เธอเห็นแต่ฉันไม่เห็น!!

สวัสดีเพื่อน ๆ ค่ะ ไม่ได้แวะเวียนมาพักใหญ่ ช่วงที่ผ่านมาได้คุย facetime กับเพื่อนชาวต่างชาติหนุ่มออสซี่นางหนึ่ง คุยแบบเห็นหน้าออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายกันคือ ย้อนไปสมัยเราเรียนมัธยม การที่จะคุยกับเพื่อนต่างชาติก็จะใช้คอมพิวเตอร์ที่มีกล้อง จึงจะสื่อสารกันแบบเห็นหน้าเรียลไทม์

สมัยนั้นเรามีเพื่อนชาวต่างชาติเป็นออสซี่เหมือนกัน เพราะญาติเราไปทำงานและเรียนที่นั่นจึงแนะนำให้รู้จัก ปกติเราจะเปิดกล้องคุยกันทุกวัน กำลังเห่อฝรั่ง อยากคุยอยากเอาไปอวดเพื่อนว่าชั้นคุยกับฝรั่งนะแกร ประมาณนี้ 55 ครั้งนั้นก็เช่นกัน ทุกครั้งที่คุยเราจะอยู่ในห้อง กางโต๊ะเล็กเปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแล้วเริ่มบรรเลง วันนี้ก็เหมือนทุกวัน เล่าเรื่องสารพัดที่อยากจะเล่า ถามทุกอย่างที่อยากจะรู้ จนกระทั่งเพื่อนเชาวออสซี่นามว่าแม็คถามว่า “ยูอยู่บ้านกับใครหรอ?” เราก็ตอบว่าอยู่คนเดียว ยังไม่มีใครกลับมาเลย แม็คยังถามต่อว่า “แต่ฉันเห็นผู้หญิงเดินผ่านหลังยูไปนะ พี่สาวหรือเปล่า?” เราก็หันหลังกลับไป ยืนยันกับแม็คว่าเราอยู่คนเดียวจริง ๆ แต่อย่างที่บอกน่ะค่ะ คนเรามักมีเซนต์หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล เลยถามว่าที่เห็นเป็นแบบไหน แม็คตอบว่า เป็นผู้หญิงดำ ๆ เดินแก้ผ้าก้มหน้าผ่านหลังเราไป เอ๊ะ!! เราอยู่บ้านคนเดียวแล้วแม็คจะเห็นใคร เลยตัดสินใจยกโต๊ะเล็กย้ายที่คุยจากในห้องนอนมาเป็นห้องหน้าบ้านแทน

ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นแม็คก็เริ่มคำถามที่ทำให้จิตตกอีกรอบ “เอ๊ะ!! ทำไมพี่ยูชอบแก้ผ้าเดินในบ้านจัง ไม่อายหรอ?”  พูดจบเราก็หันหลังขวับ!!! ไหนอะ พี่? มองซ้าย มองขวาก็ไม่เจอใคร เราเลยบอกแม็ครอเดี๋ยว เดี๋ยวกลับมาคุยต่อ ไอขอไปสะสางธุระแป๊ป…ระหว่างที่เราลุกเดินออกจากหน้าจอคอมฯ แม็คก็อยู่ที่หน้าจอนั่นล่ะค่ะ ไม่ได้ไปไหน คงรอดูว่าเราจะทำอะไร เราจะทำอะไรได้คะ ทำได้แค่เดินออกไปเปิดประตูหน้าบ้าน แล้วชะโงกดูซ้ายขวา ดูทำไมคะ… เผื่อมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้นจะได้กระโจนออกทันไง 555 เราบอกแม็คว่าบ้านเราไม่มีผู้หญิง ตอนแรกคิดว่าแม็คอาจจะเห็นน้องที่บ้านเรามาโผล่หน้าทักทาย แต่แม็คบอกว่าที่เห็นเป็นผู้หญิงผิวดำแก้ผ้า ลักษณะนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เริ่มระแวงแต่ก็ใจดีสู้เสือคุยต่อไป

ปัง!!!!!! เสียงดังปังทำเราสะดุ้ง ประตูหน้าบ้านที่เปิดไว้มันปิดค่ะ แม็คก็สะดุ้งเหมือนกันแล้วทำท่าลุกลี้ลุกลน จนเราเริ่มกลัวมองกล้องไป หันหลังไป พลางถามว่าเห็นอะไร แล้วแม็คก็ตอบว่า “พี่ยูเดินไปปิดประตู แต่คงไม่พอใจเพราะกระชากประตูแล้วหันมองมาทางยู”  เราก็ตอบกลับไปว่า “โธ่อีแม็ค (อันนี้เติมเอง) ก็บอกว่าบ้านฉันไม่มีพี่สาวเว๊ยยยยยย” คิดได้ดังนั้นจึง Say Goodbye ปิดคอมฯ แล้วเดินไปเปิดประตูอีกรอบ พร้อมทั้งตั้งจิตเรียกน้อง ๆ ให้มาเป็นกำลังเสริม

