เวลา…ที่หยุดเดิน

สวัสดีครับเรื่องที่จะมาเล่าในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องผีที่สยองขวัญหรือว่าน่ากลัวสักเท่าไหร่ แต่ก็คงจะไม่น่าเบื่อสำหรับใครหลายๆคนนะครับ อย่างไรก็ตามโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากไม่ถูกจริตของท่านก็ขอให้อ่านเพียงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เพราะทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ความเชื่อส่วนบุคคล
อย่างที่ผมได้เคยเล่าไว้ในหลายๆกระทู้ก่อนหน้านี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินทาง และการเดินทางนั้นก็มักจะพาเราเข้าไปพัวพันพบเจอกับเรื่องราวหลายๆอย่าง ครั้งนี้ก็เช่นกันผมเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่ก็ไปได้เพียงแค่จังหวัดใกล้ๆเท่านั้น

การเที่ยวของพวกผมนั้นก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนอกจากการไปดูบ้านดูเมืองแถวๆนั้นไปชิมไปกินอาหารพื้นบ้าน ได้ดูวิวดูบ้านสวยๆมันก็พอแล้วสำหรับตัวผมและเพื่อนๆ เรื่องมันเริ่มในช่วงคืนแรกของการเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาเรียกว่าโรงแรมไหมแต่มันจะเป็นห้องพักเล็กๆแยกออกจากกันพอให้เห็นเป็นสัดเป็นส่วน ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างออกมาจากชุมชนพอสมควร ติดไปทางชายทุ่งของจังหวัด แต่รอบข้างนั้นก็ล้อมรอบด้วยบ้านเรือนตามปกติ
เราไม่ได้เตรียมตัวกันไปมากเท่าไหร่ ช่วงกลางคืนจึงไม่มีแผนว่าจะไปเที่ยวที่ไหน อีกอย่างมันก็ห่างออกจากตัวเมืองมาพอสมควรรถราเราก็ไม่ได้เอาไปเอง ที่ทางยิ่งแล้วใหญ่ สุดท้ายเลยจบลงตรงที่ ซื้อของกินและเครื่องดื่มมาปาร์ตี้กันเล็กๆในห้องพักด้วยตัวเอง

เราคุยเล่นกันไปจนดึกจนดื่นก็เริ่มง่วงคงเพราะวันนี้เพิ่งเดินทางมาถึง เราเลยตกลงกันว่าเราจะนอนพักกันก่อน เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้จะได้มีแรงไปเที่ยวให้คุ้มกับที่มา
เรานอนอัดกันห้องพักห้องเดียวเพราะไม่อยากเสียเงินไปกับค่าที่พัก ผมได้นอนที่พื้นชิดรมหน้าต่าง เราดื่มกันไปแค่นิดเดียวก็เอาไปแช่ตู้เย็นเก็บไว้ยังไม่ทันจะได้รู้สึกเมาอะไร ทุกคนจึงแน่ใจว่าในคืนนั้นพวกเรามีสติครบถ้วนสมบูรณ์ดี

ผมหลับไปก่อนเพื่อนด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเพราะตอนที่ผมหลับตานั้นเพื่อนยังนั่งเล่นโทรศัพท์กันอยู่ แล้วไม่นานเท่าไหร่ผมก็ตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลกๆ อาจเป็นเพราะผมนอนอยู่กับพื้นจึงได้ยินเสียงที่มันสะท้อนมาตามพื้นได้ชัดเจน เสียงฝีเท้าหนักๆหลายคู่ดังสะท้อนมาเบาๆตามพื้นกระเบื้องของที่พัก แม้มันจะเบาแต่มันก็มากพอที่จะทำให้คนที่นอนอยู่บนพื้นตื่นได้ เพราะนอกจากเสียงนั้นแล้วแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาก็ยังมีอยู่ตลอดไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นขาดหายไป ‘ใครมาวิ่งอะไรดึกๆวะ’ เพื่อนคนหนึ่งที่เหมือนจะนอนไม่หลับพูดขึ้นมาจากบนเตียง ‘เออนั่นดิ เด็กบ้านไหนมันวิ่งเล่นป่าววะ’ เพื่อนที่นอนถัดจากผมไปพูดตอบ

หลังจากที่เพื่อนทั้งสองคนพูดขึ้นมาทำให้ผมแน่ใจว่าผมไม่ได้ได้ยินเพียงคนเดียวแล้วอีกสองคนก็ยังไม่ได้หลับไปไม่ก็ตื่นเพราะเสียงเหล่านี้ ผมที่นอนอยู่ใกล้สวิทซ์ไฟที่สุดจึงลุกขึ้นไปเปิดไฟให้สว่าง หลังจากที่เปิดไฟแล้วผมก็ลงมานั่งที่พื้นมองไปที่เพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่เหมือนกัน เรามองหน้ากันด้วยความหงุดหงิดเพราะมันก็ดึกแล้วควรเป็นเวลาที่เราควรจะได้พักผ่อน เพื่อนคนหนึ่งที่อยากรู้เลยเดินออกไปเปิดประตูเพื่อนหาที่มาของเสียงรบกวนนั้น ประตูห้องพักถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วหวังว่าแรงที่ใช้ผลักประตูนั้นจะทดแทนการดุด้วยวาจาของเจ้าของเสียงรบกวนได้ แต่เมื่อเปิดออกไปก็กลับพบเจอเพียงความว่างเปล่าของทางเดิน เพื่อนผมชะโงกหน้าผ่านวงกบประตูออกไปยังทางเดินแทนที่จะเดินออกไปทั้งตัวด้วยความระแวง

ที่ใกล้ๆนั้นมีป้าแม่บ้านคนหนึ่งกำลังก้มเก็บเศษขยะตามทางเดินใส่ถุงอยู่ ผมกับเพื่อนอีกคนจึงเดินไปหาเพื่อนที่หน้าประตูทันทีเพราะไม่เห็นเพื่อนกลับเข้ามา
‘ป้าครับๆ เห็นเด็กมาวิ่งเล่นแถวนี้ไหมครับ เสียงดังมากเลยนอนไม่หลับ’ ‘ไม่มีนะหนู ป้าก็อยู่ตรงนี้ไม่เห็นได้ยิน’ พวกเรามองหน้ากันเพราะคำตอบที่ป้าให้เรานั้นไม่ตรงกับสิ่งที่เรารับรู้ เราปิดประตูเงียบๆเข้ามาอยู่ในห้องตามเดิม เราหันมานั่งคุยกันต่ออีกพักหนึ่งเพราะเพื่อนผมเริ่มจะระแวงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรเราก็จะโทษว่าเป็นเรื่องของผีสางไปเสียหมด แต่ทุกครั้งที่พวกเพื่อนออกมาเที่ยวกับพวกผมก็มักจะได้เรื่องกับแทบทุกครั้ง

เพื่อนคนหนึ่งเสนอความคิดว่าไหนๆก็นอนไม่หลับแล้ว คว้าเอาเครื่องดื่มในตู้เย็นออกมาดื่มกันต่อเสียเลยแล้วกัน และแน่นอนว่าไม่มีใครห้าม และไม่เห็นด้วย
เรานั่งกินกันต่อไปได้สักครู่ก็เริ่มที่จะมีอาการมึนจาฤทธิ์สุราแต่ยังไม่ถึงกับเมา เราจึงหยุดกันไว้เพียงเท่านี้ก่อนจะไปถึงขั้นเมาแล้วพรุ่งนี้จะอดเที่ยวกัน
ในตอนที่เรากำลังเก็บข้าวของที่วางไว้ตามพื้นหูของพวกผมก็ได้ยินเสียงรบกวนอีกครั้ง เสียงนั้นดังชัดเจนอยู่ในหูซึ่งทุกคนก็ได้ยินเหมือนกัน แต่คราวนี้ผมรู้สึกว่าน้ำหนักของเสียงนั้นต่างออกไป มันไม่ได้ดังขึ้นแต่มันเหมือน เยอะขึ้น

เสียงฝีเท้าหนักๆจากกลุ่มคนยังคงลอยอยู่ในอาการอย่างไร้ที่มา เพื่อนผมทิ้งทุกอย่างไว้บนพื้นตามเดิมพร้อมห่มผ้าอย่างเตรียมพร้อม ‘ปิดไฟให้ด้วย กรุไม่ลุกแล้ว’ นั่นคือประโยคที่เพื่อนโยนความรับผิดชอบมาให้ผม ผมเดินไปปิดไฟตามคำสั่งของเพื่อนแล้วทิ้งตัวลงบนพื้นใกล้ๆกับสวิทซ์นั้น หัวที่เริ่มหนักกว่าปกติเมื่อถึงหมอนทำให้ง่ายต่อการเข้าสู่ภวังค์ของการหลับ แต่ในตอนที่ก่อนจะหลับไปนั้นผมยังรู้สึกได้ถึง แรงสั่นสะเทือนของน้ำหนักเท้านั้นอย่างชัดเจน เราตื่นมาในตอนเช้าโดยไม่มีอะไรผิดปกติ เราออกไปเที่ยวกันตามความอยากโดยส่วนมากก็จะไปเยี่ยมเยียนวัดวาอารมแถวนั้นเพราะยังพอมีซากเมืองเก่าให้ได้เห็นอยู่บ้าง
ในตอนกลางคืนเรากลับมาที่พักแล้ว แต่คืนนั้นเราไม่ได้สังสรรค์กันเหมือนเมื่อคืนเนื่องจากทั้งวันเราเที่ยวมามากพอแล้ว คืนนั้นเราต่างคนก็ต่างพักตามอัธยาศัย
ส่วนตัวผมนั้นเลือกที่จะออกมาเดินเล่นข้างนอกเพาะเห็นว่าอากาศในตอนนั้นค่อนข้างเย็น บรรยากาศรอบๆก็ดูสวยงามดีตามรูปแบบของชนบท ผมเดินเล่นไปรอบๆตัวที่พักหาที่นั่งสงบๆ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ระหว่างที่เดินเล่นอยู่นั้นผมก็ได้รับสายโทรศัพท์ ผมเดินคุยโทรศัพท์อยู่นานก็เริ่มได้ยินเสียงรบกวนแปลกๆนั้นอีก คราวนี้ผมพยายามเดินตามเสียงนั้นไปให้เจอต้นตอ แต่สายโทรศัพท์ที่ยังคุยค้างอยู่ทำให้ผมไม่มีสมาธิเลยเลือกที่จะขอวางสายไปก่อน ผมพยายามเดินตามเสียงนั้นไป แต่มันก็แปลกตรงที่ พอผมเดินไปตามทางที่คิดว่าเสียงสะท้อนมา เมื่อไปถึงเสียงมันก็เหมือนดังมาจากอีกทางหนึ่ง ผมเดินวนไปวนมาอยู่นานก็ยังไม่สามารถหาต้นตอของเสียงนั้นได้
‘เฮ้ย ไอ้หนู มาทำอะไรดึกๆ’ ผมสะดุ้งกับเสียงเรียกที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมหันหลังกลับมามองเจ้าของเสียงพร้อมแสงจ้าจากไฟฉายที่จงใจส่งมาตรงหน้า  ลุงยามที่ดูแล้วจะสงสัยว่าผมออกมาทำอะไรดึกๆ พาลจะนึกว่าเป็นโจรด้วยซ้ำ ผมพยายามบอกแกว่าผมเป็นลูกค้า ผมมาพัก ไม่ได้เข้ามาเองอยู่นาน จนแกเชื่อ เพราะชุดนอนที่ผมใส่อยู่

ตอนแรกผมก็บอกลุงแค่ว่าผมออกมาเดินเล่น แต่มันก็ไม่แล้วใจผมเลยตัดสินใจถามลุงออกไปตรงๆ ลุงแกอายุมากแล้วเผื่อจะมีเรื่องเล่าอะไรให้ฟังบ้าง อย่างน้อยก็ได้เอามาเขียนหนังสือ ‘ลุง เมื่อกี้ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งไหมครับ’  ลุงส่ายหัวปฏิเสธแทนคำพูด พอได้คุยกับลุงใกล้ๆแล้วก็ได้กลิ่นเหล้าขาวจางๆมาจากลุง ผมได้ทีจึงขอตัวเดินกลับไปที่ห้องก่อน พอกลับมาที่ห้องก็เห็นว่าเพื่อนๆหลับกันไปแล้ว ผมหยิบเอาเหล้าที่ยังเหลืออยู่ติดมือออกมาเดินตรงไปหาลุงยามทีน่าจะยังอยู่ที่เดิม เมื่อเดินมาถึงก็เป็นไปอย่างที่คิด ลุงแกนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆกับป้อมยามประจำตำแหน่งของแก ผมเดินเข้าไปใกล้ๆลุงแกก็ตกใจพยายามเอาขวดเหล้าขาวที่วางอยู่หลบไปทางด้านหลัง ผมยิ้มให้ลุงแล้วยกขวดเหล้าขึ้นมาให้แกดู สินบนนั้นได้ผล

ลุงยอมนั่งก๊งกับผมอย่างมีความสุข แกบอกว่านานๆทีจะได้กินเหล้าแดง ท่าทางแกดูชื่นใจมากกับของโปรดตรงหน้า ผมนั่งคุยเล่นกับแกไปสักพักหนึ่งพอแกเริ่มดูกรึ่มๆ ผมก็อาศัยจังหวะนั้นถามเรื่องที่ผมอยากรู้ ประเด็นที่ผมถามคือ ลุงเคยได้ยินหรือมีคนบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับเสียงแปลกๆ คล้ายคนเดินหรือวิ่ง แล้วไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ในความคิดผมน่าจะเกิน 20 30 คน ลุงแกเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนสะอึก แกหันซ้ายหันขวาเหมือนระแวงอะไรบาง แกเดินเปิดไฟให้สว่างเพิ่มแล้วควักเอาสร้อยพระในเสื้อออกมาอาราธนาพุทธคุณตามความเชื่อของแก แกกลับมานั่งตรงหน้าผมด้วยสีหน้าที่จริงจังกว่าเดิม พร้อมยกแก้วขึ้นมาซดให้เหล้าผ่านลำคอลงไปอึกใหญ่ แกกำชับกับผมว่าเล่าไปแล้วก็อย่าย้ายโรงแรมหนีแล้วกัน แต่เอาเข้าจริงเอ็งย้ายไปไหนก็ไม่พ้นหรอก มันกินพื้นที่ไปรอบๆนี้หมดนั่นแหละ

ที่นี่น่ะนะเมื่อสมัยก่อนมันเป็นสนามรบ ไม่ใช่แค่ไทยกับพม่าหรอก มีหลายที่เขามาตีกัน มันเป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาของคนที่นี่ เอ็งก็น่าจะเห็นแล้วบ้างมันมีซากเก่าๆให้เห็นอยู่ บางบ้านนี่เขาจะสร้างบ้านขุดดินดันเจอของเก่าเอาไปขายกันก็มีบ้านลุงเองก็เคยเจอแต่มันเป็นแค่เศษๆไม่สวย เลยไม่มีราคา บางเจ้าเจอดาบเจอชาม ขายกันหมด ร่ำรวย ขายให้พวกนักสะสมรวยๆนั่นแหละ ไม่ใช่แค่นั้นนะ พอมีข้าวของมันก็ต้องมีเรื่องเล่าตามมา ที่นี่จะว่าเฮี้ยนก็ไม่เชิงนะ แต่จะบอกว่าไม่มีเลยมันก็ไม่ได้ เพราะมีคนเขาเจอกันตลอด เจอกันบ่อย ไอ้ที่เอ็งได้ยินน่ะเขาว่าเป็นเสียงทหารยกทัพ บางทีคนมาพักเขาก็มาถามลุงบ้าง ถามแผนกต้อนรับบ้าง แต่ก็ไม่มีใครเขายอมบอกหรอก เดี๋ยวจะหาว่าเราไล่ลูกค้า โดนไล่ออกอีก เห็นว่าเอ็งคุยถูกคอเนี่ยถึงยอมเล่า

นี่ยังเบาๆนะไอ้หนู บางคนเขามาถึงกับได้ยินเสียงดาบเสียงม้าเลยล่ะ หนักสุดก็เห็นกันเป็นตัวๆนี่แหละ โอย เลือดโทรมแผลเหวอะหวะ(ลุงพูดพลางทำท่าขนลุก) ลุงทำงานที่นี่มาก็ยังไม่เคยมีใครมาเจอจังๆที่โรงแรมนี้นะ เขาไปเจอกันโน่น ตรงวัดนั่นน่ะ แล้วก็ทุ่งนาไกลๆนู้น ถ้าเอ็งเดินไปจะเห็นมีจอมปลวกสูงใหญ่มาก แต่เอ็งอย่าไปเลย มันน่ากลัว นี่ไอ้หนู ลุงจะเล่าให้ฟัง เมื่อก่อนนะลุงไม่ได้ทำแค่ยามที่นี่หรอก ลุงรับเขาไปทั่วแหละ ใครจ้างอะไรเราก็ไปหมด มีบ้านถัดจากนี่ไปอีกสองซอยเขาชอบสะสม เขาขุดเจอของเขาไม่พอไปหามาจากไหนอีกไม่รู้เยอะแยะเลย เขาเป็นคนรวยมาจากกรุงเทพคงอยากมีบ้านไว้หนีเมือง
บ้านเขานะใหญ่โต แต่ไม่ค่อยจะอยู่ในนั้นมีแต่ของแพงๆแกเลยมาจ้างลุงให้ขี่จักรยานไปดูบ้านแกทุกคืน จ้างแพงด้วยนะ ใครจะไม่เอา แค่แวะไปดูที่บ้านนั่นทุกชั่วโมง ปั่นจักรยานนิดเดียว แต่ตอนนี้ลุงเลิกแล้วล่ะ  ‘ทำไมล่ะลุง งานง่ายๆ’ ผมถามลุงกลับไปหลังจากปล่อยเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนแกจงใจจะให้ถาม ‘โดนดีน่ะสิวะ’ ลุงพูดพร้อมตีโต๊ะแล้วซดเหล้าลงไปอีกอึกใหญ่

ลุงเล่าต่อไปว่าคืนหนึ่งที่ลุงแกออกไปดูตามปกติ แกก็เอาไฟฉายส่องเข้าไปตามประตูตามซอกบ้านเพราะแกได้กุญแจรั้วมา เดินดูรอบๆก็ไม่เห็นมีใคร ก็เสร็จธุระของแกแล้ว แต่ตอนที่แกกำลังหันหลังกลับจะล๊อกประตูรั้วหูแกก็แว่วได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกัน แกก็ตกใจรีบหันไปดูแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยได้แค่ปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นเสียงมาจากบ้านใกล้เรือนเคียง ลุงแกรีบเดินออกมาด้วยความระแวง ครั้งแรกเรื่องมันจบลงเพียงแค่นั้นแต่ลุงแกยังมีภาระที่ต้องกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกในทุกๆคืน คืนต่อมาแกก็ไปอีกคราวนี้แกบอกว่าแกคล้องพระไปด้วยพร้อมกับอวดใหญ่เลยว่าได้มาจากที่นั่นที่นี่ ผมก็ฟังแกไปโดยที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

คืนที่สองนั้นหนักกว่าคืนแรก ในตอนที่แกเดินสำรวจที่ทางอยู่นั้นแกก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอีก แต่คราวนี้มันดังกว่าเดิมเหมือนคนคุยกันมันเพิ่มขึ้น ด้วยใจที่เชื่อว่าตัวเองมีพระดีก็กำเอาไว้แน่นหวังว่าอยากจะลองดูสักที ผีนี่มันเป็นยังไง แกก็เลยพยายามเงี่ยหูฟัง ‘มันได้ยินนะ แต่มันฟังไม่รู้เรื่องไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน’ นั่นคือคำพูดของลุง ลุงแกฟังต่อไปก็ไม่รู้เรื่องเลยคิดจะกลับแล้ว ในใจก็คิดไปว่า ต้องไม่กลัว เพราะมันต้องมาทุกวัน ชินเข้าไว้น่ะดีที่สุด แกเดินออกมาคิดว่าจะกลับแล้วแต่หูแกดันไปได้ยินเสียงอะไรแปลกๆอีกครั้ง คราวนี้แกเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ แกบอกว่าเสียงมันเหมือนมีดเหมืนดาบ เหมือนเหล็กมันตีกัน เท่านั้นแหละ แกก็รีบวิ่งออกมาเลย ไม่รออะไรแล้ว

คืนนั้นแกกลัวมาก ไปเล่าให้เมียแกฟังก็โดนด่าว่าเสียงคนเขาลับมีดทำกับข้าวอะไรหรือเปล่า แต่ไอ้เรามันได้ยินเองอยู่ตรงนั้นเรารู้ว่ามันคืออะไร เราไม่ได้หูฝาดไม่ได้ฟังผิด แต่บอกใครเขาก็ไม่ฟัง แกเล่าด้วยท่าทางหมั่นไส้ภรรยาอย่างสุดหัวใจ แล้วคืนที่สามหลังจากเกิดเรื่องแรก คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่แกตัดสินใจจะทำงานที่บ้านหลังนั้นต่อ คืนนั้นแกต้องไปตรวจเยี่ยมบ้านตามหน้าที่ที่ได้รับว่าจ้างมา คราวนี้ไม่ใช่แค่พระองค์เดียว ทั้งตระกุด ทั้งเขี้ยวสัตว์ที่แกสะสมไว้หลายอย่างขนไปหมดทั้งบ้าน หวังว่ามันจะช่วยอะไรแกได้ คราวนี้แกก้าวเข้าไปในตัวบ้านสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเงียบ ไม่มีเสียงแปลกๆ ไม่มีเรื่องราวชวนขนลุก ไม่มีวี่แววของสิ่งที่หลอกหลอนแกมาตลอดสองคืน แกเดินไปเดินมาในบ้านอยู่นานหวังว่าแกจะได้พบเจอกับเสียงประหลาดนั้นอีก

แกเดินไปจนทั่วบ้านก็แล้ว นั่งเล่นก็แล้ว ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเจออะไร ด้วยใจที่ลำพองคิดไปเองว่า ตัวเองมีของดี จึงเผลอสบถคำออกไปอย่างไม่ตั้งใจ ‘เฮอะ! ไม่แน่จริงนี่หว่า’ ตอนแกเล่าแกกำชับอีกด้วยว่าแกจำคำแกได้แม่น แกเดินมาจนถึงทางออกแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้น ประตัวรั้วบานใหญ่ของบ้านนั้นจากที่มันปิดอยู่ แกออกแรงเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเปิดมันออกได้ ทั้งดึงทั้งโหนก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับ แกนึกขึ้นได้ว่าแกอาจจะลืมคล้องกุญแจเอาไว้ แต่พอเอามือไปคลำดูก็เห็นอยู่เต็มตาว่า กุญแจไม่ได้คล้องเอาไว้ คราวนี้ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของแกแล้ว แกพยายามออกแรงต่อไปก็ไม่เป็นผล จากมือกลายเป็นเท้า พยายามถีบ เมื่อรั้วเหล็กบานใหญ่ตรงหน้าไม่ยอมขยับ ลุงแกจึงคิดจะปีนข้ามไป แต่เมื่อมองไปบนยอดรั้วก็เห็นว่ามันเป็นแบบเหล็กแหลม แกก็แก่แล้วจึงตัดสินใจไม่ปีนเสียดีกว่า

หลังจากที่แกไม่สามารถออกจากบ้านได้ด้วยประตูหน้าแกจึงเลือกที่จะเดินไปยังหลังบ้านเผื่อว่ามันจะมีประตูไม่ก็รั้วที่ติดกับบ้านอื่นมันจะเตี้ยกว่าข้างหน้าพอให้แกปีนผ่านออกไปได้ พอเล่ามาถึงตรงนี้แกก็เงียบไปครู่หนึ่งเหมือนพยายามรวบรวมสติ เหล้าเก้าใหญ่ที่เพิ่งถูกเติมจนเต็มถูกกระดกหมดในอึกเดียว
‘ไม่อยากเล่าเลยให้ตายสิ นึกถึงตอนนี้ยังกลัวไม่หาย’ แกถอนหายใจ แกเดินตรงไปยังหลังบ้านตามความคิดของตัวแกเอง แกบอกว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่เลวร้ายและโง่ที่สุดในชีวิตของแก พอแกเดินไปถึงตรงทางเดินเล็กๆระหว่างตัวบ้านกับกำแพงด้านหลัง แกพยายามเดินผ่านเข้าไปด้วยความมืดของค่ำคืนทำให้การเดินเข้าไปในช่องแคบๆนั้นยากกว่าปกติ แกเดินต่อไปอีกเพราะสายตาแกมองเห็นถึงช่วงที่รั้วมันเตี้ยกว่ามุมอื่น มันเป็นหัวมุมที่ติดกับอีกบ้าน แกพยายามตะเกียกตะกายผ่านช่องแคบกับเศษไม้เก่าๆที่ถูกกองทิ้งไว้หลังบ้าน แกเดินมาจนถึงมุมรั้วจนได้

แกใช้สองมือยึดเกาะกับขอบรั้วที่พอจะเอื้อมถึงด้วยการยืดแขนจนสุด เมื่อสองมือเกาะได้แน่นแล้ว(แกเล่าพลางออกท่าออกทางตามไปด้วยอย่างออกรส) แกก็ออกแรงกระโดดเอาเท้ายันไปที่กำแพงเพื่อถีบตัว ในที่สุดแกก็ยันตัวขึ้นมาได้จนถึงขอบรั้ว แกยิ้มด้วยความโล่งใจคิดในใจว่า กรูรอดแล้ว แต่ยังไม่ทันที่แกจะได้ดีใจจนเสร็จ เมื่อแกเงยหน้าขึ้นดูบนขอบรั้วด้านหน้าเพื่อไปต่อ ที่ตรงหน้าแกปรากฏเป็นเงาร่างของใครบางคนที่นั่งชันเข่าอยู่ไม่ไกลจากแก ระยะห่างระหว่างเงาร่างนั้นกับตัวแกห่างไม่ถึงเอื้อมมือ(แกว่าอย่างนั้น) แกตกใจมากจนเกือบจะตกกลับลงไปแต่ดีที่แกยังเกาะไว้ได้อยู่ แล้วอยู่ดีๆเงาร่างนั้นก็ย้ายมาปรากฏอยู่ในระยะประชิดในท่ายืน แกบอกว่าแกจำได้แม่น เงารางนั้นยกเท้ามาถีบแกอย่างแรง แกรู้สึกถึงแรงที่เข้ามาปะทะตรงหน้าอก(แกตบอกยกใหญ่)

ด้วยแรงปะทะนั้นทำให้แกร่วงลงมานอนอยู่บนพื้นตรงที่แกเคยปีนขึ้นไป พอลุกได้แกก็รีบวิ่งไปอีก แต่วิ่งไปไม่ถึงสองสามก้าวแกก็ล้มหน้าคว่ำเพราะสะดุดอะไรบางอย่างบนพื้น แกพยายามยันตัวให้ลุกขึ้นอีกแต่คราวนี้แกเดินไปต่อไม่ได้ แกรู้สึกถึงแรงมือที่จับอยู่ตรงข้อเท้าแก แกหันไปมองด้วยความตกใจ สายตาแกก็เห็นอย่างชัดเจน สิ่งที่จับขาแกเอาไว้นั้นเป็นมือของใครบางคนที่ตอนนี้นอนราบอยู่กับพื้น แต่สิ่งที่ทำให้แกแทบสิ้นสะติคือ ชายคนนั้นมีแต่เลือกชโลมตัวไปหมดและเมื่อมองดูดีๆจะเห็นว่า เขามีแค่ครึ่งตัว เมื่อเห็นดังนั้นลุงแกก็ได้แต่ร้องโวยวายให้คนช่วย ปากก็แหกไปเท้าก็ถีบไปแต่มันเหมือนถีบอากาศมันไม่โดนอะไร แกพยายามยันตันหนีแต่ก็ไม่เป็นผลจนแกไม่รู้จะทำอย่างไร ดึงเอาพระที่คล้องคออยู่ขว้างไปใส่ร่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรีบร้อน เหมือนมันจะได้ผลทันทีที่องค์พระตกกระทบลงบนร่างของชายคนนั้นเงาร่างนั้นก็ปล่อยมือออกจากลุงแกในทันที แกใช้คำว่า ทั้งวิ่งทั้งคลาน ออกมาจากซอกนั้นพอออกมาถึงทางโล่งของตัวบ้านแกก็ต้องชะงักอีก

ตรงหน้าแกมีเงาร่างของชายร่างกำยำหลายคนยืนรออยู่ แกบอกว่าไม่เข้าใจเหมือนกัน วันนั้นมันก็มืด ไฟฉายแกก็ตกไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่แกกลับเห็นเงาร่างของชายเหล่านั้นอย่างชัดเจนเหมือนเห็นในตอนกลางวัน ทั้งชุดทั้งแผล ทั้งสภาพเละๆไม่น่าดู เงาร่างเหล่านั้นค่อยๆขยับเดินเข้ามาใกล้ ตอนนี้ลุงแกหมดทางหนีแล้วเหลือแต่เพียงกำแพงแข็งๆทางด้านหลังเท่านั้นที่พอจะเป็นที่พึ่งได้ แกถอยไปจนติดกำแพงโดยไม่ละสายตาจากภาพตรงหน้า ยิ่งใกล้มากเท่าไหร่แกบอกว่าแกยิ่งเห็นสภาพของคนพวกนั้นชัดขึ้น มีคนหนึ่งที่แกจำได้ติดตาจนถึงตอนนี้ ชายคนนั้นแขนขาด มีแขนเดียวช่วงข้างตัวนั้นแหว่งไปเล็กน้อย หมวกที่ใส่ก็บิ่นๆแตกๆ ที่สำคัญ มันมีแต่เลือดเลอะตัวไปหมด สายตาของมันดุร้ายมาก แต่มันมีตาข้างเดียวนะ อีกตามันขาวๆขุ่นๆเหมือนคนตาบอด

มันเดินนำคนอื่นเข้ามาใกล้ ลุงก็กลัวจับใจได้แต่ร้องโวยวายให้คนช่วย ร้องจนเสียงแหบเสียงแห้ง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครได้ยินเลย พอมันมาใกล้ๆลุงมันก็เงื้อดาบเก่าๆในมือมันชี้มาที่ลุง แต่มันยังไม่หยุดเดินนะ ดาบบิ่นๆเก่าๆของมันค่อยๆเข้ามาใกล้ลุงเรื่อยๆพร้อมกับพวกของมันที่เดินมาพร้อมกัน มีคนนึงมันหัวขาด มันก็ชี้ดาบมาที่ลุง ตอนนั้นลุงร้องไห้ ร้องโวยวายอย่างสุดเสียง จนสุดท้ายคือพวกมันมายืนล้อมลุงไว้ ลุงมองไม่เห็นรอบข้างเลยว่าเป็นอย่างไร เพราะพวกมันบังไว้หมด ลุงทั้งยกมือไหว้ทั้งสวดมนต์ทั้งขอร้องทั้งขอโทษ สารพัดเท่าที่ลุงจะคิดออกในตอนนั้นแต่ก็ไม่มีประโยชน์ พวกมันเงื้อดาบขึ้นสูงทำท่าจะฟันลงมา ปากลุงพูดแต่คำว่ากลัวแล้วๆ คนหนึ่งมันไม่ยืนมันมานั่งข้างๆลุงจ้องมาที่ลุง ตามันกลวงโบ๋เหมือนถูกควักออกไป หมวกรบที่มันใส่แตกฝันลงไปในหัวจนเป็นแผลน่ากลัว ลุงแทบจะขาดใจตาย

พอลุงมองขึ้นไปเห็นดาบของพวกมัน มันก็ฟาดดาบลงมาที่ลุงทันที ลุงตกใจจนสลบไป ลุงจำได้แค่นั้นทุกอย่างมืดไปที่ตรงนั้น เงียบเลย ไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีตอนเช้ามืด เช้ามืดวันรุ่งขึ้นลุงตื่นเพราะได้ยินเสียงคนปลุก ลุงสะดุ้งด้วยความกลัวเพราะใจมันยังจำว่าก่อนสลบไปเราเจออะไร พอตื่นขึ้นมาลุงก็เห็นหลวงพ่อยืนอยู่ตรงหน้าจึงรู้ว่าเป็นท่านที่ปลุกลุง เมื่อมองท่านดีๆก็เห็นว่าท่านถือบาตร มีเณรเดินตาม มันได้เวลาพระบิณฑบาตรแล้ว ลุงคิดว่าท่านเข้ามาในบ้านได้อย่างไร แต่พอมองไปรอบตัวถึงรู้ว่า ลุงนอนอยู่นอกบ้าน (ลุงแกเน้นด้วยน้ำเสียง) ลุงตกใจมากว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เนื้อตัวลุงนี่มอมแมมไปหมดมีแต่คราบดิน แล้วพระที่ลุงขว้างไปมันก็หายไปจากคอจริงๆ มันไม่อยู่แล้วจนตอนนี้ยังไม่กล้ากลับไปเอาเลย ไม่ใช่แค่นั้นนะ ลุงแกแหวกอกเสื้ออกพร้อมเอียงคอให้ผมดู ที่ตรงต้นคอแกนั้นมีรอยแผลเป็นเป็นทางยาวอยู่ แกบอกว่าตอนที่ตื่นมามันเป็นแผลมีเลือดออก มันเจ็บมากเลยตอนนั้น แต่ตอนนี้มันหายดีแล้ว

หลังจากลุงเล่าจบแกก็ยังวนไปเรื่องของความกลัวที่มันไม่เคยหายไปจากใจของแกเลย นอกจากนั้นแกยังเล่าต่อไปอีกว่าเจ้าของบ้านเนี่ยเขายังมาตื๊อมาชวนลุงไปทำอีก จะเพิ่มเงินให้อีก แต่ลุงไม่เอาหรอกใครจะกล้าไป วันดีคืนดีผีหลอกตาย ไม่คุ้มหรอก  เรานั่งคุยกันต่ออีกสักหน่อยแกก็ไล่ผมกลับไปนอนเพราะตัวแกเองไม่ไหวแล้ว ด้วยความอยากแกจึงรีบซดเหล้าเข้าไปอย่างลืมตัว ตอนนี้แกทิ้งตัวลงไปนอนบนเก้าอี้ยาวที่เรานั่งคุยกันแล้ว ผมพยายามปลุกให้ลุงแกไปนอนดีๆเดี๋ยวเจ้าของมาเห็นจะเป็นเรื่องเอา แกก็ทำตามแต่โดยดี ผมกลับมาที่ห้องแล้วทิ้งตัวลงนอน ในคืนนี้ก่อนนอนผมไม่ได้ยินเสียงรบกวนแปลกๆนั้นอีกแล้ว คืนนี้มีแต่เพียงความเงียบและเรื่องราวที่ลุงเล่าไว้วนอยู่ในหัวผมจนหลับไปในที่สุด

วันรุ่งขึ้นเป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่นี่ เราจะเดินทางกลับในเวลาเช้าอีกวัน กลางวันเราไปตะลอนหาของกินตามรีวิวที่เห็นมาในเน็ต กลางคืนเราก็ว่างอีกตามเคย ผมออกมาคุยโทรศัพท์เหมือนครั้งที่แล้วแต่คราวนี้ผมรู้สึก อยากเห็นบ้านหลังนั้นด้วยตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถถามเอาความจากลุงมาได้ รู้แต่ว่ามันถัดไปสองซอย ผมไม่กล้าออกไปเดินหาคนเดียวเพราะทางค่อนข้างเปลี่ยว ผมคุยโทรศัพท์อยู่นานสองนานก็ไม่ได้กลับเข้าไปเสียทีจนเพื่อนออกมาตามแทน พอเพื่อนออกมาก็เห็นว่าอากาศข้างนอกนั้นดีมาก ดีกว่าห้องแอร์เป็นไหนๆ เพื่อนจึงรีบกลับเข้าไปขนเอาของกินที่มีอยู่ออกมาข้างนอกเสียหมด เรานั่งกินนั่งคุยกันอยู่ตรงโต๊ะที่ทางที่พักมีเตรียมไว้อยู่แล้ว ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสนุกสนาน แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีก เมื่อผมได้ยินเสียงเดิมที่คุ้นหู เสียงรบกวนที่ดังมาตลอดตั้งแต่เรามาถึง

เสียงฝีเท้าหนักๆนั้นดังก้องอยู่ในอากาศ แต่เมื่อตั้งใจฟังกลับรู้สึกว่ามันดังมาจากที่ไกลๆ ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นความรู้สึกที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก เช่นเดียวกันกับเพื่อนของผมที่ได้ยินพร้อมๆกัน พวกเราจงใจเงียบเสียงลงเพื่อฟังเสียงฝีเท้านั้นให้ชัดเจนขึ้น แต่ก็เหมือนจะไม่มีความต่างในน้ำหนักเสียงนั้น เราทุกคนเห็นพ้องกันว่ามันเป็นเสียงฝีเท้า เหมือนคนวิ่งอยู่บนดิน และมีจำนวนมาก เมื่อหลับตาฟังอย่างตั้งใจจะรู้ได้ว่า เสียงนั้นมีปลายทาง เสียงนั้นดังชัดเจนและเบาลงเมื่อมันเคลื่อนที่ห่างออกไป ด้วยความสงสัย ผมอยากรู้ว่าต้นตอของมันคืออะไร ทำไมถึงมาให้เราได้ยินบ่อยขนาดนี้ บวกกับเรื่องที่ลุงเล่าเอาไว้ หรือมันจะเกี่ยวกัน นั่นคือสิ่งที่ผมคิด

ผมตัดสินใจว่า จะตามไปดู ซึ่งเพื่อนๆก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ผมจึงบอกให้พวกมันรออยู่นี่ผมจะเดินตามไปเองคนเดียว แต่เมื่อคำนวณส่วนได้ส่วนเสียแล้ว การตามผมไปน่าจะอุ่นใจกว่าปล่อยให้พวกมันอยู่ตามลำพัง สุดท้ายเราก็เดินตามเสียงนั้นมาเรื่อยๆ ทุกคนช่วยกันฟังช่วยกันหาต้นตอของเสียง แล้วเราก็เดินมาเจอบ้านหลังหนึ่ง ในใจผมคิดว่ามันน่าจะใช่บ้านที่ลุงบอกแน่ๆ เพราะว่ามันมีขนาดใหญ่ และรั้วเหล็กปลายแหลมตามที่ลุงบอก แต่เราไม่สามารถเดินตรงต่อไปได้ เพราะที่หน้าบ้านนั้นมีรถสวยคันใหญ่กำลังจอดอยู่เหมือนกำลังจะเข้าบ้าน พอเรารู้ว่าเจ้าของบ้านเขาอยู่ก็เลยคิดจะหันหลังกลับ แต่เจ้าของบ้านที่ลงมาเปิดประตูรั้วก็ส่งเสียงทักเสียก่อน ‘พวกแกเป็นใคร ไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม มาทำอะไร’

เสียงร้องทักอย่างไม่เป็นมิตรทำให้พวกเราหนักใจ เขาคงรู้ได้จากการแต่งตัวว่าไม่ใช่คนแถวนี้ซ้ำยังเดินเก้ๆกังๆเหมือนพวกไม่รู้ทาง แม้ว่าเขาจะเพียงแค่ถามเราแต่มือข้างหนึ่งล้วงไปยังด้านหลังของเสื้อ เหมือนจะหยิบเอาอะไรออกมา ‘เราตามเสียงแปลกๆมาครับ ผมได้ยินเสียงแปลกมาจากบ้านหลังนี้’
ผมตัดสินใจบอกไปตามตรงพร้อมชี้ไปที่บ้าน อย่างมากก็แค่โดนหาว่าบ้า อ้างอย่างอื่นไปไม่รู้จะฟังขึ้นรึเปล่าเกิดหาว่าเป็นโจร ได้เรื่องกันพอดี ‘เสียงอะไร เสียงแบบไหน’ เขาถามย้ำ ‘เสียงคนวิ่งครับ หลายคน มีเสียงดาบปนด้วย’

เจ้าของบ้านมีท่าทางตกใจแต่ก็ดูเหมือนจะดีใจเสียมากกว่า แกบอกให้เราตามเข้ามาในบ้านหลังจากที่แกเอารถเข้าไปเก็บด้านในแล้ว พอเราเข้ามาในบ้านแกก็ถามไถ่ชื่อที่อยู่ตามมารยาทแล้วก็พาเราเข้าไปในบ้านอย่างตื่นเต้น ในตอนนั้นพวกเรา งง มากว่าทำไมอยู่ดีๆถึงชวนคนแปลกหน้าเข้าบ้าน หรือว่าจะหลอกเราไปทำร้าย แต่ก็เผลอตามเขาเข้ามาแล้ว แต่ไม่ทันรู้สึกตัวเสียงที่เราตามมาก็หายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เขาเดินเข้ามาในห้องหนึ่งพร้อมทั้งเปิดไฟสว่างและอวกโฉมของสะสมที่เขามีอยู่มากมาย ดาบนับสิบเล่มถูกบรรจุอยู่ในตู้กระจกสวยงามทั้งหมดนั้นดูแล้วคงจะเป็นของเก่า แต่ถูกปัดฝุ่นดูแลอย่างดี เจ้าของบ้านยิ้มด้วยความภูมิใจพร้อมเล่าประวัติของสิ่งเหล่านี้

ดาบพวกนี้เป็นดาบเก่า มันเริ่มจากเขาเคยขุดเจอครั้งหนึ่งแถวๆนี้ แล้วก็เกิดความชอบขึ้นมาเขาจึงจ้างคนขุดต่อไปเรื่อยๆ ก็เจอบ้างไม่เจอบ้าง นอกจากนั้นก็หาซื้อจากคนรู้จักหลายๆคนจนได้ที่ถูกใจก็เลยมาใส่ตู้โชว์ไว้แบบนี้ เขาเล่ามาถึงตรงนี้ก็ดูมีท่าทีภาคภูมิใจ พวกเธออาจจะไม่รู้เขาว่ากันว่าคนเราถ้าบารมีมันไม่ถึง มันสะสมของพวกนี้ไม่ได้หรอกนะดูอย่างอันนี้สินี่ดาบของพระยา… นี่ดาบของคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยไปเปื่อย พวกเราก็เริ่มเบื่อที่จะฟัง พวกเราสนใจในของสะสมนั้นแต่ไม่ชอบใจคนเล่าสักเท่าไหร่

นอกจากนี้นะ เขาว่ากันว่าดาบพวกนี้มีเจ้าของ ใครๆเขาก็ว่ามักได้ยินเสียงดาบเสียงกองทัพมาที่บ้านหลังนี้ เหมือนเขารู้ว่าตอนนี้มานายใหม่แล้ว ไม่มีใครกล้าจะมาปล้นมาขโมย เหมือนมียามเฝ้าบ้านดีๆนี่เอง พวกเธอก็คงจะได้ยินเสียงของพวกเขานี่แหละ สงสัยจะมีบุญสัมพันธ์กัน ก็เลยพาเข้ามาชม ผมเริ่มหงุดหงิดในความขี้คุยของคนคนนี้ เลยตัดสินใจจะลากลับแต่ด้วยความชอบตาของผมก็ไม่วายจะไปสอดส่องตามของสะสมนั้น แต่มันก็แปลกที่ ผมไม่รู้สึกถึงอะไรจากของตั้งโชว์เหล่านี้เลย มันก็จริงที่เป็นของเก่า แม้จะมีเข้าของที่เฝ้าอยู่แต่มันก็ไม่ได้มากหรือรุนแรงพอให้เราสะดุดใจ ในตอนนั้นผมขนลุกและรู้สึกเสียวสันหลังอย่างประหลาด ผมหันกลับไปด้วยสัญชาตญาณ เมื่อหันไปก็ได้หินสิ่งผิดปกติที่ไม่ควรจะอยู่ในบ้านหรูหลังนี้ ร่างของชายคนหนึ่งในชุดรบโบราณแต่เขามีแขนเดียว แผลเหวอะหวะนั้นไม่น่าดูและยังดูทรมาน ดวงตาดุดันที่จ้องมาเหมือนจะบอกอะไร ดวงตาอีกข้างที่เป็นสีขาวกลับให้ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมากกว่าตาข้างที่ปกติ

ผมชะงักกับสิ่งที่เห็น เจ้าของบ้านเหมือนสงสัยในท่าทางของผมจึงถามออกมา ผมตอบกลับไปตามตรงแต่กลายเป็นว่าคำตอบของผมนั้นทำให้เขาหน้าซีดจนสังเกตได้ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า นี่มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญและเขาคนนี้ที่มาให้ผมเห็นคงไม่ได้ต้องการจะมาคุยกับผมเพียงคนเดียว ผมถามถึงเรื่องราวที่เจ้าของบ้านอาจจะไม่ได้เล่าให้เราฟัง แต่เขาก็ยังไม่ยอมเล่าอะไร เงาร่างของทหารคนนั้นเดินหันหลังกลับไปและเดินตรงเข้าไปในตัวบ้าน ผมเดินตามเขาไปโดยพละการ มานั่งคิดดูตอนนี้ก็ดีแค่ไหนแล้วที่เจ้าของบ้านเขาไม่ว่าเรา ผมเดินตามเขาไปอย่างช้าๆเพราะเขาดินช้ามากเหลือเกิน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเขาก็หยุด หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้นเกือบนาทีก่อนจะก้มหน้าลงไปที่พื้น เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนหายไปในที่สุด ‘ตรงนี้มีอะไรครับ’ ผมชี้ไปตรงตำแหน่งที่เขาหายไป ‘ไม่มีนะ ก็เป็นที่ว่าใต้บันได ไว้เก็บของ’ เจ้าของบ้านตอบ ผมรู้สึกไม่พอใจในคำตอบนั้นจึงพยายามติดต่อกับเงาร่างนั้นอีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ขวางเราไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้คือ มันไม่ใช่ตรงนี้ แต่มันอยู่ข้างล่าง

ผมหันไปหาเจ้าของบ้านแล้วถามเขาใหม่ว่า ข้างล่างนี้มีอะไรครับ คราวนี้เหมือนคำถามของผมจะตรงประเด็น หน้าของเขาซีดเผือดอีกครั้ง ก่อนจะให้คำตอบตามความจริงกับผม แต่ก่อนที่เขาจะตอบคำถามของผมเขาเป็นฝ่ายถามผมกลับก่อนว่า ผมเป็นใคร ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการคำตอบแบบไหนผมจึงบอกกับเขาไปแค่ว่า ผมเห็น แค่นั้น เขายอมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ในตอนแรกที่เขาเริ่มขุดหาของเก่ามาสะสมแบบนี้ มีบ้างที่เขาได้ของไม่สวยมาแทนซึ่งมันก็ทำให้เขาไม่พอใจ เพราะใจจริงอยากจะเก็บแต่ของสวยๆงามๆตามความชอบแต่ในเมือเลือกไม่ได้ก็ต้องเก็บเอาไว้ก่อน จะทิ้งก็เสียดาย

เรื่องราวแปลกๆมันเริ่มเกิดขึ้นในช่วงแรกที่เขาได้ของสะสมพวกนี้มาใหม่ๆ บางคืนเขาจะนอนไม่หลับรู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจ เหมือนมีอะไรกวนใจอยู่ตลอด พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มจะหนักขึ้นเพราะเขาเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ แรกๆมันก็เป็นแค่เสียงกองทัพ เสียงดาบซึ่งนั่นเขาเตรียมใจไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เขาทนไม่ได้ก็คือเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เสียงนั้นดังอยู่บ่อยครั้งในยามค่ำคืน แม้ว่าเขาจะไม่ได้มานอนที่นี่ทุกวัน แต่เกือบทุกครั้งที่มาก็มักจะเจอเรื่องราวเหล่านี้

เสียงร้องโหยหวนนั้นเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น เสียงมันมักจะดังมาจากทั่วๆบ้านบางครั้งหนักถึงขั้นได้ยินเสียงเหมือนคนคลานไปตามพื้น เสียงเหมือนอะไรมันครูดพื้นไป จนในที่สุดเขาก็ได้เห็นด้วยสองตา สภาพของทหารโบราณร่างกายไม่สมประกอบเดินไปเดินมาในบ้านบ้าง ในฝันบ้าง บางครั้งก็เป็นเงาวูบวาบไปมา
เมื่อสิ้นสุดความอดทนเขาจึงเลือกที่จะไปปรึกษาผู้รู้และจัดพิธีทำบุญใหญ่เลี้ยงด้วยเครื่องเซ่นชุดใหญ่ เพื่อให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นได้อิ่มหนำด้วยบุญและอาหารจะได้จากไปจากเขาและบ้านหลังนี้ การทำบุญเลี้ยงนั้นช่วยได้ค่อนข้างเยอะเพราะบรรยากาศในบ้านเริ่มดีขึ้นแต่สิ่งน่ากลัวเหล่านั้นก็ยังไม่หมดไปจนในที่สุดเขาก็เลือกที่จะนำคนมา สะกด ไม่ให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นออกมารบกวนเขาได้อีกด้วยความคิดที่ว่า เมื่อส่งบุญให้แล้วไม่ไปก็ต้องเจอไม้แข็งแบบนี้
หลังจากนั้นเหตุการณ์แปลกๆก็เงียบหายไปจากชีวิตเขาคงเพราะประกอบด้วยเครื่องรางที่เขาพกติดตัวไว้ในวันที่เริ่มสะกดจนถึงตอนนี้แต่กลายเป็นว่าผู้คนรอบข้างหรือเพื่อนบ้างเป็นผู้ประสบแทน จนบางครั้งเขาก็เริ่มสงสัยว่ามันเงียบหายไปแล้วจริงๆ หรือเป็นเขาเองที่ไม่รับรู้กันแน่

ผมฟังมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่า มันคงไม่ใช่เรื่องดีแล้วหากปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปเพราะการ สะกด นั้นมันไม่ต่างอะไรจากการใช้กำลังกักขังเขาไว้ในห้วงของความทรมาน ผมเลยตัดสินใจบอกเขาไปว่า ‘พี่อยากสบายใจไหม ผมทำให้ แต่พี่ต้องเอาพวกเขาขึ้นมาให้ผม’ เขาคิดททบทวนอยู่นานก็ตัดสินใจว่า จะให้ผมช่วย แม้ว่าผมจะเป็นคนแปลกหน้าก็ตามแต่สิ่งที่พี่เขาเจอมันคงจะหนักสำหรับเขาเหมือนกัน ก็เลยยอมเสี่ยงดูสักครั้ง เขาเดินไปตรงใต้บันไดนั้นเลื่อนกล่องกระดาษใบใหญ่ออกไปก็เห็นว่าที่ตรงนั้นมีบานประตูแบบยกอยู่เขายกมันขึ้นแล้วเดินลงไปข้างล่างนั้น ไม่นานเขาก็เรียกให้พวกผมไปช่วย  พวกเราไม่ได้ตามเขาลงไปในนั้นเพียงแค่รออยู่ตรงช่องที่พื้น แล้วรับเอาของจากมือเขาขึ้นมาวางไว้บนบ้านเท่านั้น ข้าวของหลายอย่างถูกนำมาวางไว้บนพื้นบ้านทีละชิ้นๆ แต่ละชิ้นนั้นทำเอาผมขนลุกผวาไปหมด

ดาบโบราณขึ้นสนิมบิ่นเขรอะไปด้วยคราบสกปรกสิบเล่มเห็นจะได้ถูกมัดไว้ด้วยผ้าแดงผืนใหญ่และรอบๆผ้าแดงนั้นก็มียันต์ห้อยอยู่อย่างจงใจ นอกจากกองดาบนั้นยังมีเศษหมวก หมวกแตก อะไรอีกหลายอย่างซึ่งทั้งหมดนั้นมียันต์ติดอยู่เช่นกัน ผมรู้สึกคลื่นไส้กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่มันเป็นความรู้สึกของความทรมานที่คลุ้งไปทั่วบริเวณ เพื่อนที่ไปด้วยกันพอจะสัมผัสได้บ้างก็รีบวิ่งไปอ้วกก่อนแล้ว ผมพยายามตั้งสติและบอกกล่าวเขาว่า เรามาดีนะ ใจเย็นๆกันก่อน เมื่อข้าวของทั้งหมดถูกนำมาวางไว้จนครบแล้ว เจ้าบ้านที่ตอนนี้หอบเหนื่อยจากการขนของด้วยตัวคนเดียวก็ดูจะกลัวไม่แพ้กัน เขาขยับเข้ามาใกล้พวกผมแล้วถามว่า ผมจะเอาอย่างไรต่อไป ‘เอาสะกดออกให้หมด’  เขาอึ้งกับทางออกของผม แน่นอนว่าเขาคัดค้านแน่ เขาเข็ดแล้วจริงๆที่ต้องเจออะไรอย่างนั้น ยันต์เป็นเหมือนที่พึ่งเดียวของเขาในตอนนี้ ผมถามเขาอีกครั้งว่าจะให้ผมช่วยไหม ไม่อย่างนั้นก็เอาลงไปเก็บ แล้วผมจะกลับ เขาชั่งใจอยู่ก็เลือกที่จะ ทำตามผม

