คนเล่นของ เหตุเกิดเมื่อ 9 ปีที่แล้ว

สวัสดี เรามีเรื่องเล่าหลอนๆ มาเล่าให้ฟัง เมื่อ 9ปีที่แล้ว(ตอนนี้อายุ 25ปี) เราเคยมีประสบการณ์ของคนเล่นของ แล้วเมื่อปีที่แล้ว ตอนเรียนจบมาใหม่ ก็มาทำงานที่ระยอง แฟนเราก็พึ่งเจอไป(เดี๋ยวว่างจะเล่าให้ฟัง) เริ่มเลยนะ

เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว เราก็เรียนที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเราไปอาศัยอยู่บ้านย่าเป็นส่วนใหญ่ เพราะบ้านย่าใกล้วิทยาลัย (8กิโล) แต่บ้านเราเนี้ยห่างเป็น 20 โลเลย แล้วอีกอย่างก็มีเพื่อนไปเรียนเยอะด้วย ที่บ้านย่าก็ไม่มีผู้ชายอยู่เลยนะ พ่อเราก็แยกไปอยู่แม่กับเรา บ้านย่าก็มี ย่า ป้า อาเรา 2 คน (น้องสาวพ่อ) + (อาคนรอง สมมุติ ชื่อ หงส์) (ส่วนอาคนสุดท้อง ชื่อ แก้ว) อาหงส์ไม่ค่อยอยู่บ้าน เพราะแกไปอยู่คอนโดกับแฟนแก แกจะไปๆ มาๆ ตลอด บ้านย่าก็เป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีรั้ว มีพื้นที่หน้าบ้านกว้าง เรื่องมันมีอยู่ว่า….

อาแก้วเป็นลูกคนสุดท้อง ทุกคนในบ้านก็จะตามใจ โดนเฉพาะย่า ย่าจะรักอาแก้วมากกว่าลูกคนอื่นๆ (ใครๆ ก็ดูออก) อาแก้วเป็นคนที่มีนิสัย อยากได้อะไรก็ต้องได้ เอาแต่ใจ แต่อาแก้วดีกับเรา ตามใจเรามาก เพราะเราเป็นหลานคนแรก

อาแก้วเป็นคนสวย หน้าหมวย ผิวพรรณดี ขาวเนียน อวบนิดๆ มีหนุ่มๆมาติดเยอะ แต่อาแก้วก็ไม่สนใจใครนะ จนกระทั้งมีผู้ชายคนนึง (สมมุติชื่อ ลุงศักดิ์) อายุประมาณ 40-45 ปี ฐานะค่อยข้างดี หน้าตาไม่ขี้เหล่ เป็นคนมีสีในทางการเมืองท้องถิ่น มาชอบอาแก้ว แต่ลุงศักดิ์มีภรรยาอยู่แล้วแต่แยกกันอยู่โดยที่ยังไม่ได้หย่า

อาแก้วก็มีใจให้ลงศักดิ์ ลุงศักดิ์ก็ไปมาหาสู่ ไปกินข้าว ลุงศักดิ์ก็ซื้อของมาให้ย่าบ่อยๆ ลุงเค้าก็ดีนะ เป็นห่วงทุกคนในบ้าน ซื้ออะไรมาให้ประจำ ทีนี้เรื่องที่ลุงศักดิ์มาจีบอาแก้ว ก็ถึงหูภรรยาลุงศักดิ์ ภรรยาลุงศักดิ์ก็พาลูกน้องอีก 1 คน มาด่าอาแก้วถึงบ้านเลย แต่อาแก้วไม่อยู่ มีแต่ย่าเราอยู่ ภรรยาลุงศักดิ์ก็ปาหินเข้ามาในบ้านเรา เราก็ได้ยิ่งเสียงเอะอะ (ตอนนั้นเราอยู่บ้านญาติ ก็ข้างๆบ้านย่านั้นแหละ) เราก็เดินออกมาดู ญาติที่เรียนห้องเดียวกับเราก็เดินออกมาด้วย ตอนนั้นก็เด็กอ่ะ อายุ 16 ได้ กำลังห้าวเลย (เป็นใคร มาปาหินใส่บ้านกู) เรากับญาติ (เป็นเพื่อนกัน)+(สมมุติชื่อ หญิง) เดินไปหาเค้า ตอนนั้นจำได้ว่ารีบมาก ไม่ได้ใส่รองเท้าด้วย เดินเข้าไปถามเค้าว่า

“น้าเป็นอะไร มาโวยวายอะไร หน้าบ้านย่าหนู น้าหันไปดูข้างหลังสิ คนเค้ายืนดูกันให้หัวดำไปหมด น้ามายืนด่า มาปาหินอยู่เนี้ย ไม่อายคนเค้าไง เค้าจะว่าเอานะ ว่ารังแกคนแก่” (ตอนนั้นคิดนะ ถ้าด่ากู กูตบจริงๆ ในมือเราก็ถือฟุตเหล็กอยู่ด้วย)

ภรรยาลุงศักดิ์ก็หันไปมอง น้าแกคงอายอ่ะ แกก็ตะโกนว่า

“เออ…วันนี้กูจะพอแค่นี้ก่อน วันหน้าโดนแน่”

แล้วน้ากับลูกน้องอีกคนก็ขี่มอไซค์ไปเลย หลังจากนั้นน้าแกก็โดนลุงศักดิ์จัดการ โดยไม่ให้เงินส่งเสีย และไล่ออกจากบ้าน ให้ไปอยู่ที่อื่น (บ้านลุงศักดิ์แก่มีหลายหลัง) แต่ภรรยาลุงศักดิ์ก็ไปอยู่บ้านแม่ของลุงศักดิ์ เพราะแม่ลุงศักดิ์แกสงสาร และเห็นแก่หลานๆ (ลุงศักดิ์แกบอกว่า จะหย่าไม่ได้ เพราะต้องเล่นการเมือง ถ้าหย่ามันจะดูว่าชีวิตไม่ราบรื่น ไม่สมบูรณ์แบบ)

หลังจากนั้นเรื่องราวก็ผ่านมาเรื่อยๆ อาเราก็เหมือนเมียน้อยเค้านั้นแหละ อาเราก็อยากให้ลุงศักดิ์หย่ากับภรรยา อาเราก็หาวิธีตามๆ จนอาเราได้ไปคุยกับคนแถวๆบ้านนั้นแหละ คนนี้พึ่งย้ายมาไม่กี่เดือนเอง แฟนเค้าเป็นคนมีของ เป็นคนแถวอีสานใต้อ่ะ ทำของ ทำเสน่ห์ สั่งเป็นสั่งตายได้ (เค้าคุยมาแบบนั้น) (สมมุติว่าชื่อ พี่กิ๊ก แฟนเค้าชื่อ พี่ชาย) + (พี่กิ๊กกับพี่ชาย อายุเยอะกว่าเรา แต่น้อยกว่าอาเรานะ) อาแก้วก็เลยสนใจ ทำของใส่ลุงศักดิ์ เพราะอาแก้วแกอยากให้ลุงศักดิ์หย่ามันภรรยา และแต่งงานกับแก

