ศาลาพักปอบ…ศาลาที่ปอปอาศัย ใครไปรอรถเจอทุกราย!!

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้ยินได้ฟังมาอีกทีนะครับ เรื่องน่าจะเกิดขึ้นมาเมื่อหลายปีผ่านมาแล้ว แต่ยังเป็นที่จดจำและถูกเล่าขานต่อกันมาจนถึงตอนนี้ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในหมู่บ้านในเขตชนบทแห่งหนึ่งในภาคอีสานครับ เรื่องมีอยู่ว่า

ตามความเชื่อของชาวอีสาน หมู่บ้านในชนบททุกหมู่บ้านจะมีศาลหลักบ้านหรือศาลปู่ตาที่ประจำในแต่ละหมู่บ้าน เป็นที่บูชายึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน โดยเชื่อว่าศาลปู่ตาจะเป็นที่สถิตย์ของดวงวิญญาณภุมเทวดาและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยจะมีการตั้งหลักเอกไว้กลางหมู่บ้าน และมีเสาไม้หลักรองประจำทิศทั้งแปดรอบๆ หมู่บ้านอีกที

ทุกๆ ปีจะมีการประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่า บุญซำฮะ (บุญชำระ) เพื่อเป็นการชำระสิ่งไม่ดีและเสนียดจัญไรทั้งหลายให้ออกไปจากหมู่บ้านของตน มีการเลี้ยงผีปู่ตา เพื่อขอให้ปู่ตาที่สถิตย์ยังศาลดูแลคุ้มครองคนในหมู่บ้าน รวมทั้งมีการนิมนต์พระมาเจริญพระปริตร โดยจะโยงสายสิญจน์ไปยังหลักเอกและหลักรองรอบๆ หมู่บ้าน เพื่อเป็นเกราะป้องกันอันตรายต่างๆ ที่จะย่างกลายเข้ามาในหมู่บ้านด้วย

หมู่บ้านที่เกิดเหตุการณ์นี้ ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างหมู่บ้านสองหมู่บ้าน โดยการที่จะข้ามไปมาหาสู่ ชาวบ้านบ้านอื่นต้องขี่รถขับผ่านทุ่งนาประมาณสองกิโลเมตรทั้งสองฝั่ง หมู่บ้านนี้ก็เช่นเดียวกันกับหมู่บ้านอื่นๆ ที่มีการตั้งศาลปู่ตาและฝังหลักบ้านไว้รอบๆ ทั้งแปดทิศ ชาวบ้านก็อยู่อย่างผาสุขมายาวนานโดยไม่มีอาเพศเหตุร้ายต่างๆ เกิดขึ้น

ต่อมาเมื่อมีการขยายถนนจึงมีรถโดยสารวิ่งผ่าน ทาง อบต.จึงได้สร้างศาลาไว้สำหรับพักคอยรถโดยสารไว้กึ่งกลางระหว่างสองหมู่บ้าน โดยศาลาหลังดังกล่าวตั้งโดดอยู่บริเวณสี่แยกกลางทุ่งนาที่มีถนนตัดผ่าน ชาวบ้านที่จะอาศัยสัญจรทางรถโดยสารทั้งสองหมู่บ้านก็จะอาศัยมาพักคอยรถที่ศาลาแห่งนี้เป็นประจำ

ศาลาหลังดังกล่าว ถูกชาวบ้านแวะเวียนมาพักคอยตลอด จนเมื่อวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ของเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่ง เกิดเสียหลักล้มไถลไปกับถนนบริเวณที่เลยศาลาหลังดังกล่าวไปไม่ไกลนัก เด็กผู้ชายวัยรุ่นคนนั้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที

อีกสองอาทิตย์ต่อมา ก็มีเด็กผู้ชายวัยรุ่นชาวบ้านเดียวกันอีกคนก็มอเตอร์ไซค์เสียหลักล้มในลักษณะเดียวกันบริเวณห่างกันพอสมควร (รถที่ประสบอุบัติเหตุทั้งสองคันมุ่งหน้าไปคนละฝั่ง) และเสียชีวิตหลังจากที่นำส่งโรงพยาบาลได้ไม่นาน แต่ชาวบ้านก็ยังคงแวะเวียนมาใช้ศาลาหลังดังกล่าวเป็นที่พักคอยรถโดยสารประจำทาง โดยไม่ได้เอะใจว่ามีความผิดปกติแต่อย่างใด

อีกหกวันต่อมา ก็มีคนพบศพเด็กผู้ชายวัยรุ่นจากหมู่บ้านใกล้ๆ กันอีกคน (ไม่ใช่สองหมู่บ้านที่ศาลาตั้งอยู่ตรงกลางนะครับ) แต่คราวนี้พบว่าเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนนั้นนอนตายอยู่ในศาลาพักคอยรถโดยสารหลังนี้ โดยไม่มีใครทราบว่าทำไมเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนนี้ถึงมานอนเสียชีวิตอยู่ศาลาที่นี่ ทั้งที่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของตนเอง แต่เมื่อญาติได้นำศพไปชันสูตร หมอก็บอกว่าเกิดจากอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คาดว่าคงเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด แล้วมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย เพราะมีการตรวจพบสารกระตุ้นในเลือด

แต่มาถึงตอนนี้ชาวบ้านเริ่มมีการถกเถียงกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างหนาหู เพราะความคล้ายกันของลักษณะผู้ตายทั้งสามที่ตายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน คือเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นทั้งสามคน

ตอนนั้นก็มีข่าวลือต่างๆ มามากมาย ทั้งเป็นผีแม่ม่ายมาเอาผู้ชายไปทำผัวบ้าง หรือเป็นผีตายโหงที่มาเอาวิญญาณไปเป็นตัวตายตัวแทนบ้าน สุดแล้วแต่จะลือกันไป แต่หลังจากนั้นก็ยังมีการตายเกิดขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าแปลกคือผู้ตายล้วนเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นทั้งหมด ภายในเวลาสองเดือน มีผู้ตายถึงเจ็ดศพด้วยกัน

ข่าวลือต่างๆ ก็เริ่มหนาหูขึ้น จนในที่สุดมติชาวบ้านจึงได้ตกลงกันว่าจะเชิญหมอธรรม หรือคนที่มีวิชาอาคมในภาคอีสานมาทำพิธีส่องดูเพื่อหาสาเหตุ จนในที่สุดจึงได้เชิญหมอธรรมชื่อดังท่านหนึ่งในเขตนั้นมาเป็นผู้ประกอบพิธีส่องดูให้

เมื่อมีการเชิญหมอธรรมมาทำพิธีชาวบ้านก็ต่างช่วยกันตระเตรียมเครื่องประกอบพิธีต่างๆ มาเตรียมตัวรอที่บริเวณศาลปู่ตากลางหมู่บ้านที่เป็นที่เคารพสักการะ ไม่นานนักรถกระบะที่ไปรับหมอธรรมก็มาถึง หมอธรรมลงจากรถมาได้ก็เข้าสู่ศาลากลางบ้านข้างๆ ศาลปู่ตาแล้วเริ่มประกอบพิธีทันที

โดยพิธีเริ่มจากการไหว้พระสวดมนต์ สมาทานศีลห้า โดยหมอธรรมเป็นผู้นำชาวบ้านสวดมนต์ จากนั้นหมอธรรมก็ได้ยกเครื่องเซ่นบูชาถวายครูบาอาจารย์ของตนและถวายแก่จิตวิญญาณที่สถิตย์ในศาลปู่ตา ให้ช่วยเหลือหาสาเหตุการตายที่เกิดขึ้น

ระหว่างทำพิธีนั้น ตัวหมอทำจะมีอาการสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา และพูดจาด้วยเสียงที่ห้าวหาญน่าเกรงขามมาก หมอธรรมเริ่มสวดคาถาอัญเชิญปู่ตา ไม่นานนักหญิงวัยกลางคนที่เข้าร่วมพิธีคนหนึ่งก็เริ่มมีอาการหาว ไม่เป็นตัวของตัวเอง มือที่พนมอยู่มีอาการสั่นอย่างรุนแรงจนคนข้างๆ กระเจิงไปคนละทิศละทาง ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงดังห้าวผิดแผกจากเดิมว่า

“กูนี่ล่ะ ปู่ตาบ้านนี้ กูดูแลรักษาลูกหลานไทบ้าน มันอยู่นอกบ้านมันเข้ามาในบ้านนี้บ่ได้”

ตอนนั้นชาวบ้านต่างมุงกันเข้ามาดูมากมาย ต่างสอบถามปู่ตาถึงสิ่งที่ปู่ตาพูดถึงว่ามันอยู่นอกหมู่บ้าน

“มันเป็นปอบ มันมากับรถขายผ้า รถขายผ้าขี่เข้าบ้านนี้มันเลยเข้ามาบ่ได้ มันอยู่ศาลาหม่องแยกนั่นล่ะ” (อยู่ศาลาตรงทางแยกนั่นแหละ)

“มันเป็นปอบบ้าตัณหา เจ้าของมันลงครู ห.(ของลับของผู้หญิง)ใหญ่ มันถือของบ่ได้ (รักษาของไม่ได้) มันเลยตาย ผีปอบมันบ่มีผู้เลี้ยงมันเลยไล่เกาะรถไปนำคน มันกินมันกะกินแต่ผู้ชายบ่าวสำน้อย(เด็กชายวัยรุ่น)”

ชาวบ้านที่อยู่ร่วมพิธีตอนนั้นต่างแสดงอาการจงเกลียดจงชังผีปอบเป็นอย่างมาก เมื่อปู่ตาออกจากร่างผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว หมอธรรมจึงได้สั่งให้ชาวบ้านตระเตรียมเครื่องทำพิธี แล้วไปที่ศาลาหลังดังกล่าว โดยหมอธรรมได้ให้เอาผู้หญิงคนที่ถูกปู่ตาเข้าสิงไปร่วมพิธีด้วยเพราะเป็นคนจิตอ่อน จะทำให้ง่ายต่อการเรียกวิญญาณปอบเข้าร่าง

