ใครวิ่งเป็นเพื่อน… (เรื่องจริง)

สวัสดีค่ะขอใช้นามแฝงนะคะ และขอแทนตัวเองว่าเอมค่ะ วันนี้เอมก็มีเรื่องที่จะมาแชร์ให้ทุกคนได้ฟังกัน เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับที่เอมได้พบเจอ ที่ทุกวันนี้เอมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนเอมเรียนมอต้น ช่วงนั้นช่วงประมาณมอสามต้องบอกก่อนว่าเอ็มเป็นเด็กกิจกรรมอยู่วงโยธวาทิตของโรงเรียน ซึ่งวงโยธวาทิตนั้นจะต้องฝึกซ้อมช่วงเวลาหลังเลิกเรียนและช่วงปิดเทอม และเรื่องมันเกิดขึ้นในตอนช่วงปิดเทอมนี่แหละค่ะ ในระหว่างที่เอมได้มาฝึกซ้อมนั้นก็ต้องมานอนค้างที่โรงเรียน นอนเพื่อทำการฝึกซ้อมวงโยธวาทิต ก็มานอนกันหลายคนนะคะทั้งวงเลย ต้องบอกก่อนว่าโรงเรียนเอมติดชายทะเลและตรงนั้นเป็นที่เปลี่ยวไม่มีห้างสรรพสินค้าใด ๆ มีบ้านคนอยู่บ้างแต่ต้องข้ามคลองไป ซึ่งแน่นอนว่าในตอนกลางคืนนั้นมันเงียบและไม่มีใครเข้ามาพลุกพล่านภายในโรงเรียนได้

และก่อนหน้าที่เอมจะเจอดีกับตัวเองในช่วงมือเที่ยงที่โรงอาหาร ในระหว่างที่ทุกคนกำลังทานข้าวอยู่ มีน้องคนนึงในวงได้ยินเสียงเด็กคุยกันภายในห้องครัวซึ่งน้องได้ถามเอมและคนอื่นในโต๊ะว่าได้ยินเช่นกันไหมเอมตอบว่า ไม่นิ พี่ไม่ได้ยินอะไรนะ น้องเริ่มหน้าซีดแล้วชวนออกจากโรงอาหารทันที เมื่อออกจากโรงอาหารน้องได้เล่าให้ฟังว่า ได้ยินเสียงเด็กคุยกัน ดังมาก มีคนนึงร้องไห้เหมือนเด็กทะเลาะกัน ซึ่งตอนนั้นมีน้องเค้าได้ยินคนเดียว เอมกับเพื่อนที่เหลือไม่ได้ยินอะไรเลย ซึ่งมือเที่ยงที่โรงเรียนในช่วงปิดเทอมนั้นจะไม่มีแม่ครัวเค้าไปทำครัวเลยมีเพียงข้าวแกงสำเร็จรูปที่แม่ครัวนำมาตักราดข้าวให้เท่านั้นแล้วห้องครัวนั้นก็ล็อคอยู่ด้วยซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเข้าไปได้ เอมจึงได้บอกน้องว่าหูฟาดแล้วไม่มีใครได้ยินเลย

ในคืนนั้นเองเอมก็ต้องพบเจอกับตัวเอง ตึกของโรงเรียนเรามีทั้งหมดห้าชั้น ห้องวงโยธวาทิตอยู่ที่ชั้นห้าและวันนั้นเอง ในขณะที่ทุกคนกำลังฝึกซ้อมกันอยู่ เอมต้องไปเอาของที่ห้องวงโย ลิฟท์ที่โรงเรียนปิดไม่ให้เด็กนักเรียนใช้ เราจึงต้องเดินขึ้นไปเท่านั้น ประตูทางขึ้นมี 3 ทาง ซึ่งมีทางตรงกลางที่เปิดแค่ทางเดียว ไม่เปิดไฟในตึก เปิดแค่เพียงตรงบริเวณซ้อม และห้องวงโยเท่านั้น สิ่งที่ต้องมีเลยคือไฟฉาย ซึ่งการลืมของนั้นไม่มีทางเลือกเอมจึงขึ้นไปเอาของกับเพื่อนผู้ชายคนนึงในวง ลองนึกภาพไปตาม ๆ กันนะคะช่วงนั้นเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า ๆ ซึ่งทุกคนในตึกอยู่ด้านล่างและกำลังฝึกซ้อมวงโยกันอยู่ ห้องเรียนบางห้องถูกเปิดทิ้งไว้ บางห้องปิดไว้ และมีหน้าต่างบางบานที่ถูกปิดไม่สนิทหรือไม่ได้ปิดไว้เลย ด้านหลังของโรงเรียน เป็นชายทะเลและมีต้นสนถูกปลูกไว้ตามบริเวณ จึงทำให้โรงเรียนนี้ลมพัดเย็น ๆ ตลอดทั้งวัน และตอนนี้มีเพียงเอมและเพื่อนที่มาด้วยกันแค่สองคนเท่านั้นเมื่อไปเอาของเสร็จ เพื่อนเอมก็ได้พูดว่าวิ่งแข่งกันไหมล่ะใครถึงก่อนคนนั้นชนะ

ยังไม่ทันได้ตกลงอะไรเพื่อนเอมก็วิ่งกลับนำหน้าไปเสียแล้ว เอมอยู่ด้านหลังจึงได้ตะโกนว่ามึงรอกูด้วย !!! แต่เพื่อนสารเลวมันยิ่งวิ่งเร็วกว่าเดิมตอนนี้เราวิ่งตามเพื่อนไม่ทันแล้ว พอวิ่งมาถึงชั้น 2 ก็มีน้องคนนึงวิ่งมาแล้วบอกเราว่าพี่พี่เดี๋ยวผมวิ่งเป็นเพื่อน ไม่ต้องกลัวผมมาวิ่งบ่อย เราเลยบอกว่า ดีเลยพี่กำลังกลัว ( ในใจก็งงแหละ ว่าทำไมน้องเขาถึงขึ้นมาวิ่งบนตึกบ่อย ๆ ) ซึ่งตอนนั้นมันมืดมากและเราไม่ได้สังเกตุว่าน้องคนนั้นคือใคร พอวิ่งมาถึงข้างล่างเราหันกลับไปมองด้านหลังเพื่อหาน้องคนนั้น แต่น้องคนนั้นหายไปแล้ว เราคิดว่าน้องคงกำลังตามมาเลยไม่ได้สนใจรีบวิ่งไปด่าเพื่อนต่อ เช้าวันรุ่งขึ้นเราเลยเดินไปขอบคุณน้องคนที่คิดว่ามาวิ่งกับเรา น้อง ๆ เมื่อคืนขอบใจมากนะที่มาวิ่งกับพี่ น้องทำหน้างงแล้วบอกว่าเมื่อคืนผมไม่ได้วิ่งกับพี่นะ เราไปถามทุกคนในวงสรุปไม่มีใครที่วิ่งกับเราเลย … แล้วเมื่อคืนละใครมาวิ่งเป็นเพื่อนเรา

เมื่อเกิดเรื่องขึ้นทำให้มันทำให้เราจิตตกจนไม่กล้านอนค้างที่โรงเรียนจริงๆ เราเลยไปคุยอาจารย์คุมวง ว่าจะขออยู่ซ้อมถึงแค่ช่วงเย็นเท่านั้นอาจารย์จึงถามเรื่องที่เกิดขึ้นว่ามีอะไร เราเล่าเรื่องเหตุการณ์เมื่อคืนให้อาจารย์ฟังว่ามีเด็กมาวิ่งกับเราด้วยบนตึก แล้วอยู่ๆ ก็หายไป อาจารย์ดูไม่ได้ตกใจกับสิ่งที่เราเล่าให้ฟังนัก แถมยังหัวเราะแล้วบอกว่าเจอแล้วสินะ เค้าเจอกันมาแทบทุกรุ่นแล้วกับเด็กที่วิ่งบนตึกเนี่ย สมัยก่อนช่วงสร้างอาคารมีลูกก่อสร้างชอบวิ่งเล่นบริเวณชั้นสองของอาคาร แล้ววันนึงเด็กคนนั้นก็หอบหืดขึ้นเฉียบพลัน โดยที่ตอนนั้นไม่มีใครอยู่กับเด็ก จึงทำให้เด็กช็อกหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา มีเด็กกิจกรรมหลายคนที่เคยเห็น แต่เอมคือคนโชคดีที่ได้วิ่งกับน้องเค้า หลังจากนั้นอาจารย์ห้ามไม่ห้เด็กทุกคนขึ้นตึกในเวลากลางคืนและเปลี่ยนจากการเดินเป็นใช้ลิฟท์แทน ทุกวันนี้ยังเป็นเรื่องที่น่าขนลุกทุกครั้งที่กลับไปโรงเรียนเก่าทีไรก็ยังคิดถึงเรื่องนี้ทุกที