หลอนห้างดังใจกลางกรุงเทพ

เริ่องเล่าในวันนี้เป็นประสบการณ์ของคุณภาคิณ ก่อนหน้านี้ราว 2 ปี ที่เกิดสังกัดตนเองเมื่อครั้งที่ไปรับงานสร้างที่จอดรถแห่งหนึ่งศูนย์กลางจังหวัดกรุงเทพ โดยให้ชื่อว่า “ครั้งเดียวไม่เคยเพียงพอ” เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2559 ผมได้รับคำบัญชาให้ไปเริ่มโครงงานสร้างแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งศูนย์กลางกรุงเทวดา บอกเลยว่าแลนด์มาร์คที่นี้..บอกโลเคชั่นไปนี่ รู้จักกันทุกคนแน่ๆ

โดยเจ้าภาพก็จะเป็นห้างแห่งหนึ่งโด่งดังมากมายๆเพราะสิ่งที่กำลังจะสร้างเนี่ยอยู่กึ่งกลางถนนหนทาง นายจ้างผมอยากให้มีสำนักงานสำหรับสายงานก่อสร้าง ก็เลยได้รับความเกื้อหนุนจากเจ้าภาพว่า เค้ามีตึกหยุดรถยนต์อยู่ในเขตพื้นที่ห้างของเค้าเป็นอาคาร 10 ชั้น โดยผมก็เข้าไปประสานงานกับข้าราชการ ผมก็เอาแผนงานไปแจ้งเค้าว่า..จะดำเนินงาน 4 วันไม่เกิน 5 วัน

โดยตึกนี้เป็นตึกสาฐารณะ ซึ่งเค้าจะอนุญาตให้ใช้ทำที่ทำงานได้ตั้งแต่ชั้นที่ 8 เป็นต้นไป ซึ่งแต่ก่อนจะมีห้างนึงในเครือของเค้าอินโนเวท ก็จะมีบริษัทนึง มีชื่อและก็ใหญ่ เค้าก็จะจองไว้ชั้น 9 ถึงชั้น 10 ทำเป็นพวกสโตร์ ของผมก็จะได้เป็นหลักที่อีกโซนนึงซึ่งห่างเค้าพอเหมาะพอควร ข้อที่ 2 ข้อจำกัดเค้าเป็นจำเป็นต้องเริ่มดำเนินงานข้างหลังห้างปิดตั้งแต่ 23.00 และไม่เกิน 4.00น. รวมทั้งจากที่หัวหน้าผมพูดว่าทางคนแก่เค้าจะให้มีคนของเค้าเฝ้าระวังความปลอดภัยตลอดระยะเวลาดำเนินงาน โดยในช่วงเวลาที่ผมจะดำเนินการก็จะโทรแจ้งเค้าล่วงหน้า

ข้อท้ายที่สุดเป็นห้างเนี้ยครับจะมีทางยาวราว 200 เมตร เป็นลิฟต์ 2 ฝั่ง ฝั่งละ 4 ตัว ช่วงเวลาค่ำคืนจะใช้ได้เพียงแค่ 2 ตัว ส่วนห้องอาบน้ำเนี่ยไม่มีจะใช้จะต้องลงไปด้านล่าง แล้วอย่างที่บอกผมคิดแผนไว้โดยประมาณ 10 วัน วันแรกผมเข้าไปตอนสี่ทุ่มครึ่ง ผมจำเป็นต้องนัดหมายคณะทำงานจะทำฝาผนังสำนักงานผมเนี่ยตอนห้าทุ่มครึ่ง ผมก็เข้าไปล่วงหน้า ก็กะว่าจะไปติดต่อประสานงานล่วงหน้า

วันนั้นตอนผมไปชั้นเยี่ยมก็ยังมีคนจอแจอยู่ ด้วยเหตุว่า ห้างเพิ่งจะปิดก็ยังเพียงพอมีคนวิกลจริตง จู่ๆก็ได้รับประทานธูปจนกระทั่งมองดูไปก็มองเห็นเป็นโต๊ะหมู่บูชาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของอาคาร เป็นเสมือนของสังเวย เป็นพวกเราก็มิได้พอใจอะไรเนื่องจากว่าไปดำเนินงานห้างก็จะพบเรื่องไหว้เรื่องอะไรอย่างนี้ ก็ปกติ จริงๆดวงใจก็คิดบ้างว่าเอ้อจะพบผีรึเปล่า เนื่องจากว่าขึ้นไป ด้วยเหตุว่าขึ้นไปข้างบนก็ปรากฎว่าก็มองไม่เห็นผู้ใดเลย ที่ตรงนั้นบรรยากาศค่อนข้างจะมัวๆเนื่องจากว่าเค้าจะเปิดไฟแบบ 2 ดวงเว้น 1 ดวง ก็เลยกะว่าจะโทรประสานงานข้าราชการเขาว่ามาถึงแล้ว

เค้าก็ถามคำถามว่า “ตอนเนี่ยน้องอยู่ไหน” ผมก็บอกไปว่า “ในเวลานี้อยู่ชั้น 10 แล้ว” เค้าก็ถามถัดไปว่า “แล้วเวลานี้อยู่กับคนใดกันแน่” ก็กล่าวว่าอยู่เพียงลำพังสักครู่คณะทำงานจะตามมาอีกราว 10 นาที เขากล่าวคำเดียวเลยว่า “หูยยยย” แบบตอนต้นก็สับสนว่าเพราะเหตุใดอะไรอย่างไร แล้วเค้าก็พูดว่า “เอ้อถ้าเช่นนั้นประเดี๋ยวผมจะรีบตามขึ้นไปแล้วกัน” ก็นั่งคอยไปจวบจนกระทั่ง 20 นาทีลูกน้องผมก็ตามมาบางคน ส่วนคณะทำงานเนี่ยทีแรกๆมาก็ตระหนกตกใจนะ เค้าจะมาด้วยรถสนามกอล์ฟ รถสนามกอล์ฟเนี่ยธรรมดาก็จะนั่งได้ราวๆสองคน แม้กระนั้นนี่กลับมากันห้าคนครับผม ตอนแรกผมก็คุยเรื่องงานไปว่า อ่าอยากได้อย่างงี้นะอะไรงี้ และก็กล่าวเย้าแหย่เขาว่า

“โห เอ้อพี่ไมมากันมากจังอ่ะ” เขากล่าวมาคำเดียวที่ทำให้ผมจำจนขึ้นใจได้เลยเป็น “มาไม่น้อยเลยทีเดียวอ่ะก็ดีแล้ว อุ่นใจดี” กระทั่งเริ่มงานวันที่หนึ่งวันที่สองดีแล้วครับ แต่ว่าที่น่าสงสัยเป็นไม่มีข้าราชการหรือคนไหนอยู่เลย เป็นแบบห้าทุ่มจนกระทั่งสามนาฬิกาก็ยังไม่มีผู้ใดมาดู ถึงแม้ว่าแบบทางคนแก่เค้าเน้นย้ำมาว่าต้องมีคนรออยู่มองนะ เพราะเหตุว่าการก่อสร้างเนี่ยมันก็จะมีแบบมีงานเชื่อมบ้างอะไรบ้าง ซึ่งเนื่องจากว่ามันเป็นตึกสาธารณะเนี่ย ถ้าหากมันกำเนิดไฟไหม้ขึ้นอะไรเงี้ยมันก็จะทำความเสียหายมากมาย นี้พวกเราก็จะเข้าหัวใจกัน พอเพียงเข้าวันที่ 3 แล้วทีนี้คืองานมันใกล้จะเสร็จแล้ว เป็นคืนนั้นก็แบบล้า

ซึ่งงานเนี่ยมันก็จะเหลือเพียงแค่ติดกระจกหน้าต่างอะไรเนี่ย ผมก็เลยกะว่าอ่ะ นอนซักหน่อยหน้าสถานที่ทำงานที่ก่อสร้างนั่นแหละ จู่ๆมันก็รู้ตัวครับผมราวกับมีคนมาเขย่าขา พอลืมตาขึ้นมาเนี่ยก็มองเห็นคนงานสามคน แม้กระนั้นมันแปลกอยู่อย่างนึงเป็นคนงานเนี่ย สวมหมวกกระท่อม เป็นหมวกสานเสมือนคนหาบขายไข่ปิ้ง ซึ่งผมแน่ใจว่าคนงานของทางบริษัทเนี่ยไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะใส่อย่างนี้ เนื่องจากเป็นมาตรฐานใหม่ที่คนงานจึงควรสวมเสื้อมีแถบสะท้อนแสง หมวกเซฟตี้ เป็นเค้าแต่งตัวราวกับเป็นคนงานสมัยเก่า

รู้ตัวตื่นมาก็ดูไปบริเวณก็มองไม่เห็นลูกน้องผมแปดผู้ที่จัดตั้งประตูหน้าต่างอยู่ ส่วนตัวผมก็มิได้กล่าวอะไรกับเค้านะ ก็โทรถามลูกน้องว่าเอ้อ สร้างออฟิศเสร็จแล้วหรอ แล้วเพราะอะไรไม่ปลุกผมเนี่ย ลูกน้องก็ว่ามองเห็นช่างหลับสนิท ก็เลยถามถัดไปว่า เอ้อ…แล้วดำเนินการเสร็จแล้วหรอ เท่าที่ผมมองเนี่ย ราวกับงานมันไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อยนะ เค้าก็บอกโอเคสักครู่ไปตรวจงานให้ แต่ว่า…เค้าขอรองว่าขอไปเก็บให้กลางวันเพียงแค่นั้นนะ เป็นคนงานเนี่ยผมก็จะว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างด้านนอกมาน่ะครับผม ผมก็มิได้ตั้งใจอะไร

พอเพียงวันที่ 4 ช่วงกลางวันเนี่ย ก็จะเป็นผมกับลูกน้องบริษัทผมละ ที่จะขนโต๊ะที่ทำการอะไรขึ้นไป ผมก็ไปติดต่อข้าราชการเค้า แต่ว่าเค้าก็ไม่ยินยอมให้มากยิ่งกว่าเดิมลางวัน จำต้องไปใช้ลิฟต์ขนย้ายซึ่งมันตั้งอยู่ที่ชั้น 9 เวลาที่ใช้ลิฟท์อยู่เนี่ย ก็มีคุณลุงรปภ.คนนึงเข้ามามอง ผมก็คุยกับแกว่าเนี่ย มีคนงานพบสถานะการณ์แบบโน่นนี่มา เอ็งก็ว่า อ้อ ธรรมดาพบกันบ่อยครั้ง ก็เป็นคนงานที่เคยสร้างอาคารนี้มาล่ะ แล้วเสียชีวิฅ คุณลุงก็ถามาว่า พบ 3 คนใช่มั้ย ชาย 2 หญิง 1 เป็นมึงกล่าวมามันก็แบบเป๊ะๆๆเลย พวกเราก็แบบมีความรู้สึกว่าเอ้อ เห้ย โดนแล้วหรอวะเนี่ย

ต่อนี้ไปก็คิดอีกว่าเอ้อประเดี๋ยวพวกเราจำเป็นต้องมาดำเนินงานตรงนี้ล่ะใช่มั้ย ก็เลยถามคุณลุงไปเลยว่า คุณลุงเอาตรงๆเลยนะ ที่เนี่ยมีอะไรอีกบ้าง คุณลุงมึงก็บอก อ่ะหนึ่งเลย ตั้งแต่ชั้น 8 ขึ้นมาเนี่ย ไม่มีผู้ใดขึ้นมากันหรอก บุคลากร รปภ. จะมีก็แค่รถสนามกอล์ฟมา เพียงแค่เวลาตี 1 แล้วก็ตี 4 เพียงแค่นั้น แล้วเวลามาก็เป็นมาสองคัน คันนึงก็อัดมากันหลายท่าน แล้วอย่างผมเนี่ย หากไม่มีคำบัญชาผมก็ไม่ขึ้นมาเช่นเดียวกัน ผมกลัว อย่างชั้น 8 เนี่ย ก็มีสถานะการณ์เร็วๆมาเนี้ย เป็นเพศหญิงกฺระโดฺดอาคารตฺาย

พวกเราฟังและจากนั้นก็แบบ เอ้อ เพราะเหตุใดจำเป็นต้องมาอยู่ที่ตรงนี้ด้วยวะ ดังที่เคยพูดว่ามีอีกบริษัทนึง อันนั้นเค้าเพียงพอตกเวลากลางคืนก็จะไม่มีผู้ใดอยู่กันเลย ผมก็เล่าให้ทางศีรษะหน้าฟัง มึงก็บอกไว้ไม่ต้องเป็นห่วง ประเดี๋ยวมีคณะทำงานมาเยอะแยะและจากนั้นก็ราวกับเป็นเคราะห์ซ้ำบาปซัด ผมถูกเลือกให้เป็นคนคุมโปรเจกต์ไซต์ ค่ำคืน ผู้ที่มาดูงานกับผมตอนกลางคืนเนี่ย มีเพียงแค่ 6 คนแค่นั้น อันนี้หมายความว่าสตาฟครับ ส่วนคนงานเค้าก็จะอยู่หน้างานของเขาอยู่ละ

จนถึงมีอยู่วันนีง ผมน่ะจัดการงานกับโฟร์แมนเสร็จก็ตกลงใจจะขึ้นสำนักงานกัน ก็กะจะแวะร้านค้าสบายซื้อซื้ออะไรไปกินกัน ปรากฎว่าผมพบสตรีอยู่คนนึง ลูกน้องก็สะกิด ช่างๆเพศหญิงดูดีมากมาย โทรศัพท์อยู่ร้องไห้คร่ำครวญ แล้วเดินไปทางลิฟต์ เนื่องจากว่าเป็นช่วงๆตกดึกแล้ว 5 ทุ่มเที่ยงคืน ลูกน้องมันก็บอกช่างไปปลอบโยนๆทำนองว่าจะไปหยอกล้อไปจีบทำนองนั้น

เป็นผมไปยืนอยู่หน้าลิฟต์ ซึ่งมันขึ้นไปแล้วตัวนึงมันก็ไปหยุดอยู่ที่ชั้น 8 ลูกน้องผมมันก็กดลิฟต์จะตามขึ้นไปเลยชั้น 8 เพียงพอออกลิฟต์มาปุบปับเนี่ย โอ้โห…มืดตึ้บเลยครับผม มืดแบบมันไม่น่ามีอะไรเลย ส่วนตัวผมก็กลัวล่ะที่มืดๆก็รีบเดินออกไปดู เป็นที่จอดรถกว้างๆซึ่งถ้าหากสตรีคนนั้นขึ้นรถ มันก็จำต้องได้ยินเสียงบ้าง

แม้กระนั้นซึ่งมันห่างกันเพียงแค่ไม่เท่าไหร่ ไม่น่าจะหายไปแบบไม่มีร่องรอยอะไรขนาดนั้น ผมคิดขึ้นได้ก็รีบดึงลูกน้องกลับมา และเล่าให้ฟัง มันก็ว่าเอ้อดีๆเกือบแล้ว ดีที่เล่าให้ฟังก่อน รวมทั้งแล้วหลังจากนั้นก็มีอยู่อีกวันนึง วันนั้นผมก็โทรคุยกับนายจ้าง ผมก็เดินคุยเพลิดเพลินไปที่ลิฟต์ ธรรมดาเวลาพวกเราพูดโทรศัพท์ในลิฟต์เนี่ย พอเพียงเดินเข้าไปสัญญาณมันก็จะตัดเองในทันทีเลย

ซึ่งผมจะอยู่ชั้น 10 แม้กระนั้นลิฟท์ตรงนี้แปลกมากมายเลย เพราะเหตุว่าจะมีชั้น 1, 3, 5, 6, 8, 9 ชั้น 10ไม่มี ก็พอเพียงถึงชั้น 9 ก็จะต้องเดินขึ้นบันไดไป เพียงพอสัญญาณตัดปุบปับ ผมก็แหงนหน้ามองดู ลิฟท์ก็ขึ้นไปชั้น 5 – 6 – 8 แล้วประตูลิฟท์ก็เปิดที่ชั้น 8 ทั้งที่ผมมิได้กด ประตูเปิดปุบปับเป็นมืดมาเลย เรื่องเล่าที่ฟังมามันก็ลอยขึ้นมาเช่นเดียวกัน โดยความรีบผมก็กดปุ่มในทันทีเลย

ขณะลิฟต์กำลังจะปิด จู่ๆมันก็เปิดออกมาอีก แล้วไฟที่ปุ่มซึ่งธรรมดาเวลากดเปิดหรือปิด มันก็จะสว่างขึ้น แม้กระนั้นนี่ไฟที่ปุ่มเปิดประตูเป็นกระพริบขึ้นรัวๆๆๆๆเลย เป็นเวลานี้ผมใจไม่ดีแล้ว เป็นเสมือนมีคนกดย้ำๆๆถึงแม้ว่าด้านนอกมันมืดหมด มันไม่น่ามีคนไหนยืนอยู่หรอก ผมอยู่ในลิฟต์เวลานี้ก็คิดอยู่ว่าถ้าหากวิ่งออกไปเวลานี้มันจะพบอะไรรึเปล่า แล้วอยู่ด้านใน อะไรจะเข้ามาหาพวกเรารึเปล่า เลยแบบยืนนิ่งเลย เป็นถ้าเกิดคนไหนเคยขึ้นลิฟต์มืดค่ำๆคงจะรู้เรื่องฟีลผมเลย

เพียงพอครู่หนึ่งนึงผมก็ปลดปล่อยมัน ลิฟต์มันก็ปิด พอเพียงขึ้นมาชั้น 9 ผมก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ทำงานเลย ซึ่งก็มิได้เล่าให้คนไหนกันฟังแบบเดียวกัน แม้กระนั้นกะว่าถัดไปถ้าเกิดไม่ขึ้นตอนเช้า ก็ต้องหาพวก พอเพียงเรื่องมันผ่านมาครู่หนึ่ง ผมก็พบอีกเป็นครั้งที่ 2 เพศหญิงคนเดิม ธรรมดาผมเนี่ยจะเริ่มงานห้านาฬิกาเย็น เลิกสองนาฬิกา บางคราวคนงานเค้าจะมีโอครั้งเลิก 6 นาฬิกาตอนเช้าเนี่ย พวกเราก็จะต้องอยู่กับเค้าด้วย ชนกันหลายๆวันเข้า ไหนควรต้องสัมมนาช่วงกลางวันบ้าง ทำให้มันก็ล้าบางวันก็กลับไปอยู่ที่บ้านไม่ไหว

กระทั่งวันนึงเนี่ยผมก็ตกลงใจว่า เอ้อเล่านอนที่ที่ทำงานดีมากยิ่งกว่า ประเดี๋ยววันพรุ่งมีสัมมนา 8 นาฬิกายามเช้า ถามคำถามว่าเพราะอะไรกล้านอนที่สถานที่ทำงาน เพราะเหตุว่าพวกเราก็มีพระมีอะไรอยู่สถานที่สำหรับทำงานบ้างเช่นกัน ก็มิได้คิดจะกลัวอะไร

ลูกน้องก็จะเลิกตี 2 เค้าก็ถามคำถามว่าเอ้า ช่างจะนอนนี่หรอ พวกเราก็กล่าวว่าเอ้อ มีสัมมนาตอนเช้าแล้วบ้านพวกเราอยู่ไกล จังหวัดนนทบุรีเลย ซึ่งสำนักงานมันอยู่ศูนย์กลางกรุง มันก็จะไปๆมาๆไม่ พอลูกน้องไปกันหมดก็ไปนั่งมองคอมมองอะไรไป ซักพักนึงมีไลน์กระดอนขึ้นมา “ช่างกลับไปนอนบ้านเถิด ไม่เช่นนั้นประเดี๋ยวจะพบ…” ซึ่งผมก็คิดขึ้นได้ว่าเอ้อ มันนอนสำนักงานหลายครั้งกว่าผมอีก ก็สะดุ้งโทรไลน์กลับไปพบ มันก็กล่าวว่าขี่มอไซต์อยู่ ผมก็เลยไปเปิดไฟให้มันปกติหาซอกนอนแล้วหันหัวชิดกับฝาผนังภายนอก

จนกว่าเคลิ้มๆในที่สุดก็หลับไป จังหวะหนึ่งผมยังคลุมเคลือว่าครึ่งหนึ่งหลับครึ่งหนึ่งตื่น ก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง แล้วมีเสียงดังตุ้บ ราวกับมีคนมาเตะฝาผนังสถานที่ทำงานผม ครั้งนี้ผมตื่น ตาผมลืม แต่ว่าตัวขยับมิได้ รวมทั้งมีเสียงเด็กวิ่งอีก ท้ายที่สุดก็เลยเสมือนเก็บพลังฮึดขึ้นมา อย่างแรกที่ทำเป็นมองนาฬิกาก่อนเลย มันบางครั้งอาจจะรุ่งเช้าแล้วหลังจากนั้นก็ได้ แต่ว่าปรากฏว่า สามนาฬิกาเกือบจะตีสี่ ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีเด็กที่ใดมาวิ่งช่วงนี้ ก็ตกลงใจว่าไม่อยู่ละ จะลงไปด้านล่างไปนั่งร้านสบายซื้อ คุยกับรปภ.ดีมากยิ่งกว่า

ผมก็เก็บข้าวตัวเห็บของล็อคสำนักงาน เดินไปตรงที่ลิฟต์ ก็ไปพบคุณลุงรปภ.ที่เคยเล่าให้ฟัง ราวกับแกมาเดินตรวจอะไรสักอย่าง แล้วในมือเอ็งจะหิ้วราวกับถุงสีดำอยู่ ผมดีแล้วจิตใจพบคน เข้าไปจับแขนคุณลุงแล้วเล่าให้มึงฟัง เป็นจำต้องชี้แจงก่อนว่าเอ็งจะแขวนพระมากไม่น้อยเลยทีเดียว เหมือนกับเอามาอีกทั้งกุฎี มองเห็นและจากนั้นก็เบาใจ มึงก็ยิ้มแฮ่ๆแล้วถามคำถามว่า “นี่หรอ” พร้อมจับบางสิ่งออกมาจากถุง

ปรากฎว่าเป็นกุมารสองตัว ผมก็แบบตกอกตกใจ “นี่คุณลุง เอามาจากไหนเนี่ย” คุณลุงมึงก็พูดว่าเนี่ยมีข้าราชการเค้าแจ้งมาว่าได้กลิ่นเหม็นไหม้จากชั้น 9 มึงเลยเดินตามกลิ่นนั้นไป ปรากฏว่าเป็นธูป แล้วมีกุมารตั้งอยู่ 2 ตัว สรุปก็มิได้ถามอะไรเอ็งว่ากล่าวของผู้ใดหรือมาจากไหน

อีกประเด็นก็คือในคณะทำงานผมจะมีคนนึง ชื่อพี่ศักดา ทีแรกๆๆจะสนิทกับแกมาก เอ็งก็จะถูกใจเล่าผี วันนึงมึงก็พูดว่าเอ้อเนี่ยช่าง ไปร้านรวงก็ซื้อเครื่องดื่มอะไรมาฝากมึงหน่อย บางเวลาพวกเราไม่อยู่มึงก็ขึ้นมามองที่ทำงานแทนพวกเรา ผมก็กระทำตามเอ็งบอก พอเพียงตอน 8 เดือนในที่สุดของโครงงานเนี่ย มึงราวกับประพฤติห่างเหินจากผม สถานที่ทำงานเอ็งก็ไม่ขึ้นมา ขึ้นมาเพียงแค่แบบเซ็นใบล่วงเวลาอะไรแล้วรีบลงไปข้างล่าง

แล้วมึงก็จะไม่คุยกับผมเลยถ้าเกิดไม่มีความสำคัญจริงๆช่วงท้ายฟฌครงการเนี่ย จากเดิมที่บรรยากาศมันน่าสะพรึงกลัว ก็เริ่มมีความครื้นเครง เนื่องจากทางผู้ครอบครองโครงงานเค้าจะมีการรีโนเวทพื้นของตึกหยุดรถยนต์ ก็จะมีคนงงาน มีการเปิดไฟอะไร ช่วงท้ายๆงานผมก็จะไม่ค่อยมีอะไรมากมาย ก็จะเข้าตอนเช้า เข้ามืดบ้างสุดแต่ จนกระทั่งมีอยู่วันนึงก็พบคุณลุงเอ็ง ผมก็ซื้อน้ำซื้ออะไรให้มึงตามธรรมดา ผมก็ถาม อ้าวคุณลุงไม่อยู่ด้านบนแล้วหรอ

เอ็งก็ว่าด้านบนคนเยอะแล้ว แอบหลับมิได้ ผมก็บอกแกว่าเอ้อเนี่ย สักครู่ผมจะจบงานละนะ คงจะมิได้เจอะกันแล้ว ถ้าเกิดวันไหนผมมาท่องเที่ยวห้างอะไร ประเดี๋ยวผมแวะหา มึงก็บอกเอ้อมาเถิด สักครู่พบเอง กระทั่งงานจบ่านไปแล้ว ก็จะมีตอนที่ผม