เมื่อไปถึงยังศาลาหลังดังกล่าวแล้ว หมอธรรมได้ให้ผู้หญิงคนที่ถูกปู่ตาเข้าสิงนั่งลงกลางศาลาคนเดียวโดยชาวบ้านคนอื่นๆ ยืนมุงอยู่นอกศาลาทั้งผู้หญิงผู้ชาย ทุกคนต่างถือมีด พร้า ท่อนไม้ ค้อน ขวาน ประจำตัวกันทุกคน โดยทุกคนไม่มีท่าทางหวั่นเกรงกลัวต่อผีปอบแต่อย่างใด มีแต่ความเคียดแค้นที่คร่าเอาชีวิตลูกหลานในหมู่บ้านไป เมื่อหมอธรรมเริ่มสวดคาถาไม่นานนัก ผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง

“ย้านแล้วๆ อย่าเฮ็ดข่อย ย่านแล้ว” (กลัวแล้วๆ อย่าทำฉัน)

ผู้หญิงคนนั้นแสดงอาการหวาดกลัวอย่างที่สุด ดวงตามองเลิ่กลั่กไปยังชาวบ้านที่ถืออาวุธครบมือรอบๆ ศาลา มือก็พนมยกท่วมหัวอย่างน่าเวทนา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเคียดแค้นของชาวบ้านลดลงไม่ แต่ละคนต่างก่นด่าสาปแช่งผีปอบอย่างไม่ไว้หน้าใคร หมอธรรมจึงเริ่มถามผีปอบในร่างผู้หญิงคนนั้นด้วยท่าทีขึงขังห้าวหาญ

“มึงมาแต่ไสอีผีปอบ” (มึงมาจากไหนนังผีปอบ)

ผีปอบในร่างผู้หญิงคนนั้นก็ยกมือขึ้นท่วมหัวด้วยความกลัว

“ข่อยมากับรถขายผ้า รถแล่นเข้าบ้านแต่ข่อยเข้าบ่ได้ เพิ้นไล่ออกมา” (รถขายผ้าวิ่งเข้าหมู่บ้านฉันเข้าไม่ได้ เขาไล่ออกมา)

ตอนนี้ชาวบ้านต่างส่งเสียงฮือ เพราะคำที่ผีปอบพูดตรงกับที่ปู่ตาพูด ชาวบ้านต่างก่นด่าสาปแช่ง และขู่จะฆ่าปอบตัวนี้โทษฐานที่คร่าเอาชีวิตคนไปมากมาย หมอทำจึงให้คนนำกระบอกไม้ไผ่กับผ้าขาวพร้อมสายสิญจน์ไปวางไว้ปลายเท้าของหญิงคนนั้น แล้วเริ่มท่องคาถา ปอบในร่างหญิงคนนั้นก็กรีดร้องสุดเสียงจนชาวบ้านต้องเอามืออุดหู

“ยอมแล้ว อย่าเฮ็ดข่อย ยอมแล้ว” (ยอมแล้ว อย่าทำฉัน)

หมอธรรมก็ยังคงบริกรรมคาถาต่อไป จนปอบกรีดร้องอย่างสุดเสียงเหมือนจะขาดใจ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ฟุบหมดสติไป หมอธรรมรีบเอาดาบอาคมไปจ่อไว้ปลายกระบอกไม้ไผ่กันปอบหนีออกมา แล้วใช้ผ้าปิดปากกระบอก มัดด้วยสายสิญจน์ ก่อนจะนำกระบอกไม้ไผ่นั้นไปเผาในวัดโดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดบังสุกุลก่อนเผา เมื่อเผากระบอกไม้ไผ่จนมอดไหม้หมดแล้ว ปรากฏว่าผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นกลับฟื้นคืนสติพอดี

หลังจากนั้นชาวบ้านก็ได้ทำบุญหมู่บ้านครั้งใหญ่ และมีการจัดเลี้ยงศาลปู่ตา เพื่อเป็นการขอบคุณที่ปู่ตาได้กันปอบเอาไว้ไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้าน เพราะถ้าปอบเข้ามาในหมู่บ้านไหนย่อมเป็นการยากที่จะกำจัดหรือเสาะหา ทั้งจะนำความสูญเสียมามากยิ่งกว่าที่เจอเข้าในครั้งนี้

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีการตายแบบผิดปกติบริเวณศาลาพักคอยรถโดยสารแห่งนี้อีก ชาวบ้านก็ยังคงมาพักรอรถโดยสารเช่นเดิม ทั้งยังมีความศรัทธาในศาลปู่ตายิ่งขึ้นจนสามารถรวบรวมเงินกันสร้างศาลใหม่ให้มีความคงทนสวยงามกว่าเดิม ส่วนปอบตนนั้นหมอธรรมเล่าว่าได้ทำการส่งดวงวิญญาณให้ตายจากไปจากภพภูมิอสูรกายแล้ว แต่จะไปเกิดในภพภูมิไหนต่อก็คงแล้วแต่เวรกรรมของปอบตนนั้นเอง แต่คงหนีบาปกรรมที่ฆ่าคนไปไม่รอด