“สมิง” เสือผีล่าพราน…อย่ามันใจว่าข้างๆคือคนเดิมที่เคยรู้จัก

เรื่องมีอยู่ว่าสมัยพ่อผมเป็นเด็กก็เคยฟังเรื่องนี้มาจากปู่ผม แล้วปู่ผมก็ฟังจากพ่อปู่คือน่าจะเล่าเป็นลูกโซ่มานะครับ เรื่องมีอยู่ว่าสมัยนั้น จะมีพรานป่าล่าสัตว์ที่มีวิชาอาคม เพราะสมัยนั้นเรื่องเสือสมิงค่อนข้างโด่งดังขึ้นชื่อเรื่องน่ากลัว จะมีพรานอยู่สองคน คนนึงชื่อพรานแดง โดยพรานแดงจะมีวิชาอาคมที่ได้จากพ่อสืบต่อรุ่นต่อรุ่น ขึ้นชื่อเลยว่าขลังเลยทีเดียว

อีกคนคือพรานดำ พรานดำนี่คือไม่ค่อยมีวิชาอะไรมากนัก เป็นพรานที่เข้าป่าล่าสัตว์แค่บริเวณใกล้ๆ ไม่กล้าเข้าไปลึกเพราะพรานดำไม่มีวิชาอาคม โดยทั้งสองคนนี้เป็นเพื่อนรักกัน แต่ปกติทั้งสองคนนี้เข้าป่าไปล่าสัตว์ จะล่าสัตว์กันคนละที่อยู่แล้ว เพราะป่ากว้าง และอีกอย่างพรานล่าสัตว์จะไม่นิยมล่าสัตว์ด้วยกันเป็นคู่ ยกเว้นพ่อสอนลูก แล้ววันนึงพรานดำได้มาหาเพื่อนรักก็คือพรานแดงนั่นเอง โดยมาปรึกษาพรานแดงว่า พรานดำ-เฮ้ยเพื่อนป่าทางด้านฝั่งกูไม่ค่อยมีสัตว์เลยว่ะ ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ หายหมดสงสัยพวกมันจะเข้าไปในป่าลึกกินโป่ง(โป่งน่าจะเป็นดินหรือโพลงอะไรสักอย่างที่สตว์ชอบกิน) เนี้ยเมียกุก็ท้องแก่แล้ว แล้วช่วงนี้กุล่าสัตว์ไม่ได้ เลย แล้วจะเอาเงินที่ไหน ไว้ซื้อยูกยาให้เมีย กุอยากจะเข้าไปล่าสัตว์กะมุงในป่าลึกว่ะ เผื่อจะไดสัตว์ใหญ่ขายได้ ตังแล้วเราค่อยแบ่งกัน พรานแดง- มุงจะเข้าป่าลึกกับกุสองคน สัตว์ใหญ่นะมันมีแน่ มุงคิดดีแล้วหรอ

ไหนจะเรื่องเสือสมิงละ มุงก็ไม่เคยเข้าไป ลึกเลยหนิ กุก็เคยเข้าป่าลึกฝั่งกุสองสามครั้ง แล้วมันก็มีเสือสมิงเนี้ยสิทีทำให้กุไม่อยากเข้าไปอีก พรานดำ-เฮ้ยมีมุงไปด้วยกุไม่กลัวหรอก มุงก็มีวิชาอาคมที่พ่อมุงสอนมาหนิ พรานแดง- มันก็จิงสำหรับกุนะกุไม่มีปัญหาอะไร แต่มุงเนี้ยสิจะโดนมันหลอกเอา มันสามารถกายร่างเป็นคนได้ แล้วอีกอย่างเมียมุงก็ท้องแก่ กุว่ามุงจะจิตใจหวั่นไหว พรานดำ-เฮ้นกุก็เป็นพรานเหมือนมุง เรื่องเสือสมิงทำไมกุจะไม่เคยฟังมาวะถึงกุจะไม่เคยเจอเลยก็เถอะ แต่กุก็ฟังผ่าน มาบ้าง มุงก็อย่าดูถูกเพื่อนคนนี้สิว่ะ พูดเหมือนกุกระจอก พรานแดง-ในเมื่อมุงยืนกรานจะเข้าไปให้ได้ กุก็จะพาไป แต่มุงต้องฟังคำกุทุกอย่าง สัญญากับกุก่อน พรานดำ- ได้กุสัญญา

