ตามมาเพียบ!!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เมื่อประมาณสองเดือนทีผ่านมา น้องชายของคุณโต้งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีแพลนที่จะทำร้านอาหารกัน แต่ตอนนั้น คุณโต้งอายุสามสิบ ยังไม่เคยบวชให้คุณพ่อคุณแม่ ก็คิดว่าจะขอบวชก่อน จึงได้ไปดูฤกษ์บวชมา เป็นวันที่สี่เดือนเมษายน

บ้านของคุณโต้งจะอยู่ในตัวเมืองเชียงราย ตั้งใจไว้ว่าจะบวชที่วัดใกล้บ้านก่อนสองวัน แล้วอีกเจ็ดวันจะย้ายไปบวชที่วัดป่า ตอนที่คุณโต้งบวชอยู่ที่วัดในเมือง คุณโต้งได้อยู่กุฏิคนเดียว ถึงจะเป็นวัดในเมือง แต่ตกกลางคืนแล้วก็ค่อนข้างเงียบมาก แทบจะไม่มีเสียงรถหรือเสียงอย่างอื่นมารบกวน กิจวัตรประจําวันก็เหมือนกับวัดอื่นๆ ทำวัดเช้าตอนตีห้า ทำวัดเย็นตอนห้าโมง

จนถึงวันที่คุณโต้งย้ายไปที่วัดป่า ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณหกสิบกิโลเมตร ล้อมรอบด้วยป่าและภูเขา ไม่มีสัญญาณมือถือ ภายในวัดจะมีศาลาการเปรียญหลังไม่ใหญ่มาก ด้านหลังศาลาจะเป็นเมรุเผาศพ ส่วนกุฏิรวมจะอยู่หลังวัด ห่างจากศาลาประมาณสี่ร้อยเมตร

ทางเดินไปกุฏิจะเป็นทางตัดผ่านเข้าไปในป่า เป็นแค่ช่องทางเดินเล็กๆ สองข้างทางจะเป็นต้นไม้สูง ขึ้นเบียดเสียดกันจนแน่นขนัด กุฏิรวมจะมีสองชั้น คุณโต้งมาถึงที่วัดแห่งนี้ประมาณบ่ายสามโมง ทางวัดจัดให้คุณโต้งพักที่กุฏิรวม แต่คุณโต้งขอพักที่กุฏิเดี่ยว ซึ่งจะอยู่ไม่ห่างจากกุฏิรวมมากนัก มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีพระอาศัยอยู่

คุณโต้งก็เดินสำรวจกุฏิ ก็พบว่าประตูห้องน้ำชำรุด แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนเวลาประมาณหกโมง ก็ถึงเวลาทำวัดเย็น หลังจากทำวัดเย็นเสร็จ คุณโต้งก็เริ่มเจอพระที่มาบวชเหมือนกัน ได้เข้ามาทักทายคุณโต้งว่า “อ้าวหลวงพี่ นอนที่ไหนเหรอ” คุณโต้งจึงบอกว่า “นอนที่กุฏิเดี่ยวครับหลวงพี่” หลวงพี่ท่านนั้นก็ถามกลับว่า “จะนอนที่กุฏินั้นจริงๆ เหรอ” คุณโต้งจึงบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่คนเดียวได้”

วันนั้นช่วงค่ำๆ เจ้าอาวาสก็ได้ออกมาเทศนา สอนทั้งโยมที่มาปฏิบัติธรรมและทั้งพระที่เข้ามาบวชใหม่ จนถึงช่วงหลังๆ ท่านก็เล่าว่า เคยมีปลัดมาบวชที่นี่ แล้วเสียสติ ไม่ใส่เสื้อผ้า ออกมารำอยู่หน้ากุฏิในเวลากลางดึก ด้วยความที่เพลีย คุณโต้งก็ฟังบ้างงีบหลับบ้าง หลังจากที่เจ้าอาวาสเทศนาจบแล้วก็ได้แยกย้ายกันเข้ากุฏิ

ระหว่างทางเดินกลับกุฏิจะมืดมาก ต้องใช้ไฟฉายช่วยส่องทาง เดินมาด้วยกันประมาณหกรูป หลวงพี่ท่านเดิมก็พูดกับคุณโต้งว่า “หลวงพี่ ไปนอนด้วยกันก็ได้นะ” คุณโต้งก็คิดในใจว่าทำไมเซ้าซี้จัง จึงตอบไปว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมนอนคนเดียวได้จริงๆ ผมชอบความเป็นส่วนตัว” ระหว่างที่คุณโต้งกำลังเดินขึ้นกุฏิ ก็มีพระรุ่นน้อง ที่บวชอยู่ก่อนแล้ว เดินมาบอกว่า “หลวงพี่ งั้นไปไหว้เจ้าที่ก่อนไหม” คุณโต้งจึงไปเตรียมธูปแล้วเดินลงมาจากกุฏิ พระรุ่นน้องก็ถามอีกว่า “จะนอนที่กุฏินี้จริงๆ เหรอ”

คุณโต้งรู้สึกคาใจมาก ก็เลยพูดว่า “เล่ามาเลยดีกว่า กุฏินี้มีอะไรกันแน่” พระรุ่นน้องจึงบอกว่า “หลวงพี่จำที่ท่านเจ้าอาวาสพูดได้มั้ยว่ามีปลัดเคยมาบวชอยู่ ปลัดคนนั้นก็จำอยู่ในกุฏิที่หลวงพี่กำลังจะพักเนี่ยแหละ” คุณโต้งจึงถามต่อไปว่า “แล้วทำไมประตูห้องน้ำมันพังล่ะครับ” พระรุ่นน้องบอกว่า “เค้าอาบน้ำอยู่ แล้วอยู่ดีๆ เหมือนอะไรมาเข้าเค้าก็ไม่รู้ เค้าเลยพังกระตูห้องน้ำออกมารำอยู่หน้ากุฏิกลางดึก”

คุณโต้งได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกขนลุก หนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาทันที จึงได้บอกว่า “งั้นช่วยผมเก็บของหน่อยได้ไหม จะได้ย้ายไปนอนที่กุฏิรวม” คุณโต้งจึงไปนอนรวมกับพระรูปอื่นๆ อีกห้ารูปที่กุฏิรวมชั้นสอง

ดึกของคืนนั้น คุณโต้งได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อว่า “เอ…เอ…เอ…” ซึ่งพระที่ชื่อเอก็นอนอยู่ในห้องนั้นด้วย และจะสึกออกจากวัดในอีกสามวัน คุณโต้งรู้สึกเย็นไปทั่วร่าง ค่อยๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง จนเผลอหลับไป

ตอนเช้ามีพระมาถามคุณโต้งว่า “เมื่อคืนได้ยินเสียงผู้หญิงไหมท่าน” คุณโต้งก็ตอบว่า “ได้ยินครับ” พระรูปนั้นก็บอกว่า เมื่อคืนน่ะได้ยินกันทั้งห้อง ยกเว้นพระเอ เพราะหลับไปแล้ว แต่พอผีผู้หญิงเรียกชื่อหลายๆ รอบเข้า พระเอก็ดันละเมอขานรับ อืม เบาๆ

วันต่อมา หลังจากทำวัดเย็นเสร็จ พระทุกรูปก็ได้เข้ากุฏิพักผ่อนกันปกติ ช่วงเวลาประมาณห้าทุ่ม คุณโต้งได้ยินเสียงเหมือนแมลงร้องดังมาก “วี้ดดดดด” คุณโต้งนอนฟังไปฟังมา ก็รู้สึกเหมือนจะไม่ใช่เสียงของแมลงแล้วล่ะ เพราะมีเสียงเท้าหนักๆ เดินอยู่รอบกุฏิ และเสียงวี้ดก็เหมือนจะดังมาจากทางนั้น

คุณโต้งจึงพยายามเพ่งออกไปนอกกุฏิผ่านหน้าต่างบานเกร็ด ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาดำ ตัวลีบๆ สูงๆ เดินวนรอบๆกุฏิ จึงรู้ได้ในทันทีว่า นั่นคือผีเปรต! ตัวสูงเท้าต้นไม้ ผอมกว่าคนปกติ ร้องเหมือนแมลง เคลื่อนไหวเชื่องช้า คุณโต้งนอนหลับตาปี๋ ภาวนาว่าขออย่าให้สิ่งนั้นมองเข้ามาในกุฏิ ไม่เช่นนั้นแล้วมันคงรู้แน่ว่ายังมีพระที่ยังไม่หลับ

รุ่งเช้า พระที่บวชอยู่ก่อนหน้านั้นก็สึกออกไปสี่รูป จึงเหลือพระแค่สองรูปรวมคุณโต้งที่นอนอยู่ที่กุฏิชั้นสอง พระที่เหลืออีกรูปนึงซึ่งแก่พรรษากว่า บอกกับคุณโต้งว่า “เดี๋ยววันนี้ หลวงพี่จะย้ายไปนอนอีกห้องนึงนะ เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว”

จึงเหลือคุณโต้งที่นอนในห้องรูปเดียว คืนนั้นหลังจากกรรมฐานเสร็จประมาณสามทุ่ม คุณโต้งก็กลับเข้ากุฏิ ใจสั่นตลอดเวลา เพราะไม่เคยนอนในกุฏิแห่งนี้คนเดียวมาก่อน ก่อนนอนคุณโต้งอธิษฐานว่า ‘คืนนี้ผมนอนคนเดียวนะ อย่ากวนผมเลยนะ’

