เสียงเรียกจาก น้ำตก…เจอดีที่น้ำตกวังตะไคร้

เรื่องที่เราจะเล่าต่อไปนี้ เป็นช่วงที่เราอายุ 17 จะ 18 ปี และเราได้ไปเจอเหตุการณ์แปลกๆ มาจากสถานที่แห่งหนึ่ง จนได้มาเจอเรื่องราวความจริงบางอย่างที่เคยเป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีก่อน เราขอใช้ชื่อเรื่องว่า “ เสียงเรียกจาก น้ำตก… ”

เรื่องมันเริ่มมาจากที่เราได้ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพตอน ม.5 ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมของเราพอดี แม่กับพ่อก็ลงมาหาที่กรุงเทพ วันนั้นเราเลยตกลงกันว่า ไหนๆ ก็มารวมตัวกันแล้ว ก็เลยจะไปเที่ยวกัน แม่โทรหาบรรดาญาติๆ ที่มาทำงานที่กรุงเทพ เพื่อที่จะนัดไปเที่ยวกัน พวกเราตกลงกันว่าจะไปเที่ยวที่น้ำตกแห่งนึงในจังหวัดนครนายก เพราะใกล้ที่สุด เมื่อถึงวันไปเราขึ้นรถน้าเราไป เพราะน้าเป็นคนขับรถตู้

พวกเราไปกันประมาน 10 กว่าคน ก็รถตู้คันนึงพอดี เรานั่งกับพี่บี ในรถก็มีเด็กๆ อยู่สองคน ซึ่งเป็นหลานฝาแฝดของเราเอง ชื่อป๊อกกับป๊อป เป็นผู้ชายทั้งคู่ ตอนนั้นอายุเท่าไรเราก็จำไม่ได้ เด็กก็ซนกันตามประสาเด็กผู้ชาย ส่วนวัยใกล้เคียงกับเราก็จะมี พี่บี พี่ฟ่าง พี่บุ๋ม (ลูกพี่ลูกน้องเรา) พี่บอย (พี่ชายเจ้าแฝด) ตอนที่พวกเรานั่งอยู่บนรถ ก็ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน สักพักเราก็หลับ พอตื่นมาอีกทีคือถึงน้ำตกแล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่คือที่ไหน เพราะไม่มีใครพูดถึงชื่อของสถานที่ที่จะไป แค่บอกว่าจะไปน้ำตกแค่นั้น

พวกเราลงจากรถ เด็กๆ วิ่งไปรอบๆ ด้วยความดีใจ แม่บอกให้พวกเราเอาเสื่อไปจับจองที่นั่งค่ะ เพราะวันนั้นคนเยอะมากค่ะ เป็นช่วงวันหยุดด้วยมั้ง พวกเราก็ไปหาที่นั่งกัน และตามประสาคนอีสานค่ะ เวลาจะไปพักผ่อนที่ไหนกัน ขาดไม่ได้คือ เครื่องตำส้มตำ พวกเราช่วยกันขนของจนเสร็จ ก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงไปเล่นน้ำ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เราก็เดินไปเช่าห่วงยางให้เจ้าแฝด ในขณะที่พวกพี่ๆ ลงไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เราก็เดินตามไปถึงที่ลงเล่นน้ำกัน แต่เราสังเกตเห็นผู้ชายคนนึงอยู่ในกลุ่มพี่เราค่ะ เราก็เพ่งมองอยู่นาน

เพราะในกลุ่มเรามีกัน 5 คน มีผู้ชายคนเดียว แล้วผู้ชายอีกคนเป็นใคร ระหว่างที่เรายืนมองอยู่ ก็รู้สึกเหมือนมีใครมาผลักเรา เฮ้ย !!!! ตู้ม !!! เราตกน้ำค่ะ หันมาอีกที ไอ้สองแฝดยืนหัวเราะกันใหญ่ ด้วยความที่เราโมโหเลยไม่ให้ห่วงยางที่เช่ามา เราก็ลอยตัวในห่วงยางน่าตาเฉยเลยค่ะ ไม่สนใจเสียงร้องเรียกของเด็กๆ เราลอยไปยังไม่ถึงไหนเลยค่ะ เจ้าแฝดก็ร้องไห้เพราะโดนเราแกล้ง เราก็เลยหันไปจะเอาห่วงยางไปให้ เห็นป๊อกยืนร้องไห้อยู่ และเห็นป๊อปวิ่งไป ด้วยความีรู้สึกผิด เลยเรียก

” ป๊อป ป๊อป!! ไปไหน มานี่ พี่เอาให้แล้ว ” สิ้นเสียงเราก็มีเสียงขานรับอยู่ข้างๆ อะไรพี่ที ป๊อปอยู่นี่ไง เราหันไปเจอป๊อปอยู่ข้างๆ เฮ้ย !! มาไง แล้วเมื่อกี้ใครวิ่งร้องไห้ไปอ่ะป๊อก เราหันไปหาป๊อกที่ยืนเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ น้ำตก ป๊อกพูดด้วยความโมโหเรา จะมีใครล่ะ ก็ยืนอยู่คนเดียวเนี่ย ผีหลอกละมั้ง !!! เราเลยบอกว่า พูดบ้าไร มาๆ ลงมา แล้วเล่นอยู่ตรงนี้นะใกล้ๆ แม่ ตรงที่พี่เล่นมันอันตราย แล้วเราก็ยื่นห่วงยางให้เด็กๆ แล้วหันหลังเดินไปหาพวกพี่ๆ แต่ประโยคนั้นมันก้องเข้ามาในหู “ ผีหลอกละมั้ง ” เราคิดในใจว่า ขอหล่ะ อย่าให้เจอให้เห็นอะไรอีกเลย ขอเที่ยวแบบสนุกๆ เถอะ

เราเดินไปเรื่อยๆ อยู่ๆ ก็มีมือมาจับที่แขนเรา เราสะดุ้งเลยค่ะ ” ไอ้ทีเป็นไร เดินเหม่อๆ เดี๋ยวก็เตะก้อนหินหรอก ” พี่บีพูดกับเรา ” อ่อ ป่าวจ๊ะ คิดไรนิดหน่อย ” เราตอบ แล้วก็เดินไปพร้อมกับพี่บี ขณะนั้นเราก็ยังเห็นผู้ชายคนนั้นอยู่ค่ะ แต่พอเราเดินเข้าไปใกล้จะถึงแล้ว ผู้ชายคนนั้นเขาวิ่งค่ะ วิ่งเร็วมาก แล้วหายไปในผู้คนที่เล่นน้ำกันอยู่ อันที่จริงมันก็ไม่น่าแปลกนะคะ แต่เราคิดว่ามันแปลกตรงที่ทำไมวิ่งได้เร็วขนาดนั้น วิ่งเหมือนวิ่งแข่งบนถนนธรรมดา นั่นมันในน้ำนะ และความสูงก็ประมานเอวด้วย แต่เค้าวิ่งแบบน้ำไม่กระจายสักนิด เราก็คิดในทางที่ดีค่ะ เพราะไม่อยากเจออีก เราเลยคิดว่า บ้านเค้าคงอยู่แถวนี้ คงวิ่งจนชินละมั้ง (โลกสวยค่ะตอนนั้น)

เราถามพี่บีในทางอ้อมๆ ว่า ” พี่บีเล่นกันอยู่แค่นี้เหรอ พวกน้าๆ ไปไหนอ่ะ ” พี่บีบอกว่า ” พี่ก็เล่นกันอยู่ 4 คนเนี่ย ตั้งนานแล้ว พวกผู้ใหญ่เค้าทำไรกินกันมั้ง ” ” อ๋อ อืมๆ ” เราตอบไปแต่ในใจคือ นั่นไง!! กูว่าละ ไม่เคยพลาด ตอนนั้นเราไม่มีความสุขในการเล่นน้ำเลยค่ะ กังวลตลอด พอเล่นน้ำกันไปสักพัก เราก็ขึ้นไปนั่งบนโขดหิน พวกพี่ๆ ยังแลดูสนุกกันมาก คงมีแต่เรานี่แหละ ที่เครียดกับการมาครั้งนี้ เพราะต้องมาลุ้นอีกว่าจะเจออะไร เราเลิกคิดไปพักนึง แล้วมานั่งดูพวกพี่ๆ เล่นน้ำ แต่จู่ๆ เราก็รู้สึกเหมือนมีคนมาจับไหล่เรา พอเราหันไปมอง ไม่มีใครค่ะ มีเจ้าสองแฝดเล่นน้ำอยู่ติดฝั่ง

ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะวิ่งมาแล้ววิ่งกลับไปในเวลาแค่นี้ เราเลยคิดว่าอาจจะเป็นแค่ลมพัด แล้วมโนไปเอง ทีนี้เราก็เลยลงจากก้อนหินแล้วมายืนอยู่ในวงของพี่ๆ แต่พอหันไปมองรอบๆ เราก็เห็นพี่ฟ่างค่ะ พี่ฟ่างเดินไกลออกไปจากพวกเรา ตรงหน้าพี่ฟ่างไม่ถึงห้าเมตรเป็นชั้นล่างของน้ำตกค่ะ เราถามพี่บีว่า พี่ฟ่างไปทำไรตรงนู้น พี่บีเลยเรียกพี่ฟ่าง ” ฟ่าง ฟ่าง ไปทำไรวะ ” พี่บีเรียกเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนก็หันมามอง แต่พี่ฟ่างเหมือนไม่ได้ยินค่ะ ยังเดินต่อไปเรื่อยๆ พี่บอยเลยรีบวิ่งไปดึงแขนพี่ฟ่างมา เพราะเห็นท่าไม่ดี (พี่ฟ่างนางอกหักค่ะตอนนั้น เลยกลัวว่าจะคิดอะไรไปเรื่อย)

พี่บอยพาพี่ฟ่างเดินกลับมา พี่ฟ่างหันมาถามพวกเราว่ามาตั้งแต่เมื่อไร เมื่อกี้ยังเห็นเรียกให้ไปเล่นตรงนู้น เดินกลับมาแล้วทำไมไม่บอก พี่บุ๋มด้วยความที่สนิทกัน เลยพูดว่า ” เรียกห่าไร พวกกูก็อยู่ตรงเนี้ย หันมาอีกทีเห็นมึงเดินไปนู้นแล้ว เดี๋ยวก็ตกน้ำตายหรอก ” พี่ฟ่างทำสีหน้าหงุดหงิด แล้วพูดว่า ” ก็เมื่อกี้กูยังเห็นพวกมึงกวักมือเรียกกูอยู่เลย จะเป็นไปได้ไงวะ ” เรากับพี่บีพอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เลยหันมองแล้วพยักหน้าใส่กัน พี่บีบอกว่า ” ป่ะ เลิกเล่น ” แค่นั้นแหละค่ะ เรากับพี่บีเดินกอดแขนกันแน่น รีบเดินขึ้นฝั่ง พวกเราทุกคนขึ้นจากฝั่งแล้ว ยกเว้นพี่บุ๋มค่ะ เพราะนางไปเจอหนุ่ม นางเลยอยู่ต่อ พวกเราขึ้นจากน้ำมานั่งกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย เจ้าสองแฝดหลังจากเล่นน้ำจนเพลียก็หลับไป

พอตกเย็น คนที่มาเที่ยวก็เริ่มทยอยกลับบ้าน พวกเราก็เก็บของเตรียมตัวจะกลับ เพราะเริ่มมืดแล้ว พวกเราขึ้นไปนั่งบนรถค่ะ แต่อยู่ดีเราเหมือนได้ยินเสียงคนเรียก ” ที ที มาเล่นตรงนี้ ” เสียงนั้นคล้ายเสียงพี่บุ๋มเลย เราก็เลยนึกว่าพี่บุ๋ม เพราะนางยังไม่ขึ้นมา พอเรามองออกไปนอกรถ เราเห็นผู้หญิงยืนกวักมือเรียกอยู่ใต้ต้นไม้ในที่มืดๆ ค่ะ ใจนึงก็นึกว่าพี่บุ๋ม อีกใจก็คิดว่าไม่ใช่แน่ๆ เรานั่งก้มหน้าไม่อยากมองออกไปข้างนอก แต่ก็อีกแหละค่ะ มันอดไม่ได้ เราก็เลยมองออกไปอีกที เอาสิคะ ตอนแรกมาคนเดียว แต่ตอนนี้มาเป็นสิบเลยค่ะ ยืนกวักมือเรียกเรา ทีนี้เราเอนเบาะไปข้างหลังแล้วนอนเลยค่ะ ไม่อยากลุกขึ้นอีกแล้ว คิดในใจว่าเอาวะ ข้างในรถมีพระ ทำไรเราไม่ได้หรอก

พักนึง พี่บอยพูดขึ้นว่า ” ไอ้บุ๋มไปไหนของมันวะ ไอ้บีกะไอ้ทีไปตามมันซิ สงสัยอยู่กับไอ้นั่นแน่ๆ ” เรารีบปฏิเสธเลยค่ะ เพราะกลัวมาก พี่บีเลยลงไปคนเดียว แต่เราก็อดห่วงพี่สาว เลยตัวสินใจเดินตามไปด้วย ตามคาดค่ะ เราเดินไปเจอพี่บุ๋มคุยอยู่กับผู้ชายคนนั้นจริงๆ พี่บีเลยตะโกนเรียกให้กลับบ้าน แต่พอเรากำลังจะหันกลับไปขึ้นรถ เรารู้สึกเหมือนยังมีคนเล่นน้ำตกอยู่ เราเลยหันไปดู ชัดเลยค่ะ มีคนเล่นน้ำตกอยู่จริงๆ เป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่เราเห็นมายืนกวักมือเรียกเรา เราจับมือพี่บีแล้วรีบวิ่งขึ้นรถเลยค่ะ พอทุกคนมาถึงที่รถแล้ว รถก็ออกทันที แต่ตอนรถขับออกมาเราก็หันไปเห็นป้ายตรงทางเข้าน้ำตก เขียนว่า “ น้ำตกวังตะไคร้ ” เราก็เฉยๆ ค่ะ คิดแค่ว่าจะไม่มาอีกแล้ว หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยกับสิ่งที่เจอ

จนกระทั่งเปิดเทอม เราได้ทำรายงานเป็นกลุ่มเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อนเราคนนึงในกลุ่มก็ถามเราว่าปิดเทอมไปไหนมา เราเลยบอกว่า ” ไปน้ำตกที่นครนายกมา ” มันถามต่อว่า ” วังตะไคร้ป่ะ ” เราบอกว่า ” อืม ๆ ” มันเลยถามต่อว่า ” ถ่ายรูปมาบ้างมั้ย ” เราก็บอกว่า ” ก็มีถ่ายบ้างนะ กับพวกพี่ๆ เราน่าจะมีถ่ายมาบ้างแหละ ” มันเลยหันไปบอกกับเพื่อนๆ ว่า ” ทำเรื่องนี้แหละ น้ำตกวังตะไคร้ มีรูปแล้วไม่ต้องหา ” แล้วนางก็ยิ้ม เพื่อนในกลุ่มดีใจกันใหญ่ ที่จะไม่ต้องทำอะไรเยอะ หน้าที่ของเราคือรวบรวมรูปถ่ายที่พี่ๆ ถ่ายมาได้ ( แอบคิดกันใช่มั้ยว่าถ่ายติดอะไรมา ไม่มีค่ะ ) ส่วนพวกเพื่อนๆ เราก็แยกย้ายกันไปหาข้อมูล

เมื่อวันที่ต้องรวมเล่มรายงานมาถึง พวกเราก็เอาข้อมูลมารวมกัน พอเราอ่านไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้พรีเซ้นต์ แต่เราเห็นกระดาษสองแผ่น อยู่นอกเล่มรายงานเราเลยถามเพื่อนว่า ” นี่อะไร ไม่รวมในเล่มเหรอ ” เพื่อนคนที่หาข้อมูลนี้มาพูดขึ้นว่า ” เอ้อ ว่าจะเอามาให้อ่าน ” เพราะกลับไปเล่าให้พ่อฟังว่าจะทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ พ่อเลยบอกว่าที่น้ำตกวังตะไคร้ เคยมีภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วย ก็เลยไปหามา แต่ไม่อยากเอาเข้าเล่ม เราเลยถามว่าทำไมวะ แล้วก็หยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน

ในข้อความระบุไว้ดังนี้ค่ะ ” วิบัติภัยครั้งร้ายแรงนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 25 ก.ย. 2537 ขณะนักท่องเที่ยวกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำอย่างสนุกสนานที่น้ำตกในอุทยานวังตะไคร้ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ได้เกิดคลื่นน้ำป่าขนาดมหึมาพัดพาทุกอย่างอย่างบ้าคลั่ง รวมทั้งชีวิตผู้คนนับร้อยถูกสายน้ำกลืนหายไปในชั่วพริบตา และ 21 ชีวิตต้องสังเวยกับเหตุการณ์นี้ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อเวลา 14.00 น. ขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังเพลิดเพลินกับสายน้ำของน้ำตกวังตะไคร้ เพียงแค่เสี้ยววินาที น้ำป่าสีแดงดั่งเลือดก็ไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรง

จนนำไปสู่ความโกลาหลและโศกนาฏกรรมในที่สุด ขณะเกิดเหตุชาวบ้านในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ ต่างให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่บริเวณโขดหิน รวมถึงที่ลอยคอตามแรงของน้ำป่า และนี่เป็นแนวทางการช่วยเหลือที่เสี่ยงชีวิตของเจ้าหน้าที่ไม่น้อย เพราะกระแสน้ำก็พร้อมจะพัดพาเจ้าหน้าที่ขณะให้ความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน หลังจากน้ำป่าสงบลงก็ยังมีนักท่องเที่ยวสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก แม้จะสิ้นแสงในวันโศกนาฏกรรม แต่เจ้าหน้าที่ยังมีความหวังที่จะค้นหาผู้รอดชีวิต เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏกับเป็นร่างที่ถูกน้ำป่ากลืนวิญญาณ…… ”

เราอ่านถึงแค่นี้ น้ำตาไหลเลยค่ะ สงสารผู้คนเหล่านั้นจับใจ เพราะเหตุผลที่พวกเค้ายังอยู่ คงเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่แท้จริงของเขา ปัจจุบันเราเชื่อว่า อาจมีวิญญาณบางดวงยังคงวนเวียนอยู่ ตั้งแต่นั้นมา เวลาใส่บาตรเราไม่เคยพลาดที่จะอุทิศส่วนกุศลให้เค้าเหล่านั้นเลย

ขอบคุณเรื่องจาก : Pantips.com