็นเพื่อนโดยไม่มีข้อสงสัย

เรากับเพื่อนๆเดินไปที่ห้องพัก เราก็พยายามมองหาทุกที่ว่าจะมีใครอยู่รึเปล่าแต่ก็ไม่มี เราจึงเดินไปถามยายที่ดูแลบ้านหลังนี้ว่า ยายคะยายเห็นใครใส่เสื้อสีฟ้าวิ่งมาที่บ้านมั้ยคะ ยายไม่ตอบได้แต่ยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ เราเลยบอกว่า ขอบคุณค่ะ เรากำลังหันไปเพื่อจะเรียกเพื่อนทั้งสองคนให้กลับไปที่ชายทะเล เห็นมันสองคนยืนนิ่งหน้าตาตกใจมาก เราเลยพูดออกไปว่า นี่พวกจะยืนตรงนั้นอีกนานมั้ย แล้วเป็นไรวะ ซีและจี ตอบพร้อมกันว่า อ๋อ เปล่าๆป่ะกูอยากเล่นน้ำละไปกันเถอะ เราสามคนจึงเดินไปรวมตัวกลับเพื่อนๆ ตกเย็นเรานั่งล้อมรอบเป็นวงกลม เพื่อทำกิจกรรมกัน ห้องเรียนเรามีนักเรียนทั้งหมด 33 คน ชาย 16 หญิง 17 คน เราเลยจับคู่เพื่อทำกิจกรรม

แน่นอนต้องมีคนนึงที่ไม่มีคู่ และคนนั้นคือ จี เพราะครูจับตามเลขที่ แล้วนางเลขที่ 33 พอจับคู่กันเสร็จ ครูบอกว่า อ้าวคนที่เป็นเศษ มาคู่กับครู ทุกคนมองไปที่จี แต่นางบอกว่า อะไรอ่ะเรามีคู่แล้วนะ นี่ไง แล้วนางก็ยกมือตัวเองขึ้น เหมือนว่าจะโชว์ว่าคู่ชั้นจับแขนชั้นอยู่ แต่ก็ไม่มีใคร จีทำหน้างง แล้วเดินไปหาครูก้อยด้วยอาการตกใจอะไรสักอย่าง สักพักขณะที่กำลังทำกิจกรรม ครูก้อยก็ตะโกนขึ้นมาว่า นี่เธอทำไมไม่มาร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ไหนเธอคู่ใคร อ้าว!!! ทำไมวิ่งหนีไปอย่างนั้นล่ะ พวกเราทุกคนมองไปที่ที่ครูก้อยมอง แล้วหันมองหน้ากัน ว่าครูก้อยคุยกับใคร

แต่คนที่แสดงอาการได้ชัดคือ ซี เพราะนางกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เราพยายามรวบรวมสติระหว่างที่เพื่อนๆพูดกันต่างๆนาๆ เราคิดในใจว่า ไหนๆก็เจอมาเยอะแล้ว ก็ให้เห็นอีกสักครั้งละกัน ระหว่างที่ลืมตามา ก็ตกใจเลยค่ะ อีนังซียืนอยู่ตรงหน้าแล้วถามว่า เป็นอะไรหลับตาทำไม เราตีแขนมันดังเพลี้ย กูตกใจหมด แต่!!!! ที่ตกใจหนักกว่านั้นคือ ผู้หญิงที่ยืนข้างหลังอีซีค่ะ ใส่เสื้อสีฟ้า ลักษณะท่าทางเหมือนจีเพื่อนเรา แต่ตัวเปียกขาวซีด ยืนก้มหน้าเหมือนคนร้องไห้ เค้าค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา จังหวะนั้นเราคิดนะว่า ถ้าเกิดหน้าเละมากูตายแน่ๆ ได้แต่ยืนนิ่ง เพราะขยับไม่ได้ เค้าเงยหน้ามาหาเราและภาพที่เห็นคือ เค้าไม่มีตาค่ะ ตาเค้าเป็นสีขาว มีน้ำไหลออกจากตาและตามตัวเยอะมาก(ขณะที่นั่งพิมพ์ ขนยังลุกอยู่ภาพมันติดตามาก) เราจำได้ว่าเรากรี๊ดดังมาก แล้วเหมือนเราจะเป็นลมไป

