สยองเจอผีเจ้าป่าเจ้าเขาระหว่างขับรถเพราะไปทัก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ มกราคม ปี 2557 ตอนนั้น เราได้เป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารบันเทิงเล่มนึง (ตอนนี้ปิดตัวไปแล้วนะ ที่สำคัญ โดนโกงด้วยจ้า 555) ตอนนั้นเราทำสกรู๊ปเกี่ยวกับ พากิน พาเที่ยว พาไปอยู่ที่พักหรูๆ บอกเลยว่า สนุกมากกกกกก กินจนบวมมาถึงทุกวันนี้

ในทริปนั้น เรามีผู้ร่วมทริป 4 คน มี เรา คู่ผัวเมีย ตากล้องและตัดต่อ (ไปทำงานที่ไหน ต้องไปด้วยกันทุกที ตีกันทุกครั้ง) แล้วก็พี่สาวเราอีกคน (เป็นเก้ง แรดๆ 555) จำได้ว่า ตอนนั้น เราออกกันแต่เช้า นัดกันมาเจอที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต หน้าสวนจตุจักร เมื่อรวมพลกันเสร็จ เราก็มุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ โดยช่วงขาไป ก็เม้ากันอย่างสนุกสนานตลอดทาง ไม่มีใครหลับเลยสักคนเดียว โดยทริปนี้ เราได้ดิวกับสถานที่ ทั้งกิน ทั้งพัก ทั้งเที่ยว ไว้ที่เขาใหญ่ จังหวัดสระบุรี เราไปถึงร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้านึง อร่อยมากกกก ร้านนี้เค้าใส่ผักไม่เหมือนที่อื่นด้วย เพราะที่นี่ เค้าใส่ดอกอัญชัญเป็นผักในก๋วยเตี๋ยวต้มยำจานเด็ด บอกเลยว่า ใครไปแถวนั้น ต้องไปลองชิมกันดู

หลังจากนั้น เรากูมุ่งตรงไปยังที่พัก เป็นรีสอร์ทหรูหรา สวยงาม แต่ค่อนข้ามไพรเวทมากๆ มีห้องอยู่ประมาณ 5 ห้องใหญ่ๆให้เช่าอยู่เท่านั้น ตกเย็น เราก็ได้ไปดูบ้านที่ละครช่องน้อยสี ชอบไปถ่ายทำกัน บ้านหลังนี้ สวยมากกก มีสิงค์ที่ทำจากหินอยู่ในบ้าน บริเวณหน้าประตูบ้านด้วย แล้วภายในบ้าน ก็มีของที่มีมูลค่าอีกมากมาย แต่บอกเลยว่า ใครที่คิดไม่ดีกับบ้านหลังนี้ ระวังเจอดีนะจ้ะ หลังจากนั้น เจ้าของบ้านก็สุดแสนจะน่ารัก พาเราไปถ่ายทำกันต่อที่ร้านอาหาร ซึ่งอยู่ต้นๆทางขึ้นเขาเลย กินไป คุยไป ถ่ายทำกันไป อาหารอร่อยมาก ฟินไปตามๆกัน ด้วยความที่ทีมงานทุกคน ล้วนมีความอาร์ทในตัว เลยไม่ค่อยมีใคร สนใจเรื่องของเวลาเลิกงาน อยู่ไหนได้หมด ถ้าสดชื่น จนพี่ที่พาเราไปบอกว่า นี่เที่ยงคืนแล้วนะ ไม่รีบกลับกันหรอ ทางขึ้นเขาถึงมันจะทำดีแล้ว แต่ก็อันตรายนะ ขับรถดึกๆ วันนี้เดินทางกันมาทั้งวันแล้วด้วย เรากับทีมงาน ก็เลยตัดสินใจกลับที่พัก เพราะพรุ่งนี้ ก็ต้องเดินทางกันต่อ อีกอย่าง รีสอร์ที่เราพักก็อยู่ลึกมากด้วยสิ
