สุสานพระธุดงค์ – เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่ป่าแห่งหนึ่ง ในจังหวัดหนองคาย เมื่อประมาณยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ตอนนั้นคุณเอกอาศัยอยู่ในจังหวัดหนองคาย ครอบครัวของคุณเอกค่อนข้างยากจน เมื่อจบประถมหก คุณพ่อจึงพาคุณเอกไปฝากวัด บวชเรียนเป็นเณร รับใช้หลวงลุงที่เป็นเจ้าอาวาส

หลวงลุงท่านก็จะสอนสรรพวิชาต่างๆ ให้คุณเอก และจะมีการออกธุดงค์กรรมฐานประจำปี เพื่อปลีกวิเวกจากทางโลก ตอนนั้นคุณเอกเพิ่งจะอายุแค่สิบหกปี ก็ได้ออกเดินธุดงค์ไปกับหลวงลุงและพระอีกสามรูป

หลวงลุงท่านจะเดินขึ้นไปทางเหนือ พระอีกสามรูปรวมทั้งคุณเอกก็เดินตามหลวงลุงไปเรื่อยๆ ผ่านป่าทึบป่าโปร่งมากมาย จนเข้าสู่ป่าแห่งหนึ่ง เลยแถบอีสานเหนือขึ้นไปไม่ไกล ลักษณะเป็นป่าดิบ ต้นไม้ในป่าแห่งนี้ส่วนมากจะมีลำต้นสูงใหญ่ หลายคนโอบ ขึ้นเบียดเสียดบดบังแสงจากพระอาทิตย์จนดูมืดครึ้ม เวลาประมาณสี่โมงเย็น หลวงลุงท่านบอกให้หยุดแล้วปักกลดกันในบริเวณนี้

คุณเอกออกไปหาฟืนมาก่อกองไฟ ชงน้ำชาถวายพระทั้งสามรูป และก็ไปสรงน้ำทำวัดเย็น เมื่อทำวัดเย็นเสร็จ มีคนหาของป่าเดินตัดผ่านป่าเข้ามากราบหลวงลุงสามครั้งแล้วบอกว่า

“กระผมนิมนต์ให้ไปอยู่ในหมู่บ้านดีกว่าครับ อีกสิบสองกิโล อย่าอยู่ตรงนี้เลย เพราะบริเวณนี้หลังจากหกโมงแล้ว ยุงก็ยังไม่กล้าผ่าน!”

หลวงลุงท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นไร เรามาพร้อมพุทธคุณและพระรัตนตรัย เรามาเพื่อปลีกวิเวก เป็นตายยังไงก็จะขออยู่ตรงนี้” ชาวบ้านคนนั้นก้มลงกราบ แล้วเดินหายเข้าไปในป่า

จนเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม เมื่อหมดแสงจากพระอาทิตย์ ความมืดเริ่มกลืนกินป่าแห่งนี้ ทำให้รอบๆ ตัวดูพร่ามัว เหมือนมีหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ อากาศเริ่มเย็นลงจนทำให้ตุ่มหนาวบนแขนของคุณเอกผุดขึ้นเป็นเม็ดๆ ป่าทั้งป่าเงียบสงัดจนน่าวังเวง

คุณเอกจึงเริ่มก่อกองไฟทันที เพื่อให้แสงไฟช่วยขับไล่ความมืดที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ตัว และเพื่อกันอันตรายจากสัตว์ป่า หลวงลุงให้พระทั้งสามรูปและคุณเอกนั่งเข้ากรรมฐาน คุณเอกปักกลดนั่งกรรมฐานอยู่ด้านหลังของหลวงลุง

จนเวลาผ่านไปประมาณสามชั่วโมง เหน็บชาเริ่มกินแขนขาของคุณเอกจนต้องขยับตัวเล็กน้อยเพื่อไล่อาการ สักพักใหญ่ๆ ในขณะที่คุณเอกกำลังนั่งหลับตาอยู่ รู้สึกว่ามีลมกระโชกแรงไปทั้งป่าเหมือนพายุเข้า ทำให้กลดโยกไปมาจนเหมือนจะขาดไปทุกทีๆ เสียงต้นไม้ด้านหลังที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรลั่นเอี๊ยดอ๊าด ปานจะล้มครืนลงมาใส่ ฝุ่นดินใบไม้ปลิวว่อนอยู่รอบๆ ตัว เหมือนพยายามจะมุดเข้ามาในกลดให้ได้

คุณเอกมองไปรอบๆ ตัวด้วยความตื่นตระหนก แต่ก็ต้องรู้สึกตกใจระคนแปลกใจ เพราะต้นไม่ที่อยู่ห่างออกไปรอบๆ ตัว กลับนิ่งสนิทไม่ไหวติง ไม่มีแม้แต่เศษใบไม้ที่ปลิวกระจายตามลม เหมือนกับว่าพายุได้โหมกระหน่ำอยู่แค่บริเวณที่ปักกลดกันอยู่เท่านั้น

