“หนูอยู่ตรงนี้ ช่วยหนูด้วย”…สโมสรร้าง!!

เหตุการณ์เกิดขึ้นย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ตัวของจ๋าเองเป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ เกิดและโตอยู่ที่นี่ บ้านของจ๋าอยู่อำเภอแถวรอบนอก ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะค่อนข้างไกลกันพอสมควร โดยรอยต่อระหว่างหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่ง ก็จะมีทุ่งนากว้างๆกั้นอยู่

ตอนนั้นจ๋าเรียนอยู่ชั้นป. 6 ด้วยความที่จ๋าเป็นเด็กบ้านนอก พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทีไร ก็จะชอบปั่นจักรยานกับแก๊งเพื่อนๆ ไปเที่ยวชนตามประสาเด็กๆ ซึ่งในสมัยนั้นไม่ค่อยมีเกมคอมพิวเตอร์เหมือนในสมัยนี้ เรื่องมันเริ่มต้นจากวันนั้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ช่วงเวลาเกือบๆ เที่ยงวัน จ๋าก็นอนดูทีวีอยู่ที่บ้านตามปกติ ซักพัก เพื่อนในกลุ่มที่อยู่แก๊งเดียวกัน ก็ปั่นจักรยานมาหาที่บ้าน ชวนออกไปหาเพื่อนๆในแก๊งคนอื่นๆ พอทุกคนมารวมตัวกันครบแล้ว ก็คิดกันว่าจะเล่นอะไรกันดี

จนมีเพื่อนในแก๊งคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวโจก ได้เสนอขึ้นมาว่า ไปปั่นจักรยานเที่ยวเล่นตรงสโมสรร้างท้ายหมู่บ้านกันดีกว่า เพราะตัวเขาเองนั้นเคยไปเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะกับพ่อเขามา เห็นว่าในนั้นบรรยากาศมันดี แถมยังมีต้นพุทรากับต้นมะม่วงเรียงรายตามถนนเต็มไปหมด เราจะได้เก็บมากินกัน ทุกคนเลยตกลงไปที่นั่นกันเราปั่นจักรยานไปตามถนนหลัก จนไปถึงตรงทางเข้าสโมสร มันจะเป็นทางแยกเข้าไป เป็นถนนส่วนบุคคลที่สร้างเพื่อให้เข้าไปในสโมสรโดยตรง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคนขับรถผ่านไปผ่านมาแม้แต่คนเดียว

แก๊งของจ๋าก็ชอบใจกันใหญ่เพราะจะได้เล่นซนโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่มากวนใจ จากปากทางเข้าสโมสรไปถึงตัวอาคารด้านใน ก็ค่อนข้างจะไกลพอสมควร พอพวกเราไปถึงก็เป็นอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ ในนั้นมีต้นพุทรากับต้นมะม่วงเยอะมาก ตรงตัวอาคารเป็นตึกขนาดใหญ่ ด้านหลังเป็นสนามฟุตบอล เพื่อนคนที่เป็นหัวโจกก็ได้เสนอว่า จะขึ้นไปสำรวจบนอาคารนั้นกัน ด้วยความที่ทุกคนเป็นเด็กไม่มีใครคาดคิดถึงเรื่องอันตรายหรือเรื่องผีสางอะไรเลย พอเพื่อนชวนแต่ละคนก็เออออตามๆกันไป เริ่มที่ชั้นแรกต้องเดินขึ้นบันไดไปนิดหน่อย

