เพื่อนข้างบ้าน…เรื่องเล่าจากคุณหนุ่ม THESHOCK

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง แถวคู้บอน เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมา คุณหนุ่มทำธุรกิจเกี่ยวกับขายของสำหรับสัตว์เลี้ยงต่างๆ เป็นอาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่ง ปลูกติดกันทั้งหมดเจ็ดหลัง คุณหนุ่มจะอยู่หลังท้ายสุด ถัดออกไปอีกจะเป็นบ้านเดี่ยวยกสูง คุณหนุ่มเปิดธุรกิจนี้ให้แฟนกับน้าสาวของแฟนดูแล เพราะคุณหนุ่มต้องทำงานกับคุณพ่อ จึงไม่ค่อยได้มีเวลาดูแล แต่ก็ยังคงอาศัยหลับนอนอยู่ที่อาคารพาณิชย์แห่งนี้ จนอยู่ได้ประมาณสองถึงสามปี ก็เริ่มรู้จักเพื่อนบ้านคนอื่นๆ

ส่วนบ้านเดี่ยวด้านข้าง มีอาชีพเป็นโปรกอล์ฟ ทั้งสามีและภรรยา มีลูกด้วยกันหนึ่งคน แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน นานๆทีภรรยาถึงจะพาลูกมาเที่ยวหาที่บ้าน ช่วงเย็นของทุกวัน พี่ผู้ชายผู้เป็นสามี จะเดินออกมาทานข้าวที่หน้าบ้านเป็นประจำ มีอยู่วันนึง คุณหนุ่มนั่งทำงานอยู่ในห้องบนชั้นสอง เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ แฟนก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง แล้วบอกว่า “เฮียๆ ใครไม่รู้มาเคาะประตูบนดาดฟ้า” ซึ่งดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์แห่งนี้ จะเชื่อมหากันทุกหลัง คุณหนุ่มบอกกลับไปว่า “เสียงลมหรือเปล่า ลมมันแรง” แฟนก็แย้งว่า “ไม่ใช่เสียงลม มันเป็นเสียงเคาะประตู” คุณหนุ่มจึงลุกเดินขึ้นไปดู ไปยืนฟังอยู่ที่หน้าประตูทางขึ้นดาดฟ้า ก็ได้ยินว่ามันมีเสียงเคาะจริงๆ “ก๊อกๆๆ”

คุณหนุ่มรู้สึกแปลกใจมาก จึงได้เดินไปหยิบอาวุธออกมาเพื่อป้องกันตัว คุณหนุ่มบิดลูกบิดประตู แล้วผลักมันออกไป แต่ก็ไม่ปรากฏใครอยู่หลังประตู มีเพียงความมืดที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งดาดฟ้า คุณหนุ่มเดินขึ้นไป แล้วใช้ไฟฉายส่องไปรอบๆบริเวณ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ จึงเดินกลับลงมา แล้วล็อคประตูตามเดิม แต่แฟนค่อนข้างวิตก เพราะกลัวว่าจะเป็นขโมย แต่ยังไม่ทันที่คุณหนุ่มจะเดินกลับลงไป เสียงเคาะมันก็ดังขึ้นอีก “ก๊อกๆๆ” คุณหนุ่มหยุดชะงักทันที ส่วนแฟนก็วิ่งหนีลงไปข้างล่าง คุณหนุ่มคิดในใจว่าถ้าเคาะอีกทีจะเปิดออกไปดูว่าเป็นใครกันแน่

สักพักเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีกครั้ง คุณหนุ่มไม่รอให้สิ้นเสียง รีบเปิดพรวดออกไปทันที แล้วกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณ ก็มีเพียงแค่ความมืด คุณหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็คิดว่าคงจะไม่ใช่คน อาจจะเป็นเจ้าที่มาเตือน เพราะอาคารพาณิชย์แห่งนี้เพิ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆ ยังไม่มีศาลพระภูมิ และภายในบ้านก็ยังไม่มีพระ แต่คุณหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด จึงปิดประตู แล้วเดินลงมาข้างล่าง เสียงเคาะยังคงดังอยู่ในขณะที่คุณหนุ่มกำลังเดินลง คุณหนุ่มบอกกับแฟนว่า “ไม่ต้องคิดมาก ถ้าเกิดได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องไปสนใจ” แฟนก็ถามปากสั่นๆว่า “เมื่อก่อนไม่เห็นได้ยินอะไรเลย แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงเป็นแบบนี้”

