บ้านโขน

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณนิติอายุประมาณ 8-9 ขวบ เรื่องก็มีอยู่ว่า คุณตาของคุณนิติเป็นครูสอนโขนอยู่ในวัง พอเกษียนตัวเองออกมาก็ออกมาตั้งรกรากอยู่สมุทรปราการ ช่วงปิดเทอมท่านก็รับสอนเด็กๆเอาเด็กๆมาสอนฟรี ไม่คิดเงิน พอคุณนิติปิดเทอม แม่ของคุณนิติก็ให้คุณนิติไปอยู่กับตา พอคุณนิติรู้ว่าจะต้องไปอยู่กับตา ก็รู้สึกว่าไม่อยากไป เพราะว่าบรรยากาศบ้านของตาเป็นบ้านทรงไทย ยายก็สอนดนตรีไทย คุณนิติก็รู้สึกกลัว ในบ้านก็มีเสาที่ผูกผ้า 7 สี รู้สึกไม่น่าอยู่ แล้วเมื่อ 20 ปีก่อน สมุทรปราการก็ไม่ได้เจริญเหมือนสมัยนี้ มีป่า มีทุ่งเยอะหน่อย

ไปวันแรกคุณนิติก็เห็นคุณตากำลังไหว้ครูอยู่พอดี ท่านก็เอาผลไม้มาไหว้หัวโขน คุณนิติก็สวัสดีตากับยาย แล้วคุณนิติก็เดินไปหยิบองุ่นขึ้นมาจะกิน กำลังจะใส่เข้าปาก ก็มีหัวโขนนึงที่วางอยู่บนแทนไม้หันมาสบตากับคุณนิติเลย แล้วตาก็มาตีมือและบอกว่า กินไม่ได้ กินได้ไง ยังไม่ได้ลาเลย ให้ครูเขา แล้วพอคุณนิติหันกลับไปอีกที หัวโขนก็หันกลับไปที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย และนี่คือสิ่งที่คุณนิติไม่อยากเจอ ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ พอตกดึกก็จะได้ยินเสียงกระทืบพื้นบ้านบ้าง มีเสียงข่วนเสียงร้องบ้าง เสียงลิงบ้าง แต่ญาติๆของคุณนิติที่อยู่มาก่อนแล้วก็ชิวๆ ไม่รู้สึกอะไร

แล้วก็มีอยู่วันนึง คุณตาเอาหัวโขนไปให้เด็กที่ท่านสอนลองใส่ ลองซ้อมกันดู เสร็จแล้วท่านก็บอกให้เด็กๆหลานๆเอาหัวโขนกลับไปเก็บที่ห้องพระ ด้วยความที่เป็นเด็กก็เอาไปวางไว้รวมๆกัน ปนกันสะเปะสะปะ พอวันรุ่งขึ้น คุณตาเข้าไปในห้องพระก็เรียกหลานๆทุกคนมา และถามว่า ใครเอาหัวลิงกับยักษ์ไปรวมกัน ซึ่งเด็กๆทุกคนก็ทำหมด จึงโดนตีกันทุกคน ตาก็บอกว่า ทำแบบนี้ไม่ได้ ต้องแยกยักษ์อยู่ฝั่งยักษ์ ลิงอยู่ฝั่งลิง ต้องอยู่คนละฝั่งกัน เอาไปวางติดกันไม่ได้ เพราะยักษ์กับลิงจะตีกัน ซึ่งตามท้องเรื่องรามเกียรติ์ ยักษ์กับลิงจะไม่ถูกกัน ส่วนหัวพระราม พระนารายน์ก็ต้องขึ้นไปอยู่อีกชั้นนึง แล้วหัวโขนก็มีรอยขีดข่วนเกิดขึ้นที่หัวโขน จะว่าเป็นแมวก็ไม่ใช่ ตาปิดห้องมิดชิด เพราะตารักหัวโขนมาก แต่ถ้าพูดกันตามความเชื่อ อาจจะมีการตีกันระหว่างยักษ์กับลิงก็ได้ จนต้องส่งหัวโขนที่เสียหายเหล่านั้นไปซ่อม

จนมีเหตุการณ์นึง มีรุ่นน้องผู้หญิงคนนึงอายุไล่เรี่ยกับคุณนิติ เขาไปเอาชฎาของนางสีดามาใส่ตอนไหนไม่รู้ ส่วนคุณนิติตอนนั้นนอนอยู่ในบ้าน ก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ กรี๊ด ทุบพื้น คุณนิติก็วิ่งเข้าไปดูในห้องพระ ก็เห็นน้องคนนั้นดิ้นอยู่กับพื้น น้องก็บอกว่า ช่วยด้วยๆ ถอดไม่ออก คุณนิติก็เลยเข้าไปดึงชฎาออก แต่ว่าคุณนิติก็ดึงไม่ออก แล้วยิ่งดึง น้องก็ยิ่งเจ็บ คุณนิติก็วิ่งไปเรียกรุ่นพี่อีก 2 คน มาช่วย แต่ทั้ง 3 คนก็ช่วยกันดึง ก็ดึงไม่ออก จนพี่ก็ไปเรียกคุณตามา พอคุณตามาถึง ก็ก้มลงกราบเลย แล้วพูดว่า ครูครับ เด็กไม่รู้ ปล่อยเถอะ เขายังไร้เดียงสาอยู่ แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นหันมามองคุณตา ดวงตาก็มีแต่สีขาวไม่มีสีดำ และตอบด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงของเด็กคนนั้นว่า กูไม่ออก มันอยากใส่ กูจะให้มันใส่ไปตลอดชีวิต คุณนิติกับรุ่นพี่อีก 2 คนก็กระโดดออกจากตรงนั้น ส่วนคุณตาก็ยังคงนั่งกราบ ขอร้องอยู่ ครูครับ ออกเถอะครับ เด็กยังไร้เดียงสาอยู่ แต่เขาก็ยังคงตอบว่า กูไม่ออก กูไม่ออก เป็นเสียงผู้ชายชัดเจน

ตาก็เลยไปเชิญพราหมณ์ที่เป็นอาจารย์ของท่านมา เชิญมาเพื่อทำพิธีใหญ่ ทำพิธีขอขมา ตอนที่ไปเชิญพราหมณ์น้องก็ยังคงร้องไห้อยู่เหมือนเดิม โดยที่มียายของคุณนิติกอดอยู่ตลอดเวลา น้องก็จะพูดอยู่ตลอดว่า หนูเจ็บๆ หนูปวด ช่วยหนูด้วยเอาออกที หนูปวด แล้วพราหมณ์ก็ทำพิธี นั่งสมาธิพูดพรึมพรำๆ ผ่านไปซักครึ่งชั่วโมง อยู่ดีๆ เด็กผู้หญิงคนนี้ก็ลุกขึ้นมาแสดงเป็นอิริยาบถของนางสีดา ทำท่าทำทางสวยมาก เรียกว่ารำโขนเป็นเลย แล้วที่สำคัญเด็กคนนี้ไม่เคยมาเรียนโขน เขาแค่ตามพี่สาวเขามา แล้วพอเด็กผู้หญิงคนนี้รำเสร็จก็ชี้หน้าพี่สาวและพูดว่า มึงจะเล่นเป็นกู มึงต้องรำแบบนี้ แล้วก็ล้มฟุบลงไป ยายก็เข้าไปประคองเด็กไว้ แล้วพราหมณ์ก็มาที่น้องผู้หญิงแล้วบอกว่า เจ็บหน่อยนะลูก แล้วก็ถอดชฎาออกมา ตรงขมับตรงจอนข้างๆหูเป็นรอยเลือดเลย ตอนถอดน้องผู้หญิงก็กรี๊ดเลย เหมือนมีอะไรบาด แล้วพราหมณ์ก็ไปเอาดินสอพองหรือขมิ้นมาทาที่แผล น้องผู้หญิงก็หมดสติไปซักพักนึง แล้วก็ตื่นขึ้นมาถามว่า หนูเป็นอะไรหรอ ทำไมข้างหนูมันเจ็บๆ เหมือนว่าเขาไม่รู้ตัวอะไรเลยหลังจากนั้น คุณนิติก็บอกกับยายว่ากลัว อยู่ไม่ได้แล้ว ตาก็เลยส่งคุณนิติกลับมาอยู่กับแม่เหมือนเดิม