พอพ้นบันไดไปจะเป็นสระว่ายน้ำ พวกเราก็เริ่มสำรวจกัน จากชั้น 1 ชั้น 2 เดินขึ้นไปกันเรื่อยๆ เตือนพอมาถึงชั้น 3 พอพวกเราเดินพ้นบันไดขึ้นมารู้สึกเหมือนมีลมปะทะเข้าที่หน้าอย่างจัง ซักพักกลิ่นสาปเริ่มโชยเหมือนมีตัวอะไรสักอย่างมาตายและเน่าอยู่แถวนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ 2 ชั้นที่ผ่านมา ไม่มีวี่แววว่าจะมีลมพัดแรงขนาดนี้ พัดเข้ามาในตัวอาคารเลย จนซักพักเพื่อนในแก๊งคนหนึ่ง มาสะกิดที่แขนของจ๋าเบาๆ แล้วชี้ให้จ๋าดูที่ห้อง ห้องหนึ่ง ภายในห้องก็โล่งๆ ไม่มีข้าวของอะไรทั้งนั้น แต่ตรงมุมห้องมันมีกองกระดูกวางอยู่ สภาพเหมือนกระดูกตัวอะไรสักอย่าง ที่มีขนาดใหญ่พอๆกับลูกวัว ซึ่ง ณ ตอนนั้นเองจ๋าก็ไม่ได้คิดอะไร ในใจคิดเพียงว่ากลิ่นเน่าๆเมื่อกี้คงมาจากกองกระดูกนี้แน่ๆ เพราะสำรวจตามอาคารครบทุกชั้นแล้ว

เพื่อนหัวโจกก็บอกว่า ลงไปนั่งพักที่ใต้ต้นไม้กันดีกว่า จะได้ไปเก็บผลไม้มานั่งกินด้วย พอแดดร่มก็จะปั่นจักรยานออกกำลังกายที่รอบๆ สโมสรแห่งนี้ พอเหนื่อยค่อยกลับบ้านกัน ทุกคนก็เป็นอันตกลงพากันไปนั่งใต้ต้นมะม่วง เอาขนมที่พกมาจากบ้านมาแบ่งกันกิน แล้วก็นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย พอตะวันเริ่มคล้อยจะตกดิน ก็กะเวลาประมาณ 5 โมงเย็นเห็นจะได้ ก็เลยชวนกันปั่นจักรยานออกกำลังกายรอบๆ สโมสร พอปั่นกันจนเหนื่อยได้ที่ พวกเราก็พากันมาจอดตรงด้านหน้าอาคาร ตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น แสงอาทิตย์เริ่มจะไม่ค่อยมี แต่ก็ยังพอเห็นบ้าง พวกเรากะว่าพักเหนื่อยกันเสร็จก็จะกลับบ้านกันเลย ในระหว่างที่พักอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงดัง ตุ๊บ!! เหมือนมีของอะไรสักอย่างที่หนักมากๆ หล่นลงมากระแทกพื้น

แต่พอทุกคนหันไปมองตามเสียง กลับไม่พบต้นตอของเสียงนั้นเลย ก็เลยสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นแมวหล่นลงมาหรือเปล่า ตอนนั้นพวกเราก็ไม่ได้คิดอะไรยังคุยกันเสียงดังอยู่ ซักพัก มีเสียงกรี๊ดตามด้วยเสียง ดัง ตุ๊บ!! อีกครั้ง ทุกคนก็หันไปมองพร้อมกันอีก ก็ยังไม่เจอต้นตอของเสียงนั้น แต่คราวนี้มันมีกองเลือดขนาดใหญ่อยู่ตรงที่ๆ เราได้ยินเสียงอะไรสักอย่างหล่น ทุกคนเริ่มใจคอไม่ดี แต่ก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องของผีสาง

ซักพักเพื่อนในกลุ่มก็ร้องไห้ขึ้นมา พลางชี้ไปบนตัวอาคาร ด้วยสัญชาตญาณ เพื่อนๆก็พร้อมใจหันไปมองทางที่เพื่อนชี้ ภาพที่เห็นคือ ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคาของตัวอาคารแล้วก็กำลังมองมาที่กลุ่มของพวกเรา แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆแสยะยิ้มมาทางพวกหนู จากนั้นค่อยๆเอียงตัวไปทางซ้าย แล้วค่อยๆเอียงตัวไปทางขวา จนลำตัวขนานไปกับพื้นผิวของหลังคา ซึ่งมันผิดมนุษย์มนาเอามากๆ ลำพังขึ้นไปยืนบนหลังคานั้นก็ว่ายากแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ในขณะนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็กรีดร้องขึ้นมาแล้วกระโดดลงมาต่อหน้าต่อตาทุกคน

หลังจากนั้นพวกเราก็ตัวใครตัวมัน จ๋าปั่นจักรยานหนีแบบไม่คิดชีวิต จนมาถึงบ้านของตัวเองได้อย่างปลอดภัย จ๋าร้องไห้เข้าไปในบ้านจนพ่อแม่เข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไปเจออะไรมา จ๋าจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อฟัง และก็โดนพ่อบ่นไปชุดใหญ่ และห้ามเด็ดขาดว่า ไม่ให้ใครเข้าไปในสถานที่ตรงนั้นอีก จ๋าเองก็คิดว่าเรื่องราวน่าจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น เรื่องหลอนที่สุดกำลังเกิดขึ้นกับเพื่อนของจ๋าเอง หลังจากที่จ๋าโดนพ่อบ่น จาก็ออกไปกินข้าว อาบน้ำ ดูทีวี และกำลังจะเข้านอน ตอนนั้นก็ประมาณสามสี่ทุ่มได้ ลุงศักดิ์ซึ่งเป็นพ่อของเพื่อน ก็มาหาจ๋าที่บ้าน

พอลุงศักดิ์มาถึงก็ถามว่า มัดกับเมย์มาที่นี่ไหม(สองคนนี้เป็นฝาแฝด) จ๋าก็เลยตอบลุงศักดิ์ไปว่าไม่ได้มา ลุงศักดิ์ก็บอกว่า “ป่านนี้สองคนนั้นยังไม่กลับเข้าบ้าน ไปตามหาที่บ้านเพื่อนคนอื่นๆก็ไม่เจอ จนมาหาที่บ้านหนูหลังสุดท้ายนี่แหละ” พ่อของจ๋าเห็นว่าไม่ค่อยดีแล้ว เลยบอกลุงศักดิ์ว่า วันนี้พวกเด็กๆไปทำวีรกรรมไว้ พ่อและลุงสักดูสีหน้าไม่ค่อยดี และก็คุยอะไรกันต่อได้สักพัก ก็พากันขับรถออกจากบ้านไป จนจ๋ามารู้ทีหลังเพราะพ่อเล่าให้ฟังว่า

หลังจากที่พ่อกับลุงศักดิ์ออกจากบ้านไป ก็ไปหาผู้ใหญ่บ้านแล้วระดมชาวบ้านมาช่วยกันตามหามัดกับเมย์ ตอนนั้นมีคนมาช่วยกันตามหาเกือบ 30 คน ถือคบเพลิงไปด้วย เริ่มแรกตามหาบริเวณรอบๆตัวอาคาร เพราะทุกคนคิดว่าเพื่อนของจ๋าทั้งสองคน น่าจะตกใจจนวิ่งหนีไปที่ไหนสักแห่ง แต่หายังไงก็หาไม่เจอ จนตัดสินใจเดินไปตามหาบนตัวอาคาร แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจออีก ทุกคนเริ่มหมดหนทาง จบไม่ลุงคนหนึ่ง แกเป็นสัปเหร่อ และเป็นคนที่มีวิชาอาคม ก็ได้ทำตามวิธีความเชื่อของชาวบ้าน นั่นก็คือการขอขมาเจ้าที่เจ้าทาง ให้ช่วยเปิดทางตามหาเด็ก 2 คนนั้นให้เจอ

พอทำพิธีเสร็จก็ออกมาหาอีกครั้งจนได้พบเพื่อนฝาแฝดของหนู นั่งร้องไห้กอดกันอยู่ในสระว่ายน้ำ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พ่อของจ๋าก็เดินผ่านจุดนั้นตั้งหลายรอบ แต่กลับไม่เจอใครเลย เพื่อนฝาแฝดของจ๋ามาเล่าให้ฟังทีหลังว่า..หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นกระโดดลงมา แล้วทุกคนกำลังหนีกระเจิดกระเจิงกันไปนั้น มัดซึ่งเป็นแฝดพี่กำลังควบจักรยานรอให้น้องตัวเองมาซ้อนท้ายอยู่นั้น เพื่อนๆทุกคนก็หนีกันออกไปหมดแล้ว เหลือจักรยานมัดเป็นคันสุดท้าย ขณะที่เมย์กำลังขึ้นซ้อนท้ายนั้นเอง ผีผู้หญิงคนนั้นก็คลานมาด้วยความเร็วจนมาถึงจักรยานของทั้งคู่

ผีตนนั้นก็ดึงท้ายจักรยานไว้ไม่ให้เพื่อนของจ๋าปั้นออกไปได้ แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย มารู้ตัวอีกที ก็อยู่ในสระว่ายน้ำแล้ว หลังจากนั้นก็มีคนมากมายตะโกนเรียกชื่อมัด พร้อมๆกับถือคบเพลิงไปด้วย มัดมองเห็นพ่อของจ๋าเดินผ่านไปผ่านมาหลายครั้ง มัดเองก็พยายามตะโกนว่า “หนูอยู่ตรงนี้ ช่วยหนูด้วย” แต่กลับไม่มีที่ท่าว่าพ่อของหนูจะได้ยินเลย แล้วซักพักใหญ่ๆก็ถึงจะมีคนมาเจอมัดนั่นแหละ ตอนนั้นจ๋าเองไม่คิดที่จะหาคำตอบ ว่าเรื่องที่ตัวเราเจอนั้นคืออะไร แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร จนเวลาล่วงเลยไปหลายปี ตัวของจ๋าก็ได้มีโอกาสไปเจอกับคุณลุงท่านหนึ่ง บ้านของแกอยู่ใกล้ๆกับทางเข้าสโมสรร้างแห่งนั้น แกเล่าให้ฟังว่า

สโมสรแห่งนี้แต่เดิมเจ้าของเก่าจะสร้างให้เป็นสโมสรฟุตบอล มีฟิตเนส สระว่ายน้ำ และก็สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆมากมาย แต่ก็ประสบปัญหากับพิษเศรษฐกิจในสมัยนั้น ก็เลยเลิกกิจการไป จนมีคนมาซื้อกิจการต่อ และก็ยังคงทำเป็นสโมสรฟุตบอลแบบเดิม ในระหว่างที่กำลังปรับปรุงตัวอาคารอยู่นั้น จะมีแรงงานชาวพม่า ที่เข้ามารับจ้างทำงานก่อสร้าง และมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง เกิดทะเลาะกัน จนภรรยาเกิดน้อยใจ กระโดดจากตึกชั้น 3 ลงมาเสียชีวิต พร้อมๆ กับลูกในท้องที่เป็นลูกแฝดอีกด้วย และจุดที่ผู้หญิงคนนั้นกระโดดลงมาเสียชีวิต ก็คือจุดที่พวกหนูไปเจอมานั้นเอง หลังจากนั้นพวกคนงานก็อยู่กันไม่ได้ เพราะวิญญาณของเธอนั้นเฮี้ยนมาก เปลี่ยนคนงานใหม่กี่ชุด กี่ชุดงานก็ไม่เคยเสร็จ นิมนต์พระมาก็แล้วก็ยังแก้ไขไม่ได้ จนเจ้าของก็เลยปล่อยให้ทิ้งร้างไป

พวกหนูเลยเดากันเล่นๆว่า อาจจะเป็นเพราะว่าผีผู้หญิงเขามีลูกฝาแฝดเลยเป็นสาเหตุที่วันนั้น เขาเลยเลือกเอามัดกับเมย์ไปหรือเปล่า แล้วคุณลุงยังเล่าอีกว่า คนที่เอาวัวเอาแพะไปเลี้ยงที่สโมสรร้างนั้น วันดีคืนดีวัวเกิดหายไป พอตามรอยเท้าไป ปรากฏว่าเป็นรอยเท้าเดินเข้าไปในตัวอาคาร จนไปเจอเศษซากที่เครื่องในหาย อวัยวะฉีกขาดเลยก็มี และที่น่าแปลกคือ มักจะไปเจอซากสัตว์พวกนี้ อยู่บริเวณชั้น 3 ของอาคาร ทั้งๆที่ตามหลักแล้ว สัตว์ประเภทนี้ไม่น่าจะขึ้นบันไดสูงขนาดนั้นได้เลย จ๋าก็เลยย้อนกลับไปถึงตอนที่พวกตัวเองเจอกองกระดูกอยู่บนชั้น 3 พอคิดๆ ดูแล้ว มันก็คงเป็นแบบที่ลุงเขาว่าจริงๆนั่นแหละ