เรื่องลี้ลับ ณ “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์”

ขึ้นชื่อว่า “มหาวิทยาลัย” นอกจากการศึกษาเล่าเรียนและการทำกิจกรรมที่สนุกสนานแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไปเสียมิได้ นั้นคือ “เรื่องผี” อันเป็นตำนานและเรื่องขานจากรุ่นสู่รุ่น สืบทอดกันมายาวนาน บางเรื่องก็ถูกปรุงแต่งขึ้น บางเรื่องก็พอมีพยานและหลักฐานประกอบ Hatyai Focus ก็ขอนำเรื่องเล่าสยองขวัญมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เราจะนำเรื่องราวมาถ่ายทอด ได้แก่ “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” หรือ “ม.อ.” ที่เราๆ พอจะทราบกันดีอยู่แล้ว

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ได้เปิดทำการเรียนการสอนมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีโรงพยาบาลใหญ่ตั้งอยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่แปลกที่อาจจะมีพลังงานบางอย่างสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ก็-เป็น-ได้

1. ตำนานอาจารย์ใหญ่

มีเรื่องเล่ากันต่างๆ นานา เกี่ยวกับเรื่องราวของอาจารย์ใหญ่ (อาจารย์ใหญ่ หมายถึงศพที่นักศึกษาแพทย์ใช้ทำการเรียนการสอนเกี่ยวกับกายวิภาค) โดยศพของอาจารย์ใหญ่ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ตึกของคณะวิทยาศาสตร์ โดยมีรุ่นพี่เคยเล่าว่า ในสมัยก่อนบริเวณตึกแห่งนี้ ไม่มีนักศึกษาคนไหนกล้าที่จะย่างกรายผ่านบริเวณนั้นเป็นอันขาด เนื่องจากในอดีตไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ เคยมีนักศึกษากลับบ้านดึก เพราะต้องทำรายงานให้เสร็จเดินผ่านไปบริเวณตึกแห่งนี้ เมื่อทำรายงานเสร็จขณะนั้นเวลาประมาณตีสองกว่าๆ จึงรีบนำรายงานไปวางไว้ในล็อคเกอร์ห้องพักครู แต่ดันหาห้องไม่เจอ ไปเจอชายคนหนึ่งยืนอยู่จึงเข้าไปถามทาง เมื่อชายคนนั้นหันมา ปรากฏว่าท้องของชายคนนั้นถูกผ่า เห็นตับไตเครื่องใน ชายคนนั้นยังแสยะยิ้มให้เด็กคนนั้นอีกด้วย ผลคือเด็กคนนั้นสลบ ตื่นขึ้นมาจับไข้หัวโกร๋นกันเลยทีเดียว

2. ป้ายอาถรรพ์

อีกหนึ่งตำนานที่ไม่ใช่นักศึกษาเท่านั้นที่เจอ แต่คนมาเยี่ยมผู้ป่วยก็เจอเช่นกัน ว่ากันว่าวันหนึ่ง ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หลังจากที่ชายคนหนึ่งเยี่ยมญาติเสร็จ เขาก็เดินเข้าไปในลิฟท์ พอกำลังจะกดลิฟท์ลงไปชั้น 1 แต่ดันมีเสียงอันเยือกเย็นลอยมาจากด้านนอก บอกว่า “รอด้วย” ชายคนนั้นก็เรียบกดเปิดประตูลิฟท์ออก ปรากฏว่าเป็นชายคนหนึ่งในชุดผู้ป่วย ค่อยๆเดินมาในลิฟท์อย่างช้าๆ และเดินมายืนตรงหน้าเขา เขาก็ไม่ได้สนใจ จนมาผิดสังเกตตรงที่ ชายคนนั้นยืนนิ่งผิดมนุษย์มนา แล้วดึกดื่นป่านนี้ใครอนุญาตให้ผู้ป่วยลงมาข้างล่าง

และสังเกตเห็นป้ายที่ข้อมือของชายคนนั้น มีลักษณะแปลกๆ ไม่เหมือนของผู้ป่วยทั่วไป ระหว่างยืนพินิจพิเคราะห์ ลิฟท์ก็เปิดออกปรากฏว่ากลายเป็นชั้น B (ชั้นล่างของชั้น1) เขาก็งงๆ ชายคนนั้นก็ค่อยๆเดินออกไปจากลิฟท์อย่างช้าๆ แล้วหายวั๊บไปกับตา ชายคนนั้นมารู้ความจริงว่าชั้น B คือห้องดับจิต และป้ายที่ข้อมือคือป้ายของผู้ตายที่ถูกแช่ไว้ในห้องดับจิตนั่นเอง

3.ด้ายแดง

เคยมีนักศึกษาปี 1 ก็มาเรียนที่ตึกเป็นวันแรก ไปถามยามว่าลิฟต์อยู่ทางไหน ยามก็บอกทางไปตามปกติ ก่อนจากนักศึกษาคนนั้นสังเกตเห็นว่า ที่ข้อมือของยามคนนี้ มีด้ายสีแดงผูกอยู่ เป้าหมายของนักศึกษาคนนี้อยู่ที่ชั้น 5 ก็กดลิฟต์เปิดเข้าไป กดชั้น 5 แต่ลิฟต์กลับไปเปิดที่ชั้น 2 (ชั้น 2 จะเป็นชั้นที่ใช้เก็บร่างอาจารย์ใหญ่ ซึ่งตอนนั้นไอ้น้องคนนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะไม่รู้เรื่อง มาเสียวแทบช็อกเอาตอนรู้ทีหลัง ว่าทำไมลิฟต์ถึงได้จอดชั้นนั้น) เรียนเสร็จลงมาก็ไม่เจอยามคนนั้นแล้วครับ และก็ไม่เคยได้เจอแกอีกเลยไม่ว่าจะกลับไปเรียนที่ตึกอีกกี่ครั้ง

จนในที่สุด ก็ได้มารู้ความจริงจากปากรุ่นพี่ว่า ที่ตึก MNL ไม่เคยมียามประจำการอยู่ .. ก็งงสิ แล้วยามคนที่เค้าเห็นคืออะไร ก็เลยเล่าให้รุ่นพี่ฟัง จนมาได้รู้ความจริงว่า การผูกด้ายสีแดงที่ข้อมือน่ะ คนเป็นจะไม่ผูกกัน ด้ายแดงจะใช้สำหรับผูกข้อมืออาจารย์ใหญ่

4.ตึกฟักทอง

ภาคเคมีของคณะวิทยาศาสตร์ ที่นี่จะมีตึกที่เปรียบเป็นดั่งสัญลักษณ์ของมหาลัย คือตึกฟักทอง (ตามชื่อเลย ตึกจะมีรูปร่างเป็นฟักทอง) ตึกฟักทองนี่มีตำนานด้วยนะ เห็นว่าถ้าเด็ก ม.6 เตรียมเอนท์มาเดินนับกลีบ เค้าว่าจะเอนท์ไม่ติด ขณะเดียวกันถ้าเป็นนักศึกษาของมหาลัย มาเดินนับกลีบก็จะเรียนไม่จบ ห้องหับใต้ตึกฟักทองจะเรียกเป็น L1-L5 ทั้ง 5 ห้องนี้จะมีม่านเป็นสีน้ำเงินหมด

แต่จะมีเพียงห้องเดียวที่มีม่านเป็นสีดำ ว่ากันว่าเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยเสียชีวิตลงที่ห้องนั้น ทางคณะก็เลยไว้อาลัยให้ ด้วยเปลี่ยนม่านเป็นสีดำ (ใครเรียนอยู่ที่นั่น ว่างๆ ลองไปเดินสำรวจดูนะครับ ผมไปมาละ มีห้องหนึ่งม่านสีต่างจากห้องอื่นจริงๆ) ใต้ตึกฟักทองนี่ก็ตำนานเยอะพอตัวเลยครับ ทั้งว่าหากไปอ่านหนังสือวิชาเคมีตอนดึกๆ แล้วจะมีวิญญาณอาจารย์วิชาเคมีที่เสียไป มาสอนพร้อมสมุดปกสีแดง (ตอนไปนี่เจอคนนึงครับ เล่าให้ฟังว่าเคยนั่งอ่านหนังสือดึกๆ แล้วเห็นควันลอยออกมาจากเสาไม้)