แล้วก็ล้มตัวลงนอน แต่คุณโต้งสังเกตเห็นเงาของอะไรบางอย่าง เคลื่อนตัวไปมาภายในห้อง มองไม่ออกว่ามันคือเงาของอะไร และเคลื่อนที่ได้เร็วพอสมควร คุณโต้งพยายามข่มตาหลับ ถึงแม้ว่าในใจจะรู้สึกกลัวจนแทบอยากจะกระโดดหนีลงจากกุฏิ

รุ่งเช้าพระรุ่งน้องที่นอนอยู่ชั้นล่างของกุฏิ มาเล่าให้คุณโต้งฟังว่า กลางดึกได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อ จึงลืมตาขึ้นมาดู ปรากฏว่าเห็นผู้หญิงนั่งอยู่ข้างเตียง ลักษณะเป็นผู้หญิงผมยาว หัวยุ่งๆ นุ่งผ้าถุง ตัวซีดขาวจนออกสีเขียวเป็นจ้ำๆ จึงได้แผ่เมตตาให้ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หายไป วันนั้นคุณโต้งใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทั้งวัน กลัวว่าจะเจอเหมือนกับที่พระรุ่งน้องเจอ อยากจะกลับไปจำวัดในเมืองเหมือนเดิม

จนเวลาสามทุ่ม คุณโต้งก็มีความรู้สึกว่า ถ้าฝืนในการปฏิบัติ นอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว มันยังทำให้รู้สึกแย่ จึงได้ติดต่อหาโยมแม่ แต่พยายามเดินหาสัญญาณเท่าไหร่ก็ไม่มี จนหมดหนทาง คุณโต้งจึงยกมือขึ้นไหว้ แล้วพูดว่า “โยม ถ้าโยมทำแบบนี้ มันจะเป็นบาปเป็นกรรมนะ”

ปรากฏว่าคุณโต้งสามารถโทรติดต่อโยมแม่ได้ จึงได้เล่าเหตุการณ์ให้โยมแม่ฟัง โยมแม่ก็บอกว่าให้อดทดเอา คุณโต้งจึงต้องทนอยู่ต่อไปจนถึงคืนสุดท้ายก่อนจะสึก คืนนั้นคุณโต้งก็ทำเช่นเดียวกับคืนก่อนๆ คือไหว้แล้วพูดในใจว่า ‘อย่าออกมากวนอาตมาเลย เดี๋ยวอาตมาจะทำบุญไปให้’ แล้วก็ล้มตัวลงนอน

ปรากฏว่าล้มตัวลงนอนไม่ถึงห้านาที ก็ได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าไปมารอบห้อง ฟืด…ฟืด…ฟืด… คุณโต้งรู้สึกขนลุกตั้งไปทั้งตัว รีบดึงผ้าห้มคลุมโปง หลับตาปี๋ แต่เสียงก็ยังคงดังต่อไปเรื่อยๆ ฟืด…ฟืด…ฟืด… จนคุณโต้งทนไปไหว จึงแง้มผ้าขึ้นดู เห็นเป็นเท้าคนใหญ่ๆ เปื้อนโคลน ยืนอยู่ที่มุมห้องมืดๆ ความกลัววิ่งแล่นไปทั่วร่างกาย แขนขาทั้งสองข้างสั่นจนควบคุมอาการไว้ไม่อยู่ รีบปิดผ้าห่มลงมา คิดในใจตลอดว่า จะทำยังไงดีๆ

สักพักก็แง้มผ้าห่มออกดูอีกครั้ง ปรากฏว่าเท้านั้นเปลี่ยนมายืนอยู่ที่กลางห้อง ใกล้ตัวคุณโต้งเข้ามาอีก จนคุณโต้งทนไม่ไหว ลุกพรวดขึ้นจากเตียงวิ่งออกนอกห้อง ไปเคาะเรียกหลวงพี่ห้องข้างๆ และขอนอนด้วย

วันต่อมาคุณโต้งก็สึกออกจากวัด คุณแม่กับน้องชายก็ได้มารับ พอน้องชายขับรถออกจากวัดมาได้สักพัก ก็พูดขึ้นมาว่า “เมื่อกี้เห็นผู้หญิงนุ่งผ้าถุง หัวยุ่งๆ เดินตามหลังรถ แล้วกวักมือเรียก” คุณโต้งรู้ขึ้นมาทันทีว่า น่าจะเป็นคนเดียวกับที่พระรุ่นน้องเจอ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด