2เดือน3วัด

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา คุณโอ็ตอายุครบยี่สิบปีพอดี จึงได้คุยกับคุณพ่อถึงเรื่องบวช ก็ตกลงกันว่าจะไปบวชที่นครสวรรค์ เป็นวัดที่ใหญ่มาก พอไปถึงก็ได้จัดพิธีบวช เสร็จแล้วทางบ้านของคุณโอ็ตก็ได้เลี้ยงเพล แล้วก็ไปคุยกับท่านเจ้าอาวาสเรื่องกุฏินอน คำถามแรกที่เจ้าอาวาสถามคุณโอ็ตมาคือ “ท่านกลัวผีมั้ย” โดยส่วนตัวคุณโอ็ตไม่เคยเจอผีมาก่อน จึงตอบไปว่า “ไม่กลัวครับ”

เจ้าอาวาสจึงบอกว่า “มีกุฏิใหม่อยู่ เอางี้มั้ย ถ้านอนคนเดียวไม่ได้ จะให้เณรไปนอนเป็นเพื่อนมั้ย” คุณโอ็ตก็ตอบว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมนอนได้” จึงได้เดินไปดูกุฏิกัน กุฏินี้พึ่งสร้างเสร็จได้ไม่ถึงเดือน มีชั้นเดียว สามห้องนอน ตั้งอยู่หลังโบสถ์ คุณโอ็ตพิจารณาดูที่โบสถ์หลังนี้ เหมือนเป็นที่เอาไว้เก็บอัฐิ คุณโอ็ตจึงเอาของเข้าไปไว้ในกุฏิ แล้วทำวัดเย็น จากนั้นก็มานั่งศึกษาบทสวดมนต์ที่กุฏิ จนดึกก็ได้เข้านอน แล้วมาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ภายในห้องมืดมาก และเงียบสนิด ด้านนอกกุฏิก็ปิดไฟหมดแล้ว เป็นปกติของวัดต่างจังหวัด

คุณโอ็ตจึงมองไปรอบๆห้อง ให้สายตาปรับเข้ากับความมืด จนเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง ตั้งอยู่ที่ปลายเท้า ลักษณะเป็นเงาดำๆ คุณโอ็ตคิดว่ามันคือพัดลม แต่ก็เหลือบไปเห็นพัดลมอยู่ทางซ้ายมือ จึงพยายามเพ่งมองดูดีๆ ก็พอจะมองออกว่าเป็นผู้หญิง สักพักก็เริ่มมองเห็นเป็นรูปร่างผู้หญิงทั้งตัว ใส่กระโปรง แล้วอยู่ๆ ปรากฏว่าเงานั้นก็พุ่งเข้ามาหาคุณโอ๊ต คุณโอ็ตตกใจกลัวจนตัวแข็ง ขยับไปไหนไม่ได้ สักพักพอเริ่มจะขยับได้ จึงลงจากเตียง แล้วพยายามเดินลากขาออกไปข้างนอก แล้วสงบสติอารมณ์

สักพักเณรก็เดินมาหา คุณโอ็ตรู้สึกโล่งใจจนเหมือนได้เกิดใหม่ เณรก็ถามว่า “หลวงพี่ออกมาทำไม หลวงพ่อให้ผมมานอนเป็นเพื่อน” คุณโอ็ตก็ไม่กล้าบอกว่าเจออะไร เพราะว่าเป็นพระ ถ้าบอกไปมันจะดูแปลกๆ หลังจากนั้น คืนที่สอง เณรมาบอกว่า วันนี้มานอนด้วยตอนหัวค่ำไม่ได้ เพราะว่ามีงานศพ จะไปฟังหลวงพี่เค้าเทศกัน คุณโอ็ตก็คิดว่าคงไม่เป็นไร เดี๋ยวก็คงมาตอนดึกๆ นอนคนเดียวไปก่อนก็ได้ หลังจากที่คุณโอ็ตอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็เข้านอน แล้วก็หลับได้ไม่นาน ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แต่ขยับตัวไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีคนมาทับที่แขน แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะเบาๆที่ข้างหู “ฮิๆๆๆๆ”

คุณโอ็ตตกใจ รู้สึกเย็บวูบวาบไปทั้งตัว สายตาก็พยายามมองไปทั่ว แต่ก็เจอแต่ความมืด เสียงหัวเราะก็ยังดังอยู่ตลอด “ฮิๆๆๆๆ” คุณโอ็ตเหมือนกำลังถูกหยอกล้อจากอะไรบางอย่าง จึงพยายามอดกลั้นข่มความกลัวให้ได้มากที่สุด แล้วพูดในใจว่า “โยม ถ้าโยมเป็นผู้หญิง อย่ามาเบียดเบียนกันเลย อาตมาเป็นพระ ถ้าทำแบบนี้มันจะบาปนะ” ทุกอย่างก็เงียบ คุณโอ็ตนอนค้างอยู่แบบนั้นสักพัก ก็ขยับตัวได้ จึงรีบวิ่งออกไปรอเณรข้างนอกกุฏิ

หลังจากที่คุณโอ็ตอยู่วัดนี้ได้สี่วัน ก็อยากไปหาวัดที่สันโดษกว่านี้ จึงได้ไปขอหลวงพ่อท่านว่า มีวัดไหนที่ส่งคุณโอ็ตไปปฏิบัติได้มั้ย หลวงพ่อท่านก็แนะนำวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงเชิงเขา ท่านก็ได้พาคุณโอ็ตไป คุณโอ็ตก็ตกลงอยู่ที่วัดแห่งนี้ ก็ได้ศึกษาทำสมาธิที่วัดแห่งนี้ต่อ แต่อยู่ได้ประมาณสองวัน โยมพ่อก็ติดต่อมาว่า ให้ขึ้นน่านไปก่อน เพราะจะได้อยู่ใกล้ญาติๆทางฝั่งของโยมแม่ด้วย ที่วัดในจังหวัดน่านแห่งนี้ คุณโอ็ตเคยบวชภาคฤดูร้อนสิบห้าวัน ตอนเป็นสามเณร คุณโอ็ตก็ได้ไปคุยกับหลวงพ่อถึงเรื่องกุฏิ ว่าจะนอนที่ไหนดี และช่วงนั้นเปนช่วงเทศกาล