5.ควนมดแดง

คำว่า ‘ควน’ สำหรับคนใต้ก็หมายถึงเนินเตี้ยๆ ที่ตึกวิศวะจะมีถนนเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่ง มุ่งไปยังเนินที่เรียกว่า ‘ควนมดแดง’ ระหว่างถนนสองข้างทางก็ป่ารกทึบ มาตอนกลางคืนมองไปไม่เห็นอะไรเลย ตำนานที่ควนมดแดงนี่น่ากลัว ที่ฟังแล้วไม่กล้าไปลองคนเดียวเหมือนกันจ๊ะ นักศึกษาที่ ม.อ. เล่าให้ฟังว่า เคยมีรุ่นพี่กลับจากเตะบอลตอนดึกๆ ก็เดินขึ้นควนมดแดงมาระหว่างทางก็เป็นป่ามืดๆ จะมีแสงไฟก็เพียงจากเสาไฟฟ้า ที่ต้นหนึ่งทิ้งห่างกันพอสมควร และก็ที่เสาไฟต้นที่ 3 นี่ละ ที่พี่เค้าเห็นนักศึกษาผู้หญิงคนนึงกวักมือเรียกให้ไปหา พอเดินเข้าไปผู้หญิงคนนี้ก็เงยหน้าที่มีเลือดโชก แล้วก็หายไป

และคนเก่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นนักศึกษาที่ถูกคนงานฆ่าข่มขืนสมัยที่สร้างตึกวิศวะฯ ขึ้นมานั่นเอง พวกผมได้ไปลองเดินที่ควนมดแดงที่ว่านี้ด้วยนะ ซึ่งสถานที่จริงเปลี่ยวโคตร น้องสาวผมคนนึงก็ได้ไปลองยืนที่เสาไฟต้นที่ 3 ไปยืนแล้วก็โบกมือเลียนแบบตามตำนาน ก็ไม่พบอะไร แต่ระหว่างโบกได้ยินเสียงวี้ดแหลมสูงเป็นระยะ ทั้งๆ ที่ก่อนไปยืนที่เสาไม่มีเสียงอะไรเลยก็แปลกๆ

6.ผีพยาบาลสาว

ด้วยความที่ ม.อ. หาดใหญ่ มีโรงพยาบาลอยู่ในตัว ก็เลยจะมีเรื่องผีพยาบาล ผีคุณหมอ ผีคนไข้อะไรมากมาย ซึ่งหลายๆ เรื่องก็สมจริงบ้าง เหนือจริงบ้าง และวิธีที่เค้าว่าถ้าอยากเห็นผีเหล่านี้ ก็ให้ไปตามตึกต่างๆ และมองลอดหว่างขาไปที่ดาดฟ้า ถ้าดวงดีจริงๆ เค้าว่าผีสาวพยาบาลชุดขาวทั้งหลาย จะมีน้ำใจโผล่มาให้เห็นกันด้วยนะ

7.ผีหอ 5 (ม.อ.ปัตตานี)

หอ 5 เป็นหอหญิงที่ถูกดัดแปลงมาจากโรงแรมเก่า ใครเข้าไปจะเห็นได้ว่าการออกแบบนั้นออกแบบมาเพื่อเป็นโรงแรมอย่างชัดเจน เป็นหอเดียวที่มีลิฟท์ และที่ลิฟท์นี้เองก็เป็นที่มาของตำนาน “ผีหอ 5” ที่ว่ากันว่าเฮี้ยนสุดๆ ของ ม.อ.ปัตตานี เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงก่อนปิดเทอม มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเข้าไปในลิฟต์ แล้วปรากาฏว่าลิฟต์ค้างร้องให้คนช่วยก็ไม่มีใครได้ยินจนเปิดเทอม… ภารโรงมาเปิดลิฟต์จึงพบศพญิงสาวนอนแห้งตาย มีรอยเลือดเปรอะเต็มที่ประตู มีเศษเล็บติดที่ประตู เหมือนพยายามจะเปิดประตูลิฟต์ว่ากันว่า ใครอยู่ห้องใกล้ลิฟต์ก็มักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนหรือบางครั้งอาจเห็นคนเดินเข้าออก ทั้งๆ ที่ลิฟต์ไม่เปิดให้ใช้ ยังไม่พอ หากใครไม่สบายก็มักจะมีใครก็ไม่รู้เข้ามาเยี่ยม หรือมาเฝ้าไข้อีกด้วย