ลืมบอกไปค่ะ บ้านที่ว่านี้เป็นบ้านพักข้าราชการของพ่อ แล้วหลังที่เราได้อยู่ก็ตรงทางแยกพอดี หรือที่เรียกว่าทางสามแพร่ง  เราอยู่กับพ่อทุกวัน จ – ศ เพราะใกล้ที่โรงเรียนกับที่ทำงานพ่อ ส่วนแม่กับน้องชายอยู่บ้านที่จ.ปทุมธานี  ฉะนั้น ในวันปกติบ้านพักหลังนี้มีแค่เรากับพ่ออยู่กัน 2 คน เท่านั้น!!!  ตั้งสติได้ ปิดคอมฯ แล้วเดินมาเปิดประตู พร้อมทั้งหาเก้าอี้เล็ก ๆ มานั่งอยู่หน้าบ้านรอพ่อ แบบนี้สบายใจกว่าเยอะ เวลาผ่านไปสักชั่วโมง พ่อกลับมาถึงพร้อมตั้งคำถามว่า “ทำไมวันนี้ออกมานั่งหน้าบ้าน ไม่กลัวยุงกัดหรอ?” …แต่เราว่ายุงกัดยังไม่น่ากลัวเท่าตัวที่อยู่ในบ้าน….

หลังจากทานข้าวเย็น แยกย้ายทำธุระส่วนตัว เตรียมตัวจะเข้านอน ก็ถึงเวลาที่เราต้องออนไลน์เพื่อ Say Good Night  แต่คราวนี้มันหวั่นใจไม่กล้าออนไลน์ แต่ก็เอาว ะ ลองดูอีกสักที มันจะเจอกันกี่หนเชียว เสียงเรียกของโปรแกรมหนึ่งดังขึ้น รอให้แม็คออน รีบเซย์กู๊ดไนท์จะได้แยกย้ายให้มันผ่านไป Hi… แม็คทักมา… เอาล่ะมาเซย์สักทีจะได้รีบแยกกันไปนอน แต่…แม็คขมวดคิ้ว ทำมือชี้ ๆ ให้เราหันหลังไปดู ข้างหลังยู ข้างหลังยู หันไหมคะ? ไม่ค่ะ… บอกกู๊ดไน์ ไว้คุยกันใหม่พรุ่งนี้ ปิดคอม พรึ่บ!!!

“พ่อ พ่อ คืนนี้หนูนอนด้วย เปิดห้องหน่อย พ่อ พ่อ” พ่องัวเงียมาเปิด ทำหน้าสงสัยจะมานอนด้วยทำไม  เรารีบชิงลากที่นอน ผ้าห่มและหมอนเน่าเข้าห้อง ปิดประตูล็อคกลอน ปิดไฟ นอนอย่างเงียบๆ  ปล่อยให้พ่อสงสัยต่อไป วันนรุ่งขึ้นก็ครุ่นคิดตลอดว่าสิ่งที่แม็คเห็นคืออะไร? เห็นจริงหรือว่าอำ? จนเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึงตอนเย็นเลิกเรียน ไม่อยากกลับบ้านเลย… เราพึมพำคนเดียว นึกขึ้นได้หยอดตู้โทรศัพท์เล่าให้แม่ฟังดีกว่า “เดี๋ยวรอน้องชายเลิกเรียนกลับมาแล้วจะถามให้นะว่าที่เห็นคืออะไร คืนนี้อย่าลืมสวดมนต์ล่ะ” แม่บอกมาแค่นี้ เฮ้อ ถึงเวลาต้องเข้าบ้านจริง ๆ แล้วสินะ เอาไงดี?  แวะหาพ่อที่ทำงานก่อนแล้วค่อยเข้าพร้อมกันดีไหม แต่เอ อีแม็คมันจะรอเราออนไหมเนี่ย เลยเวลานัดมานานแล้ว สรุป เข้าบ้านเพื่อไปคุยกับผู้ชายก่อนค่ะ ^o^

Hey Mac sorry i่’m late… เราทักไป แต่แม็คไม่ตอบ นั่งมองหน้าเราแล้วขมวดคิ้ว บรรยากาศเริ่มไม่ค่อยดี ถามแม็คไปตรง ๆ ว่าเห็นผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างหลังเราหรอ นางตอบ Yes… โอเคร ก รู รู้และว่าอยู่ข้างหลังแน่ ๆ ป่ะแม็คปิดคอม ไอจะออกไปรอพ่อหน้าบ้าน 555  เรานั่งรอพ่อไม่ถึงชั่วโมง พ่อก็เดินมาถึงบ้านแล้วทักประโยคเดิม “ไม่กลัวยุงกัดหรอมานั่งหน้าบ้าน?” พ่อจ๊ะ พ่อจ๋า ยุงหนูไม่กลัว หนูกลัวตัวในบ้าน…บ้านพักที่อยู่นี้ ลักษณะเป็นห้องชุด คือ เดินเข้าบ้าน ห้องน้ำเล็กอยู่ซ้ายมือ ขวามือเป็นห้องรับแขก ดูทีวี กินข้าว ตรงเข้าไปอีกแบ่งออกเป็นซ้ายห้องนอนเรา ขวาห้องนอนพ่อ แล้วห้องน้ำติดกันเดินทะลุหากันได้

