รวมเรื่องผีที่เคยเจอ สมัยเรียนมหาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ…มหาลัยกลางหุบเขา

ก่อนอื่นเลย นี่เป็นกระทู้ผี กระทู้แรกซึ่งเราเป็นคนที่อาจจะมีเช้นท์รึอาจจะไม่มีก็ได้ อันนี้ไม่แน่ใจ แต่ส่วนตัวแล้วเจอค่อยข้างบ่อย ส่วนปัจจุบันนี้ไม่ค่อยได้เห็นอีกเลย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี จะมีใครบ้างที่อยากเห็นผี 5555 เลยจะเอาประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง จะเชื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนอ่านแล้วละครับ จะเริ่มเล่าย้อนไปสมัย ปี 1 เลยนะครับ

มหาลัยแห่งนี้อยู่ในป่าเขาในทางภาคเหนือ ซึ่งผมได้มีโอกาสไปเรียนที่แห่งนี้จนจบปี4 เรื่องมันเริ่มขึ้นหลังจากเราย้ายเข้ามาอยู่หอพักของมหาลัยได้ไม่นาน ซึ่งหอพักเราจะอยู่อาคารที่ 20 และ 1 ห้องจะอยู่ด้วยกัน 4 คน สมัยผมมีถึงแค่ 24 หอ ห้องเราจะมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ต อีกคน ชื่อ น และคนนี้ไม่ค่อยมานอนห้องเท่าไหร่ชอบไปนอนห้องเพื่อนของเขาเอง ชื่อ ป ส่วนเราชื่อ อ เรื่องมันมีอยู่ว่าหลังจากเรามาอยู่กันวันแรก ก็ได้มีการจุดธูปเทียนไหว้เจ้าที่เจ้าทางเพื่อความเป็นศิริมงคล ตามประสาเด็ก freshman ซึ่งหออื่นๆ เขาก็ทำกัน ปรากฎว่า ก็ผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก่อนหน้าที่จะมาที่มหาลัยแห่งนี้เคยได้ยินเรื่องเล่ามาพอสมควรเกี่ยวกับหอพัก ไหนจะมีแรงงานตาย แรงงานถูกฝังไว้ใต้ตึก ญ แล้วก็ได้ทำการปิดข่าว เปลี่ยนเลขตึกใหม่ ขอบอกก่อนว่าตึกที่ 20 ของเราเป็นตึกใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จยังไม่เคยมีรุ่นไหนได้เข้ามาอยู่ รุ่นเราคือรุ่นแรก ส่วนตึกอื่นๆมีรุ่นก่อนๆ เคยอยู่ และด้วยเป็นตึกใหม่ทางมหาลัยอาจจะยังไม่ได้ทำบุญหอพัก รึป่าว อันนี้ไม่แน่ใจ เริ่มเลยนะครับ

เรื่องที่1

เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงแรกๆ เราก็อยู่กัน 4 คนหลังๆมาจะเหลือกันแค่ 3 คน ซึ่งวันนั้นเองเป็นวันที่เรากับ ต ไม่มีเรียนช่วงเช้า ส่วน น มีเรียน น เลยตื่นนอนประมาณ6โมงกว่าๆ เพื่อที่จะมาอาบน้ำแล้วไปเรียน ซึ่งบรรยากาศในห้องตอนนั้น ค่อนข้างมืด บวกกับหอพักอยู่กลางเขาจึงทำให้แสงเข้ามาได้ไม่เต็มที่ ระหว่างที่ น ลุกจากเตียง สายตา น เหลือบไปเห็นบางอย่าง อยู่ตรงปลายเท้า เพื่อน ต ซึ่งเป็นผญ ชุดขาวผมยาว ตาแดง นั่งก้มหน้าอยู่นิดนึง ตอนแรกมันคิดว่ามันตาฝาด เลยลองมองดูอีกรอบ ปรากฎว่าชัดเลย ไม่ได้ตาฝาดแน่ๆ เพราะที่ๆ ผญคนนั้นนั่ง จะมีพัดลมสีแดงของเพื่อน ต อยู่ แต่ตอนนี้กลับไม่มี ด้วยความที่กลัวมาก จึงนอนคุมโปงต่อ จนประมาณ 7 โมงเช้า ห้องเริ่มสว่าง น จึงลุกไปอาบน้ำ ซึ่งก่อน น ุลุก ก็ได้สังเกตุที่ปลายเท้าเพื่อน ต ปรากฎว่าไม่มี ผญ ชุดขาวคนนั้นแล้ว แต่กลับเห็นเป็นพัดลมสีแดงเหมือนเดิมอยู่ปลายเท้า จนตกเย็นเราอยู่กันพร้อมหน้า น ก็เลยเล่าให้ฟัง ต เลยบอกว่า ดีนะที่ไม่เสียงดังหรือเรียกพวกกู ไม่งั้นนะ ไม่อยากจะคิดภาพ !!

เรื่องที่ 2

เป็นเรื่องที่เรากับเพิ่อน ต เจอ เรื่องมีอยู่ว่า ระหว่างที่เรากับ ต เรียนเสร็จในช่วงเช้าแล้วกลับมาที่ห้องในช่วงเที่ยงๆ เราก็ได้เข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ เพราะอากาศมันร้อน ส่วน ต ก็เข้าไปห้องส้วม ซึ่งหอพักจะมีแยกห้องน้ำ กับห้องส้วม ไว้ตรงข้ามกัน ในระหว่างที่อาบน้ำอยู่ได้สักพักได้ยินเสียงคนคุยกัน และเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ แบบตะคอกใส่กัน ดังมาจากในห้องเรา ไอ่เราก็พยายามฟังว่าใครมาคุยกันเสียงดังในห้องกูวะ แต่ฟังไม่รู้เรื่องเพราะไม่ใช่ภาษาไทย เราก็เปิดประตูห้องน้ำแล้วชะโงกหน้าเข้าไปในห้อง ปรากฏว่าไม่มีอะไร เสียงนั้นก็เงียบหายไป คิดว่าหูแว่ว ก็เลยอาบน้ำต่อจนเสร็จกำลังใส่เสื้อผ้า แล้วอยู่ๆก็ได้ยินเสียงตะคอกกันแบบเดิมอีก เราเลยคิดว่าเป็นแรงงานพม่าที่มาสร้างหอพักคุยกันรึป่าว จึงเปิดประตูห้องน้ำ พร้อมๆ กับ ต ที่ทำธุระเสร็จ เราก็มองหน้ากัน แล้วถามว่าได้ยินเสียงคนคุยกันแล้วเหมือนตะคอกมั้ย ต ตอบว่าได้ยินสิ แต่จับใจความไม่ได้เป็นภาษาไทยปะ เราก็บอกว่าไม่อะเราได้ยินภาษาอื่น ไอ่เราสองคนก็มองหน้ากันปริบๆ เราเลยชะโงกหน้าไปที่ระเบียงก็ไม่เห็นคนสักคน

เลยบอก ต ว่า หูฟาดกันรึป่าววะ แล้วก็หัวเราะกลบเกลื่อน อีกใจนึงคิดไปแล้วละว่าถ้าหูฝาดจะได้ยินพร้อมกัน 2 คนเลยหรอ เลยนั่งคุยกัน สักพักมาอีกแล้วเสียงคุยกันคราวนี้ชัดเลย ในห้องกูเลย เรากับ ต เลยมองหน้ากัน เรากำลังจะวิ่ง ต บอกรอกูก่อนมันหยิบกระเป๋าสตางค์กุญแจ แล้วก็วิ่งออกห้อง กันแบบหน้าตาตื่นมากเราก็เลยรู้ว่า เราเจอดีเข้าแล้วละ แล้วก็แยกย้ายกันไปทำธุระ เพราะช่วงนั้นพี่สาขานัดบ่อย ละเรากับ ต ก็นัดเจอกันอีกที 4 ทุ่ม ที่หน้าหอ พอถึง 4 ทุ่ม ยามเป่านกหวีดเป็นสัญญานว่าหมดเวลาแล้วต้องเข้าหอพัก เราก็เจอ ต พอดี เดินมาถึงหน้าหอพัก แล้วเจอ น เลยแปลกใจว่าทำไม น มารออยู่ตรงหน้าหอ ทำไมไม่ไปอยู่บนห้องรอ พอถาม น มันบอกว่า ตอนที่มันเลิกเรียนประมาณบ่ายสาม มันได้เข้ามาที่ห้องเพราะว่าปวดท้อง หลังจากมันเข้าห้องส้วมได้ไม่นาน มันก็ได้ยินเสียงคนคุยกันในห้อง มันเลยคิดว่า เรากะ ต กลับห้องมากัน พอ น ทำธุระเสร็จออกจากห้องส้วมมา ปรากฎว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง มันเลยเอะใจว่าทำไมเมื่อกี้ได้ยินเสียงคนคุยกัน สักพัก ไฟในห้องส้วมก็ระเบิด เหมือนหลอดขาด ดัง ตุ๊บ !!! มันก็เลยไปปิดสวิทไฟ ระหว่างนั้น มันได้ยินเสียง เด็กหัวเราะ อยู่ในห้อง แบบสะใจ มันตกใจตั้งสติได้ เลยรีบวิ่งออกห้องมา แล้วลืมกุญแจไว้ในห้องไม่ได้หยิบอะไรมา เลยมารอเราที่หน้าหอ พอเราขึ้นไปบนห้องกัน 3 คนก็เลยเล่าในสิ่งที่ เรา กับ ต เจอในวันนี้ ให้ น ฟัง ทุกคนเลยหันมามองกันแบบ เราเจอเข้าแล้วสินะ !!

เรื่องที่3

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่สงซ้อมสแตนเชียร์ของคณะ ซึ่งจะซ้อมกันประมาณ 5 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม บางทีก็เที่ยงคืน ซึ่งวันนั้นเองในระหว่างที่ซ้อมอยู่ เวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า เราได้กลิ่นเหม็นเน่าตอนแรกกลิ่นไม่แรง เลยคิดว่ากลิ่นขยะลมพัดโชยมาแน่ๆ พอกลิ่นแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนหมาตายเข้าไปทุกที เราก็เลยสะกิดเพื่อนข้างๆว่า ได้กลิ่นเหม็นอะไรมั้ย มันบอกว่า ไม่ได้กลิ่นอะไรนะ จมูกไม่ดีรึป่าว เราก็เออๆ อาจจะใช่ แล้วซ้อมต่อ สักพักกลิ่นมาอีกแล้วคราวนี้แรงกว่าเดิม มันกลิ่นศพชัดๆ เลยสะกิดเพื่อนคนเดิมเพื่อถามย้ำ มันบอกว่าไม่ได้กลิ่นนะ เราเลยบอก ดมดีๆ กลิ่นอย่างกะศพ มันก็สูดจมูกฟุดฟิดๆใหญ่ สักพัก ทุกคนในแสตนเริ่มได้กลิ่นเหม็นที่ละคน สองคน จนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วสถานะการเริ่มไม่สู้ดี เมื่อมีเพื่อนสาขาเราที่เป็นหลีด ผีเข้า !! เท่านั้นแหละพี่ๆต่างก็วุ่นอยู่กับหลีด ด้านล่างกันใหญ่ แล้วมีเพื่อนแสตนหลายคนเลยเห็นเงา ผญ กรี๊ดดังมาก วิ่งผ่านหน้าชั้นของตึกไป ทุกคนก็ตกใจ พี่เชียร์เลยบอกให้เรารวมกลุ่มกันแล้วลงไปรวมตัวด้านล่างกับหลีด แล้วก็คุยกัน จนพี่เชียร์คนหนึ่งบอกว่า พี่เห็นเงาดำๆแต่แรกแล้ว ตอนที่น้องซ้อมแสตนกันแล้วพี่ไม่อยากบอกน้องๆกลัวน้องๆจะกลัวกัน และพี่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น พี่ๆเขาก็เลยหาสาเหตุกันว่ามันมาจากอะไร สรุปคือ พี่เขาบอกว่าวันนี้ ลืม ไม่ได้จุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งปกติจะไหว้จุดธูปตลอด เลยคิดว่าวันเดียวไม่น่าจะเป็นอะไร และตอนซ้อมแสตนก็ซ้อมกันจนดึกเสียงมันดังก้องมากแถม มหาลัยอยู่ในเขา เจ้าที่เขาคงไม่พอใจ หลังจากนั้นพี่ๆก็ไม่ลืมไหว้บอกกล่าวอีกเลย แล้วเราก็ไม่เจออะไรที่น่ากลัวแบบนี้อีกจนจบการซ้อมแสตน !!

เรื่องที่ 3.5

เรื่องมันมีอยู่ว่า มันจะมีช่วงหนึ่งที่มหาลัยมีวันหยุด ซึ่งตอนนั้น เรากลับบ้านเป็นคนแรกของห้อง ซึ่งปกติแล้วนิสัยของเรา จะไม่ชอบเก็บผ้าปูเตียงและผ้าห่มตื่นแบบไหน สภาพก็จะทิ้งไว้เหมือนเดิม และตอนเรากลับบ้านเราไม่ได้เก็บผ้าห่มอะไรให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเลย แล้วยังซักผ้าตากไว้อีก หลังจากสิ้นสุดวันหยุด ก็กลับมาที่มอตามปกติ ตอนเรากลับห้องมา อึ้งกับสภาพเตียงเรามาก เพราะมันเรียบร้อยมาก ผ้าพับไว้เป็นอย่างดี ผ้าห่มอะไรเรียบร้อยหมด ผ้าที่ซักตากก็เก็บเข้าตู้ เลยคิดว่าเพื่อนเก็บให้ เราเลยถามเพื่อน ต ว่าตอนเรากลับบ้าน ได้เก็บผ้าเรามั้ย มันบอกว่า ไม่ ได้เก็บนะ ถามเพื่อน น มันก็บอกว่าไม่ได้เก็บ เลยสงสัยมากว่าในระหว่างที่เราไม่อยู่สักคนในห้อง ใครพับผ้าให้และเก็บผ้าที่ตากเข้าในตู้ให้วะ พอทุกคนมองตากัน ส่ายหัวเป็นสัญลักษณ์ว่ากูไม่รู้ ก็เป็นอันรู้ว่าไม่ใช่ผีมือเพื่อน แล้วมันเป็นฝีมือใคร ? เราเลยรีบสะบัดผ้าห่ม ปรากฎว่าเจอหนอนตัวสีเขียว ตัวใหญ่มาก อยู่ในผ้าห่ม 1 ตัว เลยคิดว่า ใช่แน่ๆ ต้องไม่ใช่คน ถามเพื่อนย้ำว่าไม่ได้แกล้งใช่มั้ย มันก็บอกว่าไม่ได้แกล้ง สรุป สิ่งที่เราเจอคืออะไร แล้วใครเก็บผ้าให้ ? ในใจก็กลัว อีกใจก็ขอบคุณ เพราะสมองมันคิดไปแล้วว่าไม่ใช่คน ใครจะเข้าห้องเราได้ในขณะที่ทุกคนกลับบ้านกันหมด

เรื่องที่ 3.6 เป็นเรื่องเกี่ยวกับมหาลัย แต่เราไม่ได้เห็น แค่รู้สึกเฉยๆ

เรื่องมีอยู่ว่า มหาลัยเราจะมีเรื่องเล่าอยู่ว่ามีพี่คนหนึ่งตายคาห้องเรียนซึ่งห้องนั้นยังเปิดให้ใช้เรียนใช้สอนตามปกติ แล้วโต๊ะที่พี่คนที่ตายก็ไม่ได้เอาไปทิ้งอยู่ในห้องนั้นซึ่งไม่รู้ว่าตัวไหน ซึ่งตอนนั้นระหว่างเรียนเสร็จ ก็รีบกันกลับหอพักมหาลัย แล้วพอตกกลางคืน กระเป๋าสตางค์เราหาย เลยพลิกมอหาไปทั่ว หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนคิดได้ว่าวันนี้ได้เรียนที่ไหนบ้าง ให้ไปหาที่นั่น เป็นระยะเวลาสามทุ่ม เรานัดกับเพื่อน อีกสองคน ให้ไปช่วยหา เราเริ่มต้นหาจากหอประชุม ซึ่งในหอประชุมมืดมาก พอเราเปิดประตูเข้าไปรู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องมองมาที่เรา ในห้องประชุมเย็นมาก ทั้งที่ไม่ได้เปิดแอร์ โตะเก้าอีก ว่างทั้งหอประชุม เราก็มีไฟฉายกับแฟลชมือถือ เดินลุยเข้าไปหา หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แล้วเพื่อนอีกคนรออยู่ข้างนอก อีกคนก็ช่วยหา ณ ตอนนั้นมันกดดันมาก หาไม่เจอยังมาหนาวเย็น แล้วเหมือนมีคนหลายสิบคนมองดูตลอดอีก เราเลยทนไม่ไหวกลัวรีบออกจากหอประชุม แล้วไปหาที่ อาคารเรียนรวม ห้องเรียนที่เราเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งหอประชุมกับอาคารเรียนรวมอยู่ไกลกันพอสมควร

พอเรามาถึงที่ เราบอกลุงยามว่า กระเป๋าตังค์ผมตกหายในระหว่างเรียนช่วยผมหาหน่อย แล้วเราเผลอพูดเลขห้องผิด ดันไปพูดเลขห้องที่มีคนตาย ลุงยามหน้าซีด บอกให้เรารอก่อนนะ เดี๋ยวไปตามยามอีกคนมาช่วยหา พอลุงยามมา เพื่อนเราอีกคนบอกไม่ใช่ค่ะๆ ห้อง จำเลขห้องผิด ลุงยามหน้าก็ยังซีดอยู่แล้วก็เดินพาเราไปหา ตอนหาในห้องห้องมืดมาก เปิดไฟ ไฟก็ไม่ติด จนต้องช่วยกันหา สี่ห้าคนทั้งยามทั้งเราและเพื่อน เราก็หาอยู่ในโซนที่เรานั่ง ปรากฎว่า เพื่อนเราเจอกระเป๋าตังค์เราไปอยู่อีกที่หนึ่ง อยู่ใต้เก้าอี้ ขอบอกก่อนว่าเก้าอี้ห้องเรียนนี้คล้ายโรงหนังมาก เราดีใจมากแม้เงินในกระเป๋าจะไม่เหลือก็เหอะ ระหว่างออกจากห้องแสงไฟสายลุงยามสาดไปกระทบกับเงาๆหนึ่งซึ่งไม่มีใครได้สังเกตุเห็น เราเห็นเป็นเงาคน ยื่นอยู่ตรงข้างโปรเจคเตอร์หน้าห้อง เราตกใจเลยรีบวิ่งออกมารออยู่หน้าห้อง เพื่อนมันก็เดินออกมา แล้วลุงยามก็ปิดประตู เราก็กลับหอพัก ในระหว่างที่เราเห็นเราไม่กล้าบอกเพื่อน เลย เพราะทางที่เรากลับหอพักกัน มันก็มืดพอสมควร เลยเก็บความกลัวไว้คนเดียวดีกว่าต่างฝ่ายต่างกลัวแล้วไปไม่ถึงหอพัก !! เรื่องนี้ไม่ค่อยน่ากลัว เพราะเป็นความรู้สึกซะส่วนใหญ่นะครับ ไม่แน่จิตใจเราอาจจะปรุงแต่งเอาเองก็ได้ครับ แต่ส่วนตัวผมเชื่อครับ

เรื่องที่ 4

เรื่องมันเริ่มต้นตอนเราย้ายมาอยู่หอนอก ซึ่งเมื่อก่อน หอหน้ามอไม่ได้มีเยอะขนาดนี้ แถมแพงด้วย เราเลยมองหาหอที่ราคาถูก ซึ่งมองหาที่ไหนก็ไม่เจอสักทีไปหอนี้ก็เต็มหอนั้นก็เต็ม จนเราตัดสินใจว่า งั้นไปเช่าหออยู่กับเพื่อนแล้วกัน เห็นมันบอกว่ามีห้องว่างอยู่ 2 ห้อง ค่าเช่าเดือนละ 1800 ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ไอเราก็โอเค และ หอเราเป็นหอเล็กๆ มีห้าห้อง อยู่ในป่า สองข้างทางเป็นป่า ตอนกลางคืนนี่ไม่มีไฟ ถนนเป็นหลุม ซอยเลี้ยวเข้าหอก็เล็กๆ มองไม่ดีอาจเลยได้ ซึ่งมันน่ากลัวมากเวลาขับรถกลับจากเรียนเสร็จดึกๆ ขนาดเวลาตอนไปกินเหล้ากับเพื่อน เพื่อนต้องมาส่งไม่ต่ำกว่า2คน คิดดูว่าน่ากลัวมั้ย จนเพื่อนมันบอกว่าหอทางไปน่ากลัวว่ะ ย้ายเหอะ !! หลังจากเราเข้าไปอยู่ได้หลายเดือน เหตุการณ์น่ากลัวก็ไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่ไม่มีใครอยู่หอแม้แต่คนเดียว เหตุการณ์สะพึงเริ่มคืบคลานเข้ามา หลังจากเรากลับจากเรียนมาดึกๆ มาถึงหอก็พบว่าทำไมวันนี้หอเงียบจังไฟก็ไม่เปิด จึงได้ความว่า ไม่มีใครอยู่หอเลยแม่แต่คนเดียว พี่ห้องแรกนอนหอเพื่อน พีคุมหอกลับบ้าน เพื่อนเรานอนหอในมหาลัย เหลือเราคนเดียว แล้วห้องที่ห้าว่างปล่าว เราก็เข้าห้องตามปกติเปิดคอม อาบน้ำ อ่านสักสือจนดึกเพราะพรุ่งนี้มีสอบ ระหว่างช่วงเวลา 5 ทุ่มขึ้นไป เราเริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าคละคุ้งทั่วห้อง เลยคิดว่าน่าจะเป็นกลิ่นขยะจากระเบียงรึป่าว เลยเปิดประตูหลังห้อง แล้วไปที่ถุงขยะ ปรากฎว่าไม่ได้กลิ่น เราเลยกลับเข้ามาในห้อง กลิ่นเริ่มแรงเตะจมูกขึ้นเรื่อยๆ

เราก็เดินตามหากลิ่นจนมาสะดุดอยู่ที่มุมตู้เสื้อผ้า เราคิดว่าหนูตายรึป่าววะ เลยเปิดตู้เสื้อผ้าออก ปรากฎว่า ไม่มีอะไรเลย แล้วเลยรู้สึกทะๆ หากลิ่นตามตู้ไปด้วย บ่นไปด้วย จนกลิ่นมันแรงขึ้นเรื่อยๆอยู่ตรงมุมตู้เสื้อผ้า เราตกใจมากเพราะเห็นเงาดำๆอยู่ตรงนั้นเลยรีบประโจนขึ้นเตียงทันที เพราะบนหัวเตียงมีพระ สมองมันคิดไปแล้วล่ะว่ากูโดนเข้าแล้ว สักพัก เงาดำก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นเป็นรูปร่างผู้ชาย สูงพอๆกับตู้เสื้อผ้า เราเลยสวดมนต์ แผ่เมตุตาสารพัต บทสวดบทไหนคิดได้ สวดหมด ชินปัญชร พาหุงมาหมด เงานั้นก็ไม่หายไป เราเลยทักเพื่อนในเฟสว่า เจอผีหลอก อยู่คุยเป็นเพื่อนหน่อย กลัวมาก กลัวจนร้องไห้ ไม่กล้าลงจากเตียงกลัวมันเข้าสิงหรือทำอะไรเรา สมองมันกระวนกระวายไปหมด จนเวลาตีสอง ว่าจะโทรหาแม่ก็ไม่กล้าโทรแม่นอนอยู่ กลัวแม่กังวลเป็นห่วงนอนไม่หลับ จนเวลาผ่านไปถึงตีห้า เงานั้นก็ไม่หายไป และก็ไม่ได้ขยับหรือทำอะไรเราด้วย เราเลยโทรหาพ่อแม่ ร้องไห้หนักมาก และบอกว่า จะย้ายหอๆ ไม่อยู่แล้ว จะย้ายๆ จนพ่อแม่ปลอบใจ แล้วพอช่วง 7 โมงเช้าเงานั้นค่อยๆหายไป เรานี่รีบใส่เสื้อนิสิต ออกห้องไปมหาลัย เพื่อที่จะไปสอบทั้งๆที่หนังสือไม่อ่าน ก่อนสอบ นอนเฝ้าหน้าห้อง น้ำไม่อาบ เสื้อไม่รีด หัวฟูมาเหมือนในทีวีเลย จนเพื่อนถามว่าไปทำอะไรมา เลยบอกไปว่า กูโดนผีหลอกทั้งคืนเลย อยู่ในห้องกูเลย เพื่อนบางคนก็ไม่เชื่อ หัวเราะกัน บางคนก็เชื่อ กลุ่มคนที่เชื่อคงเห็นสภาพวันนั้น เพื่อนบอกหัวฟูเหมือนในหนังเลยอะ แล้วหัวเราะ อยากจะบอกเพื่อนๆว่า ไม่ขำนะครับ ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ขนาดเห็นแค่เงายังขนาดนี้ ถ้าเห็นในสภาพเละๆ กูคงช็อคไปแล้ว หลังจากนั้นพ่อปม่ก็ไปหาร่างทรง ร่างทรงบอกว่าให้เก็บก้อนหินที่อยู่บริเวณหอ มาไหว้ แล้วไว้บนหัวเตียง ถ้าจะย้ายก็เอาหินทิ้งด้วย เราก็ทำตาม จากนั้นเราก็ทนอยู่ได้อีกประมาณ 1เดือน เลยย้ายหอออกครับ เออผลสอบออกมา สรุปว่า สอบตก เกลียดไอ่ผีนั่นมาก

เรื่องที่ 5

ต่อจากผีหลอกในห้องพัก หลังจากสอบตก เราก็เลยนัดเพื่อนๆ ไปไหว้พระที่ในเมืองกัน ตอนวันเสาร์เพราะเจอแต่เรื่องแย่ๆ เลยอยากทำบุญ ซึ่งระยะทางจาก มหาลัยเข้าไปในตัวเมืองค่อยข้างไกล 25 – 30 โลได้ เราก็ได้แว้นมอไชต์ไปกัน หลายคัน คันละสองคนบ้าง คนเดียวบ้าง ซึ่งระหว่างทางก็ไม่ได้มีอะไรแปลก แต่ก่อนที่จะถึงวัดในเมือง เราเป็นคนขับรถส่วนเพื่อนซ้อนท้าย อยู่ๆ รถจักรยานที่ไม่มีคนขับก็พุ่งข้ามเลนถนนมุ่งหน้ามายังรถคันที่เราขับ ไอ่เราตกใจมาก เลยรีบเบรค แต่ดีไม่เป็นอะไรรถไม่ล้ม เพราะส่วนตัวเป็นคนขับรถช้า เลยคิดในใจ อะไรวะ ยังซวยไม่พอใช่มั้ยผีก็เพิ่งหลอกกูเนี้ย นี่ถ้าไม่มีเพื่อนซ้อนท้ายกูลงรถล้มไปแล้ว เลยคิดว่าบุญเพื่อนน่าจะช่วยไว้แน่ๆ จากนั้นเราก็เข้าวัดไปทำบุญกัน ซึ่งที่วัดก็ไม่เห็นพระเลยสงสัยจะอยู่อีกที่หนึ่ง เพราะบริเวณวัดค่อนข้างกวางมีหลายโซน เป็นวัดประจำจังหวัดด้วย แต่เราก็เลยสักการะพระพุทธรูปแทนขอพรต่างๆนาๆ ตอนขากลับ เราขับรถกลับหอพักคนเดียว ซึ่งหอพักเราก็คือ หอที่เราโดนผีหลอกนั่นแหละ และอยู่ๆ พอผ่านเชเว่นตรงสะพานลอยหน้ามหาลัย อยู่ๆ รถล้อหลังได้ปัดขึ้น ทั้งๆที่เราขับช้าและขับปกติ รถเกือบล้ม ดีนะที่ขับช้าและขายาว เลยพยุงรถไว้ได้ เราก็คิดในใจแล้วว่า นี่ขนาดทำบุญในวัดมาแล้วนะ ยังเป็นแบบนี้อยู่ ถ้าไม่ทำบุญคงเจอดีกว่านี้ หลังจสกนั้นเราก็กลับถึงหอปกติและปลอดภัย ส่วนตัวแล้วเวลาไปไหนมาไหนจะพกพระติดตัวไว้ตลอด ทำให้อุ่นใจมา และเรื่องดวงตก ก็จบไป

เรื่องที่ 6

ระหว่างหลังเจอเจอผีหลอกที่หอเก่า แล้วย้ายมาอยู่หอใหม่ประจำหน้ามอ มีเชเว่น อาหารการกินที่สดวกสบายแค่เดินลงไปก็อิ่มได้
เรื่องมันเริ่มต้นที่ว่า ส่วนตัวเป็นคนที่นอนดึกมาก บางทียันเช้าไม่นอนก็มีไม่รู้ทำอะไรเขี่ยมือถือกับคอมไปๆมาๆ แล้ว ณ เวลาตี2 กว่าๆ นั้นรู้สึกหิวข้าว เลยเดินลงจากชั้น 4 เพื่อไปเชเว่นซื้อข้าว คนตรงบริเวณตึกไม่มีใครออกมาเพ่นพ่านแล้ว เราก็เดินลงตึก อยากบอกว่าตึกเงียบมาก และไฟตึกก็จะทยอยปิดทีละนิดๆ จะปิดไฟทุกดวงต่อเมื่อเวลาเกือบๆตี5 บรรยากาศมันสลัวๆ เงียบเหงา วังเวงมาก เราก็รีบเดินจากชั้น4 ดุ่มๆลงมา พอถึงด้านล่าง เราก็รีบเดินไปยังเชเว่น ระหว่างเดิน มันจะมีไชต์ก่อสร้างตึกเพิ่มเติมอยู่ทางซ้ายมือ ซึ่งนั่นแหละ ทำให้เราคิดไปเองว่า มันต้องมีอะไรแน่ๆ ก็เลยพยามยามไม่มองแล้วเดินต่อไปจนถึงเชเว่น ได้ข้าวกับนมมา ระหว่างกลับหอ สายตาไปสะดุดเห็นเงาบางสิ่งบางอย่าง คล้ายคนไม่มีหัวไม่มีเท้า อยู่ตรงอีกอาคารหนึ่ง ขอบอกก่อนว่าอาคารนี้จะมีกันสี่ตึก ชื่อตึกเป็นภาษาอังกฤษ แล้วแต่ละตึกจะเห็นทางเดินของตึกตรงข้าม

พอเราเห็นปุ๊บเราคิดว่าตาฟาดรึป่าว ใครมาตากเสื้อผ้าไว้กลางทางเดินตอนดึกๆวะ ก็เลยมองดูอีกเพื่อความแน่ใจ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นเงาคนที่ไม่มีหัวกับเท้าจริงๆ น่าจะเป็น ผช เราเลยตกใจ สมองคิดว่าถ้าไม่รีบเข้าห้องเดี๋ยวมันต้องเหมือนละครแน่ๆ ที่จะต้องพุ่งมาหาเรา เลยรีบวิ่งไขกุญแจห้อง มือก็สั่น พอเข้าห้องได้ก็รีบปิดประตูกินข้าวแล้วรีบนอนเลย !! ก่อนหน้านั้น เพื่อนคนหนึ่งเคยมาสังสรรค์ที่ห้อง มันบอกว่าหอมีผีเยอะจังวะ มันเป็นคนชอบเจอผีอยู่บ่อยๆ แล้วมันก็บอกว่ามันเข้าห้องไม่ได้หรอก แล้วเรากับเพื่อนอีกหลายคนก็ถามกันว่าทำไมถึงรู้ ที่ไหนได้ มันมีเช้นท์ เห็นตั้งแต่เด็กเลยไม่กลัว ตอนแรกคิดว่ามันพูดเล่น พอเจอจริงๆ เออว่ะ น่าจะมีเยอะ แล้วที่สร้างหอปัจจุบันนี้ เมื่อก่อนเป็นป่าช้าเก่า แล้วหอนี้สร้างทับเขตป่าช้า สร้างมาตั้งแต่สมัยมหาลัยก่อสร้างใหม่ๆ ไปเดาเอาเองนะครับว่าหอไหน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 7 เพิ่งนึกขึ้นได้ ขนลุกมาก ยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้กับใครฟังเลย

เป็นเรื่องเกิดในระหว่างที่เราอยู่ ม.6 ใกล้จะได้ไปรายงานตัวเข้ามหาลัยแล้ว และได้รู้จักกับพี่มหาลัยที่เราจะไปรายงานตัวคนหนึ่งผ่านเฟสบุ๊ก พี่เขาเป็น ผช เรียนคณะอะไรจำไม่ได้แล้ว น่าจะอยู่แถวโซนตึกวิทย์ แพทย์ วิศวะ นี่แหละ และชื่อย่อ คือ พี่ ย เนื่องจากเราเป็นเด็กใหม่อยากรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็จะถามพวกพี่ๆในกลุ่มเด็กใหม่ แต่เราเลือกที่จะติดต่อกับพี่คน ย คนนี้คนเดียว ไม่ว่าจะเรื่อง กยศ เรื่องลงเรียนต่างๆนาๆเพราะพี่เขาบอกปรึกษาพี่ได้ เราก็โอเคปรึกษาหมด พอใกล้วันที่ไปรายงานตัว เราก็ยังได้ติดต่อพี่เขาอยู่นะ พอถึงวันที่เราต้องรายงานตัวเข้าหอพักแล้วเริ่มใช้ชีวิตอยู่ในหมาลัยได้สักระยะ เราก็ได้ เปิดเฟสเพื่อที่จะทักไปขอบคุณพี่เขาเกี่ยวกับคำแนะนำต่างๆ เพราะคราวนี้ถ้าเราสงสัยอะไรจะถามพี่สาขาเราได้จะสดวกกว่า แต่ปรากฎว่าเฟสพี่เขาหายไปจากสสารระบบ ไอ่เราก็งงว่าเห้ย มันหายไปได้ยังไง

เลื่อนดูแชทข้อความ แชทข้อความนั้นก็หายไปด้วย เราเลยสงสัย และพยายามตามหาพี่เขาเพื่อที่จะขอบคุณ แต่ก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย และตอนนั้น เราจะมีเพื่อนเยอะมาก เพราะต้องเขาประชุมเวียง จึงได้รู้จักกับเพื่อนต่างคณะ เพื่อนก็ช่วยไปถามให้ ปรากฎว่า พี่ที่คณะ บอกว่า น้องจำชื่อเขามาผิดรึป่าว ที่คณะนี้ไม่มีคนชื่อ ย นะครับ เพื่อนเราบอกมา เราก็อึ้งว่าเป็นไปได้ยังไงวะ ลองไปถามใหม่ดิ โดยเปลี่ยนคน สรุปว่า ไม่มีพี่ชื่อ ย จริงๆ แล้วตกลงกูคุยกับใคร ? คุยกับอะไรอยู่ ? ยังหาคำตอบไม่ได้ ณ ปัจจุบัน ว่าพี่เขาเป็นใคร!! แต่ส่วนตัวติดว่า พี่เขาอาจจะไม่เล่นเฟสนี้แล้วก็ได้ แล้วอาจจะอยู่ในช่วงฝึกงานใกล้จะจบละ เลยไม่ได้มามอรึป่าว หาเหตุผลบลาๆ เพื่อที่ไม่ให้ตัวเองคิดว่าเป็นผีรุ่นพี่

เรื่องที่ 8 เป็นเรื่องเล่าสมัยผมเข้ามาเรียนที่มหาลัยแห่งนี้ช่วงแรกๆ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง เลยอยากให้ทุกคนได้อ่านกัน

เรื่องมันมีอยู่ว่า มหาลัยเราจะมีสระว่ายน้ำ ซึ่งอยู่ไกลมากจากจุดศูนย์กลางของมอ แล้วเป็นสระว่ายน้ำที่เพิ่งสระกันใหม่ๆ ตอนดึก มี ผญ ที่เป็นนักว่ายน้ำคนหนึ่งได้เข้าไปว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำแห่งนั้น เพื่อซ้อมเตรียมตัวที่จะแข่งขัน ก็ได้ชวนเพื่อนมาด้วย ว่ายน้ำจนดึกดื่น จนเพื่อนขอตัวกลับหอพักก่อน แล้วตัวเองก็อยู่ว่ายน้ำต่ออีกสักพัก พอว่ายหน่ำใจแล้ว ก็กำลังขึ้นสระกลับเข้าที่พัก ปรากฎว่า มีแรงงานพม่าซุ่มรอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว จึงได้เข้าไปประชิดตัว (ไม่รู้ว่าคนร้ายมีกี่คน) แล้วก็ฆ่าข่มขืน ผญ คนนั้น แล้วโยนศพทิ้งในสระว่ายน้ำ เพื่อที่จะอำพรางคดีว่า ผญ คนนี้จมน้ำตายเอง แต่พอเช้ามา มีคนมาที่สระว่ายน้ำก็ได้พบศพลอยขึ้นอืดเข้า แล้วก็เป็นข่าวดังใหญ่ ทางมหาลัยก็พยายามปิดข่าวไม่ให้ข่าวนี้เลดรอดออกไป แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะรุ่นพี่ได้เล่าให้รุ่นน้องฟังจากรุ่นสู่รุ่นไปซะแล้ว ปล.ไม่ว่ามหาลัยไหนก็ต่างมีประวัติมีผีด้วยกันทั้งนั้นอยู่ที่ว่าเราจะเจอมั้ย แค่นั้น นี่เป็นแค่เรื่องราวคร่าวๆ ของมหาลัยและที่เราประสบพบเจอ เพราะมหาลัยเพิ่งสร้างมาได้ไม่กี่ปี เรื่องเล่าคงจะไม่เยอะเท่ากับหมาลัยอื่นๆ ยังไงก็ขอบคุณทุกคนนะครับ ที่ติดตาม