ผอบสาวลาว…สยองขวัญ มันตามมาจากช่องเม็ก

เหตุผลที่ผมมาเล่าเรื่องนี้ เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ทำความสะอาดห้องแล้วไปเจอผอบนี้หลังรูปเจ้าแม่กวนอิม เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา…ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2554 ผมกับแฟนได้กลับบ้านต่างจังหวัดโดยรถปิคอัพของพี่ชายเขา (พี่ปู) ลางานสี่วันช่วงเดือนพฤษภาคมเพื่อรถจะได้ไม่ติด กลับตีห้าเช้าวันเสาร์ถึงที่บ้านก็ราวๆ ห้าโมงเย็น

หลังจากกินข้าวเย็นแล้วญาติทางแฟนผมบอกไหนๆ ก็มาพร้อมหน้าแล้ว พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันไหม ปรึกษากันแล้วจุดหมายคือช่องเม็ก ข้ามไปเดินเที่ยวฝั่งลาว ผมก็ตกลงไปเพราะอยากไปเที่ยวลาวอยู่แล้ว (ความจริงจะไปดูสาวลาวล่ะครับ เขาบอกสวยมาก) ออกรถตั้งแต่หกโมงเช้า พักกินข้าวที่เขื่อนอุบลรัตน์แล้วไปถึงช่องเม็กประมาณสิบโมง พากันทำพาสปอร์ตข้ามไป ตอนที่เดินเที่ยวผมไม่ได้เดินกับแฟน เพราะเขาไปกับแม่และป้าครับ

เดินตลาดซึ่งคล้ายๆ กับจตุจักรบ้านเรานี่ล่ะครับ เดินๆ อยู่สักพักก็มีเสียงสาวลาวเรียก “ซอยหยังบ่อ้ายๆ อยากได้หยังบ่ๆ” ผมได้แต่ยิ้มตอบกลับไป แล้วมาสะดุดที่ร้านๆ หนึ่ง เจ้าของเป็นป้ามีอายุแต่ก็ยังดูดีทีเดียว ร้านแกขายของเก่าของแปลกๆ หลายอย่าง กระจกส่องหน้าโบราณ ตุ๊กตานางรำ เขี้ยวหมูป่า หัวเลียงผา งูจงอางดองในขวด แกเห็นผมสนใจร้านแกเลยถามผม “โด่ย อยากได้หยังมีหยังให้ซอยบ่” ป้าแกว่า “ให้ผมเบิ่งดูก่อนได้บ่ครับ”

แกพยักหน้าให้ พอดีกับที่แฟนผมมาหาพอดี เขาเห็นกระจกส่องหน้าบานหนึ่งสวยดี เลยหยิบขึ้นมาจะส่องหน้า ไม่รู้เขาเห็นอะไร ตกใจมือไปปัดเอา “ผอบ” ใบนี้ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ตกลงพื้น เขาก้มลงเก็บแล้วฝามันเปิดเห็นเป็นควันสีขาวลอยขึ้นมา แฟนผมเขาก็สูดเข้าไปพอดี หันมาบอกผมว่าหอมดี กลิ่นคล้ายดอกไม้ป่าเลย เจ้าของร้านบอกผอบนี้ใส่กำยานดอกไม้ป่าเครื่องหอมไว้ อยากได้ไหมจะลดให้ แฟนผมตอบตกลง แถมเขายังไปซื้อผ้าซิ่นมาอีกหลายผืน

ถึงตอนกลับ แฟนผมก็ถือผอบนี้ไว้ในมือตลอดเวลา สงสัยจะชอบมาก ตอนแวะปั้มก่อนถึงบ้าน แม่ยายมาบอกผมว่าลูกสาวดูแปลกๆ พูดแต่ภาษาลาว ผมบอกไม่มีอะไรมั้ง ภาษาลาวกับอีสานมันก็เหมือนกัน ถึงบ้านยังไม่ทันได้เข้าบ้าน แฟนผมก็บอกไปซื้อกับข้าวก่อนนะ เชื่อไหมครับ อาหารเย็นวันนั้นมันเป็นอาหารแปลกๆ จะว่าอีสาน กลาง เหนือ ก็ไม่ใช่ ถ้าจะบอกว่าอาหารลาวก็ไม่เชิงเพราะเคยเห็นแต่ไม่เคยกิน แต่ก็อร่อยมากครับ โดยเฉพาะแกงเทาใส่หมู กินกันจนหมดหม้อ

และที่แปลกคือ คำพูดของแฟนผมตอนนั้นคือ “โด่ย แซ่บบ่จ้า กินได้บ่จ้า” ทั้งพี่ปู แม่ยาย กับป้ามองหน้าผม ถามว่าพูดแบบนี้บ่ตอนอยู่กันสองคน ผมกลัวว่าเขาจะกลัวกันเลยพยักหน้ารับไปแบบส่งๆ แต่ตอนนอนนี่สิครับ แฟนผมเขาไปอาบน้ำแล้วนุ่งผ้าซิ่นที่ซื้อมา นอนหันหลังให้บนเตียง ผมนั่งดูทีวีเสร็จเกือบเที่ยงคืน อาบน้ำแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง เอามืออ้อมไปกอดเอวเขาไว้ตามปกติ พอกำลังจะเคลิ้มหลับ ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “โด่ยๆ สินอนแล่วบ่อ้าย” ผมก็งัวเงียลืมตามา ด้านหลังศีรษะของแฟนผมเกือบถึงท้ายทอยมีสีแดงอยู่ ผมก็นึกว่าเขาไปโดนอะไรมาทำไมไม่บอก

ผมค่อยๆ เอามือแหวกผมออกดู และก็ได้รู้ว่าสีแดงๆ ที่ว่านั่น แท้จริงแล้วมันคือริมฝีปากคน! ผมสะดุ้งเฮือก ตาเหลือบมองขึ้นไปข้างบน ผมเห็นเป็นดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองผมอยู่ แล้วเขาก็ยิ้มให้ ผมได้แต่ร้องอุทานเสียงหลง “เฮ้ย!!” สิ่งที่ผมจำได้สิ่งสุดท้ายคือผมตกเตียง แล้วก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย รุ่งเช้าลูกชายมาปลุกตอนเจ็ดโมง บอกให้ไปบ้านป้าหลังข้างหน้า เขาจะทำบุญสู่ขวัญให้ ผมล้างหน้าเสร็จก็เดินไปบ้านป้า ถึงแล้วผมก็นั่งลงด้านหลังแฟนผม คิดในใจ ‘เรื่องเมื่อคืนกูตาฝาดหรือเปล่าวะ?’ พอพระอาจารย์วัดป่ามาถึง ท่านมานั่งตรงข้ามแฟนผม ซึ่งวันนี้แต่งตัวใส่เสื้อแขนกระบอกสีขาว นุ่งผ้าซิ่น มวยผม แถมเอาดอกจำปีมาทัดหูด้วย

คำแรกที่พระอาจารย์ท่านพูดคือ “ผู้สาวทางได๋ล่ะนี่! มาแฝงร่างเขาอยู่…” จบประโยคนี้ญาติๆ แฟนผมลุกฮือพากันไปนั่งอีกฝั่งทันที แล้วเขาก็บอกผ่านร่างแฟนผมว่า เธอชื่อ “พิมทะสอน” บ้านอยู่ปากเซ อกหักแล้วไปผูกคอตายในป่า แต่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น น้ำเลือดน้ำหนองจากศพหยดมารดต้นดอกไม้ป่าที่อยู่ข้างล่างร่างของเธอ ดวงจิตของเธอเลยอยู่ที่ดอกไม้ป่าต้นนั้น แล้วก็มีคนเอาดอกไม้มาเก็บไว้ในผอบนี่แหละครับ พอแฟนผมทำฝาผอบเปิดออกวิญญาณก็มาสิงร่างเลย พระอาจารย์ท่านเลยขอร้องให้ออกจากร่างนี้เสียเถิด เดี๋ยวจะพาไปอยู่ที่วัดป่า และโชคดีที่เธอยอมไป

หลังจากนั้นแฟนผมก็ฟุบไป ตื่นขึ้นมาเธอก็กลายเป็นคนเดิม ส่วนผอบนี้ ปัจจุบันแฟนผมเธอเอาฟันและเส้นผมของยายที่เสียไปแล้วใส่ใว้ข้างใน เรื่องราวทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ครับ…