ผมใช้ไฟจากเทียนไขรนไปตามผ้ายันต์ให้ติดไฟและขาดออกเอง ผมเลือกที่จะไม่ใช้ของมีคมกับพวกเขาเพราะมันคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ ยันต์ถูกเผาทิ้งไปทีละใบๆ แล้วในที่สุด ยันต์ใบสุดท้ายก็กลายเป็นเถ้า พวกเขาปรากฏออกมาให้ผมเห็นอย่างชัดเจน รูปร่างหน้าตานั้นคงไม่ต้องบอกว่ามันไม่น่ามองขนาดไหน สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความโกรธ ความกลัว และความเกลียด พวกเขายืนอยู่ครู่หนึ่งเหมือนคนไม่ได้สติ และเมื่อเขาได้สติ พวกเรา ก็เห็นเงาร่างเหล่านั้นวิ่งกระจายกันออกไปจนหมดแล้วความเงียบก็ถูกแทนที่ด้วย เสียงดาบกระทบกันปนกับเสียงโห่ร้องของทหารหลายชีวิต เจ้าของบ้านเหมือนจะรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาพยายามสวดมนต์อยู่ยกใหญ่ ผมไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเห็นและได้ยิน ผมเชื่อว่าเขาคงเคยเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ดีหน่อยที่ได้หลุดมาเกิด
ผมบอกให้เจ้าของบ้านมากรวดน้ำให้พวกเขาอย่างตั้งใจ เพื่อเป็นการขอโทษละขออโหสิกรรมแก่พวกเขา เจ้าของบ้านถูกสั่งให้กรวดน้ำซ้ำเดิมอยู่ สามครั้ง เพราะใจที่ไม่สงบมัวแต่กลัว ทำให้ไม่สามารถส่งจิตไปถึงพวกเขาได้เลย

เสียงรบกันยังคงดังลอยอยู่ในอากาศเหมือนกับพวกเขาจงใจให้พวกเราได้รับรู้และได้ยินถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ แต่นั่นก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่มันคือจิตสุดท้ายของพวกเขา จิตที่จมอยู่กับเหตุการณ์ในตอนนั้น เขาตายอย่างไร ก่อนตายใจเขาคิดอะไร ทุกอย่างมันวนเวียนไม่เคยจบ เขารบ เขาตาย และกลับมารบใหม่ ตกอยู่ในวังวนของการฆ่าฟันอยู่อย่างนั้น ราวกับวีดีโอที่ถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมาไม่มีวันจบ เวลาของพวกเขาไม่เคยเดินไปข้างหน้า มันหยุดลงตั้งแต่ตอนนั้น จนตอนนี้ โดยไร้ซึ่งแสงสว่างใดมานำทางพวกเขา ซ้ำยังต้องทรมานเพราะวิชชาที่ใช้กำกับเขาเหล่านี้ และข้าวของที่เป็นเหมือนสื่อนั้นก็ถูกเก็บไว้เหมือนสิ่งไร้ค่าไร้ราคา

หลังจากที่เข้าบ้านกรวดน้ำขออโหสิกรรมให้แล้ว เสียงนั้นค่อยๆจางไปในอากาศ กลับปรากฏเป็นเงาร่างของชาย คนเดิม ทหารแขนเดียวพร้อมด้วยใบหน้าอันไม่สมประกอบนั้นนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกเราด้วยท่าทางไม่พอใจ รวมไปถึงเงาร่างสีดำอีกมากมายที่ไม่มีรายละเอียด ผมบอกให้เจ้าของบ้านแผ่ส่วนกุศลให้เขา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไร้ผล ดวงตาสีขาวขุ่นข้างหนึ่งนั้นยังคงจับจ้องมาที่พวกเราอย่างไม่ลดละ จนในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง ทำไมถึงเก็บพวกเราไว้อย่างนั้น….ต่างจากของเหล่านั้น…เงาร่างนั้นชี้ไปยังตู้ไม้ติดกระจกหรูหราของเจ้าของบ้าน แต่ดูเหมือนจะมีแค่ผมที่ได้ยิน ผมถามต่อไปยังเจ้าของบ้านเขาตอบตามความจริงด้วยความกลัว ในตู้มันสวย อันพวกนี้ไม่สวย คำตอบนั้นทำเอาเงาร่างนั้นมีท่าทีไม่พอใจแล้ว เขาขยับตัวเข้าไปใกล้เจ้าของบ้าน จนแผลเหวอะหวะนั้นเกือบจะชิดตัวของเจ้าของบ้านแล้ว

‘ดาบนั้นมิได้บอกถึงอะไรนอกจาก ฐานะ ดาบก็คือดาบ คืออาวุธ ใช้คร่าชีวิต ดาบบางเล่มถูกตีอย่างประณีตและวิจิตร แต่ไร้ซึ่ง ร่องรอยการต่อสู้ ดาบด้อยค่าบางเล่ม เต็มไปด้วยแผลแห่งสงคราม ดาบนั้นไม่ต่างกัน… สิ่งที่ต่างคือน้ำหนักของมือที่กุมดาบ’ เหมือนประโยคเหล่านี้จะทิ่มแทงความรู้สึกส่วนลึกของเจ้าของบ้านได้ดี เขาก้มกราบและร้องไห้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมรับปากกับพวกเขาว่าจะให้เจ้าของบ้านทำบุญให้ และสวดส่งพวกเขาไปยังภพภูมิที่ดีกว่านี้ พวกเขาจึงยอมกลับไปในเวลาต่อมา แต่ก่อนที่เขาจะกลับไป ก็มีเสียงหนึ่งดังเข้ามาในประสาทรับรู้ของผม ‘เรานั้นรบ ด้วยใจ ด้วยศรัทธา แม้ศาตรา จะด้อยค่า ราคาของ แม้เป็นเหล็ก สัมฤทธิ์ ไร้ดิ้นทอง แต่มีสอง มือนี้ ที่มุ่งมั่น’

ผมรู้ว่าไม่ใช่พวกเขาที่ถ่ายทอดคำพูดเหล่านี้มาถึงผม แต่คงเป็นใครบางคนที่ เฝ้าดู พวกเขาจนเกิดความสงสารในความลำบากนั้น จนอยากจะบอกให้เราคิดถึงพวกเขา ไม่ใช่แค่ของสวยงามจากอดีต เรากลับออกมาจากบ้านนั้นในช่วงเช้ามืดเพราะเจ้าของบ้านชวนคุยและต้องการหาทางออกที่ถูกต้องอย่างที่สุด เขารับปากว่าจะเก็บทุกอย่างไว้อย่างดี แต่จะไปทำอะไรให้มันถูกต้องเสียก่อน ตอนที่เราเดินออกมาข้างหน้าบ้านก่อนจะกลับ ผมเหลือบไปเห็นพระองค์เล็กๆที่วางอยู่บนระเบียงหน้าบ้าน ผมหยิบมาไว้ในกำมือทันที เมื่อเห็นชายคนหนึ่งเฝ้ามันไว้เหมือนกลัวจะหายก่อนจะได้ส่งคืน ผมรับมาไว้และรับปากว่าจะไปส่งคืนเจ้าของให้ ชายผู้มีแค่ครึ่งร่างนั้นจึงยอมหายไปในทันที เรากลับมาเก็บของออกจากที่พักในช่วงสายๆ ก่อนกลับผมแวะไปหาลุงยามเพื่อนล่ำลาแก และไม่ลืมที่จะ คืนพระ ให้แกด้วย พอแกรับไปแกดูอึ้งมากๆ มองหน้าผมสลับกับพระอยู่เหมือนไม่รู้จะพูดอะไร ผมเลยยิ้มแล้วรีบเดินออกมาก่อนจะต้องอยู่คุยกับแกไปอีกยาว

เรื่องนี้จบลงตรงนี้ครับ ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านกันมาตลอดนะครับ เรื่องเล่าหลังจากนี้อาจไม่ใช่แค่ เรื่องผี ที่ชวนให้กลัวอย่างเดียว คงมีอะไรอีกหลายๆอย่างเพิ่มเข้ามา เพราะผมยังมีเรื่องในอีกหลายแง่มุมที่ยังไม่ได้เล่าให้ทุกท่านได้ฟัง ‘ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับ แม้เพียงผ่านตัวอักษร’

ที่มา : https://pantip.com/topic/36616716

ขอขอบคุณ : คุณ LoyChinE