ทั้งสองก็ได้เข้าไปในป่า ซึ่งต้องเข้าไปตั้งแต่เที่ยงวัน เพื่อไปเตรียมห้าง (ห้างเป็นเหมือนนั่งร้านที่ใช้นั่งบนต้นไม้ หรือคนไทยเรียกว่าอะไรผมไม่แน่ใจนะครับ) โดยทั้งสองได้เดินเข้าไปในป่าลึก และมองหาดินโป่งซึ่งเป็นที่ที่สัตว์น้อยใหญ่ไปรวมกันเพื่อกินอาหาร จนทั้งสองคนได้เข้ามาลึกมาก จนในที่สุดก็เจอดินโป่ง ขณะนั้นเวลาก็ล่วงเลยมามากเลย พรานแดงและพรานดำช่วยกันตัดไม้เพื่อจะเอามาสร้างห้างที่ไว้สำหรับนั่งตอนกลางคืน บรรยากาศก็เริ่มโพล้เพล้แล้ว จนในที่สุดทั้งสองก็สร้างห้างที่อยู่บนต้นไม้สำเร็จ พรานแดงก็ทำการขอเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา ไม่ให้พวกผีมากวนขณะที่ตนล่าสัตว์ จนเวลาก็มืดแล้วทั้งสองขึ้นไปห้างไม้ทีทำไว้บนต้นไม้ แต่วันนั้นเดือนหงายเหมือนโชคจะเข้าข้างทั้งสองคน พอที่จะมองเห็นพื้นที่ข้างล่าง ทั้งสองนั่งรอกันนานมาก จนไม่รู้ว่าตอนนั้นกี่โมงกี่ยามแล้ว รอแล้วรออีกแต่ก็ไม่มีพวกสัตว์แม้แต่ตัวเดียวมากินดินโป่ง ทั้งคู่ก็นั่งรอไปเรื่อยๆ

จนทั่งคู่พากันเผลอหลับๆ แต่จู่ๆ เสียงคนหรือสัตว์เดินเหยียบใบไม้แห้ง แก๊กๆ.. พรานแดงสะดุ้งตื่น ด้วยสัญชาติญาณแล้วสะกิดเพื่อนให้ตื่น แต่ทั้งสองไม่คุยกัน เพราะอาจจะทำให้สัตว์ตื่นตะหนก พรานแดงกวาดสายตามองไปรอบไม่มีอะไร แล้วก็มองไปที่ดินโป่งก็ยังไม่พบอะไร คืนนั้นเดือนหงายมองเห็นชัดเจนมาก
พรานแดงเริ่มใจคอไม่ดีเลย เพราะปกติสัตว์จะชอบกินดินโป่งมาก แต่นี่ทุกอย่างเงียบเกินไปแล้วก็มีเสียงแปลกๆ ทั้งที่เราคิดว่าจะเป็นสัตว์แต่ก็ไม่ใช่ เพราะบริเวณโดยรอบไม่มีสิ่งมีชีวิตเลย พรานแดงเหมือนจะไหวตัวทัน หันมาจะเตือนพรานดำ แต่ก่อนที่พรานแดงจะเอ่ยปากนั้น เสียงผู้หญิงพูดแทรกเข้ามา (ทั้งคู่ไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าของเสียงมาตอนไหน) พี่แดง พี่แดง พี่แดง ไอ้แดงลูกเรา ฮือๆ(ไอ้แดงคือลูกพรานแดง ชื่อเหมือนพ่อเลย ส่วนคนที่มาเรียกคือเมียพรานแดง) ไอแดงลูกเรามัน เป็นไข้ ขี้เยี่ยวไม่ออกเลย ฮือๆ พี่ลงมาหาฉัน ฉันจะพาไปดูลูก พรานดำไม่รอช้า

ไอแดงรีบกลับบ้านไปดูลูกสิว่ะ พรานแดงขณะนั้นรู้ว่าไม่ใช่เมียตนเพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่เมียตนจะเดินฝ่าป่าดงเข้ามาได้ไกลถึงเพียงนี้ เลยแกล้งถามอีสร้อย มุงเดินมาหากุได้ไง ป่ามันลึกถึงเพียงนี้ มุงไม่กลัวหรือ เสือสมิงมันยิ่งปรากฏตัวบ่อยๆอยู่นะช่วงนี้ อีสร้อยรีบตอบก็จะให้ทำไงล่ะพี่ไอแดงลูกเรามันป่วยจะตายยุแล้ว กลัวยังไงฉันก็ต้องมา พรานแดงรู้ว่าไม่ใช้เมียตัวเองแน่ๆ แต่ก็ไม่อยากเอะเพื่อน เดี๋ยวเสือสมิงจะรู้ตัว ก็เลยแกล้งเนียนจะเล่นตามบท แล้วก็ลงบันได อีสร้อยเดินนำกุเลย ขณะที่ลงถึงพื้นพรานแดงได้เอาปืนสะพายติดหลังมาด้วย พรานแดงก็แกลังเดินตามไปเรื่อยๆ จนอีสร้อยเดินผ่านเข้าไปในพรุ่มไม้ ซึ่งไม่ห้างจากห้างมากนะ จะหวะที่อีสร้อยหันหลังเดินยุนั้น พรานแดงได้หยิบปืนออกมา ยิงปรี้ยงเข้ากลางหลังอีสร้อย จังหวะที่อีสร้อยล้มลง พรานแดงได้วิ่ง 4×100 กลับขึ้นไปที่ห้าง ด้วยท่าทางตกใจ พรานดำถามมุงยิงอะไรแล้วเมียมุงล่ะ พรานแดง มันไม่ใช่เมียกูมันเป็นเสือสมิง พรานดำงั้นมุงก็ฆ่ามันได้แล้วสิ พรานแดงตอบป่าว นั่นมันลูกปืนธรรมดากุเอาไว้ยิงสัตว์ทั่วไป ใครจะคิดว่าจะเจอเสือสมิงว่ะ