เราขอนอนกับพ่ออีกคืนเพราะรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของตัวเอง และกังวลกับสิ่งที่แม็คบอก ผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างหลังเราหรอ Yes… คือคำตอบสั้น ๆ แต่ได้ใจความ นั่นหมายความว่าเธออยู่กับเรา แล้วเธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านเราได้อย่างไร? เราปล่อยให้ความสงสัยนี้ครอบงำเราอยู่ประมาณ 5 วัน จ – ศ จนถึงสุดสัปดาห์ เรากับพ่อขับรถกลับบ้านที่ปทุม รถออกตัวมาได้สักนิด พ่อบอกลืมที่ชาร์ตแบต เดี๋ยวถอยรถไปแล้ววิ่งเข้าไปเอาให้พ่อหน่อยนะ โธ่พ่อ… เวลา 19.00 น. ในบ้านมืดขนาดนี้ใครจะกล้าเข้าไปเนี่ย ถ้าเพื่อน ๆ เคยอยู่บ้านพักข้าราชการที่บ้านหรือห้องติด ๆ กัน มักจะครึกครื้นในวันธรรมดา  แต่ถ้าเป็นวันศุกร์ตอนเย็น บรรยากาศจะเงียบเหงามาก เพราะแต่ละคนก็จะเก็บเสื้อผ้า แล้วออกเดินทางไปยังบ้านของตนเอง บ้างก็ซื้อบ้านอยู่ชานเมือง บ้างก็กลับต่างจังหวัด บ้านเราก็เช่นเดียวกันค่ะ ทุกวันศุกร์ตอนเย็นก็จะเก็บกระเป๋าแล้วเดินทางไปบ้านที่ปทุม

พ่อถอยรถมาจอดหน้าบ้าน เราก็ไขกุญแจประตูเข้าไป เอามือคลำหาสวิตเปิดไป แก๊ก!!  เสียงอะไรอะ? เปิดไฟได้แล้วมองหาต้นเสียง แต่ไม่รู้ว่าเสียงมาจากตรงไหน ใจดีสู้เสือเดินเข้าไปในห้องพ่อหยิบที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์แล้วรีบวิ่งออกมา ปิดไฟ ปิดประตู “อะพ่อ คราวหน้าอย่าลืมนะ” พูดพลางยื่นเก็บใส่กระเป๋าให้ “อ้าว ทำไมไม่ปิดไฟ ไปปิดไฟก่อน” พ่อทักมา เราหันกลับไปมองที่บ้าน เฮ้ย!! เป็นไปได้ไง เราปิดไฟแล้วถึงออกมา แต่นี่ไฟยังเปิดอยู่ ไม่อยากเอ่ยประโยคนี้ แต่ต้องเอ่ยจริง ๆ ว่า “เดี๋ยวมาต่อนะคะ” วันศุกร์แล้วอย่าลืมปิดคอมฯ ปิดไฟให้เรียบร้อย แล้วเจอกันต่อในมือถืออีกครั้งค่ะ  เมื่อมองกลับไปในบ้านเห็นไฟยังคงเปิดอยู่ ก็นึกสงสัยว่าตัวเองรีบถึงขนาดลืมปิดไฟเลยหรือ เอาก็เอาสงสัยจะรีบไปหน่อยลงจากรถเดินตรงเข้าไปไขกุญแจ เปิดประตู คลำหาสวิตช์ปิดไฟ แต่สวิตช์ไฟมันปิดลง ไม่ได้มีลักษณะเปิดขึ้นเหมือนเราเปิดไฟ เราจึงกดสวิตช์ไฟขึ้นให้เหมือนเปิด แล้วกดปิดอีกครั้งไฟจึงดับ