พี่ชายก็ตกลงกับอาเราว่า ต้องมีค่าเหนื่อย ค่าครูนะ ตกลงราคากัน (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แต่แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ถ้าไม่ได้ผลก็ไม่จ่าย) พี่ชายก็นัดอาเรา เค้าบอกว่า
“วันที่จะทำพิธีได้ ต้องเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นวันโกน หรือวันพระเท่านั้น”
ตอนนั้นกลับจากโรงเรียนมา อาเราก็ให้ไปซื้อเทียนแดง เทียนดำ ธูป แกง 1 ถุง ขนมหวาน 1 ชิ้น เราก็ไม่สงสัยอะไรนะ ไปซื้อมาให้ พอกลับมาถึงบ้าน เราก็ถามอาว่า

“ให้ซื้อมาทำไรเนี้ย เทียนดำหาซื้อโคตรยากเลย”

อาก็ตอบว่า

“อยากรู้ไหมอ่ะ เดี๋ยวเที่ยงคืนเจอกัน”

พอเวลาเที่ยงคืน เราก็ออกจากบ้านไปพร้อมอา (ต้องเงียบๆนะ เดี๋ยวย่าได้ยิน) เดินไปที่บ้านพี่กิ๊กและพี่ชาย เดินไปไม่ถึง 20 ก้าว เพราะบ้านห่างกันแต่ 2 หลัง บ้านพี่กิ๊กกับพี่ชายเป็นร้านค้า พอมาถึง พี่กิ๊กก้บอกว่า

“ขึ้นไปข้างบนเลย หนูเตรียมของไว้แล้ว”

ขณะที่กำลังเดินไป พี่ชายพูดขึ้นว่า

“น้องไม่ต้องขึ้นไปหรอก”

เราก็ถามว่า

“ทำไมอ่ะ”

พี่ชายก็บอกว่า

“เออน่า…เชื่อพี่ดิ”

ก็เดินกลับ คิดในใจเลยว่า ที่ไม่ให้ขึ้นไปเพราะจะหลอนกินตังอาเราป่ะว่ะ เดี๋ยวๆ จะบอกอา ไม่ต้องให้เงินพวกมึงเลย งมงายจริงๆ

เช้ามาเราก็ไปโรงเรียนตามปกติ ก็เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง (เพื่อนสนิทเลย เป็นผู้ชาย แต่เหมือนเกย์อ่ะ) เพื่อนก็บอกว่า
“ไม่ต้องให้อาทำนะ พามาหาอาจารย์กู ไม่คิดตังเลย”
ตอนนั้นเราก็พึ่งรู้ว่าเพื่อนคนนี้ก็มีองค์ พอหลังจากนี้ 2ปี เพื่อนก็จัดงานไหว้ครูใหญ่โต มีลูกศิษย์มางานเยอะมาก มีวงมโหรีชุดใหญ่ มีอาหารเลี้ยงเยอะเลย(งานนี้กินฟรี มีเกียรติครับผม) เพื่อนเราแต่งชุดสีเขียว ใส่วิก เป็นผู้หญิงเลย แต่ปัจจุบัน ขาดการติดต่อ ไปหาที่บ้านก็ไม่อยู่ตลอดเลย มีแต่ไม้ตะเคียนท่อใหญ่ๆ วางไว้ ถามญาติก็บอกว่า พ่อหมอไปตั้งศาล (พึ่งรู้ว่า เพื่อนเราคนนี้ รับสักยันต์ด้วย)

พอเลิกเรียนเราก็รีบกลับบ้านมาบอกอาเลย อาเราจะได้ไม่โดนหลอน (คือเป็นคนไม่เชื่อไง เราสายขาว) อาเราก็รับฟังนะ พอเวลาผ่านไป ประมาณ 3 วัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สรุปของที่พี่ชายทำก็ไม่ได้ผลค่ะ เราก็เลยถามอาว่า

“วันนั้นเค้าทำอะไรบ้าง”

อาเราก็บอกว่า

“พอขึ้นไปบนดาดฟ้าบ้านพี่กิ๊ก ก็มีของ เครื่องเซ่นไหว้ มีกระทงที่ทำจากใบตอง ใส่ข้าวขาว ข้าวแดง อาหารคาว ของหวาน น้ำแดง น้ำเปล่า อาเราก็เอารูปถ่ายของลุงศักดิ์ให้พี่ชาย พี่ชายก็ทำพิธี จุดธูปแล้วก็ท่องคาถา”

เราก็บอกว่า

“สงสัยจะโดนหลอกตังแล้วแหละ อาไม่ต้องให้ตังเค้านะ แล้วเค้าเรียกเท่าไหร่”

อาบอกว่า

“5000 บาท แต่ถ้าไม่ได้ผล เค้าก็ไม่เอา”

หลังจากวันนั้น อาแก้วก็ซื้อไวน์ไปหนึ่งขวด เอาไปให้อาจารย์ของเพื่อนเรา (แม่หมอ) ไปปลุกเสก อาจารย์เค้าก็ท่องคาถาเมตตามหานิยม 3 วัน 3 คืน แล้วก็เรียกให้อาเรามาเอาไวท์พร้อมสีผึ้งไป อาจารย์ให้อาเราชวนลุงศักดิ์ไปทานข้าว แล้วใช้สีผึ้งทาปากตัวเอง ให้คิดดี ทำดี ห้ามด่า ห้ามหงุดหงิด (เพราะตอนนั้นอาเราขี้โมโห ชอบด่า เอาแต่ใจ หรือเรียกง่ายๆ ว่า งี่เง่าปกติก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว) อาเราก็ทำตามคำที่อาจารย์บอก เย็นวันนั้นก็ไปทานข้าวกัน คืนนั้นอาเรากลับดึกเลย

พอเย็นวันรุ่งขึ้น เราก็ถามอาว่าเป็นไงบ้าง อาก็บอกว่าดีมากเลย ได้ผล ลุงศักดิ์ตามใจทุกอย่าง กินข้าวเสร็จก็ไปดูหนังกัน. อยากได้อะไรก็ซื้อให้ อาเราก็ไปหาอาจารย์อีก บอกว่าอยากให้ปลุกเสกไวน์ให้อีก แต่อาจารย์กลับปฏิเสธ แล้วบอกว่า

“ต่อไปนี้ จะไม่ปลุกเสกของอะไรให้อีกแล้ว หลังจากนี้ให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้คิดดี ทำดี ปฏิบัติดี ไม่ว่าร้ายหรือใส่ร้ายใคร อย่ายุยงให้ใครเลิกกัน ทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรม นายเวร อุทิศบุญให้เทวดา และเทพธิดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิที่คุมครองตัวเอง ท่านจะได้มีกำลังช่วยเรา”

อาเราก็รับฟัง ทำดีได้ไม่ถึงอาทิตย์ ก็เป็นเหมือนเดิม งี่เง่าเอาแต่ใจ จะให้ลุงศักดิ์หย่ากับภรรยาอย่างเดียวเลย จนลุงศักดิ์ตีตัวออกห่าง

ในระหว่าง 3 วันที่อาเราปฏิบัติดี พี่กิ๊กก็เข้ามาคุยกับอาเรา ถามว่าไปหาใคร ไปให้ใครช่วยมาหล่ะ พี่ชายเค้าเห็น เค้ารู้ เค้าบอกว่า

“ของแบบนี้อยู่ได้แปปเดียว เดียวก็หมด ไม่เหมือนของเค้า อยู่คงทน กับมาทำต่อไหม ไม่คิดตัง”