คุณหนุ่มก็บอกกับแฟนว่า “คิดแบบนี้ละกัน ที่นี่เป็นอาคารสร้างใหม่ เราพึ่งมาอยู่ใหม่ ศาลพระภูมิก็ไม่มี พระก็ไม่มี เค้าเลยอาจจะมาเตือน” จนเวลาผ่านมาประมาณหนึ่งอาทิตย์ เสียงเคาะยังคงดังทุกวัน ในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีสอง จนแฟนนอนไม่หลับ ต้องรอให้คุณหนุ่มกลับเข้าบ้านก่อน มีอยู่วันหนึ่ง แฟนตึ่นมากลางดึก เพราะปวดปัสสาวะ จึงเดินออกไปเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่าแฟนร้องกรี้ดจนลั่นบ้าน วิ่งเตลิดเข้ามาหาคุณหนุ่ม พูดปากสั่นๆว่า “ผีหลอกๆๆ” คุณหนุ่มพยายามปลอบแฟนแล้วถามว่า “ตาฝาดหรือเปล่า” แต่แฟนเอาแต่ร้องไห้เหมือนคนสติแตก คุณหนุ่มจึงถามว่า “เป็นอะไร” สักพักแฟนก็บอกว่า เห็นผู้ชายไม่มีหัว ยืนอยู่หน้าบันไดทางขึ้นดาดฟ้า ซึ่งบันไดจะอยู่ถัดจากห้องน้ำไปประมาณสี่เมตร

คุณหนุ่มเดินออกไปเปิดไฟดู แต่ก็ไม่เห็นอะไร จึงยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ จนแฟนทำธุระเสร็จ แล้วกลับมานอน แฟนบอกกับคุณหนุ่มว่า ต่อไปนี้ ถ้าเกิดว่าจะเข้าห้องน้ำ ให้ไปเป็นเพื่อนหน่อย เพราะว่ากลัวมาก รุ่งเช้า คุณหนุ่มจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟัง คุณแม่ก็บอกว่า เดี๋ยวจะหาพระมาให้ เย็นวันหนึ่ง ช่วงเวลาประมาณห้าโมงกว่า คุณหนุ่มกลับมาจากที่ทำงาน ก็เห็นพี่ผู้ชายที่อยู่บ้านข้างๆ นั่งทานข้าวอยู่ที่ร้านข้าวหน้าบ้าน ซึ่งพักหลังๆ มักจะเห็นพี่ผู้ชายทำหน้าเศร้าหมองตลอดเวลา ดูดบุหรี่จัด เหมือนคนมีความทุกข์หนัก คุณหนุ่มจึงเข้าไปนั่งคุยด้วย “พี่เป็นไร ทำไมดูเครียดจัง ดูหน้าหมองๆ” พี่ผู้ชายตอบกลับมาสั้นๆว่า “ไม่มีอะไร” จากนั้นก็เดินกลับเข้าบ้านไป คุณหนุ่มจึงเข้าไปนั่งทำงานในบ้านปกติ

จนเวลาประมาณหกโมงกว่าๆ ก็ได้ยินเสียงคนกดออดหน้าบ้านหลังข้างๆ คุณหนุ่มจึงลุกขึ้นไปดู เห็นว่ามีผู้ชายสี่คนยืนอยู่หน้าบ้าน หนึ่งในนั้นถามคุณหนุ่มว่า “น้อง เจ้าของบ้านเนี่ยอยู่มั้ย วันนี้วันเกิดมัน เลยจะมาเยี่ยม” คุณหนุ่มจึงตอบว่า “อยู่ดิ เมื่อกี้พึ่งกินข้าว แล้วเดินเข้าบ้านไป” เพื่อนของพี่ผู้ชายก็พูดต่อว่า “เนี่ย กดออดเรียกตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีใครมาเปิดให้เลย ในบ้านก็เห็นเปิดไฟไว้อยู่” คุณหนุ่มถามว่า “แล้วได้โทรนัดเค้าหรือเปล่า” ก็ได้รับคำตอบว่า “เพิ่งวางหูไปเมื่อกี้เนี่ย โทรคุยกันอยู่เนี่ย” จนเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตู เพื่อนทั้งสี่คนก็เริ่มแปลกใจ จึงได้โทรไปหาภรรยาของพี่ผู้ชาย สักพักภรรยาก็ขับรถมาเปิดประตูให้ เพราะว่าบ้านของภรรยาอยู่ไม่ไกลมากนัก ทุกคนจึงเดินเข้าไปในบ้าน แต่ภายในบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นของอะไรบางอย่างที่เหม็นมาก ปรากฏว่าไปเห็นพี่ผู้ชายผูกคอตายอยู่ในบ้าน

ลักษณะเอาเชือกผูกกับที่จับประตูตู้เสื้อผ้า แล้วนั่งยองๆตาย หลังจากที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบ ก็พบว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามวัน และพบศพอีกศพหนึ่ง นอนอยู่ข้างๆ ถูกยัดไว้ในถุงขยะสีดำ พันด้วยสก็อตเทป ไม่มีศีรษะ เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบวัน ตำรวจจึงช่วยกันหาศีรษะที่หายไป ค้นจนทั่วบ้าน แต่ก็ไม่พบ คุณหนุ่มเริ่มเอะใจ นึกย้อนไปถึงคืนนั้น ที่แฟนบอกว่าเห็นผู้ชายศีรษะขาด หรือว่าแฟนจะเห็นเข้ากับผู้ชายคนนี้ พอคิดได้เช่นนั้น จึงรีบวิ่งขึ้นไปดูบนดาดฟ้า ช่วงเวลากำลังโพ้เพ้ คุณหนุ่มคิดในใจว่าคงไม่ใช่แน่ ศีรษะจะมาอยู่บนดาดฟ้านี้ได้ยังไง พยายามใช้ไฟฉายส่องไปรอบๆดาดฟ้า จนไปเจอเข้ากับถุงดำน่าสงสัยใบหนึ่ง คุณหนุ่มรู้สึกใจหายวูบ ค่อยๆหยิบถุงใบนั้นขึ้นมาเปิดดูช้าๆ กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพุ่งทะลักออกมาจากถุง

ทำให้นึกภาพออกทันทีว่าภายในถุงใบนี้มีอะไรอยู่ โดยที่ไม่ต้องเปิดดู คุณหนุ่มวางถุงลงกับพื้น ด้วยใจที่เต้นรัว แล้วเดินกลับลงไปข้างล่าง เพื่อที่จะตามให้ตำรวจขึ้นมาดู ในขณะนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังวูบวาบ เหมือนมีไอเย็นทาบลงที่แผ่นหลัง จนขนลุกตั้งไปทั้งตัว ภายในใจของคุณหนุ่มมีแต่ความสับสนงุนงง พยายามคิดหาคำตอบ ว่าพี่ผู้ชายจะโยนศีรษะของคนๆนี้ ขึ้นมาบนดาดฟ้าหลังนี้ทำไม หลังจากที่ตำรวจเรียกสอบปากคำทุกฝ่ายเสร็จแล้ว ก็ได้ความว่า พี่ผู้ชายบ้านข้างๆเล่นพนันบอล จนเสียเงินไปหกล้านบาท ส่วนศพที่นอนอยู่ข้างๆ คือคนที่มาทวงหนี้ ตำรวจเข้าไปพบมีดยาวเปื้อนเลือดอยู่ในห้องน้ำหนึ่งเล่ม จึงสันนิษฐานว่าพี่ผู้ชายใช้ดาบเล่มนี้ฟันคนทวงหนี้จนศีรษะขาด

หลังจากที่ตำรวจเคลียร์ทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ปิดบ้านหลังนี้ไว้ห้ามใครเข้า แต่ในคืนเดียวกันนั้นเอง ทุกคนที่อยู่บ้านระแวกนั้น รวมทั้งคุณหนุ่ม เห็นว่าไฟในบ้านหลังนั้นถูกเปิดขึ้น และเห็นพี่ผู้ชายเดินไปเดินมาภายในบ้าน เป็นแบบนี้อยู่สามวัน จนภรรยาต้องให้การไฟฟ้าเอาสวิทช์ไฟของบ้านหลังนี้ออก และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด