ผีญี่ปุ่นคอขาด(น่ากลัว)

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ20 กว่าปีที่แล้ว กลางดึกของคืนนั้น ฝนตกรินๆเด็กๆอย่างเราก็เข้านอนไปแล้ว เหลือเพียงแต่แม่ ยายและตา ยังนั่งเหลาไม้ไผ่ที่ใช้ เป็นด้ามไม้ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว(เป็นอาชีพเสริมของ บ้านเราในตอนนั้น)กันอยู่ที่หน้าบ้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ บ้านของเราตั้งอยู่ติดกับถนนสายหลัก เป็นทางเชื่อมระหว่างอำเภอ แม่เล่าให้ฟังว่าได้ยินเสียงรถมอไซค์บิ๊กไบค์ “บรื๊นๆ” ขับมาแต่ไกล สมัยนั้นรถบิ๊กไบค์หาได้ยากมากๆ เป็นธรรมดาของผู้ชาย ที่เวลาได้เห็นหรือได้ยินเสียงก็มักจะเหลียวมอง ตาเราก็ชะเง้อคอขึ้น รอจะมองตอนที่รถแล่นผ่านไป

“ครึ๊ม” เสียงมอไซค์ล้มลงก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องของผู้หญิง ครู่เดียวรถมอไซค์คันใหญ่ที่เป็นต้นเหตุของเสียง ก็ไถลมาเกือบจะถึงหน้าบ้านเรา พร้อมกับร่างผู้ชายที่ตัวไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอรถหยุดนิ่ง ทุกอย่างก็เงียบลง มีเพียงเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ยังคงติดเครื่องอยู่

ตาของเราด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยกลัวอะไร จึงสั่งแม่กับยายเราว่า“รออยู่นี่นะเดี๋ยวจะไปดูสักหน่อย” ตาเดินผ่าฝนที่ตกปอยๆออกไปที่ที่เกิดเหตุ แม่เราก็มองตามไปเห็นชาวบ้านแถวนั้นถือไฟฉายบ้าง ตะเกียงบ้าง ออกมากันสามสี่คน เสียงผู้คนคุยกันก็เริ่มดังขึ้น บางคนพูดว่าเป็นคนแถวบ้านเรา บางคนพูดว่าไม่น่าจะใช่ ครู่เดียวตาเราก็กลับเข้ามา แต่กลับไม่พูดไม่จากับใครแกรีบเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน เข้าที่นอนแล้วนอนห่มผ้าคลุมโปง ยายกับแม่เราเลยตามขึ้นไปดู ตัวแกสั่นและเย็นไปหมด แม่เห็นท่าไม่ดี เพราะปกติตาก็เคยไปดูศพของคนที่ประสบอุบัติเหตุบนถนนเส้นนี้มาหลายครั้ง ก็ไม่เคยกลัวอะไรแบบนี้ แม่เลยฝากให้ยายดูเรากับพี่สาวและตาเอาไว้ แล้วเดินออกไปดูเอง พอไปถึงที่เกิดเหตุ กลิ่นคาวเลือดคละคุ้งไปทั่วบริเวณพื้นถนนตรงนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดง สภาพของรถบิ๊กไบค์ไม่ได้พังยับเยินอย่างที่คิดไว้ ร่างของผู้ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นคนขับ ขาข้างหนึ่งถูกรถทับอยู่ อีกข้างมีแผลฉีดขาดบริเวณต้นขาชนิดที่ว่าเกือบขาดออกจากตัว เลยหน้าบ้านเราขึ้นไปหน่อย จะเป็นโค้ง ซึ่งโค้งนั้นไม่ใช่โค้งที่ลึกมากแต่เป็นโค้งยาวๆ มีราวเหล็กกั้นโค้ง สุดจากราวกั้นโค้งมีร่างหญิงสาวคนหนึ่ง ลักษณะเป็นผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวจัด นอนคว่ำหน้าแต่ไม่มีศรีษะ แม่เดินไปเกือบจะถึงตัวศพก็ต้องหยุด เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังเหยียบอะไรบ้างอย่างอยู่ จึงก้มลงมองก็เห็นศรีษะของสาวคนนั้นอยู่ใกล้ๆ ที่แม่เหยียบอยู่คือหางเปียของเธอ แม่ตกใจสุดขีดถอนเท้าขึ้นแทบไม่ทัน ด้วยลักษณะของผู่หญิงที่แม่เห็น มันคล้ายกับน้องสาวคนเล็กของแม่(เหมือนน้าเรา)มากๆ ทำให้แม่จำเป็นต้องไปดูให้แน่ใจ ่จึงเดินอ้อมไปดูหน้าตาของหญิงสาวผู้โชคร้ายคนนั้น แม่บอกว่าหน้าตาเธอดูเหมือนคนหลับไปเฉยๆ รอยขาดอยู่ห่างจากคางเธอมาแค่นิดเดียว ลักษณะการขาดเหมือนคนเอามีดทื่อๆมาหั่นแบบย้ำๆ คนแถวนั้นสันนิษฐานว่าคอเธอน่าจะครูดกับที่กั้นโค้งจนขาด ศพเธอคงจะไม่หน้ากลัวเลยถ้าหัวกับตัวไม่ขาดออกจากกัน เพราะหน้าตาของเธอสะสวย รูปร่างผิวพรรณก็ดี ถึงจะไม่ได้จ้องอยู่นานแต่ภาพก็ยังติดตาแม่มาตลอด พอรู้ว่าร่างนั้นไม่ใช่น้องสาวของตัวเองตามที่กลัวไว้ในตอนแรกและรถกู้ภัยกับตำรวจก็มาถึงแล้ว แม่จึงกลับเข้าบ้านมา