ในระหว่างที่คุณเอกกำลังตื่นกลัวต่อเหตุการณ์ที่พบ หลวงลุงท่านก็เอ่ยขึ้นว่า

“ผู้ที่ไม่ได้รับเชิญกำลังจะมา ตั้งสติไว้…”

ถึงแม้ว่าหลวงลุงท่านจะบอกให้ตั้งสติ แต่เนื่องจากเหตุการณ์รอบๆ ตัวมันทำให้คุณเอกผวา จนสติแตกไปก่อนหน้านี้แล้ว เหงื่อไหลย้อยลงที่ปลายคาง หยดใส่อุ้งมือของคุณเอก ที่กำลังผสานกันอยู่บนหน้าตัก ทั้งๆ ที่บรรยากาศในป่าเย็นยะเยือก แต่เหงื่อกาฬกลับผุดออกมาไม่หยุด คุณเอกพยายามรวมรวบสติ สงบใจให้กลับไปเป็นปกติ นั่งจ้องกองไฟที่ถูกลมพัดจนเศษไฟเม็ดเล็กๆ สีแดงๆ ฟุ้งกระจายเหมือนกับดอกไม้ไฟ

ในขณะนั้นเอง คุณเอกได้ยินเสียงคล้ายกับลูกแตงโมตกกระแทกพื้นดัง “โพล๊ะ!” คุณเอกซึ่งกำลังอยู่ในอาการผวา สะดุ้งจนตัวสั่น รีบหันไปมองทางต้นเสียง และสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือ คนที่มีแค่ครึ่งลำตัวส่วนบน แสยะยิ้มอยู่หน้ากองไฟ คุณเอกตกตะลึงกับภาพที่เห็น ลำตัวเกร็งจนรู้สึกเจ็บที่ท้องน้อย ความกลัวแล่นฉิวไปทั่วร่างกาย

สิ่งนั้นค่อยๆ หักนิ้วของตัวเอง แล้วโยนเข้าไปในกองไฟ พร้อมเสียงหัวเราะ “คิคิคิ” เหมือนกับกำลังมีความสุข พอหักนิ้วมือซ้ายหมดแล้ว ก็ใช้ปากกัดนิ้วที่มือขวา แล้วถุยลงในกองไฟ คุณเอกกลัวจนลมตีขึ้นอก รู้สึกจุกจนแทบหายใจไม่ออก หันไปมองหลวงลุงกับพระอีกสามรูปที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่ทุกคนกลับนั่งนิ่ง ไม่ได้มีท่าทีตื่นกลัวต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าตอนนี้ สิ่งนั้นกำลังคลานไปรอบๆ กองไฟที่ลุกโชน พร้อมพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า

“พวกมึงจะมาเอาที่ของกูเหรอ…!”

สิ่งนั้นคลานวนไปมาสามสี่รอบแล้วก็หายไป พร้อมกับลมพายุเริ่มสงบกลับเป็นปกติ คุณเอกหันมองไปรอบตัวด้วยความระแวง เมื่อพบว่าสิ่งนั้นไปแล้วจริงๆ ก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ป่ารอบๆ ตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

แต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือกจนเหยียดหลังตรงขึ้นเอง เพราะอยู่ๆ ก็เกิดเสียงดัง “โครม!” จากข้างหลัง คุณเอกรีบหันควับไปมอง ปรากฏว่ากิ่งไม้ใหญ่ๆ ของต้นสะเดาที่อยู่ด้านหลังหักแล้วตกลงมา เฉียดกลดของหลวงลุงไปเพียงแค่นิดเดียว

คุณเอกทนนั่งคนเดียวต่อไปไม่ไหว ลนลานเข้าไปกอดหลวงลุงในกลดด้วยตัวที่สั่นงันงก หูก็แว่วได้ยินเสียงเหมือนมีคนขย่มอยู่บนต้นไม้ “ครึม ครึม ครึม” ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องที่ดังไปทั่วป่า “กรี๊ดดดด!” เสียงมันเสียดแทงเข้าไปในอกของคุณเอก จนต้องรีบเอามืออุดหู

อึดใจต่อมา สิ่งนั้นก็ปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มาครบทั้งตัว นั่งลงที่หน้ากองไฟ แล้วยกมือตัวเองขึ้นมาเคี้ยวเล่น กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงและกลิ่นสาบสาง ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ คุณเอกกอดหลวงลุงแน่น รู้สึกผะอืดผะอม ท้องไส้บิดมวนจนแทบจะอ้วก

หลวงลุงท่านลืมตาขึ้นมองอย่างสงบ แล้วเทศนาเรื่องของการยึดติด คุณเอกรู้สึกว่าเวลามันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า ร่างนั้นค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ จนกลืนหายเข้าไปในอากาศ เวลาล่วงเข้าตีห้า พระทั้งสามรูปก็สวดบทแผ่เมตตาขึ้นพร้อมกัน คุณเอกรู้สึกตัวชาๆ เหมือนคนจะเป็นไข้ สอดส่องสายตาไปรอบๆ ตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะยังไม่วางใจในสถานการณ์

เหลือบไปมองท่อนไม้ท่อนใหญ่ ที่มันตกลงมาอยู่ข้างๆ กลดของหลวงปู่ ก็ต้องรู้สึกแปลกใจ ลอยหักมันควรจะต้องเป็นลักษณะการปริแตกของไม้ แต่ที่พบตรงหน้า มันเหมือนกับว่ามีคนเอาเลื่อยฟันปลามานั่งเลื่อยอยู่บนต้นไม้ จนมันแยกออกจากกันแล้วร่วงลงมา ทำให้คุณเอกรู้สึกระแวงต้นสะเดาที่อยู่ด้านหลัง กลัวว่าคนเลื่อยจะยังไม่ได้ไปไหน แต่กำลังรอจังหวะในตอนที่ทุกคนเผลอ

จนเวลาหกโมงเช้า หลังจากที่สรงน้ำเสร็จ มีชาวบ้านเดินมาเป็นกลุ่ม ในมือถือกระสอบกับพลั่วมาคนละอันสองอัน พอมาถึงก็ก้มลงกราบ แล้วบอกว่า

“มีพระธุดงค์มาปักกรดตรงนี้หลายรูปแล้ว แต่เช้ามาพวกผมต้องมาช่วยกันฝังศพทุกครั้งเลย!” แล้วทุกคนก็ก้มลงกราบอีกครั้ง แล้วพูดต่อว่า

“พวกกระผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสาปแช่งหลวงพ่อ แต่ว่าพระธุดงค์ที่เดินทางมาที่นี่ จะไม่มีใครรอดเลย”

แล้วชาวบ้านก็พากันเดินขึ้นไปอีกประมาณไม่ถึงสิบเมตร ตรงนั้นเป็นพื้นที่โล่งๆ มีต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีเถาวัลย์เลื้อยระโยงระยางอยู่กลางลาน ลักษณะดินเป็นสีดำยุ่ยๆ

“นี่คือสุสานของพระธุดงค์ครับ ที่ชาวบ้านช่วยกันฝัง มีทั้งพระชราและเณร เดี๋ยวนี้พวกกระผมจึงมักจะนิมนต์ให้ไปจำในหมู่บ้านมากกว่า แต่ก็มีพระที่ตั้งจิตแน่วแน่ ต้องการปักกลดอยู่ที่นี่ ตอนเช้าพวกกระผมก็ต้องมาช่วยกันฝังเพราะไม่มีใครรอด ยิ่งช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ก็ต้องช่วยกันฝังทุกปี”

ชาวบ้านเล่าต่อว่า ที่บริเวณนี้เป็นสุสานเก่าของชาวกะเหรี่ยง มีวิญญาณคนตายที่สิงสถิตอยู่มากมาย กลายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ คอยจัดการใครก็ตามที่ล่วงล้ำเข้ามา แล้วชาวบ้านก็ชี้เข้าไปในกองฟืนที่ไฟมอดไปแล้ว ปรากฏว่าพบเศษกระดูกนิ้วมือเป็นข้อเล็กๆ สีดำๆ อยู่หลายอัน

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็แว้บเข้ามาในหัวของคุณเอกทันที จนรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวลงไปถึงเท้า ชาวบ้านบอกว่าเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ตอนที่ช่วยกันแบกร่างของพระเพื่อที่จะนำไปฝัง ก็จะเห็นเศษกระดูกเล็กๆ ไหลออกจากปากของศพทุกครั้งไป

ป่าบริเวณนี้จะไม่มีใครกล้าใช้สัญจร ชาวบ้านที่เป็นคนหาของป่า ถ้าเกิดเวลาล่วงเข้าบ่ายสามโมง ต้องรีบดิ่งออกจากป่าแถบนี้ทันที เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เคยมีคนพบศพของคนหาของป่าจากหมู่บ้านอื่น ถูกไม้ไผ่แทงตายอยู่บนยอดไผ่ ลักษณะเหมือนกำลังนอนอยู่บนพื้น แต่ถูกต้นไผ่ทั้งกอผุดขึ้นจากพื้นตรงที่นอนอยู่ แทงทะลุร่างจนศพขึ้นไปห้อยอยู่บนยอดกอไผ่

และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมดของสุสานพระธุดงค์ในอดีต ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

ขอขอบคุณที่มา: พันทิปดอทคอม