เรื่องลี้ลับบนเทือกเขาบูโด นราธิวาส

ผมเป็นทหารอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประจำอยู่จังหวัดนราธิวาส รับผิดชอบอยู่ในเขตอำเภอรือเสาะ จะมีเทือกเขา “บูโด” เป็นจุดศูนย์กลาง จะเป็นเขาที่มีทางเข้าออกทางเดียว คือขึ้นทางนี้ ตอนลง ก็ต้องลงมาทางเดิม ทางเข้าหมู่บ้าน ก็จะมีทางเดียวเหมือนกัน หน่วยฉ.ก.(เฉพาะกิจ)ของผมจะไม่มีรถ จะไปไหนต้องใช้การเดินเท้าขึ้นป่าซะมาก และในการขึ้นป่าแต่ละครั้ง จะต้องมีทหารพรานนำทาง เพราะพวกทหารพราน เขาชำนาญทางมาก แทบจะดำรงชีวิตอยู่ในป่ากันเลยก็ว่าได้

ตอนประมาณ 4 โมงเย็น ทหารพรานก็จะนำหมู่ของเราขึ้นไปตรวจ ซึ่งจะมีการกำหนดระยะทางคร่าวๆ ว่า ตอนตี 1 ต้องถึงจุดนี้ ตอนตี 3 ต้องถึงยอดเขา 6 โมงเช้า ต้องลงมา ลักษณะของเขา จะเป็นเหมือนแยมโรล คือ เดินวนๆ เป็นวงกลมขึ้นไป เพราะไม่สามารถตัดตรงได้ เพราะเป็นหน้าผาและชันมาก เป็นที่ๆ โจรใต้ชอบยิงคน แล้วจะเอาศพมาโยนที่แถวหน้าผานี้ จะมีศพเยอะมาก และพวกผม ก็จะมาตรวจดู คืนนั้นประมาณ 2 ทุ่ม เกิดพายุเข้า พวกเราเลยจะกางเต็นท์โดยปักสมอบก แต่พี่ทหารพรานก็บอกว่า…ทหารพราน “ น้องทหาร คืนนี้เราจะนอนบนพื้นไม่ได้ “พวกเราเลยต้องการเปลนอนกัน โดยจัดเวรยามเอาไว้ 2 คน ตามความเชื่อ ของคนที่เข้าป่า ก่อนที่เรากินข้าวกัน พี่ทหารพรานบอกให้พวกเราโยนข้าวลงไปบนพื้น เหมือนกับแบ่งให้เจ้าที่เจ้าทางกินก่อน แล้วกำชับพวกเราว่า…

ทหารพราน “ พวกเราทุกคน คืนนี้ ถ้าใครได้ยินเสียงอะไร ให้รวมตัวกันที่กองไฟ ห้ามวิ่ง “เข้าแนว” ให้อยู่เต็นท์ใครเต็นท์มัน ผมเตือนทุกคนแล้วนะ ขอให้เชื่อด้วย… “(แนว หมายถึงแนวที่ตั้งไว้รอบๆ ) แล้วพี่ทหารพรานก็อาสาเป็นเวรยามให้เวลาผ่านไปประมาณตี 1 ผมได้ยินเสียงพลทหารที่กางเปลต่ำกว่าผม ตะโกนออกมาสุดเสียงลั่นป่าว่า…ทหาร “ ช่วยด้วย!!! “พวกผมสะดุ้งตื่น แล้วลงไปดูที่เปลพลทหารคนนี้ เขาก็นอนอยู่เป็นปกติ แต่เพื่อนทหารเขย่าเปลอย่างแรง เท่าไหร่ พลทหารคนนั้นก็ไม่ตื่น พี่ทหารพรานที่อยู่ที่แนว ก็รีบวิ่งมา ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? “ พวกเราเลยเล่าให้ฟังว่า “อยู่ดีๆ น้องเขาก็ตะโกนขึ้นมาเฉยๆ แต่พอปลุกยังไง ก็ปลุกไม่ตื่น “

ทหารพราน “ งั้นพวกน้องถอยก่อน “ แล้วพี่ทหารพรานก็หักกิ่งไม้มา เป็นรูป 3 ง่าม แล้วเอามาขีดเป็นรูปสามเหลี่ยมที่พื้น แล้วให้พวกทหารมานั่งในกรอบ แล้วแกก็โปรยข้าวของตัวเอง แล้วสวดเป็นภาษายาวี พอสวดไปซักพัก แกบอกว่า…

ทหารพราน “ ไม่ต้องเดินตาม ให้นั่งอยู่ในเขตนี้ “ พี่ทหารพราน เดินข้ามเปลพลทหารคนนั้น แล้วเดินตามรอยอะไรไปซักอย่าง แล้วแกก็พนมมือไว้ หยิบเอาดินที่พื้นมากระจุกหนึ่ง แตะที่หน้าผากตัวเอง แล้วสวดพึมพัมขอเจ้าที่เจ้าทางอะไรบางอย่าง ซักพัก น้องพลทหารคนนั้นก็ตื่นขึ้นมา แล้วถามว่า…..

ทหาร “ เกิดอะไรขึ้นครับพี่? พอดีผมฝัน “
ผม “ แล้วน้องฝันอะไร? “
ทหาร “ ผมฝันว่า..มีผู้หญิงแต่งตัวมุสลิม มาเรียกผมออกไป ให้ตามไป เขาจะชวนไปกินข้าวกินน้ำที่บ้าน พอผมตามไปถึงที่บ้าน ในบ้าน มีแต่โครงกระดูกคนตายเต็มบ้าน แล้วผู้หญิงคนนั้น ก็กลายเป็นดวงไฟสีเขียวๆ (ซึ่งคนใต้เขาจะเรียกว่า “ชิน“ ซึ่งในทางศาสนาพุทธ เปรียบเหมือนกับวิญญาณไร้ญาติ)

ทหารพราน “ แล้วก่อนนอน น้องไปทำอะไร? “
ทหาร “ ผมกินข้าวเหลือ ผมก็เลยขยำทิ้งไป “ (ตามปกติ ถ้าเข้าป่า ไม่ควรกินข้าวเหลือทิ้ง เพราะเหมือนกับการเหลือให้กับวิญญาณสัมภเวสีมากินต่อ แล้ววิญญาณที่กินต่อเรา เหมือนกับเราไปไหว้เขา แล้วเขาก็จะพยายามสื่อสารกับเรา)
ตอนนั้น เป็นเวลาประมาณ ตี 1 พี่ทหารพรานเลยบอกว่า…

ทหารพราน “ เราจะไม่นอนแล้ว…เราจะเดินต่อ ท่าไม่ค่อยดีแล้ว “

พวกเราไม่เก็บเต็นท์ เก็บเปล เพราะเปียกมาก เลยทิ้งเอาไว้ แล้วเดินต่อขึ้นไปถึงบนยอดเขาประมาณ 6 โมงเช้า ซึ่งถ้าใครรู้จักที่นี่จะรู้ว่า ยอดเขา จะเป็นเหมือนแอ่งปล่องภูเขาไฟ เป็นพื้นที่ว่าง สำหรับเฮลิคอปเตอร์ลงจอดได้ พอเราขึ้นไปสำรวจ เราก็เจอศพทหารอยู่ 4 ศพ สภาพเละมาก เหมือนหล่นมาจากที่สูง พวกเราเลยต้องรายงาน เพื่อนำศพเหล่านี้ไปตรวจสอบ แล้วก็ต้องมีการเฝ้าศพ ซึ่งพี่ทหารพรานก็ถามพวกเราว่า…..
ทหารพราน “ มีใครต้องการจะลงไปมั้ย? (ไปกับเฮลิค้อปเตอร์) หรือจะปฏิบัติหน้าที่ให้เสร็จ จะเดินลงไปพร้อมกันก็ได้ เพราะผมต้องเรียก ฮ.ขึ้นมารับ “
พวกเราทุกคนทั้งชุด ตกลงจะอยู่ด้วยกันทั้งหมด และสมัครใจจะรอขนศพขึ้น ฮ. ให้เสร็จ เพราะเจ้านายกำชับมาว่า “ ถ้าเสร็จภารกิจนี้ ทุกคนจะได้กลับบ้าน ” และทุกคนก็อยากทำงานให้จบๆ จะได้กลับบ้านไวๆ

โดยพื้นที่ อ.รือเสาะ กับ อ.บาเจาะ จะเรียกว่า “ ยุทธศาสตร์โจร “ หมายถึง พื้นที่เสี่ยง เพราะอากาศแต่ละหุบเขามันต่างกัน เป็นหุบเขาบีบ ฮ.มา จะลงมาจอดไม่ได้ ต้องโรยเชือกลงมาอย่างเดียว และถ้าจะขนศพขึ้นไป จะต้องเอาศพใส่เปลสนาม แล้วดึงขึ้นไปในแนวดิ่ง
ในระหว่างการขนรอกศพขึ้นไป เกิดมี “ลมหวน” ศพแกว่งไปแกว่งมา และหล่นลงมา เอาหัวปักพื้น ห่อก็แตก ทำให้ศพที่สภาพเละอยู่แล้ว เละหนักกว่าเดิม พวกผมต้องใช้มือ กอบเศษเนื้อกลับเข้าไปในห่อธงชาติ แล้วก็ดึงขึ้นไปใหม่ได้ 3 ศพ แต่มีอยู่ศพหนึ่ง ติดอยู่บนต้นไม้ ใช้อะไรเกี่ยวก็ไม่ได้ ต้องใช้คนขึ้นไปแกะลงมา กว่าจะขนกันจนเสร็จก็เกือบทุ่ม ฝนก็ตก เราเลยต้องก่อกองไฟกัน โดยใช้น้ำมันไฟแช็คราดก่อน เพราะไม้ก็เปียก
เราต้องใช้หญ้าแห้งที่เปียกๆ พันกับท่อนไม้เหมือนกับในหนัง เพื่อทำเป็นคบเพลิง แล้วก็ต้องเอาผ้าใบ ปูนอนกับพื้น บางคนก็ไปผูกเปลนอน แต่น้องพลทหารคนเดิมรู้สึกกลัว เขาเลยขอนอนข้างๆ กองไฟ

เวลาประมาณ 4 ทุ่ม ผมกับพี่ทหารพรานก็เดินไปตรวจตรารอบๆ พอเดินกลับมา เห็นทหารหลายคน ยืนอยู่รอบๆ กองไฟ พอหันมาเห็นผมกับพี่ทหารพราน เขาก็เรียกว่า

“ หมวดๆ ให้ช่วยไปดูหน่อย ทำไมปลุก (พลทหารคนเดิม) ไม่ตื่นอีกแล้ว เอาน้ำราดก็ไม่ตื่น !!! “
ทหารพราน “ เห็นท่าจะไม่ดีแล้ว 2 รอบแล้ว แสดงว่าต้องไปทำอะไรไม่ดีไว้แน่ๆ เขาเลยไม่ยอม !!! “

อยู่ดีๆ เจ้าน้องทหารพรานก็ลุกขึ้นนั่ง แล้วกลิ้งตัวเข้าไปในกองไฟ!!! ด้วยความที่ในกองไฟมีน้ำมันก๊าดของไฟแช็ค มันเลยไม่ดับง่ายๆ พวกเราช่วยกันเอาอะไรตบๆ ให้ไฟดับทุกวิถีทาง
พวกเราก็พยายามปลุก พอเจ้าน้องพลทหารรู้สึกตัว ก็ร้องด้วยความปวดแสบปวดร้อน ซึ่งถ้าจะเรียก ฮ.มารับในเวลากลางคืน เขาก็จะไม่มา เราก็เลยต้องปฐมพยาบาลกันเองจนเช้า ฝนก็ตก ผ้าพันแผลก็หลุดลุ่ย ปากแผลก็เหวอะ
พอเวลาประมาณตี 2 พี่ทหารพราน ก็เอายาพื้นบ้านที่พกมาผสมกัน แล้วเอามาโปะๆ ที่แผล น้องพลทหารคนนั้นก็หลับไป
ซักพัก ก็มีดวงไฟสีเขียวๆ ลอยมา (ชิน) พี่ทหารพรานก็สวดมนต์เป็นภาษายาวี เพื่อพยายามสื่อสารกับดวงวิญญาณนั้น

ซักพัก พี่ทหารพรานก็พูดออกมาลอยๆ “มันไม่เชื่อกู”
เรื่องมีอยู่ว่า วันก่อนที่น้องพลทหารคนนี้กินข้าวเสร็จ แต่ไม่หมด เขาก็ขยำกระทงทิ้ง แล้วดันไปฉี่ใส่กระทงห่อข้าวอันนั้นด้วย ซึ่งเหมือนกับเชิญให้เขากิน แล้วดันฉี่ใส่ห่อข้าว ผีตนนั้นเลยไม่ยอม จะเอาชีวิตไปให้ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงที่ตาย แต่รนหาที่ตาย!!!

ผม “ แล้วมีวิธีไหนช่วยได้มั้ย? เขาจะได้กลับบ้านแล้ว “
ทหารพราน “ ช่วยไม่ได้ เค้าไม่ยอม เค้าจะเอาไปให้ได้ “

ด้วยความโมโห ผมเลยโวยวายสั่งทุกคน ให้แบกพลทหารคนนี้ ลงไปหาหมอทันที!!!
ซักพักเดียว ก็มีลมพัดมาอย่างแรง แรงถึงขนาดต้องเกาะต้นไม้กันเลย เพราะพื้นดินเป็นเลนลื่นๆ ผมเลยต้องสั่งให้ทุกคนหยุดพัก เพราะไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าลงต่อ อาจจะตกเขาตายกันก็ได้ เลยจะต้องวางน้องพลทหารไว้ พอตื่นมาตอนเช้า น้องพลทหารก็ตัวแข็ง สิ้นใจแล้ว ผมเลยคิดถึงประโยคที่พี่ทหารพรานบอกไว้ว่า “ เค้าจะเอาไปให้ได้ “
การจะลงไปให้ถึงตีนเขา ก็ต้องลงไปอีก 1 คืน วิทยุไปบอกที่ฐาน เขาก็ได้ส่งกำลังมารอได้แค่ตีนเขาเท่านั้น พวกเราก็ต้องอยู่กับศพอีกครึ่งวัน ถึงจะเริ่มเดินทางต่อได้ พวกเราก็แบกศพกันลงไป โดยมีพี่ทหารพรานเป็นคนเดินนำ

การลงเขา ก็มีทางเดียว แล้วเราก็ต้องผ่านตรงจุดที่น้องคนนั้นทำเรื่องไว้ พวกเราก็กางเต็นท์นอนกัน พี่ทหารพรานก็เดินไปตำแหน่งที่มีน้ำขัง และมีต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ ไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณต้นมะละกอ พี่ทหารพรานก็เดินดิ่งไป แล้วชี้
ทหารพราน (พูดเป็นภาษายาวี) “ คุณทำอย่างนี้มันทำไม่ถูก คุณมาพรากชีวิตเขา คุณไม่ยอม คุณก็ไม่ต้องไปผุดไปเกิดเหมือนกัน ต้องสิงอยู่ในต้นไม้ต้นนี้ หรือถ้าคุณอยู่ในต้นไม้ต้นนี้ ผมก็จะตัด!!! “

พูดจบ พี่ทหารพรานก็เอาน้ำมันไฟแช็คราด แล้วเผาต้นไม้ต้นนั้น แล้วเอารองเท้าคอมแบตถีบๆ แล้วก็ไปเอาไม้รูปสามง่ามมา ขีดเป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วเอาน้ำว่านที่แกห้อยคออยู่ หยดลงไปในกรอบ แล้วสั่งทหารทุกคนว่า…

ทหารพราน “ คืนนี้นะ ห้ามใครเข้ามาแถวนี้เด็ดขาด ผมเตือนพวกคุณแล้ว เห็นมั้ย? ว่าผลที่ตามมา มันเป็นยังไง? “

ทหารทุกนายรับรู้ และแยกกันไปนอน คนที่เฝ้าศพก็เฝ้าไป
พอตอนประมาณตี 3 ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักดัง “ เปรี้ยะ “ เหมือนใครขึ้นไปเหยียบกิ่งไม้ ทหารทุกคนเงียบเฉย แต่รู้แล้วว่า คงจะเกิดอะไรที่ไม่ดีขึ้นแน่ๆ ผม ที่นอนใกล้พี่ทหารพรานกระซิบกับผมว่า “ อยู่เฉยๆ อยู่เฉยๆ “
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเหมือนคนลากกิ่งไม้ “ แกร่ก… แกร่ก… แกร่ก “ ไปที่ต้นไม้ที่ถูกเผาต้นนั้น
ตัวผมเอง งัวเงียขึ้นมาตอนได้ยินเสียง พอจะนอนหลับต่อ กำลังเหมือนอยู่ในภวังค์ อยู่ดีๆ ก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นมาว่า…..
“ มึงจะลองดีกับกูใช่มั้ย? ……. ศพเดียวยังไม่พอเหรอ? “

ผมสะดุ้งตื่นด้วยความกลัว มองไปพี่ทหารพราน เขากำลังหลับอยู่ ผมเลยปลุกแก แล้วเล่าเรื่องที่ฝันให้แกฟัง พี่ทหารพรานเลยบอกว่า … “ เห็นท่าจะไม่ดีแล้ว “
เขาปลุกทหารทุกคนให้ตื่น แล้วเช็คยอด ปรากฏว่า… พลทหารหายไป 2 นาย!!!

ผม “ พวกเรา ออกไปตามหา “
ทหารพราน “ หยุดเลย!! คุณรู้เหรอ? ว่าเขาไปไหน ถ้ายิ่งออกไปจะยิ่งหลง มันจะกลายเป็นซ้ำซ้อน เสียไป 2 ดีกว่าเสีย 4 “
ทหารพราน “ อยู่เฉยๆ ก่อน เอางี้ คุณตามผมมา “

พี่ทหารพราน ให้ผม กับพลทหารอีก 2 นายตามมา และสั่งกำชับ

ทหารพราน “ พวกคุณตามผมมา แต่อย่าให้ “หลุดลอย” นะ “
(คำว่า “หลุดลอย” หมายความว่า ต้องเดินตามอย่างกระชั้นชิดมาก แทบก้าวต่อก้าว ห้ามหลุดจากไหล่คนข้างหน้า)
พี่ทหารพรานพาพวกเราเดินไปที่ต้นไม้ที่ถูกเผา พบศพพลทหาร 2 นาย ผูกคอตายอยู่คนละกิ่ง หันหน้าเข้าหากัน ขาห้อยลงไปในเขา โดยอุปกรณ์ที่ใช้ผูกคอ คือเข็มขัดของตัวเอง!!!

ซึ่งปกติของคนที่แขวนคอตาย น่าจะมีรอยแค่ที่ตรงคอ แต่ศพของพลทหาร 2 นายนี้ ที่ข้อเท้า มีรอยช้ำเหมือนรอยมือคนกำ ดึงขาไว้ด้วย!!!!
ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตี 3 ไปต่อก็ไม่ได้ พวกเราต้องเก็บศพของเพื่อนขึ้นมา แล้วก็ต้องนั่งเฝ้าศพเพื่อนยันเช้า ทั้งๆ ที่เราแค่ขึ้นมาเก็บศพแท้ๆ แต่กลับต้องแบกศพเพื่อน 3 ศพกลับลงไปด้วย

ผมเครียดมาก และโวยวายใส่พี่ทหารพราน

ผม “ เนี่ยพี่…. พี่ทำอะไรลงไป? “
ทหารพราน “ เค้าไม่ยอม… พระเขายังไม่กลัวเลย “
ผม “ แล้วทำไมเขาไม่กลัว? “
ทหารพราน “ เขาเป็นอิสลาม เรามันไทยพุทธ เขาไม่กลัวเรา เราก็ไม่กลัวเขา “
ผม “ แล้วสิ่งที่ตามมาล่ะพี่? เพื่อนผมที่นอนตายอยู่นี่ 3 คน พี่จะรับผิดชอบยังไง? “
ทหารพราน “ ก็..ผม..เตือน..พวกคุณแล้ว ถ้าน้องคนนั้น ไม่เอาข้าวไปทิ้ง ไม่ไปฉี่ใส่กระทง เรื่องจะเกิดขึ้นมั้ย? “ ย้อนมาแบบนี้ ผมก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ
ผม “ แล้วทีนี้จะเอายังไงต่อดี? กับไอ้ต้นไม้ต้นนี้ “
ทหารพราน “ พระที่ดีที่สุดของเราคือ “แม่” พี่เขาก็เอาชายผ้าถุงแม่ที่พันอยู่ที่หัวไหล่ กับของผม กับของพลทหารอีกหลายคน มัดกันไว้รอบต้นไม้ที่ถูกเผา

พอถึงประมาณ ตี 4 พลทหารคนหนึ่งสะดุ้งตื่น แล้วก็เดินมาหาผม แล้วเล่าว่า…
เขาฝัน เห็นเพื่อนที่ตายมาบอกว่า…..

“ มันมาเอากูไป มันมาดึงกูไปจากที่นอน แล้วเอากูไปแขวนคอ แล้วดึงขากูไว้ กูร้องให้คนช่วย แต่ไม่มีใครได้ยิน…… ถ้ายังจะฝืนอีก มันจะมาเอาไปทีละคน จนกว่าต้นไม้ต้นนี้ มันจะมีชีวิตขึ้นมาเหมือนเดิม!!! “

พอผมกลับถึงที่หน่วย ผมก็เล่าเรื่องนี้ให้นายพันฟัง
นายพัน “ มึงเลอะเทอะ มึงประมาท มึงมา “จำหน่าย” แบบนี้ได้ไง? “
ผม “ แล้วแต่ท่านครับ “
หลังจากนั้น ผมโดนลงโทษจำคุก 7 วัน

หลังจากนั้น ผมก็ไปหาพี่ทหารพรานคนเดิม พี่ทหารพรานก็เลยพาผมไปวัดๆ หนึ่งใน เจาะไอร้อง แล้วผมก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พระฟัง
พระท่านก็ให้ผม และลูกน้องทุกคนถอดเสื้อผ้า เพื่ออาบน้ำมนต์กัน
พอเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่พระกำลังสวดบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย ซึ่งเปรียบเทียบกับ “ การตายแล้วเกิดใหม่ ” แต่พระก็ได้พูดลอยๆ ขึ้นมาว่า….
พระ “ ไม่พ้นหรอก เพราะเขาก็อยู่ข้างหลังโยม จะเกาะคอโยมไปเกิด “

หลังจากนั้น แต่ละคนก็แทบไม่ได้กลับบ้าน เพราะผลัดกันโดนขังคุก
ต่อมา ผมก็ไปหาพี่ทหารพรานอีก แล้วพี่เขาก็พาไปสุเหร่า คนที่สุเหร่าบอกว่า ไม่มีคนอยู่ ให้ไปที่ “ คุโบ๊ะ “
ผมตามไปที่คุโบ๊ะ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ อีหม่าม ฟัง…… หลังจากฟังเรื่องทั้งหมด อีหม่าม ก็พาพวกเราไปที่สุสาน แล้วชี้ไปที่หลุมศพหลุมหนึ่ง แล้วพูดว่า….

อีหม่าม “ เนี่ย… ศพผู้หญิงคนนี้ โดนผู้ก่อความไม่สงบ ฉุดไปข่มขืน แล้วเธอก็มาแขวนคอตายที่ต้นไม้ต้นที่ว่านั่นแหละ “
อีหม่าม บอกให้ผมขอขมาตรงที่หลุมศพนี้ พวกผมก็ขอขมา

อีหม่าม “ ถ้าแบบนี้เขาไม่ยอมแล้วล่ะ เขาตามมา เขาแค้นพวกคุณมาก คุณไปเผาเค้า “

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อผู้หญิงคนนี้ฆ่าตัวตาย ในขณะที่เธอยังไม่ถึงวาระ เลยต้องทำให้เธอต้องเดินมาผูกคอตายตรงนี้ทุกวัน จนกว่าจะสิ้นอายุขัย แต่พอเราไปเผาต้นไม้ เธอก็จะไม่มีที่ให้มาผูกคออีก เลยกลายเป็นทำให้เธอไปผุดไปเกิดไม่ได้ซะที ทำให้ยิ่งเพิ่มวิบากกรรมให้เธออีกหลายเท่า เธอเลยแค้นมาก ทุกอย่าง เลยมาลงที่พวกเรา

ผม “ แล้วจะให้ทำยังไงดี? ถ้าเป็นแบบนี้ คงทำงานกันไม่ได้หรอกครับ ทหารผมเสียขวัญหมดแล้ว “
“ งั้นรบกวนแล้วกัน ทำยังไงได้ ให้มันดีขึ้น? “
อีหม่าม “ เอาแบบนี้….มาเข้าอิสลามแล้วกัน “
ผม “ ไม่ได้หรอกครับ ผมเป็นไทยพุทธ จะเข้าอิสลามยังไง? ผมไม่ยอม “
อีหม่าม “ ก็ได้…ถ้าคุณไม่เข้า พวกคุณยอมตายอีกคนได้มั้ย? คุณยอมตายให้เขาไปเกิดได้มั้ย? “
ผม “ ทุกคนรักชีวิตครับ ใครจะยอมตาย “
พวกเราคิดกันจนหมดหนทาง อยู่ดีๆ พี่ทหารพรานก็เรียกพวกเรา
ทหารพราน “ กลับ…พวกเรา กลับไปที่ค่าย “

พวกเรานั่งกระบะกลับมา พอใกล้จะถึงค่าย มีชายแก่คนหนึ่ง ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสวนมา ร้องแซวพวกเราว่า…
ชายแก่ “ เอ้า..พี่ทหารไปไหนมา มีผู้หญิงตามด้วย “
(ผมมารู้ทีหลังจากลุงว่า แกเห็นผู้หญิงยืนบนท้ายกระบะมาเลย)

วิญญาณผู้หญิงคนนี้ ตามเราไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นค่ายทหาร หรือบ้านพัก เป็นแบบนี้อยู่ 4-5 วัน

จนมาเจอลุงอีกครั้ง ลุงก็ทักผม ผมเลยบอกว่า ผู้หญิงคนนั้น “ ไม่ใช่คน “
ชายแก่ “ แล้วเป็นอะไรตาย? “

ผมเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลุงฟัง ลุงแกตอบว่า…
ชายแก่ “ อ้าว… แล้วทำไมไม่ไปขอขมา? “

ผมก็เล่าเรื่องที่ไปคุยกับโต๊ะอีหม่ามมาให้ลุงแกฟัง
ชายแก่ “ เอ้า…. งั้นเดี๋ยวไปด้วยกัน ลุงไปด้วย แต่ขอเวลาเตรียมตัววันนึง “

วันรุ่งขึ้น เราก็มาเจอกันหน้าค่ายตามนัด ผมก็ไปขออนุญาตผู้พัน ผู้พันก็เห็นเป็นเรื่องไร้สาระ เลยพูดส่งๆ ไปว่า “ เออ ๆ เรื่องของมึง “

พวกเรา 8 คน พอไปถึงตีนเขา ลุงแกเอาข้าวหมกไก่สาดข้าวไปทั่ว แล้วก้มกราบแบบมุสลิม พอเสร็จ ก็บอกกับพวกเราว่า “ เดินตรงๆ นะ ไม่ต้องเลี้ยวที่ไหน ไม่ต้องพักด้วย “
ระหว่างทางที่เดินไป นกทั้งหลายบินแตกกระเจิง เป็นอาการ “ ป่าแตก “ ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ค่อยดี
หลังจากนั้น ป่าทั้งป่าก็เงียบกริบ ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหรีด เรไร

พอถึงจุดที่เกิดเรื่อง ก็ประมาณ 6 โมงเย็นได้ ผมก็พาไปที่เกิดเหตุ ลุงแกก็เลยบอกสั้นๆ ว่า “ อยู่เฉยๆ “

ลุงแกก็หยิบเอาเครื่องสำอางผู้หญิงออกมา เป็นแป้งของผู้หญิงมุสลิมใช้ แล้วก็มีผ้าโพกหัว เสื้อกางเกง แล้วลุงแกก็บอกให้ผม ไปถอนต้นอะไรก็ได้มา 1 ต้น พร้อมราก ห้ามใช้จอบขุดเด็ดขาด พวกผมเลยใช้กิ่งไม้ขุดกัน
พอได้มาแล้ว แกก็เอาวางไว้ที่ต้นไม้ แล้วก็สวดซักพัก เป็นเสร็จพิธี ผมก็สงสัย เลยถามแกว่า…

ผม “ ทำแบบนี้แล้ว เขาจะไม่มายุ่งกับพวกผมอีกเหรอ? “
ชายแก่ “ ลุง สวดให้เขาออกจากต้นไม้ต้นนี้ แล้วให้ไปอยู่ในต้นไม้ที่พวกคุณเก็บมา แล้วเอาไปปลูกใหม่ “

พวกพลทหารก็เอาป้ายมาปักไว้ บอกว่าเป็น “ ศาลเจ้าแม่ “ แล้วเอากระสอบทรายปิดกันไว้ ไม่ให้ใครมายุ่ง และวางกระถางธูปไว้ให้ด้วย

เวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน มีพลทหารคนหนึ่ง มาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อคืน เขาฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนอยู่ตรงที่ต้นไม้ต้นนั้น แล้วบอกว่า…

“ ถ้าขอขมากันดีๆ ก็ไม่ต้องมีใครต้องเสียชีวิตหรอก “

ถ่ายทอดโดย เด็กหลังวัด

Cr. The Ghost Radio