พูดแล้วขนลุก! รวม 5 เรื่องสยองในห้างสรรพสินค้ากลางกรุง วิศวกรคุมงานสร้างถึงกับฉี่ราด!

เริ่องเล่าในวันนี้เป็นประสบการณ์ของคุณภาคิณ ที่ผ่านมาราว 2 ปี ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อครั้งที่ไปรับงานสร้างที่จอดรถแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยให้ชื่อเรื่องว่า “ครั้งเดียวไม่เคยพอ”

เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2559 ผมได้รับคำสั่งให้ไปเริ่มโครงการสร้างแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ บอกเลยว่าแลนด์มาร์คแห่งนี้..บอกโลเคชั่นไปนี่ รู้จักกันทุกคนแน่นอน โดยเจ้าของงานก็จะเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งชื่อดังมากๆ เนื่องจากว่าสิ่งที่กำลังจะสร้างเนี่ยอยู่กลางถนน เจ้านายผมต้องการให้มีออฟฟิศสำหรับสายงานก่อสร้าง ก็เลยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าของงานว่า เค้ามีอาคารจอดรถอยู่ในพื้นที่ห้างของเค้าเป็นตึก 10 ชั้น โดยผมก็เข้าไปติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ผมก็เอาแผนงานไปแจ้งเค้าว่า..จะทำงาน 4 วันไม่เกิน 5 วัน

โดยอาคารนี้เป็นอาคารสาฐารณะ ซึ่งเค้าจะอนุญาตให้ใช้ทำออฟฟิศได้ตั้งแต่ชั้นที่ 8 เป็นต้นไป ซึ่งเดิมทีจะมีห้างนึงในเครือของเค้าอินโนเวท ก็จะมีบริษัทนึง มีชื่อและใหญ่ เค้าก็จะจองไว้ชั้น 9 ถึงชั้น 10 ทำเป็นพวกสโตร์ ของผมก็จะได้เป็นพื้นที่อีกโซนนึงซึ่งห่างเค้าพอสมควร ข้อที่ 2 เงื่อนไขเค้าคือต้องเริ่มทำงานหลังห้างปิดตั้งแต่ 23.00 และไม่เกิน 4.00น. และจากที่หัวหน้าผมบอกว่าทางผู้ใหญ่เค้าจะให้มีคนของเค้าเฝ้าระวังความปลอดภัยตลอดเวลาทำงาน โดยเวลาที่ผมจะทำงานก็จะโทรแจ้งเค้าล่วงหน้า ข้อสุดท้ายคือห้างเนี้ยนะครับจะมีทางยาวประมาณ 200 เมตร เป็นลิฟต์ 2 ฝั่ง ฝั่งละ 4 ตัว ตอนกลางคืนจะใช้ได้แค่ 2 ตัว ส่วนห้องน้ำเนี่ยไม่มีจะใช้ต้องลงไปข้างล่าง แล้วอย่างที่บอกผมวางแผนไว้ประมาณ 10 วัน วันแรกผมเข้าไปตอนสี่ทุ่มครึ่ง ผมต้องนัดทีมงานจะทำผนังออฟฟิศผมเนี่ยตอนห้าทุ่มครึ่ง ผมก็เข้าไปล่วงหน้า ก็กะว่าจะไปประสานงานล่วงหน้า

วันนั้นตอนผมไปชั้นหนึ่งก็ยังมีคนจอแจอยู่ เพราะ ห้างเพิ่งปิดก็ยังพอมีคนบ้าง จู่ๆก็ได้กินธูปจนมองไปก็เห็นเป็นโต๊ะบูชาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของตึก เป็นเหมือนเครื่องเซ่น คือเราก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะว่าไปทำงานห้างก็จะเจอเรื่องไหว้เรื่องอะไรแบบนี้ ก็เป็นปกติ จริงๆใจก็คิดบ้างว่าเออจะเจอผีรึเปล่า เพราะขึ้นไป เพราะขึ้นไปชั้นบนก็ปรากฎว่าก็ไม่เห็นใครเลย ตรงนั้นบรรยากาศออกจะสลัวๆเพราะเค้าจะเปิดไฟแบบ 2 ดวงเว้น 1 ดวง ก็เลยกะว่าจะโทรติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่เขาว่ามาถึงแล้ว เค้าก็ถามว่า “ตอนเนี่ยน้องอยู่ไหน” ผมก็บอกไปว่า “ตอนนี้อยู่ชั้น 10 แล้ว” เค้าก็ถามต่อไปว่า “แล้วตอนนี้อยู่กับใคร” ก็บอกว่าอยู่คนเดียวเดี๋ยวทีมงานจะตามมาอีกประมาณ 10 นาที เขาพูดคำเดียวเลยว่า “หูยยยย” แบบตอนแรกก็งงว่าทำไมอะไรยังไง แล้วเค้าก็บอกว่า “เอองั้นเดี๋ยวผมจะรีบตามขึ้นไปแล้วกัน” ก็นั่งรอไปจนกระทั่ง 20 นาทีลูกน้องผมก็ตามมาบางคน

ส่วนทีมงานเนี่ยตอนแรกมาก็ตกใจนะ เค้าจะมาด้วยรถกอล์ฟ รถกอล์ฟเนี่ยปกติก็จะนั่งได้ประมาณสองคน แต่นี่กลับมากันห้าคนนะครับ ทีแรกผมก็คุยเรื่องงานไปว่า อ่าอยากได้แบบนี้นะอะไรงี้ แล้วก็พูดแซวเขาว่า “โห เออพี่ไมมากันเยอะจังอ่ะ” เขาพูดมาคำเดียวที่ทำให้ผมจำขึ้นใจได้เลยคือ “มาเยอะๆอ่ะดีแล้ว อุ่นใจดี” จนกระทั่งเริ่มงานวันที่หนึ่งวันที่สองก็ดีนะครับ แต่ที่น่าสงสัยคือไม่มีเจ้าหน้าที่หรือใครอยู่เลย คือแบบห้าทุ่มจนตีสามก็ยังไม่มีใครมาดู ทั้งๆที่แบบทางผู้ใหญ่เค้าเน้นมาว่าจะต้องมีคนคอยอยู่ดูนะ เพราะว่างานก่อสร้างเนี่ยมันก็จะมีแบบมีงานเชื่อมบ้างอะไรบ้าง ซึ่งด้วยความที่มันเป็นอาคารสาธารณะเนี่ย ถ้ามันเกิดเพลิงไหม้ขึ้นอะไรเงี้ยมันก็จะสร้างความเสียหายมาก ตรงนี้เราก็จะเข้าใจกัน

พอเข้าวันที่ 3 แล้วคืองานมันใกล้จะเสร็จแล้ว คือคืนนั้นก็แบบล้า ซึ่งงานเนี่ยมันก็จะเหลือแค่ติดกระจกหน้าต่างอะไรเนี่ย ผมก็เลยกะว่าอ่ะ นอนซักหน่อยหน้าออฟฟิศที่ก่อสร้างนั่นแหละ จู่ๆมันก็รู้สึกตัวครับเหมือนมีคนมาเขย่าขา พอลืมตาขึ้นมาเนี่ยก็เห็นคนงานสามคน แต่มันแปลกอยู่อย่างนึงคือคนงานเนี่ย ใส่หมวกกระต๊อบ เป็นหมวกสานเหมือนคนหาบขายไข่ปิ้ง ซึ่งผมมั่นใจว่าคนงานของทางบริษัทเนี่ยเป็นไปไม่ได้ที่จะใส่แบบนี้ เพราะเป็นมาตรฐานใหม่ที่คนงานจะต้องใส่เสื้อมีแถบสะท้อนแสง หมวกเซฟตี้ คือเค้าแต่งตัวเหมือนเป็นคนงานยุคเก่ารู้สึกตัวตื่นมาก็มองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นลูกน้องผมแปดคนที่ติดตั้งประตูหน้าต่างอยู่ ส่วนตัวผมก็ไม่ได้พูดอะไรกับเค้านะ ก็โทรถามลูกน้องว่าเออ สร้างออฟิศเสร็จแล้วเหรอ แล้วทำไมไม่ปลุกผมเนี่ย ลูกน้องก็ว่าเห็นช่างหลับสบาย ก็เลยถามต่อไปว่า เออ…แล้วทำงานเสร็จแล้วเหรอ เท่าที่ผมดูเนี่ย เหมือนงานมันไม่ค่อยเรียบร้อยนะ เค้าก็บอกโอเคเดี๋ยวไปเก็บงานให้ แต่…เค้าขอรองว่าขอไปเก็บให้ตอนกลางวันเท่านั้นนะ คือคนงานเนี่ยผมก็จะจ้างผู้รับเหมาภายนอกมาน่ะนะครับ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

พอวันที่ 4 ตอนกลางวันเนี่ย ก็จะเป็นผมกับลูกน้องบริษัทผมละ ที่จะขนโต๊ะสำนักงานอะไรขึ้นไป ผมก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เค้า แต่เค้าก็ไม่ยอมให้ขึ้นมากลางวัน ต้องไปใช้ลิฟต์ขนของซึ่งมันตั้งอยู่ที่ชั้น 9 ตอนที่ใช้ลิฟท์อยู่เนี่ย ก็มีลุงรปภ.คนนึงเข้ามาดู ผมก็คุยกับแกว่าเนี่ย มีคนงานเจอเหตุการณ์แบบนั่นนี่มา แกก็ว่า อ๋อ ปกติเจอกันบ่อย ก็เป็นคนงานที่เคยสร้างตึกนี้มาแหละ แล้วเสียชีวิต ลุงก็ถามาว่า เจอ 3 คนใช่มั้ย ชาย 2 หญิง 1 คือแกพูดมามันก็แบบเป๊ะๆๆเลย เราก็แบบคิดว่าเออ เห้ย โดนแล้วเหรอวะเนี่ย ทีนี้ก็คิดอีกว่าเออเดี๋ยวเราจะต้องมาทำงานที่นี่แหละใช่มั้ย ก็เลยถามลุงไปเลยว่า ลุงเอาตรงๆเลยนะ ที่เนี่ยมีอะไรอีกบ้าง ลุงแกก็บอก อ่ะหนึ่งเลย ตั้งแต่ชั้น 8 ขึ้นมาเนี่ย ไม่มีใครขึ้นมากันหรอก พนักงาน รปภ. จะมีก็แค่รถกอล์ฟมา แค่เวลาตี 1 และตี 4 เท่านั้น แล้วเวลามาก็คือมาสองคัน คันนึงก็อัดมากันหลายคน แล้วอย่างผมเนี่ย ถ้าไม่มีคำสั่งผมก็ไม่ขึ้นมาเหมือนกัน ผมกลัว อย่างชั้น 8 เนี่ย ก็มีเหตุการณ์เร็วๆมาเนี้ย เป็นผู้หญิงกระโดดตึกตาย เราฟังแล้วก็แบบ เออ ทำไมต้องมาอยู่ตรงนี้ด้วยวะ อย่างที่เคยบอกว่ามีอีกบริษัทนึง อันนั้นเค้าพอตกกลางคืนก็จะไม่มีใครอยู่กันเลย ผมก็เล่าให้ทางหัวหน้าฟัง แกก็บอกไว้ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวมีทีมงานมาเยอะ

แล้วก็เหมือนเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผมถูกเลือกให้เป็นคนคุมโปรเจกต์ไซต์ ช่วงกลางคืน คนที่มาดูงานกับผมช่วงกลางคืนเนี่ย มีแค่ 6 คนเท่านั้น อันนี้หมายถึงสตาฟนะครับ ส่วนคนงานเค้าก็จะอยู่หน้างานของเขาอยู่ละ

จนมีอยู่วันนีง ผมน่ะเคลียร์งานกับโฟร์แมนเสร็จก็ตัดสินใจจะขึ้นออฟฟิศกัน ก็กะจะแวะร้านสะดวกซื้อซื้ออะไรไปกินกัน ปรากฎว่าผมเจอผู้หญิงอยู่คนนึง ลูกน้องก็สะกิด ช่างๆผู้หญิงหน้าตาดีมาก โทรศัพท์อยู่ร้องห่มร้องไห้ แล้วเดินไปทางลิฟต์ ด้วยความที่เป็นช่วงเวลาดึกแล้ว 5 ทุ่มเที่ยงคืน ลูกน้องมันก็บอกช่างไปปลอบๆ ประมาณว่าจะไปหยอกไปจีบทำนองนั้น คือผมไปยืนอยู่หน้าลิฟต์ ซึ่งมันขึ้นไปแล้วตัวนึงมันก็ไปหยุดอยู่ที่ชั้น 8 ลูกน้องผมมันก็กดลิฟต์จะตามขึ้นไปเลยชั้น 8 พอออกลิฟต์มาปุ๊บเนี่ย โอ้โห…มืดตึ้บเลยครับ มืดแบบมันไม่น่ามีอะไรเลย ส่วนตัวผมก็กลัวแหละที่มืดๆ ก็รีบเดินออกไปดู เป็นลานจอดรถกว้างๆ ซึ่งถ้าผู้หญิงคนนั้นขึ้นรถ มันก็ต้องได้ยินเสียงบ้าง แต่คือมันห่างกันแค่ไม่เท่าไหร่ ไม่น่าจะหายไปแบบไร้ร่องรอยอะไรขนาดนั้น ผมนึกขึ้นได้ก็รีบดึงลูกน้องกลับมา แล้วก็เล่าให้ฟัง มันก็ว่าเออดีๆ เกือบไปแล้ว ดีที่เล่าให้ฟังก่อน

และแล้วก็มีอยู่อีกวันนึง วันนั้นผมก็โทรคุยกับเจ้านาย ผมก็เดินคุยเพลินไปที่ลิฟต์ ปกติเวลาเราคุยโทรศัพท์ในลิฟต์เนี่ย พอเดินเข้าไปสัญญาณมันก็จะตัดเองทันทีเลย ซึ่งผมจะอยู่ชั้น 10 แต่ลิฟท์ที่นี่แปลกมากเลย เพราะจะมีชั้น 1, 3, 5, 6, 8, 9 ชั้น 10ไม่มี ก็พอถึงชั้น 9 ก็ต้องเดินขึ้นบันไดไป พอสัญญาณตัดปุ๊บ ผมก็เงยหน้ามอง ลิฟท์ก็ขึ้นไปชั้น 5 – 6 – 8 แล้วประตูลิฟท์ก็เปิดที่ชั้น 8 ทั้งๆที่ผมไม่ได้กด ประตูเปิดปุ๊บคือมืดมาเลย เรื่องเล่าที่ฟังมามันก็ลอยขึ้นมาเหมือนกัน โดยความรีบผมก็กดปุ่มทันทีเลย ขณะลิฟต์กำลังจะปิด จู่ๆมันก็เปิดออกมาอีก แล้วไฟที่ปุ่มซึ่งปกติเวลากดเปิดหรือปิด มันก็จะสว่างขึ้น แต่นี่ไฟที่ปุ่มเปิดประตูคือกระพริบขึ้นรัวๆๆๆๆเลย คือตอนนั้นผมใจไม่ดีแล้ว คือเหมือนมีคนกดย้ำๆๆ ทั้งๆที่ข้างนอกมันมืดหมด มันไม่น่ามีใครยืนอยู่หรอก ผมอยู่ในลิฟต์ตอนนั้นก็คิดอยู่ว่าถ้าวิ่งออกไปตอนนั้นมันจะเจออะไรรึเปล่า แล้วอยู่ข้างใน อะไรจะเข้ามาหาเรารึเปล่า เลยแบบยืนนิ่งเลย คือถ้าใครเคยขึ้นลิฟต์ดึกๆน่าจะเข้าใจฟีลผมเลย พอสักพักนึงผมก็ปล่อยมัน ลิฟต์มันก็ปิด พอขึ้นมาชั้น 9 ผมก็รีบวิ่งขึ้นไปออฟฟิศเลย ซึ่งก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังเหมือนกัน แต่กะว่าต่อไปถ้าไม่ขึ้นเช้า ก็ต้องหาพวก

พอเรื่องมันผ่านมาสักพัก ผมก็เจออีกเป็นครั้งที่ 2 ผู้หญิงคนเดิม ปกติผมเนี่ยจะเริ่มงานห้าโมงเย็น เลิกตีสอง แต่บางทีคนงานเค้าจะมีโอทีเลิก 6 โมงเช้าเนี่ย เราก็ต้องอยู่กับเค้าด้วย ชนกันหลายๆวันเข้า ไหนจะต้องประชุมกลางวันบ้าง ทำให้มันก็ล้าบางวันก็กลับบ้านไม่ไหว จนวันนึงเนี่ยผมก็ตัดสินใจว่า เออเล่านอนที่ออฟฟิศดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้มีประชุม 8 โมงเช้า ถามว่าทำไมกล้านอนที่ออฟฟิศ เพราะเราก็มีพระมีอะไรอยู่ที่ทำงานบ้างเหมือนกัน ก็ไม่ได้คิดจะกลัวอะไร ลุกน้องก็จะเลิกตี 2 เค้าก็ถามว่าเอ้า ช่างจะนอนนี่เหรอ เราก็บอกว่าเออ มีประชุมเช้าแล้วบ้านเราอยู่ไกล นนทบุรีเลย ซึ่งออฟฟิศมันอยู่ใจกลางกรุง มันก็จะกลับไปกลับมาเปล่า พอลูกน้องไปกันหมดก็ไปนั่งดูคอมดูอะไรไป ซักพักนึงมีไลน์เด้งขึ้นมา “ช่างกลับไปนอนบ้านเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเจอ…” ซึ่งผมก็นึกขึ้นได้ว่าเออ มันนอนออฟฟิศบ่อยกว่าผมอีก ก็ตกใจโทรไลน์กลับไปหา มันก็บอกว่าขี่มอไซต์อยู่ ผมก็เลยไปเปิดไฟให้มันทั่วๆ ไปหาซอกนอนแล้วหันหัวติดกับผนังด้านนอก จนกระทั่งเคลิ้มๆ สุดท้ายก็หลับไป

จังหวะหนึ่งผมไม่แน่ใจว่ากึ่งหลับกึ่งตื่น ก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง แล้วมีเสียงดังตุ้บ เหมือนมีคนมาเตะผนังออฟฟิศผม คราวนี้ผมสะดุ้งตื่น ตาผมลืม แต่ตัวขยับไม่ได้ แล้วก็มีเสียงเด็กวิ่งอีก สุดท้ายก็เลยเหมือนรวบรวมพลังฮึดขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือดูนาฬิกาก่อนเลย มันอาจจะเช้าแล้วก็ได้ แต่ปรากฏว่า ตีสามเกือบตีสี่ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเด็กที่ไหนมาวิ่งตอนนี้ ก็ตัดสินใจว่าไม่อยู่ละ จะลงไปข้างล่างไปนั่งร้านสะดวกซื้อ คุยกับรปภ.ดีกว่า ผมก็เก็บข้าวเห็บของล็อคออฟฟิศ เดินไปตรงที่ลิฟต์ ก็ไปเจอลุงรปภ.ที่เคยเล่าให้ฟัง เหมือนแกมาเดินตรวจอะไรสักอย่าง แล้วในมือแกจะหิ้วเหมือนถุงดำอยู่ ผมก็ดีใจเจอคน เข้าไปจับแขนลุงแล้วเล่าให้แกฟัง คือต้องอธิบายก่อนว่าแกจะห้อยพระเยอะมาก อย่างกับเอามาทั้งกุฏิ เห็นแล้วก็ใจชื้น แกก็ยิ้มแฮ่ๆ แล้วถามว่า “นี่เหรอ” พร้อมหยิบบางอย่างออกมาจากถุง ปรากฎว่าเป็นกุมารสองตัว ผมก็แบบตกใจ “นี่ลุง เอามาจากไหนเนี่ย” ลุงแกก็บอกว่าเนี่ยมีเจ้าหน้าที่เค้าแจ้งมาว่าได้กลิ่นเหม็นไหม้จากชั้น 9 แกเลยเดินตามกลิ่นนั้นไป ปรากฏว่าเป็นธูป แล้วมีกุมารตั้งอยู่ 2 ตัว สรุปก็ไม่ได้ถามอะไรแกต่อว่าของใครหรือมาจากไหน

อีกเรื่องก็คือในทีมงานผมจะมีคนนึง ชื่อพี่ศักดิ์ ช่วงแรกๆจะสนิทกับแกมาก แกก็จะชอบเล่าเรื่องผี วันนึงแกก็บอกว่าเออเนี่ยช่าง ไปร้านค้าก็ซื้อเครื่องดื่มอะไรมาฝากแกหน่อย บางทีเราไม่อยู่แกก็ขึ้นมาดูออฟฟิศแทนเรา ผมก็ทำตามแกบอก พอช่วง 8 เดือนสุดท้ายของโครงการเนี่ย แกเหมือนทำตัวห่างเหินจากผม ออฟฟิศแกก็ไม่ขึ้นมา ขึ้นมาแค่แบบเซ็นใบโอทีอะไรแล้วรีบลงไปด้านล่าง แล้วแกก็จะไม่คุยกับผมเลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ช่วงท้ายฟฌครงการเนี่ย จากเดิมที่บรรยากาศมันน่ากลัว ก็เริ่มมีความคึกคัก เพราะทางเจ้าของโครงการเค้าจะมีการรีโนเวทพื้นของอาคารจอดรถ ก็จะมีคนงงาน มีการเปิดไฟอะไร ช่วงท้ายๆงานผมก็จะไม่ค่อยมีอะไรมาก ก็จะเข้าเช้า เข้ามืดบ้างแล้วแต่

จนมีอยู่วันนึงก็เจอลุงแก ผมก็ซื้อน้ำซื้ออะไรให้แกตามปกติ ผมก็ถาม อ้าวลุงไม่อยู่ข้างบนแล้วเหรอ แกก็ว่าข้างบนคนเยอะแล้ว แอบหลับไม่ได้ ผมก็บอกแกว่าเออเนี่ย เดี๋ยวผมจะจบงานละนะ คงไม่ได้เจอกันแล้ว ถ้าวันไหนผมมาเที่ยวห้างอะไร เดี๋ยวผมแวะหา แกก็บอกเออมาเถอะ เดี๋ยวเจอเอง

จนงานจบ่านไปแล้ว ก็จะมีช่วงที่ผมต้องกลับมาแก้งานเก็บงานอะไรบ้าง วันนึงผมก็มาคุยงานที่ออฟฟิศด้านล่าง ก็เจอหัวหน้ารปภ. เค้าก็ทักว่า อ้าวช่างมาอีกแล้วเหรอ นึกว่าเสร็จไปแล้วนะเนี่ย ผมก็คุยเล่นกับแกไปว่า โห อยู่มาปีกว่า สองปีเนี่ย เจอผีอย่างบ่อยเลย แกก็ถามว่าใครเล่าให้ฟัง ผมก็บอกไปว่าก็ลูกน้องแกนั่นแหละ แกก็ถามว่าคนไหนผมก็เล่าไป แกก็ไล่ให้ฟังเลยนะว่าคนไหนทำงานกะไหน มีใครบ้าง นั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว แกก็ยืนยันว่าไม่มีนะ ผมดูแลงานตรงนี้อยู่ ใจนึงแกก็บอกว่าไม่ชัวร์ แต่แกไม่พอใจตรงที่ว่า ทำไมเอาความลับในบริาัทมาเล่าให้ผมฟังประมาณนี้ ก็เถียงวนไปวนมา ผมก็บอกว่าทำไมจะไม่มี เค้าเห็นกันทั้งไซต์ แกก้ไปฝ่ายบุคคล เอาแฟ้มมากาง ปีที่ผ่านมาก็ไม่มี ผมก็ว่ามีนะ เป็นประวัติเก่ารึเปล่าอาจจะปีก่อนๆ แกอายุเยอะละนะ อยู่มานาน แกก็เอามาอีกแฟ้มก็ไม่มี สุดท้ายเอามาอีกแฟ้มเป็นของสามปีก่อน เปิดๆไปปุ๊บ ผมเห็นชี้เลยปึ้ง คนนี้ๆ แต่ผมตกใจอย่างนึงคือ ปกติใครลาออกเค้าจะขีดแล้วเขียนว่าลาออก แล้วข้างหลังจะมีเหตุผลการลาออก แล้วรู้มั้ยครับ…ว่าเหตุผลการลาออกของลุงแกคืออะไร …“เสียชีวิต” ครับ!!

แล้วในใบลาออกใบนั้นเขียนปีออกไว้ว่าปี 57 แล้วหัวหน้ารปภ.แกก็คลายความลับมาว่า ผมก็พูดไปอย่างนั้นแหละว่าจะส่งคนขึ้นไปตรวจ แต่จริงๆแล้วไม่มี ไม่เคยส่งใครไปตรวจ จะมาก็คือตี 1 กับตี 4 แล้วก็ช่วงเช้าเลย คือผมก็ยังไม่เชื่อนะ แต่ไม่รู้จะคุยกับใคร สุดท้ายเลยโทรหาพี่ศักดิ์ ว่าพี่เนี่ยเรื่องลุงรปภ. แกก็ตอบกลับมาว่า “เนี่ยช่าง…ผมจะบอกมานานแล้ว ว่าผมเห็นช่างยืนคุยคนเดียว โคตรบ่อย” ผมก็ถาม จริงป่ะเนี่ยพี่ คือตอนที่ผมรู้ความจริงนี่คือแบบช้อคมาก เหมือนขาไม่มีแรง แกบอกว่าที่หลังๆไม่ค่อยอยากคุยกับผมเนี่ย แกคิดว่าผมบ้า ยืนคุยอยู่คนเดียว ทีแรกแก็นึกว่าผมคุยโทรศัพท์ จนมีอยู่วันนึงเห็นผมยืนคุยอยู่หน้าออฟฟิศ คุยคนเดียวเหมือนเดิม แล้วแกเข้าไปในออฟฟิศละเจอโทรศัพท์ผมวางอยู่ที่โต๊ะ คือผมบอกเลยว่าลุงคนเนี้ยผมก้คุยมาตลอดจริงๆ ให้น้ำมาตลอด จนผมแบบพอวางสายเสร็จเข่าอ่อนเลย ผมก็เดินไปมุมตึกก็ยกมือไหว้แก ขอขมาลาโทษ ไม่ต้องมาให้ผมเห็นนะ เพราะยังต้องมาติดต่องานที่นี่อยู่ แล้วเชื่อมั้ยครับ พอผมเงยหน้ามองขึ้นไป ผมเห็นเหมือนเงาสะท้อนเป็นหน้าคนยื่นมา ผมนี่ฉี่แตกเลยครับ

อีกเรื่องนึงคือตอนผมอยู่ออฟฟิศเนี่ย ลุกน้องผมเคยบอกว่าแกเจอขวดน้ำที่ยังไม่ได้เปิด สุมอยู่มุมหลังออฟฟิศเป็นสิบๆขวด ผมก็ขึ้นไปดูก็คิดว่ามันอาจจะบังเอิญก็ได้ พอนึกคิดดูแล้วเวลาผมให้น้ำลุง ลุงแกก็จะกำไปกำมาระหว่างคุย ไม่แกะกินต่อหน้าสักทีนะ… คือแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าสถานที่ชื่อดังใจกลางกรุง จะมีผีเยอะแบบนี้!!

จากเรื่อง : ห้างที่ไม่มีบันไดไปชั้น 5

เรื่องนี้หลอนไม่มากครับ แต่อยากให้อ่านแล้วลองคิดดูว่ามันคือที่ไหน คำใบ้มันน้อยไปหน่อย ฟังแล้วคิดเองไม่ออก เรื่องเพิ่งเกิดเมื่อปีกว่าๆนี้เอง ผู้เล่าชื่อคุณโด้ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้นคุณโด้เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คุณโด้นั้นบ้านอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยก็เลยต้องมาเช่าหอพักอยู่ ใกล้ๆหอพักนั้นก็จะมีห้างดังอยู่ห้างนึง ซึ่งพอคุณโด้ได้ออกมาใช้ชีวิตอิสระอยู่ห่างจากบ้านก็เลยออกไปเที่ยวห้างนี้หลายวันติดๆกัน

จนวันนึง ประมาณสามทุ่มกว่าๆ คุณโด้เดินเล่นอยู่ในห้างแล้วเห็นป้ายเขียนว่าชั้นห้ามีโชว์แสดงสัตว์ คุณโด้เลยชวนแฟนขึ้นไปดูโชว์ด้วยกัน ใกล้ๆห้างปิดค่อยกลับ พอตกลงกันได้แล้วทั้งคู่ก็เดินหาลิฟท์จะขึ้นไปชั้นห้า ก็ไปขึ้นลิฟท์อยู่ตัวนึงบริเวณหลังห้าง ระหว่างที่รอลิฟท์ก็สังเกตได้ว่าแถวๆนั้นไม่ค่อยมีคนมารอลิฟท์ด้วยเลย พอลิฟท์มาถึง ทั้งคู่ก็เข้าไปข้างในแล้วก็รู้สึกแปลกๆแต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมาก ข่มความกลัวเอาไว้ภายใน ระหว่างที่กำลังขึ้นลิฟท์ก็ดังกึกๆกักๆ พอลิฟท์มาถึงชั้นสอง ประตูลิฟท์ก็เปิดออก แล้วก็มีป้าแม่บ้านเข้ามาในลิฟท์คนนึง คุณโด้ถามว่าไปชั้นไหนก็ได้ความว่าไปชั้นห้าเหมือนกัน คุณโด้เลยเบาใจลงเพราะมีเพื่อนร่วมทาง ระหว่างที่ลิฟท์กำลังขึ้นอยู่นั้นคุณโด้ก็ถามป้าว่าทำไมลิฟท์ฝั่งนี้ไม่ค่อยมีคนขึ้นเลย ป้าก็ไม่ได้ตอบอะไร

เมื่อลิฟท์มาถึงชั้นห้า ประตูลิฟท์เปิดออก ภาพเบื้องหน้านั้นกลับไม่ใช่ห้างอย่างที่คิด แต่เป็นไม้แผ่นใหญ่ปิดประตูลิฟท์เอาไว้ เหมือนจะบอกว่าชั้นนี้ถูกระงับการใช้งานไปแล้ว คุณโด้กับแฟนจึงตกใจกับภาพข้างหน้านี้ คุณโด้ตั้งสติได้ก็จะหันไปถามป้าแม่บ้าน แต่ยังไม่ทันอ้าปากถามคุณป้าเค้าก็เดินทะลุแผ่นไม้นั้นออกไปต่อหน้าต่อตา คุณโด้กับแฟนก็กรี๊ดตกใจ คุณโด้ตั้งสติได้ไวเลยกดลิฟท์ลงไปชั้นหนึ่ง กดย้ำๆเพื่อให้มันปิดเร็วขึ้น ระหว่างที่ลิฟท์กำลังลงไปนั้น คุณโด้ก็อธิษฐานกับหลวงปู่ทวดที่ห้อยคออยู่ว่าขออย่าได้เจออะไรอีกเลย เท่านั้นแหละก็มีเสียงดังขึ้นมาว่า เอากูลงไปด้วย อย่าทิ้งกูไป รอกูก่อน เอากูลงไปด้วย

แฟนคุณโด้ที่ตกใจกับเหตุการณ์ตอนแรกอยู่แล้วยิ่งร้องไห้หนัก คุณโด้เองก็ขาสั่นทำอะไรไม่ถูกแล้ว พอประตูเปิดที่ชั้นหนึ่งทั้งคู่ก็รีบจูงมือกันหนีออกมาตั้งสติที่รถ พอรวบรวมสติได้ก็เลยไปถามรปภ.ว่าที่นี่มีอะไร ก็ได้ความว่าป้ายที่เห็นว่ามีโชว์นั้นติดมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ห้างยังมีโชว์อยู่จนกระทั่งปิดชั้นห้าไปแล้วทางห้างก็ยังไม่ยอมเอาออก ทำให้คนที่มาใหม่ๆนั้นเจอเหตุการณ์แบบนี้กันบ่อย บางคนเจอหนักกว่านี้อีก เรื่องทั้งหมดเกิดจากวันนึงมีป้าแม่บ้านไปทำความสะอาดที่ชั้นห้า แล้วไปแอบนอนหลับจนห้างปิดแล้วลงไม่ได้เพราะชั้นห้าไม่มีบันไดเชื่อมชั้นสี่เลย ยิ่งซวยหนักกว่านั้นอีกเพราะวันต่อมาห้างได้ทำการปิดซ่อมลิฟท์เป็นเวลาเดือนนึง ทำให้ชั้นห้าก็ถูกปิดไปโดยปริยาย ป้าเค้าไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย ป้าเลยขาดอาหารและน้ำจนเสียชีวิตในที่สุด กว่าจะมีคนมาพบศพก็ตอนลิฟท์ซ่อมเสร็จแล้วนั่นเอง

จากเดอะช๊อควันที่6 พ.ค. อ่านจบแล้วอยากถามความเห็นครับ คิดว่าห้างดังกล่าวคือที่ไหนครับ เอาแค่ใบ้ๆให้คนอื่นอ่านแล้วนึกออกก็พอครับ อย่างตัวย่อห้างหรือชื่อย่านนั้น เพื่อป้องกันการโดนฟ้อง ลองมาช่วยกันเดาดูนะครับ

วิญญานเฮี้ยนในห้างชื่อดัง

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จะพยายามไม่เอ่ยถึงสถานที่ชัดเจน ตอนนี้ก็ยังมีให้เห็น และเป็นอยู่….เคยโทรไปออนแอร์นานแล้วกับพิธีกรผีๆกพล ทองพลับ เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วครับ….ซึ่งญาติผมเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ทำงานด้าน วิศวกร ออกแบบ ก่อสร้าง…ไม่ขอเอ่ยนาม ห้างหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร ได้ทำการก่อสร้าง และมีบริษัท รับเหมา ทั้งออกแบบ และก่อสร้าง ควบคุม ดูแลงาน…ได้มีการก่อสร้าง ตามขั้นตอน ตามแบบแปลน ที่วางไว้ จาก ชั้น2ไปชั้น3 ขอย้ำนะครับว่า จากชั้น2 ไปชั้นที่3 ….เรื่องเกิดตรงนี้…

หลังจากสร้างเสร็จแล้ว มีการย้ายเข้าไปอยู่ของทางร้านค้าต่างๆ เป็นทั้งแบบดีพาร์ท และแบบให้เช่า อยู่ได้ไม่นานครับ เจ๊ง และหาผู้เช่ารายใหม่ ความว่า กลางคืน ทั้งยาม ทั้งแม่บ้าน เจอกันทุกราย เช่น หุ่นเดินได้ แม่บ้านทำความสะอาดที่มาทำงานก่อนห้างเปิด เจอคนนั่งร้องไห้ เสื้อผ้าลอยได้ คนวิ่งเข้าไปในต้นเสา …ทีแรก นึกว่าเป็นขโมย ต้องตามยามมาค้นหา แต่ก็หาไม่เจอ…ช่วงห้างเลิก…วงจรปิด จับภาพคนได้ นึกว่าขโมยแอบเข้ามา ค้นหา ไม่เจอครับ

พอมีการเปลี่ยนเจ้าใหม่ ก็ต้องมีการปิดปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ออกแบบ ภายในใหม่ โดย วิศวกรกลุ่มเดิม มาคุมงาน…หลังจากห้าทุ่มแล้ว พวกวิศวกร พากันขึ้นไปทานข้าว ที่ห้องอาหารชั้น5 …ซึ่งปิดปรับปรุงเหมือนกัน แต่ก็ยังมีโต๊ะ เก้าอี้ให้นั่ง โดยการซื้ออาหารมาทานเองครับ เหล่าคนงานที่มาตกแต่งร้านก็พากันกลับหมดแล้ว…กลุ่มพวกวิศวะ พากันนั่งทานอาหารกันอยู่นั้น เหลือบไปเจอ ผู้หญิงวัยกลางคนท่านหนึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่ในมุมมืด..มองมาทางกลุ่มที่ทานข้าวอยู่หัวหน้า พูดกับลูกน้องว่า..ใครวะ ดึกๆ ดื่นๆ ยังไม่กลับอีก มานั่งอยู่ตรงนั้น ไปเรียกเขามาทานข้าวด้วยกันซิ…แล้วก็ให้ลูกน้องไปเรียก หญิงวัยกลางคน คนนั้น มาทานข้าวด้วย

พี่ๆๆ ทำไมยังไม่กลับอีก มาทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือ…ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงวัยกลางคนก็เลยสำทับกับคำถามเดิมอีกครั้ง…พี่ๆ ทำไมยังไม่กลับอีก มาทำอะไรอยู่ตรงนี้…หัวหน้าเรา ให้ผมมาเรียกไปทานอาหารด้วยกัน…มาม๊ะ มาทานอาหารด้วยกัน เสียงหญิงคนนั้น พูดช้าๆเสียงออกทำนองอิสานว่า..บ่ไปหรอก..ให้หัวหน้าเธอมาทานที่นี่ซิ..ฝ่ายลูกน้องก็ตะโกนไปบอกหัวหน้าที่นั่งห่างไม่ไกลเท่าไหร่ ประมาณสัก 5-6 เมตร ว่า หัวหน้า ..เธอไม่ไปหรอก เธอให้พวกเรา มาทานที่โต๊ะของเธอ…จะบ้าเรอะ พวกเราเยอะกว่า จะให้ย้ายไปที่คนน้อยกว่าได้ไง..มานั่งที่นี่ด้วยกันซิ..ผู้หญิงคนนั้นได้ยิน ค่อยๆหันหน้า มาทางหัวหน้าและกลุ่มวิศวะอย่างช้าๆมองแบบตาขวางๆหน้าเศร้าๆ แล้วพูดขึ้นมาว่า หัวหน้า ไม่เจอกันตั้งนาน ยังใจดำเหมือนเดิมนะ

หัวหน้า งง ..ป้ารู้จักผมหรือ ทำไมผมไม่รู้จักป้าเลย….ทำไมจะไม่รู้จักละ ป้าตอบ..เออ แล้วป้า เป็นใคร อยู่ที่ไหน มาทำอะไรที่นี่…เสียงจากหญิงลึกลับพูดมาว่า..เวลาผ่านมาไม่นาน ทำเป็นจำหนูไม่ได้ ก็หนูติดอยู่ที่ต้นเสาชั้นสอง ที่หัวหน้าไม่ยอมเอาหนูออกมาไง…เสียงตอบจากป้า แค่นั้นละ…หัวหน้าวิศวะ วิ่งป่าราบ ก่อนเพื่อนเลย ลูกน้องที่นั่งอยู่ด้วย ก็วิ่งตาม และถามหัวหน้าข้างนอกตึกว่า วิ่งทำไมหรือ…หัวหน้าตอบว่า…มันไม่ใช่คน……………..แล้วก็เลยเล่าเรื่อง ที่เกิดขึ้นพลางสำทับไปว่า…ห้ามแพร่งพราย…ไม่งั้น เดือดร้อนกันทั่ว…จนกว่าเราจะหมดพันธะจากการเป็นที่ปรึกษาของบริษัทนี้ก่อน…เรื่องที่ปกปิดเป็นความลับ คือห้างแห่งนี้ ตอนก่อสร้างมีคนงานเป็นหญิงวัยกลางคนชาวอิสาน ตกไปในเสาเอก หรือเสาหลัก ตอนเทปูน…มาเจอตอนที่เขาแกะบล็อกออกจากเสา จึงรู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน…จะเอาออก ก็ไม่ได้ ต้องทำการรื้อใหม่ทั้งชั้น จะสูญเสียงบไปหลายสิบล้านบาท

จึงหาวิธีแก้ โดยการโบกปูนฉาบทับไปเลยและปิดเป็นความลับ สุดยอด…สอบถามถึงคนที่ติดอยู่ข้างใน เป็นใคร …สุดท้ายจึงรู้ว่า เป็นเมียคนงาน ที่ทำงานอยู่ที่นี่…ฝ่ายผู้รับเหมา และวิศวะเลยต้องหาวิธีโดยไม่ต้องรื้อ…ทำไงหรือครับ เสนอเงินจำนวนหนึ่ง ให้ฝ่ายสามี…แล้วก็ฉาบปูนทับไปเลย ไม่มีการเอาศพออก….เรื่องก็เงียบไป….แต่อย่างว่าละครับ…มันเลยเป็นอาถรรพ์ ใครมาบริหารห้างนี้ เจ๊งแล้ว เจ๊งอีก ผมก็เคย ไปดูให้เห็นกับตามาแล้ว…แต่คนที่มาอยู่ใหม่ เจ้าใหม่ คงไม่รู้แน่ๆ……ทุกวันนี้ ก็ยัง เฮี้ยนไม่เลิกครับ……สงสารเจ้าของใหม่ แม่บ้าน และยาม ที่เขาไม่รู้..ต้องเจอดี

อยู่ที่เสาต้นเดิม

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งเข้ามาจากคุณบาส (นามสมมติ) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับญาติของคุณบาส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิศวกร ออกแบบก่อสร้าง ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ ต้องดูแลเรื่องออกแบบโครงสร้าง งานก่อสร้าง ควบคุมช่าง และดูแลงาน ตามขั้นตอน ตามแบบแปลน ที่วางไว้ คุณบาสเล่าต่อว่า..

หลังจากสร้างเสร็จแล้ว ก็มีร้านค้าต่างๆ มาเช่าเปิดร้านกันมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่กันได้ไม่นาน ก็จะย้ายออกครับ เจ๊ง.. และทางห้างก็จะหาผู้เช่ารายใหม่ต่อไปเรื่อย.. มีคนได้ยินเรื่องเล่ากันจากพ่อค้า แม่ค้าที่ย้ายออกไปว่า กลางคืนตอนเก็บร้าน ก็จะได้ยินเสียงเดินไปมา ทั้งที่ไม่มีใคร หรือกระทั่งยาม แม่บ้าน ก็เจอกันทุกราย.. แม่บ้านทำความสะอาด ที่มาทำงานก่อนห้างเปิด เจอคนนั่งร้องให้ บ้างก็เห็นเสื้อผ้าลอยได้.. ช่วงห้างปิด ยามเห็นในกล้องวงจรปิดจับภาพคน วิ่งทะลุหายไปในกำแพงเฉยๆ พากันขวัญผวาไปใหญ่ สุดท้ายห้างก็เกือบจะเจ๊งไป เพราะย้ายออกกันหมด

จนมีการเปลี่ยนมือผู้บริหารเจ้าใหม่เข้ามา ก็จะมีการปิดปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ออกแบบภายในใหม่ โดยได้จ้างทีมวิศวกรกลุ่มเดิม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือญาติของผม เข้ามาคุมงาน.. คืนวันหนึ่ง ช่วงนั้นน่าจะประมาณ 5 ทุ่ม เหล่าช่าง และคนงานที่มาทำงานตกแต่งร้าน ก็พากันกลับหมดแล้ว ส่วนทีมวิศวกร ก็พากันขึ้นไปกินข้าว ที่ห้องอาหารชั้น 5 ซึ่งก็ปิดปรับปรุงเหมือนกัน แต่ยังพอมีโต๊ะ เก้าอี้ให้นั่งอยู่ ต่างคนต่างซื้ออาหารจากข้างนอก มากินร่วมกัน.. ระหว่างที่กินข้าวกันอยู่ ญาติผมก็เหลือบไปเจอ ผู้หญิงวัยกลางคนคนนึง นั่งอยู่ในมุมมืด.. สายตาเธอ มองมาทางกลุ่มวิศวะ ที่กินข้าวกันอยู่.. หัวหน้าพูดกับญาติผมว่า ‘ใครวะ ดึกๆ ดื่นๆ ยังไม่กลับอีก ไปนั่งอยู่ตรงนั้น ไปเรียกเค้ามากินข้าวด้วยกันสิ..’ แล้วก็บอกให้ญาติผม ไปเรียกผู้หญิงหญิงคนนั้นมา ญาติผมก็เดินไปถาม ‘พี่ครับๆ ทำไมยังไม่กลับอีก? มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ หัวหน้าผม ให้มาชวนไปกินด้วยกัน..’ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับสักคำ.. ญาติผมถามคำถามเดิมไปอีกครั้ง จนสุดท้าย ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาช้าๆ เสียงออกสำเนียงอิสานว่า ‘บ่ไปหรอก..ให้หัวหน้ามากินที่นี่สิ’

ญาติผมก็ตะโกนไปบอกหัวหน้า ที่นั่งห่างไปไม่ไกลเท่าไหร่ว่า ‘หัวหน้าครับ เธอไม่ไปหรอก เธอให้พวกเรา ย้ายมากินที่โต๊ะของเธอครับ..’ หัวหน้าก็ตะโกนกลับมาว่า ‘จะบ้าหรอไง พวกเราเยอะกว่า จะให้ย้ายไปที่คนน้อยกว่าได้ไง มานั่งที่นี่สิ..’ ผู้หญิงคนนั้นได้ยิน ก็ค่อยๆ หันหน้าไปทางหัวหน้าช้าๆ มองแบบตาขวาง ไม่กระพริบตา แล้วพูดขึ้นว่า ‘หัวหน้า.. ไม่เจอกันตั้งนาน ยังใจดำเหมือนเดิมนะ!’ หัวหน้าก็งง ‘คุณรู้จักผมหรอ?’ ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า ‘ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ.. เวลาผ่านมาไม่นาน ทำเป็นจำไม่ได้ ก็ฉันอยู่ที่เสาชั้น 2 ที่หัวหน้าไม่ยอมเอาฉันออกมาไง..’ เท่านั้นล่ะ หัวหน้าญาติผม วิ่งป่าราบก่อนเพื่อนเลย ลูกน้องทุกคนที่นั่งอยู่ ก็วิ่งตามกันไปแบบงงๆ.. จนวิ่งออกมาหน้าตึก ทุกคนถามหัวหน้าว่า เกิดอะไรขึ้น? หัวหน้าหันมาตอบเสียงสั่นว่า ‘เมื่อกี้ไม่ใช่คน..’ และก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น โดยกำชับทุกคนว่า ห้ามแพร่งพราย จนกว่าเราจะหมดพันธะ จากการเป็นที่ปรึกษาของบริษัทนี้ก่อน..

หัวหน้าเล่าให้ฟังว่า.. ช่วงก่อสร้างตึกครั้งแรก มีคนงานผู้หญิงคนหนึ่ง พลัดตกลงไปในเสาเอก (เสาหลัก) ตอนเทปูน มาเจออีกที ก็ตอนที่แกะบล็อคออกจากเสา ถึงรู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน.. จะเอาออกก็ไม่ได้ ต้องทำการรื้อใหม่ทั้งชั้น จะสูญเสียงบไปหลายล้านบาท.. ภายหลังก็มารู้ว่า คนที่ติดอยู่ข้างใน เป็นเมียคนงานที่ทำงานอยู่ที่นี่เอง ฝ่ายผู้รับเหมา และวิศวะเลยต้องเสนอเงินจำนวนหนึ่ง ให้กับสามี และก็ตัดสินใจฉาบปูนทับไปเลย โดยไม่มีการเอาศพออก และปิดเป็นความลับ จนสุดท้ายเรื่องก็เงียบไป.. แต่อย่างว่าล่ะครับ มันเลยเป็นอาถรรพ์ ใครมาบริหารห้างนี้ เจ๊งแล้ว เจ๊งอีก ทุกวันนี้ ก็ยังเฮี้ยนไม่เลิกครับ สงสารเจ้าของใหม่ พ่อค้า แม่ค้า แม่บ้าน และยาม ที่เขาไม่รู้เรื่อง แต่กลับต้องมาเจอดี..

เรื่องแปลกๆที่ห้างแถวพระราม 2

พอดีเห็นมีกระทู้เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ เลยอยากมาเล่าประสบการณ์ให้เพื่อนๆฟังบ้าง…มีเหตุการณ์ครั้งนึงจำได้ไม่มีวันลืม ก็คงจะเป็นช่วงที่ฝึกงานอยู่สมัยเรียน ปวส (ประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้วครับ)…จำได้ว่าตอนนั้นไปฝึกงานกับเพื่อนอีก 2 คน อยู่ที่ห้างๆนึง แถวพระราม 2 (มีห้างเดียวแหละครับ) จำได้ว่าวันนั้นปวดท้องมากๆ ประมาณ 7 โมงเช้า แล้วห้างก็ยังไม่เปิด…รีบเดินเข้าไปทางด้านหลังของห้างตรงลานจอดรถ จะไปขอพี่ยามผ่านไปเข้าห้องน้ำในห้างซะหน่อย แต่พี่ยามเขาก็ไม่ให้เข้า…บอกเป็นพนักงานก็ต้องไปเข้าตรงทางเข้าของพนักงาน อยู่ที่ชั้นลานจอดรถ

ตอนนั้นก็ไม่ค่อยรู้ว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน ทางเข้าพนักงานอยู่ตรงไหน ได้แต่เดินวนๆอยู่แถวลานจอดรถ ตอนนั้นไม่มีรถจอดเลยสักคันโล่งมาก
จนได้เห็นผู้หญิงคนนึง แต่งตัวคล้ายพนักงานห้าง เดินข้ามมาจากอีกฝากของลานจอดรถ…ตอนนั้นนึกในใจว่า “แหม่..โชคดีจริงๆ ที่ยังมีคนมาเช้า” เพราะส่วนใหญ่พนักงานห้างจะมาค่อนข้างสายๆ ประมาณ 8-9 โมง ตอนนั้นเราก็ได้แต่รีบเดินตามพี่ผู้หญิงไป เดินเลาะๆริมลานจอดรถฝั่งห้าง…สักพักมือถือก็ดังขึ้นมา เป็นเพื่อนที่มาฝึกงานด้วยกันโทรเข้ามา เพื่อนพึ่งจะเดินมาถึงตรงลานจอดรถ เห็นเราเดินอยู่ไกลๆ เลยโทรมาบอกว่าให้เดินรอด้วย…แต่ตอนนั้นบอกเพื่อนไปว่าปวดท้องมาก จะรีบไปเข้าห้องน้ำ ก็เลยได้แต่หันไปยกมือให้เพื่อนเห็น

พอวางสายจากเพื่อนก็รีบเดินตามพี่ผู้หญิงไป เดินเลาะๆริมลานจอดรถฝั่งห้าง (ถ้านึกออก ตรงฝั่งกำแพงที่ติดกับตัวห้าง จะมีเสาปูใหญ่ๆติดกับกำแพงห้างอยู่) จังหวะที่เดินตามพี่ผู้หญิงไปนั้น ก็เห็นพี่ผู้หญิงทำท่าเหมือนผลักประตู แล้วก็เดินเข้าไปทางด้านหลังเสา(เสาปูนที่ติดกับกำแพงห้าง) แต่พอเราเดินตามไปถึงตรงเสาปูน ด้านหลังเสาปูนกลับไม่มีประตูอะไรเลย?? มีแต่ผนังกำแพงว่างปล่าว??…ตอนนั้นได้ยืนงงไปพักนึง เดินตามกันมาติดๆ ไม่เกิน 4-5 เมตร ถึงขนาดเห็นชัดๆเลยว่าใส่เสื้อ สีอะไร ลายอะไร กระโปรงสีอะไร สะพายกระเป๋าแบบไหน คือมันชัดมากๆ

ตอนนั้นได้แต่ยืนอึ้งไปพักนึง จนเพื่อนที่เดินตามมาถึง ก็ถามว่า มายืนทำอะไร…ในใจตอนนั้นไม่กลัวเลยนะ แต่..งงมากกว่า เหมือนกับคนที่พึ่งดูกลหายตัวได้ ของนักมายากลระดับโลกมาสดๆ ได้แต่บอกเพื่อนไปว่า “กูเจอผีหลอกวะ” เพื่อนก็ขำกันใหญ่ บอกว่าเห็นเดินรีบๆอยู่คนเดียว ไม่รอเพื่อนเลย…ตอนนั้นหายปวดท้องไปเลย ลืมไปเลยว่าปวดท้องอยู่ หลังจากนั้นเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ตอนเดินก็ไม่เห็นใครเลยนะ เห็นแต่เราเดินอยู่คนเดียว…ก็ได้แต่นึกในใจว่า วันนี้มันวันอะไรกันวะ โดนผีหลอกแต่เช้า…หลังจากนั้นก็ฝึกงานกันไป นึกว่าคงจะไม่มีอะไรละ แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น หือ..หือ…ตอนฝึกงาน ช่วงบ่ายๆจะเป็นช่วงที่ว่างมาก ชอบไปเดินเล่นกับเพื่อนอยู่ในห้าง…ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าจะเดินไปไหน น่าจะเป็นแถวๆห้องน้ำของห้าง ตอนนั้นกำลังมีแม่บ้านกำลังทำความสะอาด และกำลังเก็บของอยู่ 2-3 คน…ช่วงจังหวะที่กำลังจะเดินผ่านตู้เก็บของๆแม่บ้าน จำได้ว่าจะเป็นบานประตูแบบคาวบอย แบบผลักเข้าออก ข้างล่างจะโล่งๆ

ตอนที่เดินผ่านจำได้ว่าเห็นเป็นเท้าผู้หญิง ใส่รองเท้าผ้าใบเวิร์สแจ๊คสีขาว(ตอนนั้นกำลังฮิต) ยืนพิงอยู่ในตู้เก็บของ…ตอนนั้นเอะใจว่าใครไปยืนทำอะไรอยู่ในตู้คนเดียว นึกในใจว่าโดนอีกแล้วหรอเนี่ย…เลยบอกให้เพื่อนดูในตู้ให้ที ว่ามีใครอยู่รึปล่าว เพื่อนก็ไม่ได้ถามอะไรเรา เหมือนรู้กันอยู่ในใจ …พอเพื่อนเดินไปดูให้ ก็บอกว่าไม่มีใครอยู่ในตู้เลย แม้แต่รองเท้าสักคู่ก็ไม่มี แต่ไอที่ตอกย้ำความกลัวให้ทวีคูณก็คือ…ป้าแม่บ้านที่กำลังทำความสะอาดอยู่แถวนั้น เหมือนจะได้ยินที่เราคุย เลยพูดสวนกลับมาว่า “เป็นอะไรหรอหนุ่ม เจอผีหลอกหรอ”…พวกเราได้แต่มองหน้ากันไปมา แบบว่าเจออีกแล้วหรอเนี่ย

ตอนนั้นรู้สึกกลัวมาก กลัวกว่าที่เจอแบบจะๆตอนเช้าซะอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกกลัวมากขนาดนี้…กลับมานั่งนึกเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง ครั้งที่สองที่เจอนี่..มีความรู้สึกว่ากลัวที่สุด ขนาดแค่เดินผ่านๆนะ อาจจะเพราะเหตุการณ์เมื่อเช้า มันเหมือนคนมากๆ เหมือนคนเลยแหละ แต่แค่หายไปไหนก็ไม่รู้ในกำแพง…แต่คงเป็นเพราะเสาปูนอันใหญ่มั้ง ที่ไปบังไม่ให้เห็นแบบจะๆตอนเดินทะลุกำแพง…ถ้าตอนนั้นไม่มีเสาปูนบัง แล้วเห็นแบบจะๆว่าเดินหายทะลุเข้าไปในกำแพง…คิดว่าตอนนั้นผมคงอาจจะยืนขี้แตกตรงนั้นเลยก็ได้

ปล.จำได้ว่าวันนั้น หลังจากเล่าให้พี่ๆที่ฝึกงานฟัง ก็มีพี่คนนึงพูดว่า…ห้างนี้มีพนักงานเสียชีวิตบ่อยนะ แต่เขาปิดข่าว ก่อนหน้าที่เราเจอก็มีผู้หญิงตกตึกตาย ชั้นโซนมือถือก็น่ากลัวครับ ดึกๆนี่เสียงเด็กๆวิ่งกันดังลั่น

ขอบคุณที่มา : TheNightShock, Pantip.com, FB ผีหลอก