คลองผีหลอก คุณ ยุทธ

เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่คุณยุทธยังเป็นเด็กอายุแค่ 12 ปีเท่านั้น
ในสมัยนั้นทางบ้านของคุณยุทธมีอาชีพทำสวนมะพร้าว ทุก 4-5 เดือนผลผลิตคือมะพร้าว ก็แก่เต็มที่ จึงต้องมีการไปเก็บเอามาขาย แต่สมัยก่อนนั้นถนนหนทางการคมนาคมยังไม่สะดวกสบายเหมือนในสมัยนี้ อีกอย่างสวนมะะพร้าวที่บ้านคุณยุทธนั้นก็อยู่ไกล จากที่พักอาศัยพอสมควรทีเดียว การเดินทางโดยใช้รถยนต์นั้นเป็นไปไม่ได้เลยครับเพราะถนนยังเข้าไม่ถึง รอบๆข้างทางก็เป็นสวนมะพร้าวหมด การขนส่งเลยต้องใช้เรือแทน

 

 

เย็นวันหนึ่งหลังจากเด็กชายยุทธเลิกเรียนแล้วกลับบ้าน พี่ชายก็เดินตรงมาบอกว่า “วันนี้เอ็งต้องไปช่วยพี่ขนมะพร้าวนะ
เพราะคราวนี้ผลมะพร้าวออกมาเยอะมาก เรือ 2 ลำขนไม่หมด” ประมาณ 4 โมงเย็นทุกคนก็ออกเดินทาง มีเรือไปทั้งหมด 3 ลำ โดยที่มีคุณแม่และคุณน้าของเด็กชายยุทธพายไปด้วย 1 ลำ, คุณป้า 1 ลำ และลำสุดท้ายก็คือเด็กชายยุทธกับพี่ชายนั่นเอง ทุกคนพายเรือมาตามแม่น้ำจนถึงปากคลองแห่งหนึ่ง ซึ่งคลองนี้เป็นคลองที่เป็นทางลัดทำให้ประหยัดเวลาได้พอสมควร

 

เด็กชายยุทธและะพี่ชายพายเรือเข้ามาในคลองเป็นลำรั้งท้าย ประมาณ 200 ม. จะเจอร้านค้าริมน้ำอยู่ร้านหนึ่ง
เป็นร้านของคุณน้าของเด็กชายยุทธนั่นเอง ลักษณะก็เป็นร้านค้าธรรมดานี่แหละ เพียงแต่มีการปลูกยื่นลงมาที่ริมน้ำนิดหน่อย ที่ริมฝั่งบนร้านนั้นก็จะมีบรรดาลุงๆ ป้าๆ น้าๆ ที่เด็กชายยุทธรู้จักและคุ้นหน้ากันดีนั่งคุยกันอยู่ อยู่ดีๆน้าคนหนึ่งในวงแกชื่อว่าน้าอ๊อด ก็ทักเด็กชายยุทธขึ้นมาแบบแปลกๆว่า “เห้ย ขากลับระวังโดนผีหบอกนะโว้ย!!! วันนี้วันพระ เขาปล่อยผีกัน!!!” แล้วพวกน้าๆก็หัวเราะ กันทั้งวง เนื่องจากรู้ดีว่าเด็กชายยุทธนั้นกลัวผี

 

 

จริงๆแล้วทีแรกเด็กชายยุทธก็ไม่ได้กลัวอะไรเพราะคิดว่าพวกน้าๆคงจะล้อเล่น แต่บรรยากาศของวันนั้นมันน่าขนลุกจริงๆ
เด็กชายยุทธและพี่ชายก็พายเรือต่อไปอักเรื่อยๆ อีกสักพักก็มาถึงชางทางโค้งของลำคลอง ตรงช่วงนี้มีบ้านอยู่หลังหนึ่งเป็นบ้านหญิงชรา ชื่อว่ายายแจ่ม แกเป็นคนไม่มีญาติ อาศัยอยู่คนเดียว มีเพื่อนก็คือหมาแค่ 2 ตัวเท่านั้น บรรยากาศตรงบ้านของแกน่ากลัวมาก ลองนึกถึงบ้านในหนังเรื่องบ้านผีปอบ แบบนั้นเลย ตรงหน้าบ้านแกจะมีกอไผ่ใหญ่อยู่ 1 กอ เวลากลางคืนพายเรือผ่านทีไรมีลมพัดมา

 

เสียงไผ่จะเสียดสีกันดังมากน่าขนลุกทีเดียว พอเรือที่พายกำลังจะถึงหน้าบ้านแกนั้น หมาของยายแจ่งก็วิ่งตรงมาที่หัวสะพาน แล้วเห่าเหมือนทุกครั้ง เด็กชายยุทธจึงเตรียมลูกมะพร้าวลูกเล็กๆจะเอาไว้ปาไล่หมา แต่ว่าวันนั้นขว้างออกไปเกิดพลาด ลูกมะพร้าวลูกนั้นกระดอนไปโดนข้างใบบ้านดัง ปัง!! จากนั้นเด็กชายยุทธก็ได้ยินเสียงคนดังลอดออกมาจากตัวบ้าน เป็นเสียงเหมือนครางในลำคอ “อือ.. อือ..” เด็กชายยุทธจึงหันไปบอกพี่ชายให้รีบพายไปเร็วๆ เดี๋ยวยายแจ่มออกมาด่าเอา

 

แต่ว่าพี่ของเด็กชายยุทธกลับหัวเราะแล้วพูดว่า “ยายแจ่มจะมาด่าเอ็งได้ยังไง ก็แกเสียไปเมื่อเดือนที่แล้ว เอ็งไม่รู้หรอ”
เด็กชายยุทธได้ฟังก็ถามว่า “เมื่อกี้นี้ไม่ได้ยินเสียงหรอ” พี่ชายจึงตอบว่า “เสียงอะไรข้าไม่เห็นได้ยินเลย” แล้วก็บอกให้เด็กชายยุทธรีบพายเรือเร็วๆเข้า เดี๋ยวจะมืดกันพอดี เด็กชายยุทธจึงเลิกสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหันไปพายเรือต่อ แต่ในใจก็ยังกลัวๆอยู่

 

 

ทุกคนพายเรือกันต่อไปอีกประมาณ 1 ชม.ก็มาถึงสวน แล้วก็รีบช่วยกันขนมะพร้าวลงเรือเพราะกลัวว่าขากลับจะมืด
กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็ประมาณ 6 โมงครึ่งแล้ว ฟ้าเริ่มมืด เด็กชายยุทธจึงนำตะเกียงที่เตรียมไว้ออกมาจุดแล้วรีบออกเดินทางกลับ ขากลับก็ยังเหมือนเดิมคือเด็กชายยุทธกับพี่ชายพายเรือกันเป็นลำปิดท้าย ทุกคนพายเรือย้อนกลับไปตามทางเดิมที่มา แต่ขากลับนี้มีมะพร้าวขนมาเต็มลำเรือ จึงทำให้การเดินทางช้าลงกว่าตอนขามา เรือ 2 ลำด้านหน้านั้นขนน้อยกว่าลำของเด็กชายยุทธ จึงค่อยๆพายห่างออกไปเรื่อยๆ บรรยากาศในตอนขากลับนั้นไม่เหมือนตอนขามา เนื่องจากแสงอาทิตย์ได้ลับหายไปแล้ว

 

 

มีแต่เพียงแสงของตะเกียงเท่านั้นที่นำทางไป สองข้างทางนั้นเป็นป่า ต้นจาก และสวนมะพร้าวเท่านั้น
แทบจะไม่มีแสงสว่างจากบ้านคนให้เห็นเลย ทั้งสองคนพายเรือกันมาสักพักก็มาถึงแถวๆทางโค้งบ้านยายแจ่ม
อยู่ดีๆก็มีลมพัดมาอย่างแรงจนต้นจากที่อยู่ริมคลองเอนไปมา พักเดียวลมก็หยุดนิ่งไปเฉยๆ แล้วจู่ๆทั้งคู่ก็ได้ยินเสียง
เหมือนลูกมะพร้าวตกลงไปในน้ำ ดัง ตูม!!! เสียงมันเหมือนเสียงที่ตกลงมาหลายลูกมาก แต่ที่ผิดสังเกตุคือ ผืนน้ำ
ไม่มีการกระเพื่อมแม้แต่นิดเดียว ทั้งคู่ถึงกับชะงัก หยุดพายเรือเพื่อมองว่าเป็นอะไรกันแน่ แล้วเด็กชายยุทธก็เกิดหลุดปากทักออกไป “เสียงอะไรวะ” พี่ชายก็ด่าว่า “ไอ้เว ร กลางค่ำกลางคืนเขาห้ามทักอะไรส่งเดช เอ็งนี่สอนไม่จำ”

 

 

ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่นั้นเรือก็ลอยไปตามกระแสน้ำจนถึงกอไผ่หน้าบ้านของยายแจ่ม หมาที่อยู่ในบ้านของแก
อยู่ดีๆก็หอนขึ้นมากันเกรียวเลย เด็กชายยุทธก็มองไปตามที่มาของเสียงก็คือบ้านของยายแจ่มนั่นแหละ พอแสงของตะเกียงในเรือสาดไปโดน สิ่งที่เด็กชายยุทธเห็นทำเอาเกือบช็อค ก็คือ เห็นร่างของผู้หญิงชราผมขาวโพลนทั้งหัว นั่งอยู่ตรงหัวบันได แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา มองทั้งคู่ หน้าตาของแกนั้นขาวซีด ดวงตาลึกแต่ไม่มีลูกตา แล้วอยู่ดีๆแกก็ยกมือขึ้นมา ชี้นิ้วมาที่ทั้งคู่ ในขณะนั้นเด็กชายยุทธก็สติแตก แหกปากร้องดังลั่น ในขณะที่เด็กชายยุทธตกใจไม่ได้สติอยู่นั้น พี่ชายก็รวบรวมสติได้ก่อน รีบตะโกนบอกให้เด้กชายยุทธใชเย็นๆ

 

แล้วรีบช่วยกันพายเรืออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด แต่เนื่องจากความเป็นเด็ก เด็กชายยุทธหลังจากได้ยินเสียงขงพี่ชายแล้ว
ตั้งใจสติไม่ได้ รีบลุกขึ้นจากเรือ วิ่งไปหาพี่ชาย ในจังหวะนั้นก้าวพลาดทำเอาเรือทั้งลำถึงกับล่ม เรือพลิกคว่ำลง
ทั้งสองคนเลยตกลงไปในน้ำ ทั้งคู่รีบตะเกียดตะกายว่ายเข้าริมตลิ่งฝั่งตรงกันข้าม ทั้งสองคนพากันวิ่งหนีไปตามสวนมะพร้าว ท่ามกลางความมืด ในระหว่างที่วิ่งหูก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะตามหลังมาอีก ทั้งคู่วิ่งจับมือกันแน่นเพราะกลัวจะพลัดจากกัน ไม่มีใครกล้าหันไปมองข้างหลัง

 

 

พี่ชายพาเด็กชายยุทธวิ่งไปตามทางสวนมะพร้าว อาศัยว่าทางแถวนี้ทั้งคู่พอชำนาญอยู่แล้ว ในระหว่างที่วิ่งอยู่นั้น
เสียงหัวเราะก็ยังดังอยู่ไม่ขาดสาย จนทั้งคู่วิ่งทะลุมาถึงร้านค้าบ้านของคุณน้าที่กล่าวถึงไปข้างต้น พอถึงเด็กทั้งสองคนก็รีบเล่าเรื่อง

 

ทุกอย่างให้ผู้ใหญ่ในบ้านฟัง หลังจากนั้นคุณน้าก็ให้ลูกน้องกลับไปเก็บเรือที่คว่ำอยู่ แล้วพาเด็กทั้งคู่ไปส่งที่บ้านแม่
พอตอนเช้าคุณแม่ก็พาเด็กชายยุทธไปไหว้ขอขมายายแจ่มที่หน้าโกศที่อยู่ที่วัด เพราะคิดว่าที่ยายแจ่มแกมาหลอกน่าจะเป็นเพราะ เด็กชายยุทธเอาลูกมะพร้าวไปปาหมาแล้วไปโดนบ้านของแก แกอาจจะโกรธ เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงเพียงเท่านี้…