แก่ก!!! เสียงเดิมที่เคยดัง เสียงดังที่เคยได้ยิน ดังมาอีกรอบ เราหันขวับไปตามเสียง  เอ๊าะอ๋อ เสียงมาจากในห้องเรา แต่ใครจะเข้าไป ฝันไปเถอะ ฉันจะกลับบ้านไปหาแม่ ว่าแล้วไม่สนใจเสียงที่เหมือนจะล่อลวงให้เข้าไปหา รีบปิดประตูล็อคกลอนกระโดดขึ้นรถพ่อ แล้วพวกเราก็มุ่งหน้าสู่บ้านที่ปทุม เมื่อถึงบ้านเรารีบปรี่ไปหาแม่ เล่าให้แม่ฟังตั้งแต่ต้นจนถึงล่าสุด แม่บอกว่าก่อนเข้าไปอยู่ก็ทำบุญบ้านแล้ว ทำไมถึงมีอะไรได้อีก? “น้องล่ะแม่ น้องอยู่ไหน?” เรารีบถามหาน้องชาย “ไม่อยู่ ไปเข้าค่าย กลับวันอาทิตย์เย็น” แม่ตอบ เฮ้อ… แล้วอย่างนี้ใครจะเป็นสื่อกลางในการสื่อสารให้เราได้ล่ะ ว่าที่อิแม็คเห็นมันเป็นอะไรกันแน่

จนถึงวันที่เรากับพ่อเดินทางกลับมาบ้านพักในค่ายทหาร ซึ่งก็เป็นปกติในวันอาทิตย์เย็นก็เดินทางมาถึง โดยสวนทางกับน้องชาย อดที่จะถามเลยว่าเกิดอะไรที่บ้านนี้ เมื่อมาถึงจัดแจงเสื้อผ้า อาบน้ำ เตรียมออนไลน์อีกรอบก็ทำให้หวั่นใจอีกครั้ง ตอนไปบ้านที่ปทุม เวลาคุยกับแม็คทุกอย่างปกติดี แต่พอมาคุยที่บ้านนี้ทีไร นางขมวดคิ้ว พยักเผยอหน้าให้หันหลังตลอด เราบอกแม็คนะคะว่านางอาจจะเป็น Ghost แม็คบอก “ยูอำหรือเปล่า?” เราบอก “อำบ้าอะไรล่ะ หน้าฉันเหมือนคนล้อเล่นหรือไง” ทุกครั้งที่เราคุยกับแม็ค เราจะถามตลอดว่าผู้หญิงที่เธอเห็นเขาทำหน้าตาน่ากลัวใส่ไหม แม็คจะบอกว่า No  บางทีเธอเดินผ่านเหมือนเรียกร้องความสนใจ ซ้ายทีขวาที บางทีเดินมาหยุดอยู่หลังเราแล้วก็เดินหันหลังกลับ แต่ทุกครั้งจะไปหยุดตรงมุมห้องนั่งกอดเข่า ก้มหน้า แบบนี้ตลอด เคยมีทำหน้าดุครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่เราไปเปิดประตู แล้วเธอมาดึงประตูปิดนั่นล่ะ จากนั้นเรามักจะถามแม็คทุกครั้งที่คุยกันว่าวันนี้เจอเธอไหม เธอเป็นอย่างไร แหม ถามเหมือนคิดถึง จริง ๆ ไม่ใช่เลย ที่ถามเพราะจะได้ตั้งรับถูกต่างหาก อ้อ… เรายังคงหอบที่นอนไปนอนห้องพ่ออยู่นะคะ เพราะแม็คดันบอกว่าผู้หญิงคนนั้นมักจะมานั่งขดตัวกอดเข่าที่มุมห้องเราประจำ แล้วใครจะกล้านอนล่ะ

ทีนี้ถึงวันที่พ่อเราต้องไปราชการต่างจังหวัดหนึ่งอาทิตย์ ความหายนะจึงมาเยือน ความซวยจึงบังเกิด “ไม่อยู่อาทิตย์นึง ก่อนนอนล็อคบ้านดี ๆ นะ”  นี่คือที่พ่อฝากไว้ เราลังเลอยู่นานว่าจะไปนอนบ้านเพื่อนดีไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ไป เพราะนอนบ้านคนอื่นมันนอนไม่หลับ ที่นี่ถึงจะน่ากลัวแต่ก็บ้านเราเนอะ อีกอย่างเราเลือกนอนห้องพ่อ  ขนเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์มาไว้ห้องพ่อหมดเลย เราใช้ชีวิตเหมือนนักโทษหนีคดี คือเลิกเรียน รีบกินข้าว อาบน้ำก่อนตะวันตกดิน ยกโต๊ะเล็กและคอมฯมากางออนไลน์คุยในห้องพ่อ ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ล็อคกลอนห้องพ่อ อย่าหวังว่าใครจะเข้ามาได้

นี่ไม่ได้กลัวคนนะคะ กลัวเธอคนนั้นแหละค่ะ ประหนึ่งว่า ฉันล็อคกลอนแล้วนะ เธออย่าเข้ามาห้องพ่อฉันนะ ฉันยกห้องนั้นให้เธอไป แปลกแต่จริงค่ะ ห้องพ่อไม่มีเหตุการณ์อะไรแปลก ๆ เลย แสดงว่าเธออยู่แต่ในห้องเรา และก็ออกมาเดินเล่นนอกห้องได้บ้าง…คืนวันพุธเราชวนเพื่อนมานอนที่บ้านพัก ระหว่างที่เราอาบน้ำ เราให้เพื่อนเซย์ไฮคุยกับแม็ค สักพักเพื่อนมาเคาะประตูห้อง”เปิด เปิดประตูเดี๋ยวนี้ แกร…”หน้าตาเพื่อนบ่งบอกให้เห็นว่าตกใจกับอะไรบางอย่าง”อิแม็คมันบอก ghost behind you อะไรวะแก มีจริงหรอ
ไม่เอาด้วยนะ อิแม็คผีบ้า”

555 เราอดขำไม่ได้ ขำอิแม็ค และเพื่อนเรา แต่ก็อดกังวลไม่ได้ เอ… นี่เธอตามมาถึงในห้องพ่อเลยหรอ? ว่าแล้วก็รีบแต่งตัวแล้วเดินมาในห้องพ่อ ถึงบางอ้อ เพื่อนตัวดีแบกโต๊ะแบกคอมฯ ออกมาคุยข้างนอก เพราะจะดูทีวีไปด้วย เราจึงยกกลับไปในห้องพ่อแล้วบอก “อิแม็คอำแกเฉย ๆ ป่ะ นอน ๆ” เพื่อนถึงจะสงบลงได้ ก่อนนอนพวกเราสวดมนต์แผ่เมตตา ปกติเราจะกรวดน้ำเปียกแทบจะทุกครั้ง ถึงแม้จะเป็นการท่องบทกรวดน้ำก่อนนอนก็ตาม และก็ต้องเดินออกมาหน้าบ้านเพื่อมารดกับกระถางต้นไม้ คืนนี้มีเพื่อนมานอนด้วยจึงชวนกันสวด แล้วกรวดน้ำ เพื่อนอาสาเอาน้ำกรวดไปเทหน้าบ้าน เราก็ปัดปูที่นอนรอ ปัง!!! เสียงประตูบ้านปิด

ผ่านไปสัก 5 นาที ทำไมเพื่อนยังไม่เข้ามาอีก เปิดประตูห้องพ่อโผล่หน้าดู เงียบกริบ!!! ไฟเปิดอยู่ ประตูหน้าบ้านปิด ตัดสินใจเดินออกมาเปิดประตูหน้าบ้าน ชะโงกไปซ้ายที ขวาที มองไปตามทางถนนที่ลาดยาวออกไปถนนใหญ่แต่ไร้วี่แววของเพื่อน มองหารองเท้าที่เพื่อนใส่มา ไม่มี!!!  หนีกลับบ้านไปตอนไหนหว่า? แต่มันไม่เมคเซนท์เท่าไหร่ที่จะหนีกลับบ้านเวลานี้ แล้วใส่ชุดนอนด้วย ตอนนั้นเราไม่มีโทรศัพท์มือถือ ต้องเดินออกไปหน้าบ้านแล้วหยอดตู้ของทีโอที (โอ้โห เก่ามาก)  แต่ใครจะไปหยอดล่ะคะ มืดขนาดนั้น ก็แอบคิดว่าเพื่อนคงกลับบ้านไปแล้วจริง ๆ

รุ่งขึ้นไปเจอเพื่อนที่โรงเรียน เรารีบปรี่เข้าไปถามว่ากลับบ้านตอนไหน ทำไมไม่บอกกัน เพื่อนไม่ตอบ  มองหน้าเลิ่กลั่ก อยากรู้จะบอกตอนเลิกเรียน  บอกตอนนี้กลัวเรียนไม่รู้เรื่อง เอาสิเพื่อนเรามีงี้ด้วย…เลิกเรียนดักรอหน้าประตูทางออก เพื่อทวงถามสิ่งที่ติดค้างกันไว้ “ตอนเราไปรดน้ำที่กระถางหน้าบ้าน เราเปิดประตูหน้าบ้านค้างไว้ กะว่ารดเสร็จก็เข้าบ้านเลย แต่ระหว่างที่ก้มหน้ารดน้ำในกระถางอยู่นั้น หางตาเห็นอะไรแว่บ ๆ แถวประตู จึงหันมามอง…” พูดแล้วพลางมองไปซ้ายขวา “พอหันมอง เห็นเป็นผู้หญิงตัวดำ ๆ แก้ผ้า ตัวผอม ๆ  ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน มองจ้องมาทางเรา แล้วเอามือคว้าลูกบิดประตูกระชากปิดดังปัง!!!”

พอเห็นแบบนั้นเพื่อนเราก็สติกระเจิง วิ่งหนีเตลิดกลับบ้าน นี่คือสิ่งที่เพื่อนเล่าให้ฟัง ซึ่งลักษณะเหมือนกับที่แม็คเห็นไม่ผิดเพี้ยนเลย ทำอย่างไรดีถึงจะผ่านคืนนี้ไปได้ อีก 2 วัน พ่อก็จะกลับมาแล้ว แต่เราจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร จะชวนเพื่อนมานอนอีก เพื่อนก็คงไม่กล้า หรือจะชวนเพื่อนคนอื่น  จากนั้นจึงใช้วิชาตะล่อมเพื่อนคนหนึ่งที่หัวแข็ง ไม่เชื่อเรื่องเล้นลับให้มานอนเป็นเพื่อน ได้ผลค่ะ คืนนี้มีเพื่อนมานอนด้วย เย็นย่ำค่ำมืดเยื้องกรายเข้ามา กินข้าว อาบน้ำ เตรียมตัวนอน คืนนี้สวดมนต์อย่างเดียวไม่กรวดน้ำแล้ว เพื่อนตัวดีนอนดูทีวีอยู่ห้องข้างนอก เราบอกให้รีบนอนนะ เราจะเปิดไฟในห้องรอ เข้ามาแล้วปิดด้วย “อือ อือ” เสียงตอบในลำคอจากเพื่อนตัวดี

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ สะดุ้งตื่นสุดตัวเพราะได้ยินเสียงประตูดังปัง!!! เราลืมตาเฮือก… เอาอีกแล้ว  ลองเชิงด้วยการเปิดประตูห้องโผล่หน้าทีละนิด
ทีวียังเปิดอยู่ ไฟยังสว่าง แต่ประตูปิด เฮ้อ… เสียงประตูเมื่อกี๊ เพื่อนตัวดีของเราคงกระเจิงออกไปแล้วแน่ ๆ เป็นไปตามคาด รองเท้าก็ไม่อยู่ ต้องเป็นภาระเราตอนเช้าหอบเสื้อผ้าของเพื่อนใส่เป้ไปคืนที่โรงเรียน เช้านั้นเอาเป้คืนเพื่อนตัวดีพร้อมถามถึงเหตุผลที่หนีกลับ เพื่อนตอบว่า “นอนดูทีวีอยู่สักพักเคลิ้มหลับ ได้ยินเสียง ก่อกแก่กเลยหรี่ตาขึ้นมาดูกะว่าจะปิดทีวีแล้วเข้าห้องนอน ปรากฏว่าเห็นผู้หญิงเดินผ่านเข้าไปในห้องนอนเรา  เพื่อนเลยลืมตามาดูสงสัยว่าเราออกมาทำไม? จึงตัดสินใจเดินตามไปในห้องเรา พอเปิดประตูห้องเข้าไป ปรากฏว่าห้องมืดสนิท แต่มันพอเห็นลาง ๆ เพราะมีแสงไฟจากข้างนอกห้องส่องเข้ามาบ้าง เพื่อนเห็นผู้หญิงที่เดินเข้าห้องมาเมื่อกี๊นั่งขดตัวก้มหน้าอยู่มุมห้อง เพื่อนเลยถามว่า

“แกมานั่งทำไมตรงนี้ ไม่ไปนอนห้องพ่อแกหรอ” เงียบ… ไม่มีเสียงตอบ แต่ผู้หญิงคนนั้นค่อย ๆ เงยหน้า แล้วเอียงคอมองมาทางเพื่อนเล็กน้อย แล้วส่งเสียงเนิบ ๆ ยาน ๆ ว่า “อืออออออออ…….” เพื่อนเลยตั้งสติแล้วค่อย ๆ เดินถอยหลังออกมาจากห้องแล้วมาแง้มประตูห้องพ่อเราเห็นเรานอนแผ่อยู่ สติเลยกลับมา ก รู โดนแล้ว… เพื่อนเลยค่อย ๆ ปิดประตูห้องพ่อเราเบา ๆ เพราะกลัวเราตื่น (แหม น่ารักมาก) แล้วย่องออกไปใส่รองเท้าที่หน้าบ้าน ไม่ทันจะก้าวออกแอบหันมามองในบ้านนิดนึง เธอออกมาส่งแขกค่ะ!!! มายืนกางขาเป็นซุปเปอร์โมเดลอยู่กลางบ้าน เท่านั้นแหละ เพื่อนตัวดีวิ่งกระเจิงขึ้นมอไซค์รับจ้างหน้าปากซอยกลับบ้านเลย แต่ไม่วายคุณเธอที่ยืนอยู่กลางบ้านช่วยปิดประตูหน้าบ้านให้ด้วย
ปัง!!! นั่นล่ะค่ะ เราถึงตื่น

ในที่สุดก็ถึงวันที่พ่อเรากลับมาจากราชการต่างจังหวัด เราเล่าให้พ่อฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พ่อบอกไม่จริงหรอกอุปทานหมู่กันหรือเปล่า? หึหึ อุปทานหมู่หราเจอกันมาถ้วนหน้าทั้งคนไทย คนออสซี่ เจอจนไม่กล้าจะคุยกับเราแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อจะไม่เชื่อ ถ้าพ่อไม่เจอเอง…เย็นวันศุกร์เตรียมตัวเก็บของกลับบ้านที่ปทุม สัปดาห์นี้เราจะได้เจอน้องชาย แล้วเราจะถามให้ละเอียดเลยว่า  “Who is she? หล่อนเป็นใครยะ มาวุ่นวายกับเพื่อนชั้นทำไม?” รถเคลื่อนตัวออกมาได้เล็กน้อย “เอ้อ ลืมที่ชาร์ตแบตอีกแล้ว เข้าไปเอาให้หน่อยอยู่ในห้อง” พ่ออออออออ อีกแล้ว… แต่รอบนี้เราไม่ไปค่ะ  บ่ายเบี่ยงทุกวิถีทาง ขอรออยู่หน้าบ้าน
จนสุดท้ายพ่อลงไปเอาเอง เยสสส… พ่อเดินเข้าไปในบ้าน แต่ประตูหน้าบ้านเปิดค้างไว้

ทำให้เรามองเห็นภายในบ้านว่าพ่อกำลังทำอะไร  พ่อกำลังเดินเข้าห้องเพื่อไปหยิบที่ชาร์ตแบต  แต่เอ๊ะ ใครเดินตามพ่อ… เพ่งมองดูอีกสักที ชัดเลย!!!  เธอเดินตามพ่อแต่ไปหยุดอยู่หน้าห้องพ่อไม่ได้เข้าไป พ่อเดินหายเข้าไปในห้อง เธอยืนรอพ่ออยู่หน้าห้อง  เรายืนมองเธออยู่หน้าบ้าน… มองดูท่าทีก็แปลกใจ มองมองดูไปเธอก็เหลียวมา…เธอเหลียวคอ ค่อย ๆ หันคอมาท้างข้างหลัง  ประหนึ่งล่วงรู้ได้ว่าเรากำลังจ้องมองเธออยู่ แต่ช้าก่อน… เราไม่ปล่อยให้เธอหมุนคอ 360 องศา  โชว์หรอกนะ เรารีบตะโกนเรียกพ่อดัง ๆ “พ่อ!” ได้ผลค่ะเธอหยุดชะงักกึก!!!  คอที่กำลังหมุนมาได้ครึ่งทางเป็นอันต้องหมุนกลับไป แล้วหายแว๊บต่อหน้าต่อตา เป็นจังหวะเดียวกับที่พ่อเรา เดินสวนออกมา

ไม่ได้เตรียมใจมาเพื่อพบเธอ ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเจออะไรแบบนี้เลย พ่อเดินออกมาสีหน้าเรียบเฉย เรียกเราขึ้นรถแล้วออกตัว ระหว่างทางพ่อไม่พูดอะไร เงียบตลอดทาง เราเลยเปิดเพลง พ่อบอกว่าอย่าเปิด วันนี้ปวดหัวอยากขับเงียบ ๆ เราก็โอเคไม่เปิด รถจอดหน้าบ้านที่ปทุม แม่มาช่วยขนของเข้าบ้าน  น้องชายตัวดีกระโดดโหยง ๆ วิ่งมารับขนมแล้วเข้าบ้าน นั่งพักพอหายเหนื่อยถึงเวลาทานข้าวร่วมกัน แม่เปิดประเด็น “ยังเจออยู่ไหม?” “ใครเจออะไร?” พ่อถาม “ใครอยู่ห้องนั้นเจอทุกคนแหละแม่ ทุกวันนี้หนูยังไม่กล้าเข้าไปนอนห้องตัวเองเลย” เราสาธยายต่อ  “พาเพื่อนมานอนด้วย ก็ออกมาโชว์ตัวให้เพื่อนเห็น  ทุกวันนี้ใครจะกล้ามานอนกับหนู พูดแล้วโมโห”

น้องชายไม่พูดอะไร ได้แต่พยักหน้า เลิ่กคิ้ว ทำปากยื่น แล้วบอกว่า อยากรู้ไหมล่ะว่าเป็นใคร เดี๋ยวจะพาไปรู้จัก เหยยยยย พูดงี้ได้งาย ใครจะอยากรู้จัก แค่ทำยังไงก็ได้ อย่ามารบกวนกัน หรือออกไป จากบ้านเราได้ยิ่งดี เช้าวันเสาร์ ณ บ้านที่ปทุม แม่เอ่ยปากว่าวันนี้ขับรถไปบ้านพักในค่ายไหม
ไปดูให้เห็นกับตาเลยว่ามีอะไร เรากับน้องชายตกลง  แต่พ่อบอกไม่ไป ขอนอนอยู่บ้านเพราะปวดหัวตั้งแต่เมื่อคืน  เราจึงขับรถพาแม่และน้องชายไปบ้านพักในค่าย  ก็เหมือนค่ายทั่วไปที่วันเสาร์อาทิตย์คนจะไม่พลุกพล่าน  วันนี้ก็เช่นกัน เราจอดรถหน้าบ้านเดินไปไขกุญแจเข้าบ้าน น้องชายวิ่งแทรกตัวเข้าบ้าน เดินนำไปเปิดห้องนอนเรา แล้วหยุดหันมองไปมุมห้องที่เกิดเหตุ

“ถ้าไม่ไปดี ๆ จะจับอุ้มโยนออกไปนะ” น้องชายเราบอก  แต่เรารู้แล้วว่านี่คือน้องที่มาแฝงร่างน้องชาย พูดจบน้องชายก็ทำหน้าบึ้งตึงแล้วบอกว่า “จะเอายังงาย จะเอายังงาย… จะออกไปดี ๆ หมาย” ตอนนั้นน้ำเสียงกวนหาเรื่องแบบนี้เลย พูดจบเดินเข้าไปใกล้มุมห้องอีกนิด ทำท่าคว้าลม เหมือนเอามือคว้าจับอะไรสักอย่าง แล้วเดินไปหน้าบ้าน ทำท่าเหวี่ยงออกไป แล้วปิดประตู ปัดมือถูไปถูมา เหมือนเสร็จสิ้นภารกิจ แม่ถามว่า “ออกไปแล้วหรอ” น้องตอบ “หนูให้ออกไปดี ๆ ก็ไม่ไป เลยลากออกมาจากห้อง แล้วอุ้มออกหน้าบ้านไปเลย” เราถามต่อ “แล้วเธอจะไม่เข้ามาแล้วหรอ” น้องตอบ “ใครก็เข้ามาได้ทั้งนั้นแหละ พ่อได้บ้านอยู่
ทางสามแพร่งพอดี ใครก็เข้ามาได้ทั้งนั้น”

อ้าว แล้วจะแก้ไขอย่างไร น้องบอกว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสารนะ อยู่ห้องนี้มาก่อนพ่อกับพี่จะย้ายมาอีก เธอไม่มีที่ไปก็อาศัยอยู่ในห้องพี่ และไม่ได้คิดจะวุ่นวายกับใคร แค่อยากให้รู้อยากให้เห็นว่าฉันมีตัวตนนะโว๊ย ทำบุญให้ฉันทีโว๊ย เพราะฉันกีดกันไม่ให้สัมพเวสีตนอื่นเข้ามาในบ้านนะโว๊ย อุทิศบุญให้ฉันบ้างเซ่…โธ่ ก็มาเข้าฝันบอกกันดี ๆ ก็ได้ มาแบบนี้ใครก็กลัว สุดท้ายเลยให้น้องพาเธอเข้าบ้านอีกรอบ หะ!!! จริงค่ะ  ที่ให้พาเข้าบ้านอีกรอบ เพราะเธอมาอยู่บ้านนี้ก่อนพวกเรา เราไม่อยากไล่ใครแต่ให้ต่างคนต่างอยู่ ถ้าจะอยู่ต้องดูแลห้ามมาหลอกหลอนหมุนคอ หายตัว ครางเสียงอือ อือ  แบบนี้ไม่เอาและเราจะทำบุญอุทิศกุศลให้เธอ
ที่เหลือก็สุดแล้วแต่เวรกรรมของเธอที่ทำมาว่าจะหลุดพ้นจากตรงนี้ได้เมื่อไหร่

เราก็ทำตามความเชื่อของคนโบราณ โดยหากระจก หรือฮู้ว 8 เหลี่ยมมาติดไว้หน้าบ้านเพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ถามว่ายังเจอเธออยู่ไหม มาเป็นครั้งคราวค่ะ แต่เราไม่ค่อยเห็นเป็นตัวเป็นตน เห็นเธอครั้งแรกก็ตอนโชว์หมุนคอ ส่วนเพื่อนก็ไม่เคยมีใครมานอนบ้านเราอีกเลย ปอลิง : ระหว่างที่พ่อเดินเข้าไปหยิบที่ชาร์ตแบตในห้องนั้น จังหวะที่หันหลังกลับมาเพราะได้ยินเสียงเราตะโกนเรียก “พ่อ!” ก็เจอกับเธอผู้ไม่ยอมแพ้ในการพยายามที่จะปรากฏตัวให้คนเห็น เธออยู่ในท่ายืนตัวตรงคอหมุนมาได้ครึ่งทาง  แล้วหายวับต่อหน้าพ่อ… นั่นหมายความว่า พ่อกับเราเจอ สิ่งเดียวกัน เพียงแต่เราเห็นก่อน ส่วนพ่อมาเห็นจังหวะที่เราเรียกชื่อพ่อพอดี นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อปวดหัวนั่นเอง อิอิ