8.ช่างทาสีหอ 11

หอ 11 มีข่าวว่ามีช่างก่อสร้างกำลังทาสีอยู่แล้วตกลงมาตายที่ชั้น 7 แต่วิญญาณยังห่วงงานอยู่ซึ่งดึกๆ เด็กหอนั้นจะเห็นแกห้อยตัวลงมาทาสีเป็นประจำ และเคยมีคนที่เคยอยู่ในหอนั้นเล่าให้ฟังว่า ในคืนหนึ่งที่เขาเกิดหิวน้ำขึ้นมาในกลางดึก และได้ลุกออกมาเพื่อจะไปกดน้ำกิน ขณะที่กำลังจะกดน้ำนั้น เขาก็ได้เห็นร่างเป็นเงาดำๆ เดินผ่านทะลุกำแพงไป จึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่มาสนับสนุนความเฮี้ยนของวิญญาณช่างทาสีคนนี้ เล่ากันสืบมาจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จนกลายมาเป็นเรื่องหลอนๆ ในหอพักมหาวิทยาลัยอีกหนึ่งเรื่องของ ม.อ. อีกหนึ่งเรื่องที่ได้ยินทีไรก็หลอนทุกที

9.วันดีเดย์

เกริ่นก่อนว่า ประวัติวันดีเดย์มีหลายเรื่องราวมาก ดังนั้นเรื่องต่อจากนี้อาจจะแตกต่างหรือคล้ายกับเรื่องราวที่จากหลายๆที่มา อันนี้เป็นเรื่องที่รุ่นพี่เล่าต่อๆกันมา แล้วก็ประสบการณ์ที่มีใหม่มาผสมกันทุกๆปีที่อยู่มอ.มา วันดีเดย์ หรือวันที่ 16 กรกฏาคม ของทุกปี ถือว่าเป็นวันที่เด็กๆน้องใหม่หรือรุ่นพี่จะกล่าวขานถึงในกันอยู่ก่อนจะถึงวันจริงเสมอ เหมือนเป็นการบอกต่อเพื่อเตรียมตัว ว่ากันว่าเป็นวันดีเดย์ของวจก.หรือคณะวิทยาการจัดการนั่นแหละ ประวัติคร่าวๆก็เท้าความไปถึงหลายปีก่อนนู้น เป็นช่วงรับปริญญา และเป็นคิวของวิทยาเขตปัตตานี

ดังนั้นบัณฑิตทุกคนจากต่างวิทยาเขต จึงต้องเดินทางไปรับปริญญาที่นั่น ระหว่างทาง รถบัสของวจก.ประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำลงใหล่ทาง ทำให้นักว่าที่บัณฑิตวจก.หลายคนเสียชีวิต จากนั้น ในวันนี้ของทุกปีจึงมีประวัติที่ไม่น่าฟังนัก เกี่ยวกับการต้อนรับน้องใหม่ของรุ่นพี่ว่าที่บัณฑิตวจก.ที่เสียชีวิตไป บ้างก็ว่ามายืนล้อมรอบเตียงน้องเพื่อบูมต้อนรับ บ้างก็ว่ามาทักทายยินดี หรือบางทีก็มาดูหน้าสายรหัสหลานย่าตาทวด ย้ำว่ามีทุกปีจริงๆ อย่างล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว มีน้องเล่าว่า “มาจริงๆนะพี่ เดินผ่านประตูมาเฉย มาบูมแล้วก็ไป หญิงชายมีครบ ยิ้มเยาะสนุกสนาน แต่หนูช๊อคไปแล้วจริง ทำอะไรไม่ถูกเลย เห็นว่ามาทางประตู ตอนบูมเมท หนูได้ยินแต่เสียง” แต่เรื่องนี้เด็กวจก.หลายคนไม่กลัวหรือตื่นเต้น

เพราะเค้าว่ากันว่า รุ่นน้องวจก.จะไม่รับรู้ หรืออาจจะมีแค่บางคนที่เห็นเท่านั้น รูมเมทน้องๆวจก.หลายคนที่อยู่คณะอื่นจึงหาวิธีโน่นนี่เพื่อเลี่ยงจะเจอ บ้างก็กลับบ้านไปเลยคืนนั้น ส่วนคนที่ต้องอยู่ห้องจริงๆ ก็หาสัญลักษณ์ต่างๆที่บ่งบอกความเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์มาแขวนมาติดที่ห้อง หรือที่เตียง เพราะว่ากันว่า รุ่นพี่กลุ่มนี้ เค้าจะไม่หลอก หรือแกล้งน.ศ.วิศวะฯ เพราะตอนประสบเหตุการสูญเสียครั้งนั้น คณะวิศวะฯเป็นเพียงคณะเดียวที่ผ่านไปพบและเข้าช่วยเหลือน.ศ.วจกที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ดังนั้น จึงเหมือนเป็นการขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือ แต่ก็มีที่มาขอบคุณให้เห็นกันจริงๆก็มี ส่วนดีเดย์ปีนี้จะมีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง คงต้องให้น้องมาเป็นฝ่ายเล่าให้ฟัง