แต่ตอนนั้นอาเราไม่เอาแล้วไง แต่พอลุงศักดิ์เลยตีตัวออกห่าง อาก็กลับไปใช้บริการพี่ชาย หมอผีจอมลวงโลกอีกครั้ง คราวนี้พี่ชายให้น้ำมันพรายขวดเท่านิ้วโป้งมาหนึ่งขวด ในขวดมีน้ำใสๆ สีเหลือง มีว่านอยู่ในขวด เปิดขวดออกมา มีกลิ่นหอม หอมมาก (กลิ่นเหมือนน้ำหอมเลย)

หลังจากนั้น ลุงศักดิ์ก็ตีตัวออกห่างจากอาเรา อาเราก็เอาไปใช้น้ำมันพรายที่ได้ เชื่อไหมว่าได้ผลจริงๆ อาเราก็ใช้มาตลอด 3 วันใช้ที 1 อาทิตย์ใช้ที ใช้มาตลอด ช่วงนั้นลุงศักดิ์หลงอาเรามาก… อาอยากได้อะไรก็ให้ จนอาเราจะซื้อบ้าน ไปดูบ้านกันเลยนะ แต่เรื่องถึงหูภรรยาและแม่ของลุงศักดิ์ แม่ของลุงศักดิ์สั่งห้ามไม่ให้ลุงศักดิ์มายุ่งกับอาเราอีก (ตอนนั้นแม่เค้าคงรู้แล้วว่า อาเราเล่นของใส่) อาเราโทรคุยกันลุงศักดิ์ ทะเลาะกันเสียงดังลั่นบ้านเลย อาเราบอกประมาณว่า

“ไปอาบน้ำมนต์ทำไม คุณไม่ได้เป็นอะไร คุณเชื่อแม่มากกว่าชั้นใช่ไหม”

แล้วอาเราก็วางสาย อาเราก็ด่าชุดใหญ่เลยว่า “อี……แก่แล้วไม่อยู่ส่วนแก เดี๋ยวก่อนเถอะ พวกมึงรวมหัวกันแกล้งกู ก็ไม่ต้องอยู่แบบสงบสุขอีกต่อไป” (ย่ามาเล่าให้ฟัง ย่าให้เราไปคุยกับอา ว่าอย่าไปทำไรเค้านะ)
(เรื่องเล่าของย่า)
พอตกดึกคืนนั้น อาเราก็เดินออกไปหน้าบ้าน (บ้านย่าเราติดถนนในซอย เป็นถนนสวนเลน) พร้อมพวกอีก 3 คน มีพี่ชาย พี่กิ๊ก และผู้ชายอีกคน (อายุประมาณ 18ปี สมมุติชื่อโค้ก) ด้วยความเป็นห่วง ย่าก็เดินออกไปดู บอกให้เข้าบ้านได้แล้ว ดึกแล้ว อาเราตอบว่า “เดี๋ยวชายมันจะเรียกผีมาให้ดู แม่จะดูไหม ถ้าไม่อยากเห็นก็เข้าบ้านไปก่อน” ย่าเราไม่กล้าดู รีบเดินเข้าบ้านเลย (ส่วนตัวเรากลับบ้านพ่อ เพราะเป็นเสาร์ อาทิตย์)

เวลาสักประมาณ ตี 1 ย่าเราก็นอนไม่หลับ เป็นห่วงอา ย่าบอกว่าคืนนั้น หมาหอนทั้งคืนเลย สักพักก็ได้ยินเสียงประตูดัง แอ็ด………. แล้วก็มีเสียงสับกรประตู แล้วก็มีเสียงเปิด – ปิดประตูห้องของอา พอเช้าวันรุ่งขึ้น ย่าถามว่า “เป็นไงเมื่อคืนทำไรกัน” อาบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอกแม่”

พอตกดึก ประมาณ 4-5ทุ่ม ละครจบ ย่าก็ปิดไฟ ปิดทีวีนอน (ย่าเราไม่นอนในห้องนะ ย่าชอบกางมุ้งนอนกลางบ้าน) ย่าก็ได้ยินเสียงเปิดประตู แล้วก็มีแสงสลัวๆ สาดรอดผ้าม่านมา ย่าก็ลุกไปดู เห็นอาเรานอนบนพื้นปูน มีเทียนจุดบนหัว 3เล่ม แล้วก็คุยกับใครก็ไม่รู้ หมาก็หอนระงมเลย ย่าเลยตัดใจ ตะโกน

“เฮ้ย……อีหนู ทำอะไร เดี๋ยวไฟก็ไหม้ผมหมดเช็ด (ภาษาท้องถิ่น)”

อาก็ลุกขึ้น ไม่ดับเทียนด้วย แล้วก็เดินเข้าห้องเลย จากนั้นย่าก็บอกว่า ย่าได้ยินเสียงอาพูดอยู่คนเดียว พูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวเลย พอวันอาทิตย์เรากลับมา ย่าก็ใช้ให้เราอ่ะ ไปถามอาว่ามีไรจะเล่าให้ฟังไหม มีไรก็เล่าให้หนูฟังหน่อย ย่าเป็นห่วง

เราก็เดินไปคุยกับอาแก้ว (เรานอนห้องเดี๋ยวกับอานะ สนิทกันมาก เพราะอาเรายังไม่แก่อ่ะ ยังวัยรุ่นอยู่เลย ตอนนี้อายุจะ35แล้ว) อายังไม่ได้เล่าไรให้ฟังนะ พอกินข้าวเสร็จ เราก็อาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอน เราก็นอนดูละครกับอาตามปกติ พอละครจบ อาก็ปิดทีวี ทีนี้ในห้องก็มืดมาก

อาก็พูดขึ้นว่า “วันที่เราไม่อยู่ พี่ชายเรียกผีมาให้อาดู ผีรูปร่างเหมือนคนเลย แต่ตัวสั้นนิดเดียว สูงประมาณ 1 เมตร เป็นผีผู้หญิง มาเกาะอยู่ที่เสาไฟ”

เราก็ถามว่า “ผีเค้ามายืนดีๆ ไม่ได้เหรอ ทำไมต้องเกาะเสาไฟด้วย ผีตัวเตี้ยเพราะเป็นเด็กหรือป่าว”

อาก็ตอบว่า “อาก็ตั้งเครื่องเซ่นไว้ ถ้าผีตัวไหนผ่านมา ผีตัวนั้นจะได้กิน แต่พอดีจังหวะนั้น ผีตัวนี้ผ่านมาพอดี พี่ชายเลยยกให้เป็นบริวารอาเรา พอได้มา อาก็เรียกเข้าบ้าน “เราก็ถามว่า “แล้วเอาเข้ามาทำไม ศาลพระภูมิให้ผีเข้าบ้านได้เหรอ”

อาตอบว่า “ก็อาอนุญาตแล้ว ทำไมจะเข้าไม่ได้ เมื่อคืนก็นอนคุยกันทั้งคืน แต่คืนนี้อาไม่ให้เข้ามา อารู้ว่าเรากลัว” (ผมนี้โล่งใจเลย)
เราก็ถามอาต่อว่า “ย่าบอกว่า อาคุยคนเดียว แล้วก็ไปนอนจุดเทียนตอนกลางคืน”

อาก็บอกว่า “ก็คุยกับผีตัวนั้นแหละ เค้าชื่อสาว(สมมุติ) ตอนตายอายุแค่ 17 เอง โดนหลอกมาข่มขืน แล้วฆ่าทิ้งที่ค่ายลูกเสือนี้เอง เป็น 20 ปีมาแล้วนะ สาวก็บอกนะ ว่าศพโดนฝั่งตรงไหน ตอนที่ตาย พ่อแม่ก็ไม่รู้ น่าสงสาร”

เราก็บอกว่า “ทำไมไม่ไปขุดดูอ่ะ ไปกันไหม จะได้รู้กันไปเลย ว่ามีจริงไหม”

อาตอบว่า “ป่านนี้คงไม่เหลืออะไรแล้ว”

เราถามว่า “แล้วเมื่อคืนจุดเทียนทำไม”

อาตอบว่า “ก็เรียกสาวมาหา เรียกมาใช้งาน เราต้องจุดธูปขอเจ้าที่บ้านเราก่อน แล้วอาต้องนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก จุดเทียนไว้บนหัว สาวก็มาจริงๆ มานั่งบนหัวอา เชื่อไหม ลมก็แรง หมาก็หอน แต่เทียนไม่ดับ”

เราถามต่อว่า “แล้วอาใช้งานอะไรเค้า”

อาตอบว่า “เออน่า เดี๋ยวก็รู้เอง นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ไปเรียนไม่ใช่เหรอ”

เราก็นอน แต่นอนไม่หลับ ก็อาเอาขวดน้ำมันพรายไว้บนหัวเตียง สักพักอาก็หลับไป แล้วพลิกตัวมาหาเรา เราก็หันไปมอง ในความมืด เราก็จ่อง พยายามจ่องเข้าไปใกล้ ทำไมหน้าที่เราจ่องอยู่ หน้าไม่เหมือนอาเราเลย เป็นหน้าใครไม่รู้ จมูกใหญ่ๆ ปากหนาๆ ผมฟูๆ เรากลัวมาก เลยหันหลังให้อา แล้วคลุมโปร่งถึงเช้าเลย

เช้ามาก็ไปเรียนปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เม้ามอยกับเพื่อนปกติ เพราะวันหยุดไม่ได้เจอกันเลย แม่หมอเพื่อนเราก็ถามว่า “เป็นไงบ้าง อาโอเคยัง” เราเล่าให้แม่หมอฟัง แม่หมอก็ให้เราไปหาพระนาคปกมาบูชา เพื่อปกปักรักษาเรา สิ่งชั่วร้ายจะได้ทำอะไรเราไม่ได้

หลังจากวันนั้น ก็เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลยนะ สงสัยเป็นเพราะเราอยู่บ้านด้วยแหละ อาเลยไม่ทำอะไร แต่มีอยู่คืนนึง อาชวนเราไปงานวันเกิดเพื่อนอา แถวบ้านนี้แหละ กำลังจะแว๊นไปกัน เสียงย่าตะโกนมาว่า “อย่าพากันกลับดึกนะ พรุ่งนี้หลานไปเรียน” ก็โอเค ไม่ดึกๆ อาก็ดื่มกัน เราก็นั่งกินกับแกล้มสิครับ

พอสัก 5 ทุ่ม อาก็บอกว่า “เดี๋ยวไปส่งหลานก่อน เดี๋ยวกลับมาใหม่” อาก็มาส่งเรา แล้วอาก็ออกไปอีก กว่าจะกลับก็เกือบตี3อ่ะ (ปกติเราจะไปด้วยนะ แต่ต้องเรียนเช้าไง) คืนนี้เราไม่นอนห้องอานะ แต่ไปนอนกับย่าแทน เพราะไม่กล้านอนห้องอาคนเดียวแล้ว กลัวอ่ะ

เช้ามาก็ไปเรียนปกติ เย็นก็กลับบ้านย่า อาก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนเกือบเอาตัวไม่รอด เจอดีเข้าแล้ว อาเล่าว่า “เมื่อคืนออกไปกินข้าวต้มกัน แล้วมีล็อตตารี่มาขาย ด้วยความเมา อาเราก็พูดว่า “ยังไม่ได้เลขเด็ดเลย ไม่รู้จะซื้ออะไร ไปหาโต๊ะอื่นก่อน” จนคนที่นั่งโต๊ะข้างหันมาแล้วพูดว่า “อ่าว…แก้วเอ่ยเหรอ เจ๊ก็คิดว่าเสียงใคร เจ๊กำลังจะไปขูดหวย ไปด้วยกันไหมอ่ะ ที่ค่ายลูกเสือนี้เอง”

สรุปก็ไปพร้อมกัน มอไซค์ 3 คัน ผู้หญิง 6 คน พร้อมแป้ง และ ไฟฉาย ก็ขี่เข้าไป เป็นทางมอไซค์เล็ก มีแต่ป่า ขี่ไปก็เจอต้นยางใหญ่เลย (แถวนี้แหละ ที่รายการผีชอบมาถ่ายทำบ่อยๆเลย แล้วก็มีข่าวเด็กวัยรุ่นมาลองของ แล้วตายอ่ะ) ก็เดินไปขูดหวย เอาแป้งทา แล้วก็ลูบๆๆ ทุกคนเห็นเลขกันหมด ยกเว้นอาเรา อาเราก็โวยวายเลย “โอ๊ยไม่ว่ะ เค้าเห็นกันหมด ทำไมกูไม่เห็นอยู่คนเดียว” (เมาด้วยไง เลยปากไม่ดี)

พูดไม่ทันขาดคำ เพื่อนอาที่ไปด้วยกันก็ร้อง “เฮ้ย…แก้ว วิ่งเร็ว” อาก็ถามว่าวิ่งทำไมอ่ะ เพื่อนอาก็ชี้ไปบนต้นไม้บอกว่า “งูๆ” อาก็มองขึ้นไป เห็นงูตัวใหญ่เท่าขา ตัวสีขาวทั้งตัวเลย ตาแดงสะท้อนแสงไฟฉาย แผ่แม่เบี้ยอยู่บนต้นไม้ เท่านั้นแหละ พากันวิ่ง ล้มลุกคลุกคลาน วิ่งวนกันอยู่แบบนั้นแต่ 2 คน ส่วนพวกเจ๊ๆ 4 คนเค้าวิ่งไปถึงรถกันหมดแล้ว

พวกเจ๊แกก็ร้องเรียก แล้วส่องไฟจากไฟรถมาหาอาเรา แต่อาเรากับเพื่อนก็วิ่งวนกันอยู่แบบนั้น ทีนี้ลุงเจ้าของร้านข้าวต้มก็ขับรถกะบะมาตาม เพราะแกเป็นห่วง เห็นว่ามากันแต่ผู้หญิง แกกลัวจะเกิดอันตราย เพราะสมัยนั้น พวกแก๊งเด็กวัยรุ่นที่ชอบรุมโทรมผู้หญิงออกอาละวาด

แกก็ดูเหตุการณ์ เห็นว่าท่าไม่ดี แกก็เลยยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด อาเรากับเพื่อนถึงได้สติ แล้วพากันขี่รถไปที่ร้านข้าวต้ม อาเราก็เล่าเหตุการณ์ให้พวกเจ๊ๆ เค้าฟัง พวกเจ๊เค้าบอกว่า เค้าไม่เห็นนะ แต่เห็นแก้ววิ่ง เจ๊ก็วิ่ง

หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไป ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก จนกระทั่งกลับจากโรงเรียน เป็นอานั่งตัดอะไรก็ไม่รู้ เป็นแผ่นดำๆ ตัดแล้วเอามือบี้ให้มันละเอียด ใส่กะละมัง เราก็ไม่ได้สนใจ นึกว่าย่าใช้ให้อาบี้กากมะพร้าวมาทำขนมเปียกปูน

เช้ามาเราก็ไปเรียนปกติ เพื่อนที่เป็นแม่หมอก็เอาพระมาให้เรา เป็นท้าวเวสสุวรรณ มี 2 ด้าน ด้านนึงหน้ายักษ์ เอาไว้ป้องกันสิ่งไม่มี อีกด้านนึงเป็นหน้าเทพ เอาให้เมตตา ทำมาค้าขายขึ้น ไปไหนก็มีแต่คนรัก คนเมตตา เงินทองไหลมาเทมา ให้เราเก็บไว้ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เราก็ยังเก็บไว้นะ แต่ตอนนี้เราเอาไปเลี่ยมทองแล้ว เพราะว่าเราเชื่อว่าท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เราขออะไร ก็ได้ตลอดอ่ะ แต่เราก็ต้องสวดมนต์ นั่งสมาธิให้ท่านนะ ตามสัญญา ล่าสุดที่เราเลี่ยมทองให้ท่าน เราขอว่า “ให้มีลูกค้ามาซื้อของหนูเยอะๆ ซื้อเงินสด ให้ได้กำไรมากพอที่จะเลี่ยมทองให้ท่านได้” ก็ได้มากพอจริงๆ ได้มา 6,000 บาท เราก็ทำตามสัญญา เลี่ยมทองให้ท่านเลย

พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์นี้ เราไม่ได้กลับบ้านพ่อ เพราะเราจะไปกับอา อาจะพาไปดูเค้าทำของ เย็นวันนั้นก็นัดกัน พี่ชายก็บอกว่า “3ทุ่มเจอกันที่บ้านเค้า ห้ามเอาพระไปนะ” พอ3ทุ่ม ก็ไปกัน เราก็นั่งกระบะไป มีคนขับเป็นใครไม่รู้ ไม่เคยเห็น แต่เค้าก็มาจ้างพี่ชายทำของเหมือนกัน เพราะแม่พี่เค้าโดนทำของใส่ วันพระ วันโกนขาจะบวม เดินไม่ได้เลย แล้วพี่เค้าก็รู้ตัวตัวทำแล้วด้วย

บนรถก็มีเรา อาแก้ว พี่กิ๊ก พี่ชาย โค้ก พี่คนขับ ขับเราไปทางไหนก็ไม่รู้นะ มีแต่ป่า เราก็พยายามมองหาป้าย ก็ไม่มีเลย พอมาเจอป้ายอีกทีก็ เป็นป้ายชื่อโรงเรียนรถไฟ อะไรสักอย่าง เป็นป้ายไม้ สักพักรถก็เข้าสู่ถนนลูกรัง 2 ข้างทางเป็นสวน แล้วรถก็เลี้ยวเข้าบ้านหลังนึง เป็นบ้านปูน ไม่ทาสี หลังเล็ก รอบๆเป็นสวนมะพร้าว

พอเราดับเครื่อง ก็มีย่าคนนึง เดินกะเผลกๆ ออกมา เราก็สวัสดีย่า ย่าเป็นแม่ของพี่คนขับ พี่แกก็ให้ดูขาย่า ขาย่าบวมจริงๆ เหมือนมีใครเอาน้ำฉีดเข้าไป (น่าสงสาร) พี่คนขับก็บอกอีกว่า “เดี๋ยวหมดวันพระ หมดวันโกน ขาก็ยุบ” พี่คนขับพูดจบ ก็พาเราเดินไปที่คอกหมู แต่ตอนนั้นไม่มีหมูแล้วนะ ไม่ได้กลิ่นขี้หมูด้วย ลักษณะคอกหมูก็เป็นปูน ก่อขึ้นสูงประมาณ 80 ซม. ก่อเป็นล็อก ล็อกนึงกว้างประมาณ 4*4 เมตร

พี่คนขับก็ถามพี่ชายว่า “ตรงนั้นทำได้ไหม” แล้วชี้ไปในคอกหมู พี่คนขับก็พูดขึ้นว่า “เป็นคอกหมูร้าง เพราะหมูโดนไฟไหม้ตายหมด ตอนนั้นผมกับแม่ไปตลาด กลับมาหมูก็ตายหมดแล้ว คงมีคนแกล้ง” พี่ชายก็บอกว่า “ได้ สถานที่ใช้ได้” พี่คนขับก็พาเราเดินไปนั่งในคอกหมู แล้วก็ปูเสื่อ รอพี่กิ๊กและพี่ชาย ที่ยืนทำพิธีขอเจ้าที่เจ้าทางอยู่ด้านนอก เรานั่งในล็อก ที่เค้ากั้นไว้ เรานั่งหันหลังให้บ้าน นั่งหันหน้าให้ป่า แต่ก่อนเป็นป่า มันมีทางน้ำเล็กๆ ขั้นอยู่ (คอกหมู ทางน้ำเล็กๆ แล้วก็ป่า) มองไปเห็นมีต้นไม้ใหญ่ ป่าดงดิบชัดๆ เลย

คืนนั้นค่อยข้างสว่าง เพราะพระจันทร์เต็มดวง ด้านซ้ายเราก็เป็นโรงเก็บอุปกรณ์ ด้านขวาก็เป็นล็อกกั้นหมูอีกประมาณ 2ล็อก ระหว่างรอ พี่คนขับรถก็เตรียมเครื่องเซ่น ก็เหมือนเดิมแหละ กระทง ข้าวขาว ข้างแดง อาหารคาว หวาน น้ำ มีอยู่ 5 กระทง พอพี่ชายกับพี่กิ๊กเดินมาถึง แกก็มานั่งอยู่หน้าสุด ก่อนที่พี่ชายจะนั่ง แกก็หยิกอะไรสักอย่างขึ้นมา แล้วท่องคาถา แล้วแกก็ยื่นให้โค้ก แกบอกว่า “เสือเอาไว้กินวิญญาณที่เข้ามารบกวน เอาวางไว้มุมเสื่อ” ไอ้โค้ก มันก็ขี้ขาด ไม่กล้าหยิบ แล้วมันก็มานั่งแทรกที่เรา ให้เราไปนั่งมุมเสื่อ แล้วมันไปนั่งตรงกลางวง

เราเลยรำคาน หยิบรูปหล่อเสือมาวางไว้ที่มุมเสื่อ (เป็นรูปหล่อทำจากโลหะ เป็นรูปเสือนั่ง) คราวนี้พี่กิ๊กแกก็พูดว่า “ใครกลัว ก็ไปรออยู่ที่รถนะ ไปตอนนี้ยังทัน แล้วถ้าไม่ยินเสียงอะไร เห็นอะไร ห้ามทัก ห้ามวิ่ง ถ้าวิ่งข้ามทางน้ำไป ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ คุมได้แค่ทางน้ำ หลังจากนั้น ไม่ใช่ที่ของเราแล้ว”