ตอนนั้นทั้งคู่เริ่มกลัวกันมาก บรรยากาศยิ่งเงียบมากขึ้นเรื่อยๆ พรานแดงหายจากอาการรน เตรียมตัวที่ใส่กะสุนลงอาคม แต่เรื่องมันไม่ง่ายเลย คราวนี้เสียสมิงได้กลายร่างเป็นคนในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นญาติของพรานแดง หรือคนที่รู้จัก(ที่จิงรายละเอียดเยอะกว่านี้ผมจำไม่ได้ คือฟังจากที่พ่อเล่ามันเยอะมากครับ) แล้วได้ปลอมเป็นคนรู้จักพรานแดงคนนึงน่าจะเป็นพรานในหมู่บ้านเดียวกัน เดินเหยียบเสียงใบไม้แห้งมา ตอนนั้นเดือนหงายเริ่มมองไม่เห็นไม่ชัดแล้ว คนที่ปรากฏตัวนั้นคือพรานป่อง พรานป่องเดินเหยียบเสียบใบไม้แห้งและกิ่งไม้ โผล่ตัวออกมาจากพุ่มไม้ ตะโกนเรียกพรานแดง ไอแดง ไอแดง มุงรีบลงมาหากุเลย เมื้อกี้กุยิงสือสมิง มันเจ็บคงไปได้ไม่ไกล พรานดำได้ยินไม่ทันยั้งคิด จะพวดตัวลงจากห้าง แต่พรานแดงจับแขนไว้ แล้วจุดไฟตะเกียง ไฟจากตะเกียงส่องสว่าง ทำให้พรานดำมองเห็นหน้าพรานแดงชัดเจน ขณะที่พรานดำจะลงจากห้างแต่ก็ต้องหยุดชะงัก แล้วหันไปมองหน้าพรานแดง ว่าจับแขนตนทำไม ระหว่างที่ทั้งคู่มองหน้ากัน พรานดำก็หยุดสงบลงเพราะสายตาพรานแดงที่จิกกัดไม่ให้ลงไป

พรานดำเลยไหวตัวทัน หยุดอยู่กับที่ หลังจากที่พรานดำสงบลงแล้ว พรานแดงได้หยิบตะเกียงโดยใช้แขนข้างนึงถือ แล้วเยียดแขนจนสุดเพื่อให้แสงสว่างตะเกียงมองเห็น พื้นที่ข้างล่าง และมองเห็นคนที่มาเรียก ว่าใช่พรานป่องคนที่เคยรู้จักหรอไม่ แสงสว่างส่องจากข้างบนไปข้างล่าง ปรากฏเป็นพรานป่องจิงๆ แต่พรานแดงก็ถึงกับตลึง เพราะสายตายคู่นั้นของพรานป่อง ราวกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน สายตาของพรานป่องนั้น จ้องมาหน้าพรานแดงไม่กระพริบ
ราวกับเครียดแค้นกันมาแต่ปางก่อน เพื่อนแดงเหงื่อเริ่มตก แต่ทว่าพรานป่องยังคงยืนรอข้างล่าง พรานแดงรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่พรานป่อง พรานแดงคิดวิเคาะห์อยู่สักคู่ จึงตัดสินใจตะโกนออกไปอีกครั้ง พรานป่องหรอ มาๆขึ้นมาบนห้างก่อน พวกเราคงตามเสือสมิงไปไม่ทันแล้ว ยืนข้างล่างมันอันตราย พรานป่องตอบ ไม่ๆข้าเจ็บขาปีนไม่ไหวหรอก พรานแดงตอบอ้าวเมื้อกะพรานป่องยังไม่บอกว่าเจ็บขาเลยหนิ เห็นยืนอยู่ดีๆ แต่จู่ๆมาพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

รึว่าเจ้าไม่ใช่พรานป่อง แต่เป็นเสือสมิงปลอมตัวมา พรานป่องตอบพร้อมหัวเราะดังๆ ฮ่าๆๆๆๆ พวกมุงสองคนไม่รอดจนถึงเช้าแน่ พรานแดงตอบโต้ด้วยการหยิบปืนแล้วแกล้งร่ายคาถาปลอมๆ แล้วยิงขู่ขึ้นไปบนฟ้า ปัง ถ้ามุงยังมาอีกนัดต่อไปกุยิงมุงแน่ มุงก็น่าจะรู้ว่ากะสุนอาคมเป็นยังไง กูเป็นลูกพ่อสิงมุงก็น่าจะเคยโดนลูกปืนพ่อกุอยู่ไม่ใช่หรอ พรานป่องทำท่าเหมือนตกใจในคำขู่ ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปหลังพุ่มไม้ พรานดำสงสัยว่าทำไมพรานแดงถึงไม่ยิงพรานป่องเลย

พรานแดงตอบ เฮ้ยกระสุนอาคมทำไม่ได้นะสิ เพราะขาดสิ่งของหลายอย่างที่จะเอามาทำให้ลูกปืนเกิดความศักดิ์สิทธิ์ อีกอย่างกูได้แค่ร่ายมนต์บวกกับของที่เตรียมมานิดหน่อย ยิงไปมันก็คงแสบๆคันๆ แล้วอีกอย่างของกุมีจำกัด แต่กุมีมีดพ่อกุเป็นมีดอาคมที่ปราบเสือสมิงได้ สมัยเด็กพ่อบอกว่า ถ้าเข้าป่าวันนึงแล้วพราดท่าให้เสือสมิง ให้ใช้มีดนี้แทงเข้าที่ตัวมันจะทำให้มันสิ้นฤทธิ์ จากนั้นแทงเข้าหัวใจมันจะทำให้มันตาย มีดนี้เป็นมรดกของตะกูลเรา สืบทอดรุ่นสู่รุ่น
พรานดำก็อ่อแสดงว่ามันยังไม่รู้ตัว มันคงไม่กล้ามายุ้งกับเราแล้วล่ะ พรานแดงตอบมันไม่จบง่ายๆหรอก กูยิงมันเข้ากลางหลังมันคงแค้นกุมากดูจากสายตาของมันแล้ว อีกอย่างมุงก็หัดใจเย็นๆดิ เดี๋ยวมันก็รู้ว่ามุงจิตใจหวั่นไหวง่าย พรานดำเออกุรู้น่า แต่คราวนี้เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

ระหว่างที่พรานแดงกำลังปลุกเสกกระสุนดินปืนอยู่นั้น จู่ๆเสียงคนเหมือนคนเดินเร็วหรือคนวิ่งตงเข้ามาหาพวกเค้า พรานดำเหยิบตะเกียงส่อง ปรากฏว่าเป็นแม่ยายตน ซึ่งขณะที่ตนออกมาจากบ้านมาได้ฝังแม่ยายว่า ช่วยดูแลเมียตนด้วยขณะที่ตนไม่อยู่ ถ้าเกิดเหตุอันใดหรือเมียกำลังจะคลอดให้รีบมาตามหาตน
เสียงแม่ยายตื่นตะหนก ดำเอ้ย ดำเอ้ยลูก เมียมุงใกล้จะคลอดแล้ว หมอตำแยหมู่บ้านเราก็ไม่อยู่ มุงรีบลงมา ไปเรียกหมอตำแยหมู่บ้านอื่น กุจะคอยเฝ้าดูมันให้เอง พรานดำได้ยินเช่นนั้นลุกขึ้นนั่งยองๆ แต่ขณะเดียวกันพรานแดงก็เล็งปืนใส่แม่ยาย แม่ยายร้องไห้ลั่นเลย ไอดำมุงช่วยกุด้วยไอแดงมันเป็นบ้าอะไรมันจะยิงกุทำไม พรานดำด้วยความขาดสติ คิดว่าเป็นแม่ยายตัวเองจิงๆ ตัดสินใจปัดปืนพรานแดง ทำให้ปืนหลุดจากมือพรานแดง ล่วงลงไปข้างล่าง วางอยู่บนพื้น พรานแดงไอดำมุงทำอะไรมันไม่ใช่แม่ยายมุง ขณะที่พรานแดงพูดอยู่นั้น เหมือนพรานดำจะไม่ได้ฟัง แล้วกำลังที่จะลงบันได แต่ทว่า พรานแดงอื้มมือไปจับแขนทัน

แต่ก็ไม่อาจรั้งพรานดำไว้ได้ พรานดำกระชากมือหลุด เพราะจิตใจตนตอนนั้นห่วงเมียและลูกที่อยู่ในท้องยิ่งกลัวสิ่งใด ทำให้ปิดหูปิดตาไม่ฟังคำเพื่อนเลย พรานแดงพยายามรั้งสุดกำลังแล้ว จนในที่สุดพรานลงไปถึงพื้น พรานดำป่ะแม่รีบไปเลยเดี๋ยวจะไม่ทันการ แล้วพรานดำก็เดินตามแม่ยายไป ขณะเดียวกันพรานแดงฉวยโอกาสลงจากห้างเพื่อมาเก็บปืนแล้วรีบปีนขึ้นห้างโดยทันที ถึงตนจะพอมีวิชา แต่ก็ไม่สามารถที่จะตามไปช่วยเพื่อนได้ เพราะพรานดำรีบร้อนเกินเหตุ ถ้าตามไปอาจจะได้ตายทั้งสองคน พรานแดงได้นั่งอยู่บนห้าง แล้วก็คุ่นคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน พรานแดงเผลอหลับไปงีบนึง ขณะที่หลับได้ฝันเห็นเพื่อนตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือพรานดำ ในความฝันเห็นพรานดำยืนอยู่ที่พื้นข้างล่าง แต่สภาพน่ากลัวมาก เสื้อผ้าขาดเลือดไหลเต็มหน้า แล้วพรานดำก็พูดกับพรานแดงว่า แดงตอนกลับมุงอย่าลืมเอาศพกุไปด้วยนะ

กุคงไปไหนไม่ได้ เสือสมิงมันกักวิญญาณกุไว้ในป่า ขณะเดียวกันก็มีเสียงแทรกเข้ามาเปรี้ยงเป็นเสียงปืนหนึ่งนัดน่าจะไม่ไกลจากห้างมากนะ เพราะเสียงชัดเจนมาก ทำให้พรานแดงสะดุ้งตื่นจากความฝัน พรานแดงเหลือบไปเห็นพรานดำ ที่ยืนอยู่ข้างล่างแต่สภาพดีปกติทุกอย่าง พรานดำ กุแกล้งหลงกลมัน พอสบโอกาสมันไม่ทันระวังตัว กุรีบยิงมันจากข้างหลัง แล้วทิ้งปืนวิ่งมาหามุงเนี้ย(พรานแดงรู้ทุกอย่างและสงสารเพื่อนตัวเองมาก ทำเนียนแกล้งเล่นตามบทเพื่อหวังจะแก้แค้นให้เพื่อน) พรานแดงได้ๆ รอกุเดี๋ยวมุงอย่าพึ่งรีบไป พรานแดงถือย่ามตะเกียงและปืนลงมาจากห้าง พอลงมาถึงพื้น พรานแดง เอ็ยดำมุงนำทางกุเลยเดี๋ยวมันจะหนีไปได้ไกล พรานดำได้ๆเอาตะเกียงมาให้กุดิ

พรานแดงก็ยื่นให้พรานดำ ทั้งสองก็เดินเดินลัดเลาะป่ามาเรื่อยๆ จู่ๆเหมือนพรานแดงเดินไปสะดุดอะไรเข้า พรานแดงหยุดยืนนิ่งครู่นึง แล้วหยิบปืนออกมาเพื่อเตรียมพร้อม แล้วควักมีดออกจากกระเป๋าย่าม เหน็บไว้กลางหลัง ในขณะเดียวกันพรานดำก็หันหน้ามาหาพรานแดง แล้วทิ้งตะเกียงลง เสียงตะเกียงตกพื้น ตุบ แต่ไฟนั้นยังไม่ดับ ขณะนั้นเองพรานแดงซึ่งตั้งปืนจ่อหลังพรานดำไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ก็ทำการเหนี่ยวไกออกไปอย่างไม่ลังเล ปัง พรานดำยังไม่ทันได้กลายร่างเป็นเสือ