10.เรื่องเล่าจากคณะตึกสวย

สาวๆก็สวย คณะนี้มีตึกเป็นรูปตัว L ไม่ได้สร้างเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อคณะในภาษาอังกฤษหรืออย่างใด แต่แทบทุกส่วนของคณะนี้จะเป็นรูปสามเหลี่ยมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟรอบคณะ หลังคาทุกด้าน หรือหน้าจั่วสามเหลี่ยมด้านหน้าคณะ ทุกอย่างสร้างขึ้นเพื่อแก้เคล็ดตามโบราณท่านว่า สร้างบ้านสร้างเรือนตรงทางสามแพร่งนั้นไม่ดี แต่คณะนี้ก็อยู่ ณ จุดนั้นพอดิบพอดี ไม่มีเอนเอียง หน้าคณะจึงมีวงเวียนกันทางแยกไว้ ด้านในตรงทางเข้า มีบันไดวนเด่นกว่าคณะอื่น และอย่างที่กล่าวมาทุกอย่างเป็นสามเหลี่ยม ว่ากันว่าทางสามแพร่ง เป็นทางผีผ่าน แล้วคิดเหรอว่าทางนี้จะไม่มีท่านเหล่านั้นผ่านมาบ้าง

แน่นอนว่าต้องมี ชั้นสี่ ชั้นห้า เป็นที่กล่าวขาน ยาม แม่บ้าน นักศึกษา ตกเย็นย่ำค่ำ ใครดวงตก มีสัมผัสที่หก เป็นต้องเห็นกันประจำ ลุงยามเล่าว่า สองสามทุ่ม ลุงมีหน้าที่ต้องไปล๊อคทางเดินเข้าห้องพักอาจารย์ ซึ่งเป็นประตูกระจกใสกั้น ทุกครั้งจะมีการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าที่เจ้าทาง อย่างเช่นคืนนั้นลุงก็ทำหน้าที่เดิม ไปล๊อคประตู แต่ดันมีคนอยู่ด้านใน มองผ่านประตูกระจกไป เห็นว่าเป็นนางชุดไทย ยืนยิ้มหน้าหวานเลย แต่ลุงกลับบอกว่าไม่กลัว ลุงเจอมาเยอะกับเรื่องพวกนี้ บางทีไปปิดประตูห้องเรียน นั่งอยู่เต็มห้องก็เคยเจอมาแล้ว

ลุงบอกว่าที่นี่น่ะ เจ้าที่แรงนะ บางทีสวดมนต์ก็เท่านั้น เค้าเป็นแขก(อิสลาม)ไม่กลัวหรอก แต่ที่หนักกว่านั้น ก็ตอนรับน้องนานมาแล้ว ก็มีเล่าเรื่องผีนี่แหละใต้คณะเลย แต่คราวนี้มีน.ศ.คนหนึ่ง ที่เห็นผีบ่อย กรี๊ดสลบกลางวงเลย รุ่นพี่หลายคนเข้าไปช่วยดูแลจนฟื้นน้ำตาอาบแก้ม ถามกันถึงสาเหตุ ก็ได้ความว่า ตอนนั่งฟัง เงยหน้าขึ้นอีกทีมีแต่วิญญาณนับร้อยยืนล้อมรอบวงที่นั่งอยู่ สภาพที่เห็นรู้ทันทีว่าไม่ใช่คน และเหมือนเค้าโกรธมากด้วย หลังจากนั้นพิธีการนี้ก็ถูกยกเลิก รุ่นพี่อยากเล่าอะไรก็จัดกันตอนกลางวันตลอด และแน่นอน คนที่รู้ๆกัน จะไม่ขึ้นไปชั้นบนๆคนเดียวมืดๆ แต่ถ้าคนไม่สนใจเรื่องแบบนี้ ตึกคณะนี้น่าอยู่ที่สุดแล้วแหละ น.ศ.ทุกคณะต้องมาเรียนที่นี่ และทุกๆคืนใต้คณะนี้ไม่เคยเงียบเหงา เพราะน.ศ.ส่วนใหญ่จะมานั่งเล่น นั่งอ่านหนังสือ ติวข้อสอบกันเพียบ เป็นตึกที่น่าอยู่นะ