เช้าวันรุ่งขึ้นแม่พาเรากับพี่สาวไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านประจำ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นคนในระแวกนั้น แน่นอนว่าประเด็นที่ถูกพูดถึงในเช้านั้นเป็นเรื่องของอุบัติเหตุเมื่อคืน แม่ก็ร่วมพูดคุยกับเค้าด้วยจับใจความได้ว่า ผู้ชายเป็นลูกของคนมีสตางค์ในตำบลข้างๆที่แม่ก็รู้จักดี ปกติเค้าทำงานที่กรุงเทพ แต่วันนั้นกลับมางานแต่งเพื่อนพาแฟนสาวชาวญี่ปุ่นมาด้วย ขณะเกิดเหตุไม่แน่ใจว่าเมาหรือขับเร็วเกินไป ทำให้แหกโค้งอย่างที่เห็น ผู้หญิงคงไม่ต้องพูดถึงเพราะคอขาดกระเด็น ส่วนผู้ชายตอนที่กู้ภัยมาถึงยังมีลมหายใจอยู่ แต่พอนำใส่เปล เพื่อเตรียมจะเคลื่อนย้ายไปโรงพยาบาลกลับหมดลมไปดื้อๆ ก็เหมือนกับตายคาที่ พ่อแม่ของผู้ชายที่เสียชีวิตจะมาทำพิธีเชิญวิญญาณในวันนี้สายๆ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นพ่อกับแม่ของคนเสียชีวิตได้นิมนต์พระสงฆ์มาเชิญวิญญาณลูกชายให้กลับบ้านตามความเชื่อของคนไทย ชาวบ้านหลายๆคนก็ไปรุมดูเค้าทำพิธีตามภาษาไทยมุง ปรากฏว่าญาติผู้เสียชีวิตสามารถเรียกไปแต่วิญญานของผู้ชายเท่านั้น ส่วนสาวญี่ปุ่นที่มาด้วย ญาติๆของฝ่ายชาย ไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ จึงไม่ได้เรียกเธอกลับไปด้วย

ตกกลางคืนคืนนั้นแม่ ยายและตายังนั่งเหลาไม้ตามปกติ หมาก็หอนเป็นระยะๆ ซึ่งยายกับตาก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะปกติหมาก็หอนแบบนี้อยู่ตลอด แต่แม่กลับรู้สึกกลัวแปลกๆ อาจเป็นเพราะภาพที่ยังติดตา จึงขอตัวไปนอนก่อน ไม่นานตากับยายก็เข้านอนตามกันไป ในขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องโหยหวนคล้ายกับเสียงเด็ก หรือ แมวร้อง “แงๆๆ”สลับกับ “ฮือๆๆ”พี่สาวเรากลัวจนร้องไห้ส่วนเรายังเด็กมากๆอายุประมาณ สามขวบกว่าๆเลยไม่รู้เรื่องอะไร เสียงร้องครวญครางดังขึ้นต่อเนื่องจนเกือบชั่วโมง
“ปัง ๆ” ก็มีชาวบ้านที่อยู่อีกฟากถนนยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นการตอบโต้ เสียงนั้นก็เงียบไปพักหนึ่ง ก็กลับมาร้องไห้ครวญครางอีก เป็นแบบนั้นอยู่หลายเดือนชาวบ้านในระแวงนั้นได้ยินกันทุกคน จากที่กลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นรำคาญ ทุกๆคืนกลางดึกจะได้ยินเสียงยิงปืนบ้าง ประทัดบ้าง จนไม่ไหวจะซื้อต้องเอากระป๋องน้ำอัดลมหรือกระป๋องกาแฟ ใส่ลูกหินเอาไว้ เวลาได้ยินเสียงก็จะปาออกไปที่ถนนแถวๆที่เธอเสียชีวิต

แต่ความเฮี้ยนของเธอไม่ได้มีแค่นั้น เวลาที่มีคนขับรถผ่านตรงนั้นตอนที่ฟ้ามืดไปแล้ว เธอมักจะสรรหาสารพัดวิธีจะหลอก มีอยู่รายหนึ่งเป็นคนต่างอำเภอ ขากลับจากธุระเป็นเวลาเกือบๆทุ่ม เจอเธอยืนโบกรถอยู่ให้เสาไฟข้างถนน เห็นว่าเป็นสาวหน้าตาดีกลัวจะเป็นอันตราย เลยอาสาจะไปส่ง แต่พอเข้าไปถามไถ่ว่าเธอจะไปไหนเธอกลับไม่ตอบ พลเมืองดีเลยคิดว่าพาเธอไปส่งที่ป้อมตำรวจใกล้ๆคงจะปลอดภัยกว่า พอชวนขึ้นรถกลับไม่ขึ้นไม่หือไม่อืออะไรทั้งนั้น ลุงแกเลยจะขับกลับไปป้อมตำรวจที่เพิ่งผ่านมา เพื่อให้มาช่วยเจรจาพาเธอไปส่งบ้านที พอขับให้หลังมา แกมองที่กระจกมองหลัง ยังเห็นร่างของเธอชัดเจนแต่เธอไม่มีหัว เลยหยุดรถแล้วหันกลับไปมองปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว แกกลัวมากถึงขนาดที่ไม่กล้าขับรถกลับบ้านเอง เดือดร้อนตำรวจต้องขับไปส่ง ตรงช่วงรอยต่อของอำเภอ อีกคนเป็นเพื่อของพี่ข้างๆบ้าน เขามักจะตั้งวงเหล้ากันเป็นประจำ แล้วจะชอบเดินมาฉี่ที่ต้นมะขามเยื้องๆมาทางหน้าบ้านเรา แกเห็นผู้หญิงนั่งห้อยขาอยู่บนต้น แกมองขึ้นไปก็รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่คน แต่ด้วยความเมารึป่าวไม่รู้แกอุทานสั้นๆไปว่า “สวยว่ะ” แล้วก็ไม่ได้พูดให้ใครฟัง ทีนี้พอแกกลับบ้านแกก็ขับรถยนต์กลับ แกบอกว่าพอพ้นเขตตำบลบ้านเราไป แกก็เหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่น ในหัวนึกถึงหน้าผู้หญิงคนนั้นอยู่ตลอด เหมือนคนจะหลับในรถจะลงข้างทางอยู่ 2-3 รอบ ก็ตั้งสติขึ้นมาได้ จนครั้งสุดท้ายแกหลับไปจริงๆ ตื่นอีกทีก็ที่โรงพยาบาลเลย

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างของความเฮี้ยนของเธอเท่านั้น
ช่วง2-3 ปีหลังจากที่เธอเสียชีวิต บริเวณนั้นก็เกิดอุบัติเหตุและมีคนเสียชีวตบ่อย คนเริ่มพบเจอเธอน้อยลง แต่ก็ยังเจออยู่บ้าง จนกระทั่งขบวนล้างป่าช้าของมูลนิธิแห่งหนึ่ง กลับจากล้างป่าช้าที่ชลบุรี แล้วผ่านมาทางนั้นพอดี พอถึงจุดที่เธอเสียชีวิต จู่ๆเซียนก็บอกให้หยุดขบวน รถมูลนิธิจอดเลียบไหล่ทางยาวเป็นแถว ชาวบ้านก็ออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงแม่เราด้วย เซียนที่มากับขบวน บอกว่าตรงจุดนี้มีวิญญาณที่รอการช่วยเหลือ เลยเชิญวิญญาณเธอกลับไปด้วย เพื่อไปทำพิธีปลดปล่อยดวงวิญญาณตามธรรมเนียมจีนรวมกับกระดูกของศพไร้ญาติรายอื่นๆที่นำมาจากป่าช้า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครเห็นเธออีกเลย ยายยังเล่าเสริมด้วยว่าวันที่ตาออกไปดูศพ พอเห็นร่างของสาวญี่ปุ่นรายนั้น แกคิดว่าเป็นลูกสาวตัวเองแน่ๆ ใจก็เลยไม่ดีอยู่แล้ว พอแกไปดูหน้าของศพชัดๆ ก็โล่งใจที่ไม่ใช่ลูกสาวตัวเอง แต่ใบหน้าที่ขาดออกจากลำตัวมาแล้ว กลับยิ้มมุมปากให้แก แกก็เลยกลัวมาก

Cr.https://tadeestory.blogspot.com/2018/05/blog-post_30.html