หลังจากที่หมดสติไป เราตื่นขึ้นมาอีกทีเห็นเพื่อนๆยืมล้อมรอบตัวเราเต็มไปหมด แต่ยังค่ะ เธอคนนั้นยังไม่ไปไหนยังยืนจ้องมองเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนเรา เราหลับตาและภาวนาว่า เดี๋ยวจะทำบุญไปให้ อย่ามาให้เห็นอีกเลย(ประโยคเบสิคเลยค่ะ) เรากลั้นใจลืมตาขึ้นมาอีกครั้งนึง เฮ้อ!!เค้าไม่อยู่แล้ว เพื่อนเราค่อยๆพยุงเราขึ้น ครูก้อยถามเราว่าเราโอเคมั้ย เราตอบว่าโอเค

หลังจากนั้นเราต่างคนต่างแยกย้ายไปนอนพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า เพื่อนเราหลายคนมองเราแปลกๆ เราเลยถามซีว่า เป็นไรวะ ทำไมเพื่อนมองกูแปลกๆ ซีเล่าว่า ตอนที่เป็นลมไป อยู่ดีๆก็ตื่นลืมตาขึ้นมา ตาแข็งมาก ร้องไห้ น้ำตาไหลเหมือนน้ำเลยนะ แล้วก็เป็นลมไปอีก เหมือนคนโดนผีเข้าเลย เราตกใจมาก เพราะไม่รู้เลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะเราไม่รู้สึกตัวเลย ตอนประมาน เที่ยงคืนกว่า ทุกคนแยกย้ายเข้าไปนอนในที่ของตัวเอง เรานอนตรงกลาง ซีนอนข้างๆเรา(ที่เอ่ยถึงซีบ่อยเพราะนางเป็นเพื่อนในกลุ่มที่สนิทกับเรามากที่สุด) เรานอนไม่หลับ คิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น นี่เราโดนผีเข้าจริงๆเหรอ มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว เรานอนลืมตาคิดอยู่ซักพัก มีคนเปิดประตูเข้ามา เรานึกว่าครูก้อย เพราะครูก้อยยังไม่เข้ามา

สักพักเหมือนเดินมาหาเราเราเลยยกหัวขึ้นดู แต่ก็ไม่มี เราคิดในใจเอาอีกแล้วเหรอ เราเลยหันไปหาซี กอดซีจากด้านหลัง นอนไปสักพัก สะดุ้งตื่นขึ้นมาประมานตี 2 กว่า แขนเรานี่ชุ่มไปด้วยน้ำ เรากำลังจะเรียกซี แต่ที่เรานอนกอดอยู่ไม่ใช่ซี เป็นผู้หญิงคนนั้น เราตกใจมาก วิ่งออกมาจากห้องโดยไม่คิดเลยค่ะว่าจะไปไหน ตั้งสติได้เลยคิดว่า ไปชายหาดดีกว่า เพราะยังมีคนอยู่ที่ชายหาด เราเดินไปเห็นซีนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ท่าทางเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง เราเลยเรียก ซี ซี มาทำไรตรงนี้ พอนางเห็นเราแค่นั้นแหละ วิ่งมากอดแล้วร้องไห้ แล้วพูดว่า กูบอกแล้วเห็นมั้ย กูว่าแล้วมันต้องมี เห็นมั้ย เห็นมั้ย เราเลยถามมันว่า เห็นเหรอซี มันจูงมือเราไปนั่ง

แล้วเล่าให้เราฟังว่า ตอนที่นอนอยู่อ่ะ กูจะหันไปกอดอ่ะที มันไม่ใช่ เป็นผู้หญิงนอนร้องไห้ กูกรี๊ดแล้วกูก็วิ่งออกมา แต่เหมือนไม่มีใครได้ยินเลยนะ แล้วกูก็มานั่งอยู่เนี่ย มันเลยถามเราว่า แล้วอ่ะเห็นมั้ย เราเลยตอบไปว่า อ๋อ ไม่เห็นหรอก ออกมาตามหานี่แหละ ตื่นขึ้นมาไม่เห็นเลยออกมาดู เราสองคนเลยนั่งอยู่ตรงนั้น สักพัก ได้ยินเสียงกรี๊ดดังมากก ดังออกมาจากห้องพัก เรากับซี วิ่งไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนเราคนนึงชื่อฝ้าย นั่งกรี๊ดแล้วดิ้นอยู่กับพื้น สักพัก ป้าคนที่อยู่ร้านขายของวิ่งมาแล้วพูดว่า ว่าแล้วกูว่าแล้ว ถอยๆๆ อย่ายืนมุงเพื่อน แล้วป้าก็วิ่งไปหาฝ้ายแล้วพาฝ้ายไปที่ร้านของป้า พวกเราเดินตามไป ได้ยินฝ้ายมันเล่าว่า มันเดินออกมาเข้าห้องน้ำ พอเปิดประตูห้องน้ำออกมา เห็นผู้หญิงไม่มีตาจ้องหน้ามันอยู่