ในขณะที่เพื่อนเราที่เป็นตากล้องขับรถกลับรีสอร์ท ทุกคนก็คุยกันเรื่องต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องอาหาร ทั้งเรื่องคนในออฟฟิศ จนก่อนจะเข้าเรื่อง เรามาจบกันด้วยเรื่องบ้านที่เราไปดูกันตอนเย็น ทุกคนมีความรู้สึกแปลกๆ ว่าตอนที่เข้าไปบ้านหลังนี้ เหมือนมีอะไรแปลกๆอยู่ในบ้าน เหมือนมีคนเดินตามเราตลอดเวลา ทั้งๆที่บ้านหลังนี้ มีพี่เจ้าของบ้านอยู่คนเดียว แล้วผมก็เลยพูดขึ้นมาว่า “แต่จริงๆ บ้านพี่เค้า ถ่ายละครผีๆได้เลยนะเว้ย บรรยากาศได้สุด ไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติมเลย” แล้วหลังจากนั้น เราก็คุยกับแต่เรื่องผีๆ ทั้งๆที่ใจก้รู้อยู่แล้วว่า เวลาไปไหน ต่างที่ต่างทาง เวลากลางค่ำกลางคืน ไม่ควร คุยเรื่องพวกนี้ “เห้ย..มึงๆ ทางแบบเนี่ย ได้เลยนะ แบบว่า เจอผีข้างทางไรเงี่ย” นางที่ทำอาร์ตเวิร์คพูดขึ้นมา พี่เราก็เสริม “เออ อีรัช เมิงทำเลย มาถ่ายที่นี่นะ สบาย ไม่ต้องขอใครเลย มืดขนาดนี้ ไม่ต้องเตรียมอะไรเยอะ ที่สำคัญ เอาเมิงเล่นเป็นผีนะ ไม่ต้องแต่งหน้าเลย อี – ดอก” “โอ้ย…สวยมาก อีกระเทยภูธร น่าปลอมขนาดนี้ ผีเจอ ก้คงจำวิ่งหนี เพราะเมิงฉีดฟอมาลีน เยอะกว่าศพอีก” แล้วพวกเราก็หัวเราะขำขันกันไปเรื่อย แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่แต่เรื่องผีๆ
จนสักพัก นัทก็พูดขึ้นมา“เห้ยมึง มึงว่า ทางมันไกลแปลกๆปะวะ กูจำได้ว่า ก่อนเข้ารีสอร์ทจะมีแยกที่ป้ายเยอะๆ นี้ไม่เจอเลยนะ” “เออๆ ใช่ๆ กูยังไม่เห็นเลยนะ เมิงขับผิดทางปะเนี่ย” เมียนางถาม “ขับผิดทางห่าไรหละ ขับมา ยังไม่มีทางแยกสักทางเลย รถก็ไม่มีสวนกลับมาสักคัน” นัทตอบ “โอ้ย จะเถียงกันทำห่าไรหละ มาด้วยกัน ขับไปเรื่อยๆก่อน เดี๋ยวก็คงเจอ เพราะเราขับมา ยังไม่เจอแยกไรเลยนะมึง” ผมพูดขึ้น พร้อมกับเริ่มรู้สึกแปลกๆ บรรยากาศตอนนั้น จากที่คุยกันถึงเรื่องละครผี ที่พวกเราคิดจะทำกัน ก็กลายเป็นความตรึงเครียดเข้ามาแทน จนในที่สุด เราขับกับไปเรื่อยๆ จนถึงตี 1 กว่า เกือบจะตี 2 ผมเลยรู้สึกไม่ไหวแหละ ตัดสินใจ อธิษฐานในใจว่า “ผีปู่ ผีย่า ผีตา ผียาย เจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขา หากลูกและเพื่อนๆ ทำอะไร พูดอะไรออกไป ไม่เหมาะ ไม่ควร ลูกขอขมาด้วย อย่าแกล้งลูกเลย ลูกอยากกลับที่พัก”และเมื่อคำอธิษฐานนั้นจบลง สิ่งที่ปรากฏอยู่ทางด้านหน้า คือ มีคนใส่เสื้อสีฟ้า พร้อมกับมีเลือดเปรอะเต็มตัวไปหมด และที่สำคัญคือ ไม่มีหัว ยืนอยู่ตรงทางโค้งด้านหน้า พร้อมทั้งชี้มาที่รถของพวกเรา เสื่อเค้าจะบอกอะไรสักอย่าง แต่ในตอนนั้น ไม่มีใครเห็นเลยสักคน นอกจากผมคนเดียว และสิ่งที่เห็น มันชัดเจน จนแทบปฏิเสธไม่ได้ ว่าสิ่งที่เราเห็น มันเปนภาพลวงตา ผมได้แต่ก้มหน้าลง น้ำตาก้ไหลออกมาเอง บรรยากาศเริ่มตรึงเครียดมากขึ้น จากเสียงโวยวายคุยกันดังลั่นรถ กลับกลายเป็นความเงียบและตรึงเครียดแทน
และเมื่อผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา จะถึงทางโค้งอีกแล้ว ผมก็เห็นว่าเค้าคนนั้น มายืนอยู่ที่ทางโค้ง และชี้มาที่รถของพวกผมเหมือนเดิม ผมตกใจ แล้วก็กลับบอกนัทว่า “มึงขับเร็วๆ กู…” แล้วเราก็ไม่กล้าบอกกับเพื่อน เพราะกลัวว่าทุกคนจะกลัว แล้วมันจะแย่ไปกว่าเดิมอีก แต่สิ่งที่แปลกก็คือ ในทุกๆ หัวโค้ง จะเห็นคนนี้ ชี้กลับมาที่รถ และทางที่เราขับไปนั้น ก็ยิ่งเปลี่ยว และมืดมากกว่าเดิม จนผมตัดสินใจบอกนัทว่า “มึง กลับรถเถอะ กูว่าเราเลยแล้วแหละ” และหลังจากที่ทุกคนต่างพากันเปิดจีพีเอสในโทรศัพท์กัน ไม่ติด อยู่ดีๆ เครื่องของผมก็ติดขึ้นมา พร้อมกับมันโชว์ขึ้นมาว่า เราขับเลยที่พักกันมาไกลเกือบ 20 กิโล แล้วจีพีเอส ก็ดับไป นัทเลยกลับรถ ตามที่ผมบอก แต่แล้ว ผีหัวขาดที่ใส่เสื้อสีฟ้า ก็ยังปรากฏให้ผมเห็นอยู่ แต่หลังจากที่เรากลับรถ เค้าก้เปลี่ยนทิศทางในการชี้ โดยขี้ไปทางซ้ายบ้าง ทางขวาบ้าง เราก้ได้แต่อธิษฐานว่า “ขอให้ช่วยพาเรากลับที่พักที่เถิด แล้วกลับกรุงเทพไป เราจะไปทำบุญให้” และเมื่อเราวนรถกลับมา กลับมีทางแยกมากมาย ซึ่งตอนขาขับมา ไม่มีใครเห็นทางแยกสักคน เราก็เลยคิดว่า พร้อมทั้ง ผีตนนั้น เค้าก็จะมาคอยชี้ ให้เราไปทางซ้าย ไปทางขวา ในทุกๆแยก เราก็ขับตาม เพราะเราคิดว่า เค้าคงจะมาดี รึอาจจะมาช่วย อย่างที่โบราณเคยเรียกกันว่า “ทางผีบอก” และในที่สุด ก็ถึงทางแยกสุดท้าย ที่มีป้ายตัวใหญ่มาก บอกทางเข้ารีสอร์ทของพวกเรา ทุกคนดีใจ ส่วนเราได้แต่ภาวนาขอบคุณผีตนนั้น
พอรุ่งเข้า เราก็ถามพนักงานต้อนรับ แต่ไม่มีใครรู้เรื่องสักคน จนก่อนจะกลับ เราได้คุยกับเจ้าของรีสอร์ทเผื่อจะลากลับ และได้พูดกับเค้าเพียงแค่ว่า “เมื่อคืนพวกผมเจอ” “ผีที่ใส่เสื้อสีฟ้าหรอ” ผมนี่อึ้งไปเลย เค้าพูดต่อว่า “คนในที่ขับรถหลงทาง รึหาทางกลับรีสอร์ทไม่เจอโดยเฉพาะเวลาดึกๆ ถ้าอธิษฐานบอกให้ตัวเองหาทางกลับที่พักเจอ คนที่มีเซ้นส์ มักจะเห็นเค้ามาคอยบอกทาง แต่จะมาในสภาพที่เค้าตายเลยนะ ที่เค้ามาช่วยคงเพราะต้องการบุญ เพราะเค้าตายโหง รถคว่ำ แล้วรถขับหกล้อขับมา มองไม่เห็นคนเจ็บ ทักหัวตายคาทีเลย” เพียงเท่านี้แหละ ผมก็ไม่ถามอะไรต่อ แล้วก็ลาเค้ากลับทันที และก็ไม่กล้าเราให้เพื่อนๆรวบทริปฟัง มาจนถึงทุกวันนี้