มีพระใหม่บวชอยู่สามรูป พระที่นี่จะนอนรวมกันในวิหาร แต่คุณโอ็ตอยากแยกออกมานอนเดี่ยวๆ เพราะต้องการความสงบ หลวงพ่อท่านจึงพาไปที่ห้องว่าง ลักษณะเป็นห้องสี่เหลียมธรรมดา ปลูกอยู่หลังเดียวโดดๆ อยู่ด้านหลังศาลา คุณโอ็ตมองดูก็นึกถึงความทรงจำตอนสมัยเด็กได้ว่า ตอนที่เป็นสามเณร ก็ได้มาวิ่งเล่นแถวนี้ แล้วพวกเด็กๆที่อยู่แถวนั้นบอกว่า อย่ามาวิ่งเล่นแถวนี้ เพราะผีมันดุ คุณโอ็ตก็คิดว่าไม่เป็นไร คงไม่เจอหนักไปกว่าวัดแรกแล้ว

คืนแรก หลังจากที่ทำวัดเสร็จแล้วก็เข้านอน ที่นี่เงียบกว่าที่วัดนครสวรรค์มาก คุณโอ็ตก็นอนหลับๆตื่นๆ เพราะไม่คุ้นที่ สักพักได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่จับใจความไม่ได้ คุณโอ็ตก็คิดว่าเป็นพวกผู้ใหญ่คุยกันถึงเรื่องจัดงานเทศการอยู่ในศาลา เพราะใกล้ช่วงปีใหม่แล้ว สักพักก็กลายเป็นเสียงสวดมนต์ คุณโอ็ตเริ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ แล้วก็กลายเป็นเสียง “โครมๆๆๆ” เหมือนคนพังเก้าอี้ จนคุณโอ็ตไม่ได้นอนทั้งคืน คุณโอ็ตบวชอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้ประมาณเกือบหนึ่งเดือน ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ลึกเข้าไปในชนบทอีก ที่วัดนี้จะมีหลวงตาอยู่ท่านนึง คอยให้คำปรึกษาแก่คุณโอ็ต ในเรื่องการทำสมาธิ และวิปัสสนา

คุณโอ็ตก็สังเกตได้ว่า หลวงตาท่านจะไม่นอนที่กุฏิ เพราะช่วงประมาณสองทุ่ม ท่านจะเดินออกจากกุฏิ คุณโอ็ตจึงถามหลวงตาท่านว่า “ท่านหายไปไหน ทำไมไม่อยู่กุฏิ” หลวงตาท่านก็ตอบว่า “อาตมาไม่นอนกุฏิ อาตมาจะไปนอนที่ศาลาเมรุ” คุณโอ็ตจึงขอหลวงตาว่า อยากจะไปทำสมาธิอยู่กับหลวงตาทีเมรุด้วย จึงได้ย้ายของจากกุฏิไปที่เมรุ ตัวเมรุกับวัดจะอยู่ห่างกันประมาณสองร้อยเมตร เป็นเมรุเล็กๆ แล้วก็มีศาลาอยู่ข้างๆ

เวลานั่งสมาธิ คุณโอ็ตและหลวงตาจะไปนั่งกันตรงหน้าปล่องเมรุ หลังจากนั้นไม่กี่วัน หลวงตาท่านติดกิจนิมนต์ ท่านต้องไปงานศพที่วัดข้างๆ เพราะมีพระมรณะภาพ ท่านจึงบอกกับคุณโอ็ตว่า ให้ช่วยพาเณรทำวัดด้วย เพราะช่วงนั้นมีเณรมาบวชใหม่ หลังจากที่ทำวัดเสร็จแล้ว เณรก็นอนที่กุฏิ ส่วนคุณโอ็ตก็ไปนั่งสมาธิที่หน้าปล่องเมรุคนเดียว พยายามทำใจให้สงบที่สุด พอหลับตาได้สักพัก ก็สัมผัสได้ว่ามีคนเดินอยู่รอบๆตัว ถึงแม้จะไม่ได้ยินเสียง แต่ก็รู้สึกถึงน้ำหนักที่โถมลงพื้น จนผ่านไปสักพัก ก็ได้ยินเสียงคนปาก้อนหินใส่ราวเมนุที่เป็นเหล็กดัง “แกร๊งๆๆ” คุณโอ็ตก็เริ่มใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สมาธิเริ่มหลุด จึงพยายามสงบใจ แล้วแผ่เมตตาให้

ไม่ถึงหนึ่งนาที ก็รู้สึกว่ามีคนมาตบที่หัวไหล่ แล้วบีบ คุณโอ็ตสะดุ้งสุดตัว ใช้มือปัดออกทันที แต่ก็ยังรู้สึกถึงแรงบีบอยู่ในจีวร จึงรีบถอดจีวรตรงส่วนหัวไหล่ออก ก็เจอตะขาบตัวเท่านิ้วชี้ตกลงมาตาย คุณโอ็ตก็คิดว่า เค้าอาจจะมาเตือนหรือเปล่า จนวันต่อๆมาก็จะเห็นเป็นเงาดำๆ มาเดินอยู่รอบเมรุ คุณโอ็ตเจอเหตุการณ์แบบนี้ทุกวัน จนถึงวันสึก และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด