“เอาคืนไปเลยบ้านหลังนี้ อยู่ไม่ได้เลยถามจริงมันมีอะไร” บ้านเช่าที่ไม่เคยว่าง

เรื่อง บ้านเช่าสุดหลอน เจ้าของเรื่อง : คุณจอย ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

เรื่องราวและเหตุการณ์นั้นผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งแม่ของจอยได้ไปหาบ้านเช่า แล้วก็ได้เจอกับบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้าน 2 ชั้น ชั้นบนเป็นไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตัวบ้านนั้นถูกทาด้วยสีแดง ดูใหม่แต่ว่าข้างในก็ดูปกติ ชั้นล่างเป็นพื้นที่โล่งๆ มีห้องน้ำ 1 ห้อง ชั้นบนมีห้อง 3 ห้อง เดินขึ้นบันไดจะเจอกับระเบียงยาวไปเจอห้องใหญ่ ข้างๆระเบียงจะมีอีก 2 ห้องเล็กๆ

ทุกคนในครอบครัวตอนนั้นรู้สึกชอบใจกับบ้านหลังนี้ ในครอบครัวของจอยนั้นประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่สาว 3 คน น้องสาว 1 คน รวมจอยด้วยก็มีทั้งหมด 7 คน พอได้เวลาทุกคนในครอบครัวก็ย้ายของเข้าไปในบ้าน จากนั้นพ่อก็ออกไปซื้อดอกไม้ พวงมาลัย ผลไม้เพื่อจะนำมาไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อนเข้าไปอยู่อาศัยตามความเชื่อ พอเตรียมของครบหมดคุณพ่อก็จุดธูปอธิษฐานทันที แต่ว่าอยู่ดีๆก็เกิดลมพัดมาจากทางไหนก็ไม่รู้แรงมากๆ แต่ว่าพ่อก็ยังคงนั่งสวดมนต์จนเสร็จ พอปักธูปไปที่พื้นก็เกิดลมกรรโชกขึ้นอีกครั้งหนึ่งแรงมาก จนของที่จัดเซ่นไหว้นั้นกระจัดกระจาย พอหันไปมองที่ก้านธูปนั้นมอดไหม้จนเหลือเพียงแต่ก้านธูปเท่านั้น พ่อกับแม่เห็นเหตุการณ์แบบนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ แต่ว่าข้าวของทั้งหมดนั้นได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้วจึงจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ จอยเป็นคนแรกในครอบครัวที่พบเข้ากับเหตุการณ์แปลกๆ

เริ่มต้นจากครั้งหนึ่งในขณะที่จอยกำลังเล่นกับน้องอยู่ โดยการพากันเข้าไปนั่งอยู่ในกล่องลังทีวีกับน้อง แล้วก็เข็นให้กล่องลังทีวีนั้น วิ่งไปตามระเบียง ตามประสาเด็ก พอถึงตาจอยจู่ๆก็ได้ยินเสียงแม่เรียกน้อง จอยกำลังจะลุกขึ้นออกจากกล่อง แต่ก็รู้สึกได้ว่ากล่องลังกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เอง จอยออกมาจากกล่องไม่ได้โดยที่น้องนั้นก็วิ่งไปตามเสียงที่แม่เรียก ที่อยู่ชั้นล่าง จอยได้แต่นั่งงงอยู่ในกล่องสักพักหนึ่ง เพราะออกจากกล่องได้รีบลงไปที่ชั้นล่าง ก็ปรากฏว่าน้องวิ่งมาหาแม่ตั้งนานแล้วตั้งแต่เสียงแม่เรียก แล้วใครเป็นคนเข็นกล่องทีวีไปตามระเบียง นั่นเป็นแค่เหตุการณ์เล็กๆ

เหตุการณ์ต่อมาทุกคนในบ้านได้พบเจอเหมือนกันหมด นั่นก็คือเวลาขึ้นลงบันไดในบ้านนั้น จะรู้สึกได้ทันทีว่าตัวโดนผลักหรือไม่ก็มีใครมาดึงตกบันไดกันแทบทั้งบ้าน แล้วก็มาถึงคิวพี่สาวของจอย จอยได้นอนกับพี่สาวคนโต เป็นห้องที่อยู่ติดกับบันได ส่วนพี่สาวอีก 2 คนก็นอนห้องถัดไป ส่วนน้องสาวคนเล็กนอนกับพ่อและแม่ที่ห้องนอนใหญ่ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อมีอยู่คืนหนึ่ง จอยและพี่สาวกำลังจะนอนหลับแต่ว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนมาเคาะอยู่ที่หน้าประตู พี่สาวก็เลยตะโกนออกไปว่า “พ่อเหรอ” แต่ก็กลับเงียบ ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา พี่สาวก็เลยเดินออกไปเปิดประตูดู จากนั้นพี่ก็รีบหันหน้ากลับมา หน้านั้นซีดมาก เดินมาหยิบหมอนแล้วก็บอกกับจอยด้วยเสียงสั้นๆว่า “หยิบหมอนแล้วลุกออกมาเลย เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้” จอยกับพี่ก็รีบพากันไปนอนที่ห้องนอนใหญ่ ซึ่งพ่อกับแม่นอนอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้นพี่ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนนี้ตอนที่มีคนมาเคาะประตูหน้าห้อง พอถามออกไปไม่มีเสียงตอบก็เลยเดินไปเปิดประตูดู พอเปิดประตูออกไป พี่ก็ได้เห็นกับผู้ชายแก่ๆ ใส่ชุดลักษณะเหมือนชุดหมี เหมือนกับช่างทาสียืนอยู่ที่หน้าประตูพูดขึ้นมากับพี่สาวว่า “ย้ายออกจากบ้านไปเดี๋ยวนี้!!” พ่อซึ่งนั่งฟังอยู่ก็พูดกับพี่ว่า “ตาฝาดหรือเปล่า” ในคืนที่ 2 จอยและพี่สาวก็ยังคงนอนอยู่ที่ห้องเดิม จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีแมวกำลังเอาเล็บมาข่วนที่กระจกบานเกล็ด หมาก็หอนดังมาก จนนอนแทบไม่ได้ คืนนั้นพี่และจอยก็ไม่กล้าลุกออกจากห้องไป ฝืนนอนอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเช้า พอตอนเช้าทั้งสองก็รีบลุกไปหาสมาชิกที่เหลือในบ้าน เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง แล้วก็รีบไปดูว่ามีแมวมาข่วนที่กระจกบานเกล็ดหรือไม่ ทั้งๆที่บ้านก็ไม่ได้เลี้ยงแมว ตอนที่ย้ายเข้ามาก็ไม่เห็นแมวจรจัดด้วยซ้ำ แต่พอลองเดินไปดูที่กระจกบานเกล็ด ทุกคนก็ได้เห็นเป็นรอยเล็บอยู่ที่กระจกบานเกล็ดจริงๆ

กระจกบานเกล็ดนั้นจะอยู่ตรงกับบันไดแต่ว่ามันอยู่สูงมาก ความสูงระดับผู้ใหญ่ร่วมมือไปยังไม่ถึงเลย แล้วรอยที่เห็นมันมาได้อย่างไร มากไปกว่านั้นนอกจากรอยเล็บแล้ว พี่ผืนยังมีรอยรองเท้า เป็นรอยรองเท้าคัทชูขนาดใหญ่ซึ่งพ่อของจอยนั้นไม่มีรองเท้าแบบนี้อยู่ในบ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้สมาชิกทุกคนในบ้านถึงกับกลัว วันเวลาล่วงผ่านไปจนกระทั่งคืนหนึ่ง ทุกคนในบ้านนั้นนั่งรวมตัวดูโทรทัศน์กันอยู่ที่ห้องใหญ่ชั้น 2 แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงน้ำไหลดังมาจากห้องน้ำชั้นล่าง พอพ่อได้ยินก็คิดว่าอาจจะมีใครปิดน้ำไม่สนิท ก็เลยบอกให้จอยนั้นเดินลงไปปิดน้ำให้หน่อย ตอนนั้นจอยยังเป็นเด็กอยู่ ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ มีกลัวๆ อยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก จอยก็ค่อยๆเดินลงไปชั้นล่างคนเดียวเรื่อยๆ ในระหว่างทางนั้นก็ต้องเดินผ่านระเบียง จู่ๆจอยก็เห็นน้องกำลังคลานก้มหน้าเข้ามาเรื่อยๆ ก็เลยตะโกนถามไปว่า “จะไปไหน” น้องนั้นเลยหน้าขึ้นมามองหน้าจอย โดยที่ใบหน้านั้นซีดมากๆ จอยก็ไม่ได้สนใจเดินมุ่งหน้าต่อไปเพื่อลงบันไดไปปิดน้ำที่ห้องน้ำ

ยังไม่ทันที่จะลงไปถึงบันไดขั้นสุดท้ายจอยก็ต้องตกใจมากเนื่องจากอยู่ๆก็เห็นแม่นั้นอุ้มน้องเดินออกมาจากห้องน้ำชั้นล่าง จอยทั้งงงและกลัวมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ ตอนที่จอยเดินลงมาแม่ก็กำลังนั่งดูทีวีอยู่กับทุกคนและน้องที่แม่อุ้มออกมาจากห้องน้ำนั้นก็เพิ่งจะคลานผ่านไป หรือนั่นเป็นใครกันแน่ จอยเลยตัดสินใจหันหลังแล้วรีบวิ่งกลับขึ้นไปชั้นบน จากที่หน้าซีดอยู่แล้วก็ยิ่งซีดหนักเข้าไปใหญ่ เมื่อมองเห็นแม่นั่งอยู่ในห้อง แล้วแม่ก็ถามกับจอยว่า “เป็นอะไร!!” จอยก็เลยเล่าทุกอย่างให้กับทุกคนฟัง พ่อบอกว่าตอนที่จะออกไปจากห้อง ก็ไม่มีใครเดินตามออกไปเลยนะ ทุกคนนั่งอยู่ในห้องทั้งหมด น้องสาวก็นั่งเล่นแปลงทาสีอยู่ข้างๆ ไม่ได้ออกไปไหน แล้วที่จอยเห็นคือใคร?

น้องที่คลานอยู่บริเวณระเบียง และน้องที่แม่อุ้ม และแม่ที่เดินออกมาจากในห้องน้ำ คนเหล่านั้นคือใคร สรุปก็คือจอยเห็นน้อง 3 คน เห็นแม่ 2 คน ทุกคนในครอบครัวทนอยู่ที่บ้านหลังนั้นยาวนานถึง 3 เดือนเต็ม จนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เจอเหตุการณ์แปลกๆแทบทุกวัน จนคุณพ่อนั้นต้องสวดมนต์ทุกคืน แล้วก็มีอยู่คืนหนึ่ง ทุกคนนอนรวมกันอยู่ที่ห้องนอนใหญ่ คุณพ่อเดินไปอาบน้ำเพื่อจะไปสวดมนต์ ทุกคนก็เห็นเหมือนกันหมดว่าพ่อนั้นเดินเข้ามาในห้องปิดประตูล็อคกลอน และก็เดินจากประตูมาไม่กี่ก้าวประตูก็ถูกเปิดดัง ปั้ง!! แรงมากๆ พ่อก็เลยพูดปลอบกับลูกๆว่า “ลมมันคงพัดแรงน่ะ” แล้วพ่อก็เดินกลับไปปิดประตูลงกลอนอีกครั้งหนึ่ง แต่พอพ่อหันหลังให้ประตู ประตูนั้นก็ถูกเปิดอีกครั้งดัง ปั้ง!!

ลักษณะแบบเดิมทั้งๆที่ทุกคนนั้นก็เห็นพ่อเพิ่งลงกลอนประตูกับตาตัวเอง ทุกคนได้แต่นั่งตัวสั่นรวมกันพ่อก็เลยพูดขึ้นมาลอยๆว่า “พอเถอะนะ เดี๋ยวจะย้ายออกอยู่แล้ว เด็กๆมันกลัวเห็นไหม” พอพูดจบก็เดินกลับไปล็อคประตูใหม่ พ่อหันมาบอกกับทุกคนว่า “ไม่เป็นไร คืนนี้จะสวดมนต์ทั้งคืน” จากนั้นทุกคนก็นั่งกอดกัน มองไปที่ใต้ประตู ใต้ประตูนั้นจะมีช่องลมอยู่ แล้วก็ได้เห็นเท้าของคนเดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าประตูตลอด จนกระทั่งถึงเช้า แม่ก็ไปบอกกับเจ้าของบ้านเช่าว่า “ไม่เอาแล้ว ขอคืนบ้าน อยู่ไม่ไหวจริงๆขอย้ายออกดีกว่า ถามตรงๆว่าบ้านหลังนี้เคยเกิดอะไรขึ้น” แล้วแม่ก็ได้คำตอบกลับมาว่า…

บ้านเช่าหลังนี้ เดิมทีเป็นบ้านของพ่อของเขา พ่อของเขาดื่มเหล้าจนเสียชีวิตอยู่ในบ้าน หลังจากนั้นก็เห็นว่าบ้านหลังนี้เริ่มเก่า ก็เลยเอาไม้ที่วัดมาก่อสร้างต่อเติม และก็ทาสีใหม่ ส่วนคนที่พี่สาวเห็นลักษณะเหมือนช่างสี ที่มาเคาะประตูนั้น ช่างสีคนนั้นพลัดตกจากระเบียงเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ก็แสดงว่าบ้านเช่าหลังนี้ไม่ได้มีวิญญาณอยู่เพียงแค่ดวง 2 ดวงแน่นอน หลังจากที่ครอบครัวของจอยย้ายออกจากบ้านหลังนี้ได้ประมาณ 1 เดือน ก็มีอีกครอบครัวหนึ่งได้ย้ายเข้าไปอยู่ แล้วก็ทราบข่าวทีหลังว่า มีคนพลัดตกจากระเบียงลงมาเสียชีวิต 1 คน นับว่าเป็นโชคดีที่ครอบครัวของจอยย้ายออกมาจากที่นั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

เรื่องแถมนะคะ เรื่อง บ้านเช่าเจ้าที่แรง เจ้าของเรื่อง คุณหรั่ง

ผมได้ไปเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้ 8 ปีแล้ว เรื่องทั้งหมดมีอยู่ว่า ตอนที่ผมเรียนอยู่ปี 3 นั้น ผมได้ไปเช่าบ้านกับเพื่อนชาวต่างชาติอีก 4 คน ซึ่งรวมผมด้วยเป็น 5 คน บ้านเช่านั้นเลขที่ 50 อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยแค่ 2 นาที และข้างบ้านก็คือ Office ของมหาวิทยาลัย ถ้าจะพูดตรงๆก็คือไม่มีเพื่อนบ้านเลย เพื่อนบ้านนั้นจะห่างออกไปอีกที และวัฒนธรรมของนักศึกษาที่นี่ก็คือ บ้านที่ใครอาศัยอยู่นั้นยิ่งเก่าก็จะยิ่งเท่

บ้านที่ผมและเพื่อนได้เช่านั้นถูกสร้างมาตั้งแต่ปลายยุค 1960 คือตัวบ้านนั้นเก่าแต่ผมและเพื่อนๆกลับกลายเป็นกลุ่มที่เท่ในสายตาของเพื่อนๆในมหาวิทยาลัยไปเลย เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็มีอยู่ว่า ตอนที่เข้าไปนอนที่บ้านเช่าในช่วงแรกๆนั้น ผมรู้สึกว่ามีคนมายืนมองอยู่ที่ปลายเตียงเป็นแบบนั้นแทบทุกคืน รู้สึกว่ามีคนมายืนจ้องมองอยู่ที่ปลายเตียงบ่อยมากจนทำให้ผมนั้นไม่กล้านอนอยู่ที่บ้าน จึงได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของแฟนแทน แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มหาวิทยาลัยนั้นปิดเทอม 3 อาทิตย์ เพื่อนๆชาวต่างชาติก็พากันกลับบ้านที่ต่างจังหวัดกันหมด ส่วนผมไม่ได้กลับเมืองไทย คืนหนึ่งที่ผมได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยจนดึก ผมลืมไปว่าต้องกลับไปที่บ้านเพื่อจะเอาแปรงพู่กันมาทำงาน ก็เลยแวะไปที่บ้านในช่วงเวลาซักประมาณเที่ยงคืน พอไปถึงที่บ้านผมก็ตัดสินใจล้างแปรงพู่กันที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ ระหว่างที่ผมล้างอยู่นั้นก็รู้สึกขนลุกแบบแปลกๆ ความรู้สึกหวาดระแวงเหมือนกับมีคนจ้องมองอยู่ ทั้งๆที่ผมอยู่ในบ้านแค่คนเดียว

ผมจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง แล้วเปิดเพลงใส่ลำโพงดังๆ เนื่องจากความเงียบของบ้านนั้นทำให้บรรยากาศภายในบ้านน่ากลัวเกินไป ผมเปิดเพลงให้ดังไปจนถึงห้องน้ำแล้วคิดในใจว่า “เอาว่ะ ฟังเพลงดังๆจะได้ไม่รู้สึกเปลี่ยว” ผมก็กลับไปล้างแปรงพู่กันต่อได้ซักพักหนึ่ง ผมก็เริ่มได้ยินเสียงเป็นเสียงของผู้หญิงพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “Yeah” เสียงพูดนั้นเป็นเสียงที่หวานและสวยมาก แต่ต้นเสียงนั้นห่างจากผมแค่ไม่กี่ก้าว และที่สำคัญเสียงนี้ไม่ได้มาจากเพลงที่ผมเปิดไว้ พอผมได้ยินเสียงก็เริ่มขวัญเสียรีบวิ่งไปคว้าโทรศัพท์ในห้อง แล้วก็รีบวิ่งออกจากบ้านในทันที ความรู้สึกตอนนั้นก็คือนอกบ้านยังรู้สึกปลอดภัยกว่าในบ้านเสียอีก ตอนที่ผมวิ่งออกมาตั้งหลักอยู่ที่นอกบ้านประตูหน้าบ้านผมยังไม่ได้ปิด ก๊อกน้ำก็ยังคงเปิดทิ้งไว้อยู่ ผมตกใจถึงขั้นร้องไห้และโทรเรียกให้แฟนมารับ พอแฟนของผมมาถึง เธอก็เดินเข้าไปปิดไฟ ปิดน้ำและเก็บพู่กันออกมาให้ แฟนของผมก็ได้พูดออกมาว่า “บ้านหลังนี้น่ากลัวจริงๆ บรรยากาศและความรู้สึกตอนที่อยู่ด้านในนั้นเหมือนกับอยู่ในบ้านร้าง”

หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป ผมก็ไม่กล้ากลับไปที่บ้านเช่าหลังนั้นอีกเลย ย้ายไปอยู่อาศัยที่บ้านของแฟนแทน จนเหตุการณ์ผ่านไปได้ 3 อาทิตย์ ผมก็ต้องกลับไปที่บ้านเช่าอีกครั้งหนึ่งเพื่อกลับไปเอาเสื้อผ้าและจดหมาย แต่ว่าเพื่อนที่อยู่ในบ้านเช่าเดียวกันนั้น เป็นเพื่อนที่นอนอยู่ข้างๆห้องของผม ไปถามกับผมว่า “เมื่อคืนคุณได้กลับมานอนที่ห้องหรือเปล่า” ผมได้ยินก็ตอบกลับไปว่า “เปล่า ผมนอนที่บ้านแฟนมาได้พักหนึ่งแล้ว” เพื่อนคนนั้นก็เริ่มหน้าเสียและก็บอกว่า “ฉันไม่ต้องการให้คุณกลัวนะแต่ว่าเมื่อคืนฉันได้ยินเสียงคนเดินไปเดินมาในห้องของคุณ ที่สำคัญได้ยินเสียงของผู้หญิงและผู้ชายคุยกันอีกด้วย ในตอนแรกที่ฉันได้ยินก็นึกว่าคุณพาแฟนกลับมานอนที่บ้าน”

ผมได้ยินเพลงแค่นั้นก็ตกใจมาก เลยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผมได้เจอให้เพื่อนฟัง ผมและเพื่อนก็เลยเปิดใจคุยกันถึงเรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้น ก็ได้ความว่า ผมนั้นไม่ได้เจอเพียงคนเดียว แต่เพื่อนที่อยู่ข้างห้องนอนของผมก็บอกว่า เธอก็ได้เห็นว่ามีคนร่างที่ใหญ่โตมายืนที่ปลายเตียงของเธอทุกคืนเหมือนกัน แต่ว่าร่างนั้นอาจจะมาจากจินตนาการของเธอเอง นั่นก็คือความเชื่อแบบตะวันตกซึ่งเพื่อนของผมที่ร่วมเช่าอยู่ด้วยกันนานก็เป็นชาวต่างชาติ และเพื่อนอีกคนหนึ่งก็บอกว่า ช่วงดึกๆเธอมักจะได้ยินเสียงฝีเท้า เป็นเสียงเท้าที่กำลังเดินอยู่รอบๆ บริเวณหน้าห้องนอนของเธอเอง สรุปว่าเพื่อนทั้งหมดและผมได้เจอเหตุการณ์แปลกๆ และก็ทำให้ทุกคนนั้นไม่กล้านอนในตอนกลางคืน กลับกลายเป็นว่าต้องทำให้ทุกคนนั้นไปนอนตอนสว่างแทน และนั่นก็ทำให้สุขภาพจิตรวมไปถึงร่างกายของบุคคลนั้นปรับตัวไม่ทัน

เพื่อนๆทุกคนร่วมกันปรึกษา แล้วก็ได้ความว่า จะไปเชิญบาทหลวงของชาวคริสต์มาขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้านเช่าหลังนี้ พอทุกคนไปเชิญบาทหลวงมาได้ บาทหลวงแค่ก้าวเข้าไปในบ้านหลังนั้นท่านก็บ่นออกมาว่า “บ้านหลังนี้อีกแล้วหรือ” แล้วท่านก็หันมาพูดกับพวกของผมว่าท่านเคยมาขับไล่สิ่งที่เรียกว่าผีในบ้านหลังนี้มาแล้วหลายรอบ ก็ไม่นึกว่าจะยังคงมีอยู่ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วจะช่วยอีกครั้งก็แล้วกัน อย่างน้อยๆก็จะได้ช่วยให้จิตใจของทุกคนนั้นสบายขึ้น แต่บาทหลวงก็มีข้อแม้บางอย่างว่า ทุกคนต้องสวดมนต์ขอพรก่อนนอนทุกคืน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทั้งหมดทุกคนก็ยังคงเจอกับเหตุการณ์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าไม่แรงมากเหมือนช่วงที่ผ่านมา พวกผมก็ต้องก้มหน้าก้มตาอดทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไป จนกระทั่งสัญญาเช่าบ้านนั้นหมดลง พวกผมก็ได้กลับไปหาบาทหลวงคนเดิมและถามกับท่านว่า บ้านเช่าหลังนี้มีอะไรอยู่กันแน่ บาทหลวงท่านก็เล่าให้ฟังว่า….

บ้านหลังนั้นเคยมีผู้หญิงจบชีวตตัวเองก็เลยทำให้เจ้าของบ้านนั้นต้องซ่อมแซมห้องนอนกันใหม่หมด แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ต่างๆอีกมากมาย ตอนที่พวกผมย้ายออกจากบ้าน ก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าของบ้านฟัง ทางเจ้าของบ้านก็บอกว่าตัวเองก็เคยได้ยินเรื่องแปลกๆแบบนี้ทุกครั้งที่มีคนมาเช่าบ้าน สุดท้ายเจ้าของบ้านก็เลยตัดสินใจทุบบ้านหลังนี้ทิ้งไป พวกผมจึงเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เช่าอยู่ในบ้านหลังนั้น