เวลาเรียกต้องเรียกชื่อ ไม่งั้นจะมีแขกตามมาด้วย

สวัสดีค่ะนี่เป็นการตั้งกระทู้เล่าครั้งแรกเลยนะคะ ถ้ามีผิดพลาดยังไงนี่ขออภัยไว้ตรงนี้เลยค่ะ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแน่นอนค่ะ (เรายังลงเหตุการณ์ไว้ใน IG story อยู่เลย) เดี๋ยวขอบรรยายบ้านก่อนแล้วกันค่ะ บ้านนี้เป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่มีชั้นเดียวลูกสาวลุงเขากลับมาจากต่างประเทศเลยปลูกให้พ่ออยู่ คนแก่ๆ อยู่คนเดียวอะนะคะ ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากหรอก แต่บ้านสวยมากกกก ข้างหลังเป็นคลองเล็ก ๆ เพราะสมัยก่อนไว้โดดน้ำเล่นกัน ถ้าไปเที่ยวเล่นคืออากาศดีมากแทบไม่มีร้อน แต่ของตกแต่งในบ้านจะน่ากลัวหน่อย 5555 เพราะลุงแกเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว  ไปเที่ยวกันหลาย ๆ คนนี่ไม่น่ากลัวหรอกค่ะ แต่ถ้าอยู่คนเดียวก็หลอนเหมือนกันนะ แต่ไอ่ของตกแต่งของแกเนี่ยแหละ ฝาผนังบ้านเขาจะมีพวกเขาควายหนังสัตว์ (อันนี้ไม่รู้ของจริงหรือปลอม) แล้วก็มีปืนกระบอกนึงด้วย ไปทีไรคือกลัวตลอด แถมบนตู้เสื้อผ้ามีกุมารทองสองตัววางไว้อยู่

เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ วันนั้นเรากับครอบครัวไปเที่ยวบ้านลุงที่ต่างจังหวัด ซึ่งปกติแล้วจะมีคนเยอะมากๆ เพราะลุงเป็นคนที่เข้ากับคนง่ายคนแถวนั้นเลยชอบเข้ามาคุยเล่นด้วย เอาเป็นว่าไปหาทีไรบ้านไม่เคยเงียบเลยค่ะเสียงดังคึกคักตลอดเลย ตอนที่ไปถึงบ้านของลุงเวลาประมาณเที่ยง ๆ บ่าย ๆ แต่อากาศดีมากค่ะอย่างว่าแหละอยู่ต่างจังหวัด มีต้นไม้รอบบ้านด้วยบรรยากาศดีทีเดียว แต่วันนั้นไม่มีคนเลยค่ะ มีลุงนั่งอยู่ในบ้านคนเดียวเปิดทีวีดูตามประสาแกไปเรื่อยเปื่อย พอนี่ไปถึงลุงก็ดีใจเอ้อน้องสาวมาเยี่ยม (ลุงเป็นพี่ชายแม่) หาน้ำหาท่าอะไรมาให้กินแล้วนั่งปูเสื่อคุยกันนอกบ้าน จะว่ายังไงดีล่ะบรรยากาศมันเงียบเชียบเกินไป มันดูน่ากลัวแบบบอกไม่ถูกเลยค่ะ รู้สึกไม่ค่อยคึกคักเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่มาด้วย อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้ไม่มีคนบ้านมันเลยวังเวงไปหน่อยนั่นแหละ

แล้วทีนี้พวกเราก็นั่งคุยเล่นกันลุงก็เล่าเรื่องผีเฉยเลย บอกว่าบ้านหลังนี้นะเจอผีบ่อยมาก เพราะว่าสร้างมาเป็นยี่สิบสามปีแล้วทุบของเก่าทิ้งปลูกใหม่ มีคนตายด้วย คือภรรยาลุงเขา ตายไปสิบปีแล้วค่ะก่อนที่จะสร้างบ้านหลังนี้อีก เวลาลูกสาวลุงมาเที่ยวบ้านจะเจอเรื่องแปลก ๆ บ่อยมาก หรือไม่ตอนมานอนค้างตกดึกชอบมีผู้หญิงมาเดินเปิดประตูหลังบ้านได้ยินเสียงน้ำที่คลองเหมือนตักน้ำขึ้นมาจากบ่อ แต่พี่สาวคิดว่า น่าจะเป็นแม่เขานั่นแหละ คงกลับมาเยี่ยมบ้านเลยไม่ได้คิดอะไรหรอก ลุงก็เล่าให้ฟังไปเรื่อยแล้วบอกว่าเนี่ยนะ “เมื่อวานก่อนที่พวกมึ-จะมา มีคนตาย ที่บ้านกู สงสัยกินเหล้าเยอะแล้วช็อกหรืออะไรซักอย่างนอนตายอยู่กลางบ้านรีบพาไปโรงพยาบาลกันแทบไม่ทัน แต่ไม่รอดแล้วตายคาที่ เพิ่งจัดงานศพ ไปเนี่ย” แม่ก็เลยบอกว่า “โห บ้านพี่นี่คนตายเยอะเนอะ แล้วมาอยู่คนเดียวลูกเต้าก็ไม่มีไม่กลัวบ้างรึไง” แม่เขาก็พูดขำแหละ ๆ ติดตลกกันไป ลุงก็บอกว่า “โอ๊ยยย จะไปกลัวอะไร ผีมากูก็ถีบสิ ยิ่งถ้าเป็นเมียมาหานี่ไม่กลัวหรอกนะ สวดไล่เลย” คุยกันก็หัวเราะคิกคักไป แต่น้องชายนี่กลัวมากก กลัวตัวสั่นเลยบอกแม่ว่าให้รีบกลับบ้านทีไม่อยากอยู่ต่อแล้ว (ลืมบอกว่าตอนไปนี่มี แม่ พ่อ เรา น้องชายสองคน อยู่ประถม กับอีกคน2ขวบ แต่น้อง เล็กพูดได้เยอะแล้วค่ะ ถามได้ตอบได้ แล้วก็ยายอีกคนนึง ) ลุงก็เลยแกล้งแหย่หลานไป “คืนนี้ก็มานอนกับกูสิไม่มีคนอยู่ด้วยเหงานะเว้ย ค้างที่นี่ กันสักคืนค่อยกลับพรุ่งนี้ก็ได้” พูดเสร็จก็หัวเราะใหญ่น้องนี่นั่งกลัวแทบจะร้องไห้เลย กลัวผีหลอก 5555

เวลาตกเย็นประมาณ 4 โมงก็ลาลุงกันไปบอกจะกลับบ้านก่อนนะ ร่ำลากันเสร็จสรรพเดินไปขึ้นรถ แม่ก็พูดว่า “เอ้า! มาขึ้นรถกันสิยืนรออะไรอยู่ได้” แต่แม่ไม่ได้เรียกแบบเจาะจงนะคะว่า “ให้ใคร” ขึ้นมาบ้างเป็นการเชิญชวนทุกคนมาขึ้นรถเลยค่ะ ตอนนั้นไม่มีใครคิดอะไรทั้งนั้น ทุกคนก็ปกติ เรื่องผี ๆ สาง ๆ ที่ลุงเล่าไว้ก็ลืม ๆ กันไปแล้วเนอะไม่มีใครคิดถึงแล้ว เนื่องจากครอบครัวนี่ถูกสอนมาไม่ให้กลัวผีด้วยค่ะ ทุกคนก็เลยนิ่ง ๆ กัน ทีนี้เป็นเราเองนี่แหละที่อยากรู้เรื่องขึ้นมาก็เลยถามแม่ไป “แม่.. ที่บ้านลุงมีจริงหรอ ป้าเขาตายไปแล้วจะกลับมาได้ยังไงแม่” เราก็ถามแบบสงสัยอะ ยายก็พูดแทรกแม่ขึ้นมาเลย “อ้าว ถ้ามันไม่มีแล้วลุงเอ็งกับลูกสาวเขาจะเห็นได้ยังไงล่ะ เรื่องพวกนี้มันเชื่อยาก ที่บ้านเราสมัยก่อนยายยังเจอบ่อยเลย” นี่ก็ฟังยายพูดพร่ำไปพยักหน้าเออออห่อหมกไปกับเขา แต่พ่อเป็นคนที่ไม่เชื่อมาก ๆ พ่อเลยบอกว่า “คิดไปเองทั้งนั้นแหละมันไม่มีอะไรหรอก มันอยู่ที่ความคิดพวกเราทั้งนั้น” นี่ก็เลยเงียบไปไม่ได้ถามอะไรต่อส่วนระหว่างทางก็พูดเรื่องพวกนี้กันไปเรื่อยเลยค่ะ ไม่น่าจุดประเด็น 5555

พอขับมาได้สักระยะนึงออกจากซอยบ้านลุงมาแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละรถดันมีปัญหา ติด ๆ ดับ ๆ พ่อขับไปจอดข้างทางแล้วสตาร์ทใหม่ หลายรอบก็ขับต่อได้อีกนิดแล้วดับ เป็นแบบนี้หลายรอบมากค่ะ จนออกมาถึงถนนใหญ่แล้วค่ะเวลาก็ล่วงเลยไป 5 โมงเกือบ 6 โมงฟ้าเริ่มมืด อีกอย่างแถวนี้ไม่ค่อยมีรถขับผ่านไปผ่านมาด้วย ข้างทางเป็นป่าทึบ ๆ เลยมืดกว่าปกติหน่อย พ่อลองสตาร์ทอยู่หลายรอบเลยคราวนี้ไม่ติดละ เลยยืนรอกัน ร้อนม๊ากก มีกระบะคันนึงขับผ่านมาพ่อก็เลยเรียกให้มาช่วยหน่อยนี่ก็ไม่รู้หรอกนะคะว่าทำอะไร เห็นเปิดฝากระโปรงแล้วเอาสาย เสียบ ๆ กันรถก็ติด คนขับกระบะถามว่า “อีกคนที่นั่งรออยู่ข้างในไม่ออกมาด้วยเหร๊ออ ร้อนจะตายชัก” นี่ก็เงียบไม่ได้ตอบยิ้ม ๆ ไป ไม่ได้คิดอะไรค่ะนึกว่าเขาตาไม่ดีซะอีก เห็นเบาะรถเป็นคนงี้ จากนั้นรถก็ติดค่ะนึกว่าจะได้กลับบ้านซะแล้วกระบะคันนั้นก็ขับออกไปแล้วด้วย รถก็ดับอีก ! ยังไม่ทันได้ขับไปไหนเลย ยืนรอกันร้อนเหงื่อออกนั่งจมกันอยู่ตรงนั้นไม่มีใครมาช่วยเลยค่ะ เหมือนมองไม่เห็นรึยังไงนะ  จากหกโมงนี่รอกันยันสองทุ่ม ! แม่บ่นใหญ่เลยขึ้นแท็กซี่กลับบ้านไปก็จบแต่พ่อไม่อยากทิ้งรถเอาไว้ข้างทาง พอแม่บ่นหนักแบบสงสารลูก ๆ
มีน้องสองขวบด้วยหิวนมแย่ก็โบกแท็กซี่ไป 7-11 อยู่ห่างตรงนี้ไม่ใกล้ไม่ไกล เข็น ๆ รถไปจอดใช้เวลานานมากค่ะ เหนื่อยกันเลย มาจอดตรงนี้จะได้ใกล้แสงสว่างหน่อย เราก็อุ้มน้องคนเล็กเข้า 7-11 เลยค่ะไปหาน้ำแล้วก็ซื้อนมให้น้อง

ตอนยืนรอกันแม่ก็บอกว่า “ทุกคน เดินไปซื้อของซื้อน้ำใน7-11มากินก่อนไป มันร้อน เดี๋ยวนั่งรอกับยายตรงนี้แหละ” แล้วใน7-11นี้มีที่นั่งค่ะ แบบที่อาจจะเคยเห็นกันน่ะแหละ เพราะเป็นเซเว่นใหญ่เลยมีโต๊ะนั่งด้วย นี่ก็อุ้มน้องมานั่งตากแอร์ข้างใน พ่อกับน้องอีกคนเดินซื้อของอยู่ สักพักนึงน้องก็พูดว่า “ออกไป !! อย่ามายุ่ง !!” ตะโกนไล่ใครก็ไม่รู้ พูดแบบเด็กๆอะนะคะ 2-3 คำ นี่ก็เข้าใจว่าเอ้อสงสัยคงเล่นกับเด็กในภาพแหละ เพราะมันมีถุงแพมเพิสหน้าเด็กอยู่ใกล้ ๆ แต่ปรากฏว่าน้องไม่ได้มองตรงนั้นค่ะ น้องมองไปที่ว่าง ๆ เปล่า ๆ ไม่มีคนยืนเป็นที่โล่ง พูดตะโกนไล่ วนไปวนมาคำเดิม “อย่ามายุ่งๆ !! ออกไป !!” เราอุ้มอยู่ตกใจมากแล้วคิดว่าน้องคงเห็นแน่ ๆ เห็นใครสักคนที่เราไม่เห็นยืนอยู่ตรงนั้นแน่ ๆ ก็เลยถามไป “น้อง…พูดกับใครครับ ไหนบอกพี่ซิ” เราแบบใจมันตุบตับ ๆ ไปหมดถามน้องก็ไม่รู้จะได้คำตอบไหม เพราะน้องยังเด็กมาก แต่น้องไม่ตอบ พูดอยู่ประโยคเดิมซ้ำ ๆ เลยหันไปมองตามตรงที่น้องมองอยู่ หางตาเห็นคนแว้บ ๆ เงาดำผ่านไป ก็นึกตาฝาดเปล่าวะเนี่ย ในหัวคิดไปว่าอาจจะเป็นคนใน 7-11 นี้แหละ มองไม่ทันสายตาสั้นด้วยค่ะ ไม่ได้ใส่แว่น พอพ่อซื้อของเสร็จเดินมาเรียกก็รีบออกจากที่นี่เลย

เรานี่รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาแม่เลยค่ะ อุ้มน้องแล้วก็กอด ๆ ไว้ พูดแบบกระซิบกันสองคน “แม่ น้องพูดกับใครไม่รู้ หนูได้ยินน้องไล่ใครไม่รู้” แม่เดินมาลูบ ๆ หัวน้องเลยค่ะ แล้วก็พูดว่า “หนู หนูเห็นใครครับ ช่วยบอกเขาทีนะว่าเลิกตามมาได้แล้ว แค่นี้พวกเราก็ลำบากกันจะแย่แล้ว” แม่พูดจบปุ๊บเห็นน้องโบกมือให้คนข้างหลัง ที่น่าจะ ไ ม่ ใ ช่ ค น นั่นแหละ เรากับแม่นี่ยืนมองหน้ากันเลย ต่างคนต่างเงียบ น้องก็โพล่งมา “ไปแล้ว ไปแล้วนะ กลับบ้าน” ตอนนั้นไม่เชิงว่ากลัวนะคะในหัวมันไม่รู้ว่าจะให้คำอธิบายกับเรื่องนี้ยังไงดี เพราะเราไม่เชื่อ ครอบครัวไม่เชื่อ แม่เลยเดินไปฟ้องพ่อเลยว่าเอ้อเนี่ยลูกพูดอย่างนี้ บอกอย่างนี้ อีกอย่างรถเสียอีกต่างหาก มันแปลกเกินไป ไม่เคยเสียขนาดนี้มาก่อน พ่อเลยบอกกับแม่ “อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ เครื่องมันร้อนรถก็เลยดับ อีกอย่างซื้อมาหลายปีแล้ว จะมีปัญหาก็ไม่แปลกซักหน่อย  มันบังเอิญมาตรงกับวันนี้พอดี ไม่ต้องคิดมาก ถ้าแม่ไม่สบายใจก็กลับบ้านไปทำบุญให้เขาซะหน่อย” จบจากตรงนี้ปุ๊บทุกอย่างเป็นใจหมดเลยค่ะ จากที่หาแท็กซี่สักคันแทบจะไม่มี ก็มีแท็กซี่โผล่มาคันนึง คนขับคุย “เนี่ย ที่จริงผมจะกลับบ้านแล้วแหละ มากินข้าว บ้านผมอยู่แถวนี้ เห็นมีผู้หญิงคนนึงโบกรถให้มารับคนตรงนี้หน่อย ผมเลยแวะมารับยิ่งมีเด็กเล็กผมก็สงสารเด็กยืนกันเหนื่อย ๆ” ทุกคนก็นั่งเงียบไม่มีใครคุยกัน

แต่ส่วนตัวนะคะเราคิดว่า เ ข า ที่น้องเราเห็นไม่ใช่ป้าเราหรอก นำมาเล่าให้ฟังเพราะว่า จากวันนั้นยายสอนมาว่าเวลาจะเรียกใครหน่ะ ให้เรียกชื่อด้วย ไม่งั้นจะมี ค น ที่ไม่ใช่ ค น ตามมา เหมือนตอนกินข้าว “ทุกคนมากินข้าวสิ” นั่นล่ะ ระวังจะมีแขกไม่รับเชิญมาร่วมวงนะคะ(: ตอนนี้คือเวลาไปไหนมาไหนกินข้าวขึ้นรถลงรถแม่จะเรียกชื่อตลอดเลยค่ะ

ขอขอบคุณ : เรื่องผีสยองขวัญ(คนชอบผี)