โดนลูกปืนอาคมเข้ากลางหน้าอกเต็มๆ พรานดำที่กำลังจะวิ่งเข้าหาพรานแดงนั้น ถึงกับทรุดนั่งคุกเข่า พรานแดงรู้ดีว่ากระสุนอาคมที่แต่ปลุกเสกมาไม่ครบอง ไม่อาจจะรั้งเสื้อสมิงไว้ได้นาน พรานแดงเดินตงเข้าไปหาพรานดำ พรานดำรอบพูดแทรกออกมา แดงมุงยิงกุทำไมว่ะ พรานแดงไม่สนใจในคำถาม ควักมีดที่อยู่กลางหลังออกมา แทงเข้าร่างพรานดำนึงครั้ง พรานดำหมดแรงที่จะต่อสู้ เพราะโดนฤทธิมีดอาคมอยู่นั้น ในที่สุดพรานแดง ก็ดึงมีดออก แล้วแทงตรงไปที่หัวใจ พรานดำร้อง ด้วยความเจ็บปวด แต่เสียงนั้นเป็นเสียงผู้หญิงไม่ใช่เสียงของพรานดำ จากนั้นพรานดำกะล้มลงไปกองกับพื้น ไม่กี่นาทีก็กลายร่างเป็นเสือนอนแน่นิ่งจากนั้น พรานแดงก็หยิบตะเกียงขึ้น

แต่ก็ต้องอึ่งเมื่อเห็นร่างพรานดำนอนแน่นิ่งอยู่ข้างเท้าตัวเอง สภาพมีแผลเวอะหวะตามตัวเสื้อผ้าขาด แต่ยังสภาพเป็นคนอยู่ คาดว่าเสื้อสมิงยังไม่กินแค่ฆ่าไว้เป็นอาหารเฉยๆ พรานแดงรู้สึกสลดใจที่ต้องพาเพื่อนรักมาตาย เขาจึงตัดสินใจ แล่หนังเสือสมิงที่นอนแน่นิ่ง โดยเลือกเอาส่วนที่จะเอาไปทำเสื้อผ้าหรือผ้าคลุมได้ แล้วเผาศพเสือทิ้ง แล้วก็แบกร่างเพื่อนที่ไร้วิณญานกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ผู้เป็นเมียได้เห็นศพผัวตัวเองร้องไห้จนจะขาดใจ พรานแดงก็ได้บอกว่า ไอดำมันคงรักมุงกับลูกในท้องมากนะถึงกับขาดสติไม่สนใจชีวิตตัวเอง จนพลาดท่าให้เสือสมิง กุพยายามสุดกำลังแล้ว แล้วพรานแดงก็ได้นำหนังสือไปขายได้เงินมาเยอะแยะมากมาย แต่ก็ได้นำเงินทั้งหมดที่ขายมานั้นมอบให้เมียพรานดำ ไว้ทำศพสามีและเป็นค่าหยูกยาลูก เพราะนี้คือความปรารถนาของพรานดำก่อนที่จะเข้าไปในป่าลึก จากนั้นเรื่องนี้ก็ได้เล่าต่อๆกันมาจนกายเป็นตำนาน
ขอบคุณครับ

อีกเรื่องราวเกี่ยวกับเสือสมิง บางพื้นที่ก็เรียกกันว่า “เสือเย็น” เสียงเท้าย่ำใบไม้ในดงหนาดังสวบสาบ พรานหนุ่มหน้าใหม่เดินตามพรานผู้เฒ่าอย่าง กระฉับกระเฉง วันนี้เขาดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ด้วยเหตุที่พรานเฒ่าอนุญาตให้ตามมาขึ้นห้างยิงสัตว์เป็นครั้งแรก ทั้งข้าวสาร เกลือ น้ำพริกตาแดงยัดกระบอกไม้ และลูกปืนถูกจัดเตรียมมาจนเต็มอัตรา หลังจากเดินมาหลายชั่วโมง พรานเฒ่าผู้นำหน้าก็หยุดเดินแล้วยืนนิ่งเหมือนพิจารณาอะไรบางอย่าง น่าแปลกที่ผู้เฒ่าหายใจทอดยาวสม่ำเสมอ มีอาการเหนื่อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผิดกับเขาผู้ตามหลัง ที่ตอนนี้หอบจนหน้าอกยกขึ้นยกลง “บนต้นนี้แหละ เหมาะดี ดินโป่งมันมีอยู่ใกล้ๆนี่ พวกสัตว์ทั้งหลายคงลงมากินตอนกลางคืน เอ้าไปตัดไม้มาทำห้าง ชักช้าตะวันจะตกดินเสียก่อน” ยังไม่ทันจะหายเหนื่อยก็ต้องรีบไปตัดไม้เสียแล้ว ชะรอยถ้าทำเสร็จ คงต้องนอนสลบไสลอยู่บนห้างด้วยความเหนื่อยอ่อนไม่ทันจะได้ยิงสัตว์อย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะไปตัดไม้ พรานผู้เฒ่าก็เอาผ้าขาวม้าขมวดแล้วผูกเป็นก้อนกลมแล้วโยนขึ้นๆลงๆ