เพื่อนๆมองหน้ากัน ครูก้อย บอกให้พวกเราเก็บของกันเดี๋ยวนั้นเลยค่ะ พวกเรารีบเก็บของแบบว่าอะไรยัดได้ยัดเลย ไม่มีการพับเก็บแบบเรียบร้อย พวกเราเก็บของกันไม่ถึง 5 นาทีก็มารวมตัวกันที่ร้านขายของ เรากับเพื่อน เดินออกไป เราก็ไม่ลืมที่จะไหว้ยายคนนั้น เราบอกยายว่า กลับก่อนนะคะยาย สวัสดีค่ะ แล้วเราก็เดินมา ซีพูดขึ้นว่า พูดกับใครที กูเห็นตั้งแต่ตอนมาแล้ว เห็นยิ้ม กูก็หันตามไม่เห็นมีใครเลย ตอนที่พามาเอาของกับอีจี ก็เห็นคุย แต่คุยอยู่คนเดียวนะ เราอึ้งไปเลย เลยตัดสินใจว่า เอาวะอีกสักทีเถอะ เราหันไป เจอยายอยู่ที่เดิมค่ะ แต่ ยายใส่ชุดสีขาว นุ่งขาวห่มขาว ลักษณะเหมือนเจ้าที่เจ้าทาง เรายกมือไหว้ เพื่อนยกมือไหว้ตามเรา แล้วรีบเดินออกมาจากตรงนั้น

ก่อนเราจะขึ้นรถ ป้าบอกว่าหนูๆตั้งแต่มาเนี่ยได้ไหว้ศาลกันบ้างมั้ย ถ้ายังไม่ได้ไหว้ป้าจะพาไป ป้าพาพวกเราเดินไปไหว้ศาล แล้วสิ่งที่เห็นคือ รูปปั้นในศาลตายาย ลักษณะเหมือนกันกับยายที่เราเห็นเลยค่ะ เราจึงคิดว่า ยายน่าจะมาดูแลพวกเรา แต่สงสัยค่ะว่าทำไม ผู้หญิงคนนั้นถึงเข้ามาในบริเวณนี้ได้ (เพราะเข้าใจมาตลอดว่าที่ไหนมีเจ้าที่คุ้มครองวิญญาณจะเข้าไม่ได้ หัวโบราณ อิอิ) หลังจากไหว้เสร็จ เราเดินไปขึ้นรถกัน ตอนนั้นก็ประมาณ ตี 5 เกือบ 6โมงแล้ว ระหว่างที่รถขับไป คือต้องไปยูเทิร์นเพื่อกลับทางเดิม เมื่อรถมาถึง ตามคาดค่ะ เราเห็นนางวิ่งลงทะเลไป แล้วหายไปเลย เราก็ อืมมม เอาตั้งแต่มาจนกลับเลยนะ นั่งรถมาได้สักพักนึง

ครูก้อย ก็พูดบนรถว่า ครูจะบอกความจริงพวกเธอเพื่อที่จะไม่ให้สงสัยกันนะ คือบ้านหลังนั้นเมื่อก่อนมีวัยรุ่นมาพักกัน แล้วมีวัยรุ่นคู่นึงคงจะเป็นแฟนกัน ทะเลาะกันที่บ้านหลังนี้ มีการตบตีกันในห้องน้ำ แล้วผู้หญิงก็วิ่งลงไปในทะเล เหมือนจะโดนทรายดูด ทำให้จมน้ำตาย แล้วหลังจากนั้น คนที่มาพักก็จะเจอหลอกตลอด เพราะเขาต้องกลับมาฆ่าตัวตายแบบนี้ซ้ำๆ หูย เรานี่ขนลุกทั้งตัวเลย แต่มันพีคตรงที่ นางซีค่ะ นางร้องไห้หนักมาก แล้วนางบ่นมาตลอดทางเลยค่ะ เห็นมั้ย ไม่มีใครเชื่อกูเลย กูบอกแล้ว กูเจอจนได้ จบแล้วค่ะสำหรับทริปนี้ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ว่าแต่ อยากฟังเรื่องอะไรกันต่อระหว่าง เรื่องผีๆแบบนี้ กับเรื่องความรักมุ้งมิ้ง ของ จขกท บอกนะคะ จะมาแชร์ให้ฟังอีก