พอพูดจบ แกก็ช่วยพี่ชายจุดเทียนสีแดง แล้วเอากระดาษกับปากกาแดงให้ทุกคน แล้วบอกให้ทุกคนเอาปากกาแดง เขียนชื่อคนที่เราจะสั่งให้มันตายลงกระดาษ แล้วยื่นมาให้พี่กิ๊กด้วย พี่คนขับก็เขียน โค้กก็เขียน อาเราก็เขียนเป็นชื่อนาง……………….. แล้วทุกคนก็ยื่นให้พี่กิ๊ก พี่กิ๊กก็พับกระดาษ แล้วประกบเทียนเอาไว้ พี่ชายแก่ก็หันมาถามว่า
“แน่ใจแล้วนะ ทำไปแล้วถอนไม่ได้”
ทุกคนก็พยักหน้า พี่ชายแก่ท่องคาถาไป ท่องเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้นะ ไม่เหมือนบทสวดมนต์แน่ๆ พอท่องจบ พี่ชายก็บอกว่า “รอให้เทียนไหมกระดาษจนหมด ก็เสร็จพิธี” แล้วไอ้โค้กก็เป็นห่าไรไม่รู้ ก้มหน้าก้มตา แบบมีพิรุธอ่ะ แล้วพี่กิ๊กก็บอกว่า “มาอีกแล้ว ลักยม มารอเครื่องเซ่นไหว้อีกแล้ว ทุกคนก็หันไปมองซ้ายมือ ที่เป็นห้องเก็บอุปกรณ์อ่ะ (เหมือนทุกคนจะเคยมาที่นี้กันแล้ว)

เราก็มอง ก็ไม่เห็นอะไร เราก็ถามอาเบาๆ ว่า “ไหนอ่ะ หนูไม่เห็นไรเลย” อาก็ตอบว่า “ตรงช่องนั้นไง มันเป็นช่องที่ก่ออิฐไม่หมดอ่ะ เราก็มองไปนะ แต่มันก็เหมือนผ้าใบอ่ะ ผ้าใบสีดำกับสีขาว คลุมเครื่องอะไรอยู่สักอย่าง(คิดในใจ บ้ากันป่ะว่ะ แลจะจินตนาการสูง) เราก็พยายามมองนะ แต่มองยังไงก็เป็นผ้าใบอ่ะ มันเอามาตบตา แล้วก็สร้างกุศโลบายขึ้นมาให้คนเชื่อ สักแปป โค้กก็บอกว่า “ไม่ใช่แค่ลักยมหรอก ยังมีอีก” พี่กิ๊กก็ถามว่า “ไหน มีอะไรอีก” โค้กก็พยักหน้า บอกว่า “นั้นไง นั้นไง ที่ทางน้ำไหลอ่ะ ตรงต้นมะพร้าวอ่ะ”

ทุกคนก็หันไปมอง ซ้ายมือนิดๆ (ประมาณ 10 นาฬิกา) อาเราพูดว่า “เค้าคือใครอ่ะ มากันตั้งเยอะ” พี่กิ๊กก็ส่ายหัว แต่พี่ชายพูดขึ้นมาว่า “เค้ามาดูเรานี้แหละ เค้าตามมาเฝ้าลูกหลานเค้า” เราก็มองไป ก็ไม่เห็นอีกอ่ะ เชื่อไหมตอนนั้นโคตรหงุดหงิดเลย อยากจะลุกไปเลย ไม่ต้องทำแล้ว เพราะเราไม่เห็นอ่ะ เราคิดว่ามีการหลอกกินเงินกันเกิดขึ้นแล้ว เราก็กระวิบถามโค้กว่า “ไหนชี้ให้กูดูหน่อยดิ ว่าเค้ายืนอยู่ตรงไหน”

ผู้สนับสนุน
โค้กก็กล้าๆ กลัวๆ ชี้ให้เราดูว่านั้นไง ฝั่งป่านั้นไง ตรงต้นมะพร้าวอ่ะ เราก็ถามว่า “เค้าเป็นยังไงอ่ะ” โค้กบอกว่า “เป็นผู้ชาย 5 คน ใส่โจงกระเบนสีแดง ไม่ใส่เสื้อ หน้าดุๆ ตัวแดงๆ ยืนอยู่ตั้ง 5 คน ไม่เห็นไง เค้ามองมาตลอดเลย” ก็เราไม่เห็นจริงๆ อ่ะ

ทีนี้เทียนก็ไหว้กระดาษจนหมด พี่ชายก็บอกว่า “พิธีวันนี้เสร็จแล้ว กลับกันได้แล้วเรา เก็บของ แต่เครื่องเซ่นก็เอาไว้แบบนี้แหละ ลักยมรอกินอยู่” พอทุกคนกำลังจะลุก พี่กิ๊กก็พูดขึ้นว่า “เดี๋ยวดิชาย มีคนเค้าอยากเห็น เค้ายังไม่เจอเลย” แล้วพี่กิ๊กก็หันหน้ามาทางเรา แล้วพูดขึ้นว่า “ใช่ไหมน้ำ คิดในใจซะดังเลย” พี่ชายก็เรียกผีมา ผีหิ้งห้อย 5555+ (เราตั้งชื่อเอง) เป็นดวงไฟสีนวลๆ ปล่อยมาทางขาวมือ ปล่อยออกมาจากป่า แต่ไม่ลากมาหาเรานะ มันก็ลอยอยู่แค่นั้นอ่ะ แล้วผีหิ้งห้อยก็ดับไป สงสัยหลอดไฟคงขาด หรือไม่ก็คนถือไม้พันหลอดไฟคงเมื่อยมือ จากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน

พอถึงบ้านเท่านั้นแหละ เราบอกอาเลยว่า “อาโดนหลอนแล้ว หนูไม่เห็นผีอะไรเลย ลักยมก็เป็นผ้าใบ ผู้ชาย 5 คนก็ไม่เห็น” อาก็บอกว่า “ดวงไฟไง เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ” เราตอบว่า “ดวงไฟอะไร เค้าซ่อนคนไว้ในป่า เอาไม้ไผ่พันสายไฟไว้ แล้วยื่นออกมา ทำเป็นดวงวิญญาณ หรือไม่ก็หิ้งห้อยอ่ะ คนมันจะเอาตังอ่ะ มันทำได้หมดแหละ” อาบอกว่า “หิ้งห้อยห่าไร ตัวใหญ่ขนาดนั้น วันก่อนอาก็ไปมา รู้งี้พาไปตั้งแต่วันนั้นก็ดี เจอเยอะกว่านี้อีก เห็นผู้หญิงนั่งเล่นพินอยู่บนกิ่งของต้นไม้ใหญ่ แล้วมีเสียงคนเดิน รอบเสื่อเลย” แล้วยังไงเราก็ไม่เชื่อนะ คิดอยากเห็น ว่าหลอนกินเงินอาเรา ถ้าเราเห็นอะ เราจะเชื่อ

หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อีกเลยนะ เพราะอาก็ไม่ได้ชวนเราไปไหน แล้วไม่ได้เล่าไรให้เราฟังอีก ก็มีวันนึง ไม่มีวิชาเรียน 2 ชม. ลูกศิษย์ของแม่หมอเพื่อนเราก็มาหาที่โรงเรียน ขอให้ดูดวงให้หน่อย เพราะวันเสาร์-อาทิตย์ ต่อดูดวงเยอะมาก แม่หมอก็ดูให้ตามปกติ พอดูเสร็จ เราก็บอกว่า “ดูให้กูบ้างดิ” แม่พ่อก็ขอตัง 1 บาท วางไว้บนไพ่

ขออธิบายหน่อยนะ ไพ่ที่ใช้ดุดวง ไม่ใช้ไพ่ป็อป หรือไพ่ยิปซีแบบที่เราเคยเห็นนะ ไพ่ของเพื่อนเรา ก็เป็นกระดาษแข็ง ขนาดเท่าไพ่ยิปซีอ่ะแหละ แต่รูปบนไพ่เป็นรูปในวรรณคดีอ่ะ มีนางโมรา ไกรทอง สิงห์ กินรี ประมาณนี้ ดูไปเรื่อยก็ปกติ ไม่มีอะไรร่าตื่นเต้น

พอแม่หมอเปิดไพ่ใบสุดท้าย เป็นไพ่พญายม (เรานี้ใจไม่ดีเลย) แม่หมอก็บอกว่า “ไพ่ใบสุดท้ายมันน่าจะดีนะ แต่ทำไมออกมาเป็นแบบนี้ว่ะ เพราะไพ่ทุกใบดีหมดเลย” แม่หมอก็เรียก หญิงญาติข้างบ้านเราไปดูอีกคน พอดูของหญิงจบ แม่หมอก็ให้เรากับหญิงอธิฐาน แล้วเลือกไพ่คนละใบ แต่ทำทีละคนนะ แม่หมอไม่ถามอะไรเรา เพราะเรามีอะไรก็เล่าให้แม่หมอฟัง

แต่แม่หมอถามหญิงว่า “ไปทำอะไรมา กูจะเห็นเงาๆเดินตามหลายวันแล้ว แต่กูก็ไม่ได้ทัก เพราะกูก็ไม่แน่ใจ แล้วก็ยังไม่เก่งพอ”

หญิงบอกว่า “ป่าวนะ ไม่ได้ทำอะไรเลย”

แม่หมอบอกว่า “ต้องไปทำอะไรมาแน่ๆ ไม่งั้นมันไม่ตามมาหรอก รู้ไหม ใครตามมา ผีตายโหง ผู้หญิง ชุดมันเปื้อนเลือดเต็มไปหมด ได้ไปรับอะไรใครมาหรือป่าว อยู่ๆ มันจะตามมาได้ไง เพราะดวงก็ไม่ได้ตก ผีอ่ะ มันไม่ตามใครง่ายๆ นะ ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมัน” (ภาษาไม่สุภาพหน่อยนะคะ เพราะเป็นเพื่อนกัน ก็พูดกันแบบนี้)

หญิงนั่งนึกแล้วก็พูดขึ้นว่า “อาแก้วอ่ะ ให้อะไรกูมาก็ไม่รู้ เป็นผง เหมือนพริกไทยดำป่นละเอียด แล้วให้กุไปโรยไว้ที่บ้านแม่ลุงศักดิ์(บ้านแม่ลุงศักดิ์เป็นร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า) กูแกล้งไปถามราคาของ แล้วกูก็โรย แล้วก็ออกมาเลย”

คราวนี้ก็ร้อนรน เป็นกังวนกันเลย แม่หมอเลยบอกว่า “ใจเย็นๆกันก่อน ถ้าผีที่ตามอยู่มันจะทำไร มันคงทำได้นานแล้วแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูมาบอก เย็นนี้กูไปพาอาจารย์กูก่อน เผื่อจะมีทางแก้”

พอเช้ามา แม่หมอเพื่อนเราก็บอกว่า “กูไปคุยกับอาจารย์มาแล้ว(คนที่เสกไวน์ให้อาเราตอนแรกอ่ะ) อาจารย์บอกว่า เย็นนี้ฝนจะตก ให้เราเอาขวดนี้ (แม่หมอยื่นขวดให้ เป็นขวดแก้ว เล็กๆ) ไปรองน้ำฝน ใต้หลังคาโบสถ์ เพราะเวลาฝนตก เทวดา เทพธิดาจะมาขัดถู ทำความสะอาดโบสถ์”

ตกเย็นเชื่อไหม ฟ้านี้มืดมาเลยนะ มีเสียงฟ้าร้องด้วย เราก็แว๊นกันไปเลย วัดนี้ศักดิ์สิทธ์นักแหละ ปรากฏว่า นานอยู่ครึ่งชั่วโมงได้ ไม่มีฝนหยดมาสักเม็ด แม่หมอก็เลยบอกว่า “ไม่เป็นไร เดี่ยวพรุ่งนี้มาใหม่” สรุปฝนไม่ตก 1 2 3 แยกย้ายกลับบ้าน

จนเช้าวันต่อมา แม่หมอก็ให้น้ำใส่ขวดแก้วเล็กๆ มา 2 ขวด แบ่งกับหญิงคนละขวด แม่หมอพูดว่า “นี้เป็นน้ำค้าง…..เวหา(จำชื่อไม่ได้ น้ำค้างอะไรเวหานี้แหละ) เย็นนี้ให้เอากะละมังใส่น้ำไว้ให้พออาบ แล้วเอาน้ำค้างในขวดเทลงไป ห้ามเทน้ำค้างลงไปก่อน แล้วค่อยเอาน้ำธรรมดามาผสมนะ พอเทเสร็จ ให้ตั้งจิตอธิฐานว่า “ลูกช้างชื่อ………..วันนี้ลูกช้างจะมาอาบน้ำแจ้งแจง เพื่อขจัดสิ่งไม่ดี ออกจากตัว และเมื่อใดที่น้ำที่ลูกช้างได้อาบ ไหลลงสู่พื้นดิน ก็ขอให้พระแม่ธรณีช่วยขจัดสิ่งไม่ดีในตัวลุกช้าง ให้ไหลไปกลับน้ำด้วยเถอะ” (ประมาณนี้อ่ะ เท่าที่จำได้)

พอตอนเช้า เราก็มาคุยกันว่า เราอ่ะรู้สึกสบายใจขึ้น วันนี้ไปถวายสังฆทานกันไหม แม่หมอบอกว่า ให้ไปก่อนพระท่านฉันเพลนะ เราก็โดดเรียนไปกันเลย ก็ไปวัดเดิมแหละ ที่ไปรองน้ำใต้โบสถ์อ่ะ ไปประมาณ 5 คน พอขึ้นไปกุฏิหลวงตา (ตอนนี้ท่านมรณะไปแล้ว) ยังไม่ทันได้พูดอะไร ท่านบอกว่า “ไอ้เด็กพวกนี้มันเป็นยังไงกันนะ ไม่มีเรื่อง มันก็ไม่มาหา” พอถวายสังฆทานเสร็จ ก็โดนพรมน้ำมนต์ซะหัวเปียกเลย

จากนั้นก็กลับแม่หมอก็เล่าให้ฟังว่า “ผงที่อาใช้หญิงไปโรยอ่ะ เป็นกระดูกผีตายโหง เป็นส่วนหน้าผากเลย แล้วก็ผสมกับของสกปรก มีเส้นผม กับประจำเดือน” พอแม่หมอพูดว่าประจำเดือน เราก็รู้ได้เลยว่า ประจำเดือนมาจากไหม จำกันได้ไหม ที่เราบอกว่าอานั่งตัดกากมะพร้าวอ่ะ ที่จริงไม่ใช่มะพร้าวนะ เป็นผ้าอนามัย ที่มันโดนเผา ที่จริงมันต้องละลายไปใช่ป่ะ แต่ที่อานั่งตัดอยู่มันเป็นก้อนอ่ะ ก้อนดำๆ ที่เรารู้เพราะเราเล่าให้ย่าฟัง เรื่องที่เราต้องอาบน้ำกลางแจ้ง ย่าก็มายืนเป็นเพื่อนเรา เพราะเรากลัวผี ย่าก็เลยเล่าให้ฟังว่า “ของดำที่อานั่งบี้ คือผ้าอนามัย”

พอหลังจากที่หญิงไปโรยของไม่ดีใส่บ้านแม่ของลุงศักดิ์ แม่ลุงแกก็ป่วยและไม่ได้นอนเลย ร่างกายอ่อนเพลีย เพราะเวลาดึก จะได้ยินเสียงคนเดิน วนไปวนมา เท่านั้นยังไม่พอ ลูกลุงศักดิ์ก็เข้ารพ. อีกคน เพราะมีเด็กมาเล่นด้วยทุกคืน พอไม่เล่นด้วยก็โดนหลอก โดนแกล้ง เลยต้องเข้า รพ. อีกคน (น่าสงสาร)

เรากับหญิงก็มาเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ ฟัง จนอาจารย์ที่สอนเราได้ยิน แกก็บอกว่า “รู้ไหม สมัยแกอ่ะ คนที่เค้าจะทำกระดูกผีตายโหงไปโรย หรือเอากระดูกให้ห่อผ้าไปโยนไว้บ้านคนอื่นได้อ่ะ เค้าต้องทำไงกัน พอเราโรยเสร็จ เราต้องแก้ผ้า แล้วก็เผาชุดที่ใส่ไปทิ้งเลยนะ แล้วก็ต้องดำน้ำกลับบ้าน เพื่อไม่ให้กระดูผีมันติดตัวเรา หรือติดเสื้อผ้าเรากลับบ้านมาด้วย”

เรื่องนี้มันก็ผ่านไป จนกระทั่ง หญิงรถคว่ำ ขาหัก แม่หมอบอกว่า “นี้ ดีมันไม่เอาถึงชีวิต” แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป อาเราก็หยุด เพราะพี่กิ๊ก กับพี่ชายเลิกกัน ช่วงนั้นอาเราจิตใจไม่ดีเลย คิดแต่เรื่องร้ายๆ ใจร้าย พูดคำด่าคำ กินเหล้า เมาทั้งวัน เหมือนสติไม่ดีอ่ะ จนเวลาต่อมา……

อาเราได้เดินทางธรรม เพราะแม่หมอเพื่อนเรานี้แหละ อาจารย์ของแม่หมอก็มาทำพิธีที่บ้าน บอกเจ้าที่เจ้าทาง ไม่ให้ผีตัวไหนเข้ามาให้บ้านได้อีก และก็เข้าของดำ ไปทำพิธีแล้วก็เผาทิ้ง หลังจากนั้น ย่าก็พาอาเราไปอาบน้ำมนต์ ที่ไหนว่าดีก็ไป การอาบน้ำมนต์ ไม่ใช่แบบนี้ทั่วไปนะ ที่วัดที่เราพาอาไปเป็นวัดที่อยู่บนเขา มองจากถนนขึ้นไป ก็จะเป็นพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ ตั้งเด่นเป็นสง่า การอาบน้ำมนต์มีพิธีจัดใหญ่โต มีพราหมณ์ มีบายศรีเป็นรูปพญานาค ผลไม้ ข้าวตอก ดอกไม้ งาขาว เครื่องเซ่นประมาณนี้ คนที่มาอาบก็ใส่ชุดขาว อาบทีละคน

คนที่จะอาบจะยืนต่อแถวกันยาวเลย พอถึงคิวใครก็ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ โดยมีพระอาจารย์ยืนอยู่ข้างหลังเรา ระหว่างที่ลูกศิษย์พระอาจารย์รดน้ำให้เรา พระอาจารย์ก็จะเอาไม้เท้าเคาะบ่า 2 ข้า เคาะหัว เราก็ลุกไปได้ คิวต่อไปก็ทำแบบนี้อ่ะ (ทางที่น้ำไหลไป ห้ามใครมายืนขวางทางน้ำเด็ดขาด เพราะถ้าใครโดนน้ำนั้น ของไม่ดีก็เข้าตัว) อาเราก็ไปอาบน้ำมนต์ต่อจากเรานี้แหละ เราเปิดเลย ตอนเราอาบทุกอย่างผ่านไปด้วยดี (ใช้เวลาอาบต่อคนไม่ถึง 10วิ)

พอคิวอา น้ำมนต์สาดเข้าไปเท่านั้นแหละอาเราร้องกรี๊ดดังมาก ลูกศิษย์ก็ยื่นถาดสังกะสีให้พระอาจารย์ แล้วท่านก็หยิบลากผักชี งาขาว ข้าว แล้วอะไรอีกไม่รู้นะ มองไม่ถนัด เพราะคนเริ่มเข้ามามุ่งแล้ว ยัดเข้าใส่ปากอาเรา (พระอาจารย์โดนตัวอาเราอ่ะ แต่ไม่รู้ว่าผิดไหม แต่ท่านกำลังช่วยอ่ะ ท่านบอกให้เคี้ยว อาเราก็อ้วกออกมา ลูกศิษย์ก็สาดน้ำใส่ไปอีก แล้วพระท่านก็ของแบบเดิมให้เคี้ยวอีก แล้วอาก็อ้วกเหมือนเดิม จนสลบไป ลูกศิษย์ก็เข้าไปอุ้ม แล้วก็พาไปที่เต็นท์ พวกป้าๆลูกศิษย์วัด ก็ช่วยกันดูแล

พออาเราฟื้น พระอาจารย์ก็ให้ลูกศิษย์มาบอกว่า “อยากหายไหม พร้อมที่จะปล่อยทุกอย่างหรือยัง ถ้าพร้อมก็ให้บวชชีอยู่ที่วัด” อาเราก็ตัดสินใจบวชชีที่นั้นเลย อาเราไปอาบน้ำมนต์แบบนี้หลายครั้ง กว่าจะหาย ก็ใช้เวลาเกินปี

ระหว่างที่อาบวช ก็มีอะไรหลายอย่างนะ ทั้งโดนผีหลอนบ้าง อะไรบ้าง แต่ก็ผ่านมันมาได้ แล้วจะบอกว่า อาเราตอนที่เล่นของ แกได้ให้น้ำมันพรายคนที่เป็นญาติกันไป 1 ขวด ญาติคนนั้นเป็นผู้ชาย เค้าเอาไปป้ายผู้หญิง ผู้หญิงถึงกับลาออกจากงานที่กทม. มาอยู่กับญาติเราเลย ตอนนี้ก็ยังอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำมันพรายหรืออะไร

มีอีกเรื่องนึง ตอนที่อาเล่นของอ่ะ แกดูความตายได้ ดูว่าใครจะป่วยตาย หรือจะเกิดอุบัติเหตุตาย แกดูที่แขน มีลุงคนนึง อาบอกว่าจะป่วยตาย ปรากฏว่า เวลาผ่านมาประมาณ 7 ปี ลุงคนนี้ป่วยจริงๆ เป็นไวรัสตับ ตอนนี้เดินไม่แข็งแรง พูดไม่ชัด ลิ้นแข็งไปหมดเลย

เราก็ขอจบเรื่องนี้ไว้แค่นี้นะ แบบว่ารวบรัดให้เลย ขอบคุณมากที่เข้ามาอ่านกัน

ขอขอบคุณ : https://www.pheex3.com