“ทำอะไรน่ะพ่อเฒ่า” “เอ้า เอ็งนี่ไม่รู้อะไร รู้มั้ยว่าป่ากลางคืนอันตรายแค่ไหน ที่ข้าโยนผ้านี่ก็เพื่อจะดูว่าเสือมันกระโดดได้สูงแค่ไหน จะได้ผูกห้างให้สูงเลยขึ้นไป ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าทำไว้ต่ำเดี๋ยวก็โดนมันลากลงไปกินกันพอดี ไป อย่าถามมาก ไปตัดไม้มา” ไม้ไผ่และไม้เนื้อตันถูกตัดมากอง สองคนหนุ่มเฒ่าช่วยกันลำเลียงขึ้นต้นไม้โดยผูกเชือกแล้วดึงขึ้นไป คนหนึ่งอยู่ข้างบนทำหน้าที่ทั้งดึงและรับ ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ๆจึงลำเลียงไม้ขึ้นมามากพอที่จะเริ่มผูกทำห้าง พรานเฒ่าปีนตามขึ้นมาพร้อมไม้ตอกเหน็บเอว ตอกคือไม้ไผ่เส้นบางที่ผ่าตามยาวราวศอกกว่าๆ กลายเป็นเชือกสารพัดประโยชน์ ใช้มัดอะไรก็ได้ที่อยากมัด ถ้าไม่เกินที่เส้นตอกจะโอบถึง เมื่อพรานเฒ่าขึ้นมาถึง ก็แบ่งเส้นตอกให้คนหนุ่มช่วยกันมัดนั่งร้าน สักพักใหญ่ๆห้างยิงสัตว์ก็เสร็จเรียบร้อย

ตอนนี้รอคอยให้ถึงเวลากลางคืนเท่านั้น……………เดือนแจ้งแสงขาวสาดลงยอดไม้ยามค่ำคืน เป็นกิ่งเป็นง่า เป็นเงาอึมครึมคล้ายสัตว์คล้ายคนเอนเฟือนเลือนไหว ชวนจิตใจพรานใหม่ให้หวั่นไหวมิใช่น้อย พลันเสียงผู้เฒ่าก็ทำให้เขาต้องตกใจอีกครั้ง “มันแปลกนัก ปกติเวลานี้สัตว์ต้องลงมากินโป่งดินบ้างแล้ว ตั้งแต่ก่อนมืดจนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรสักตัว แม้แต่เสียงจิ้งหรีดก็ไม่ได้ยิน มันเงียบผิดปกตินะ”

คนหนุ่มนั่งฟังไม่ขานตอบใดๆ แต่เขาเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ด้านล่าง

“โอ๊ย ข้าเจ็บท้องเหลือเกินพี่เหย ข้าเจ็บท้อง ข้าจะคลอดแล้ว ลงมาช่วยข้าทีพี่เหย”

เสียงโหยหวนเจ็บปวดน่าสงสารดังขึ้นมา พรานหนุ่มจำได้ว่าเป็นเสียงของเมียตน

“นั่นเสียงเมียข้า พ่อเฒ่า นั่นเมียข้ามาตาม มันกางร่มแดงเข้ามา มันท้องใกล้จะเกิดแล้ว” พูดไม่พูดเปล่า พรานหนุ่มทำท่าจะไต่ไม้ลงไปตามเสียงภรรยาเดี๋ยวนั้นให้ได้

“หยุดเดี๋ยวนี้ เอ็งฟังข้า นั่นไม่ใช่เมียเอ็ง กลางป่าลึกขนาดนี้ ใครที่ไหนเขาจะมาตามถึงได้”

เหมือนหูของเขาจะไม่ได้ยินเสียงพ่อเฒ่าเสียแล้ว เหมือนโดนอำนาจอะไรบางอย่างครอบงำ เขาทำท่าจะลงไปให้ได้ มือหนึ่งของพ่อเฒ่ารั้งแขนเขาไว้ ตาก็ไปเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวตรงมุมห้าง

มันคือตะขาบหลายสิบตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยเข้ามา!

พรานเฒ่าตกใจคว้ามีดจะยกขึ้นฟัน แต่ด้วยสังหรณ์บางอย่างจึงลดมีดลง

“โอ๊ย ข้าเจ็บเหลือเกิน พี่ลงมามาหาข้าที”

พรานหนุ่มได้ยินเสียงภรรยาก็ยิ่งดิ้นรนจะลงไปให้ได้ ลำพังแค่กำลังของผู้เฒ่าคงไม่อาจต้านทานเขาได้นาน มันเป็นคนหนุ่มเพิ่งออกเรือน ใจมันยังไม่ตั้งมั่น อำนาจอย่างอื่นจึงกุมใจมันได้ง่าย กับข้างล่างอย่างเดียวนั้นพอไหว แต่มาสองทางแบบนี้เห็นทีจะไม่รอด หนนี้ชะรอยจะพากันมาตายเสียแล้วกระมัง
ท่ามกลางความตึงเครียดและวิตกกังวลของพรานเฒ่า ก็มีเสียงนกตัวหนึ่งมาร้องอยู่บนหัวว่า

“ยิงจิกจ้อง ยิงจิกจ้อง” (ยิงยอดร่ม ยิงยอดร่ม)

เสียงนกบอกให้ยิงยอดร่ม คงเป็นจุดอ่อนของมัน มือไวเท่าความคิด ทิ้งแขนจากพรานหนุ่มก็คว้าปืนยาวขึ้นประทับบ่าเล็งตรงยอดของร่มไม่รีรอ
พรานใหม่ตะกายจากห้างลงไปครึ่งค่อนต้นไม้แล้ว ตะขาบไต่มาถึงเท้าแล้ว

เปรี้ยง!

หลังเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ทุกอย่างเหมือนจะสงบลง ไม่มีเสียงเรียก ไม่มีเสียงนก ไม่มีตะขาบ พรานหนุ่มไต่ขึ้นห้างมาหน้าเหรอหรา แล้วถามว่าผมเป็นอะไรไป

“เกือบตายไปแล้วมั้ยล่ะเอ็ง นอนซะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เอ็งก็จะได้รู้”

………..

รุ่งสางตะวันยก เสียงไก่ป่าขันอยู่เจื้อยแจ้ว สรรพสัตว์น้อยใหญ่ส่งเสียงตามวิสัยเป็นปกติ เหมือนอยู่คนละป่ากับเมื่อคืน เหมือนไม่ใช่ป่าเดียวกัน ตรงโคนไม้ใต้ห้าง เสือตัวเท่าวัวนอนตายตัวยาวเหยียด กลางหน้าผากมันมีรอยกระสุนเข้าไปฝังใน ขนาดตายแล้วยังดูน่าหวาดหวั่นเกรงขาม หากไอ้หนุ่มนี่ลงไปเมื่อคืน คงไม่ใช่แค่มันที่จะตาย

“นี่เสือเย็นไงล่ะ” พรานคนหนุ่มยืนอึ้งกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า

“ทำไมมันถึงกลายร่างเป็นเมียข้ามายืนร้องเรียกได้ล่ะ”

“มันรู้ว่าเมียเอ็งท้องน่ะสิ มันรู้จุดอ่อนของเอ็ง มันถึงได้จำแลงร่างเป็นเมียของเอ็ง ล่อหลอกเอ็งลงไปให้มันงาบ”

พรานเฒ่าพูดจบ ก็นึกขึ้นได้ถึงอะไรบางอย่างที่ค้างคาใจ

“ตอนกลางวันเอ็งมัดตอกวนขวาใช่มั้ย” พรานเฒ่าถามด้วยความสงสัย

“ใช่ มีอะไรอย่างนั้นหรือผู้เฒ่า”

“ตะขาบเมื่อคืนยังไงล่ะ มัดตอกเกี้ยวไปทางขวามักอาถรรพ์ เสือเย็นทำให้ตอกเกี้ยวขวากลายเป็นตะขาบ คนแต่เก่าก่อนจึงให้มัดตอกเกี้ยวซ้าย ดีนะที่ข้ายั้งมือไว้ทัน ถ้าฟันตะขาบก็เท่ากับฟันตอก ถ้าตอกผูกห้างขาด เอ็งกับข้าคงได้เป็นอาหารมันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ เป็นไงทีนี้ เข็ดรึยังล่ะอยากจะตามมาดีนัก เจอของดีเลยมั้ยล่ะ”

“แค่นี้ยังไม่เข็ดหรอกพ่อเฒ่า ฉันก็อยากจะเก่งเหมือนพ่อเฒ่าบ้าง คราวหน้าขอตามมาอีกนะ”

“ถ้ามากับเอ็งข้าไม่มาแล้วโว้ย ไอ้ตัวซวย ไปๆ เก็บข้าวเก็บของกลับบ้าน อะไรก็ไม่ได้ ยังมาเจอเสือเย็นนี่อีก วู๊”

เมื่อสัมภาระถูกเก็บเรียบร้อย พรานเก่าใหม่ทั้งสองก็ออกเดินทางกลับสู่หมู่บ้าน ทว่าคล้อยหลังราวห้าสิบวา เท้าหนาๆขนลายเหลืองดำ กำลังยืนคร่อมรอยเท้าของทั้งคู่ มันก้มหัวลงดมฟุดฟิด แล้วเหย่าเท้าไปตามกลิ่นและรอยที่มันรู้ว่าอยู่ไม่ไกล