เอ็งเห็นข้าเหรอ!! กลุ่มคนเกือบ30คนมายืนล้อมป้อม…วอเรียกก็ไม่มา เรื่องจริงที่เป็นข่าว!!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงงานแห่งนึงใน จ.สระบุรี เมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมา คุณโปเต้นั้นมีอาชีพเป็นรปภ. แล้ววันนั้นคุณโปเต้ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าให้ไปเฝ้าแทนอีกคนนึงที่เขาอยู่ประจำ เพราะว่าเขาป่วย คุณโปเต้ก็ไปตามคำสั่งของหัวหน้า ตอน 5 โมง คุณโปเต้ต้องเข้ากะตอนกลางคืน ตอนที่คุณโปเต้ไปถึง รปภ.ที่อยู่กะเช้าก็บอกกับคุณโปเต้ว่า อยู่ดีๆนะ ระวังด้วย คุณโปเต้ก็ไม่รู้ว่าระวังอะไร ก็คิดว่าคงเป็นระวังโจรปกติ

พอถึงเวลา 2 ทุ่ม เจ้าของโรงงานก็กำลังจะกลับบ้าน แต่ก่อนที่จะกลับ เจ้าของก็จอดรถแวะคุยกับคุณโปเต้ และก่อนที่เขาจะกลับก็บอกว่า อยู่กลางคืนอ่ะ นอนไปเลย ตั้งนาฬิกาปลุก 6 โมงเช้าไปเลย นอนหลับให้สนิท คุณโปเต้ก็ตะหงิดในใจ เพราะปกติ เข้ากะกลางคืนควรที่จะต้องตื่น แต่นี่เจ้าของโรงงานให้นอน คุณโปเต้ก็รับฟัง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร นอนก็นอน ทีนี้ พี่คนที่อยู่ด้วย ปกติยามทั่วไปก็จะต้องเตรียมพวกกระบอง ไฟฉาย อะไรพวกนี้ แต่พี่คนนี้เขามีของอีกอย่างนึงคือ ที่นอน คุณโปเต้ก็ไม่เข้าใจว่าเขาเตรียมมาทำไม แล้วเขาก็เคลียร์พื้นที่ในป้อมยาม นอนอยู่ในนั้น ก่อนที่พี่คนนั้นจะนอน เขาก็บอกคุณโปเต้ว่า ถ้าไม่มีอะไรทำก็นอนหลับไปเลย ซึ่งหน้าที่ของรปภ. คือต้องเฝ้าดูแล เรื่องความปลอดภัย ต้องอยู่ห้ามหลับ แต่นี่ แนะนำให้ไปนอน ไม่ต้องเฝ้า ไม่ต้องดู

จนเวลา 5 ทุ่ม เวลานี้จะเป็นเวลาที่พี่ที่อยู่กับคุณโปเต้ ต้องเข้าไปตรวจ แต่พี่เขาบอกว่า ไม่ไป แล้วก็ไล่ให้คุณโปเต้ไปนอน ตอนนั้นด้วยความคุณโปเต้ก็เป็นรปภ.ใหม่ ก็รั้น คว้าไฟฉาย และก็ขับจักรยานไฟฟ้าไปดูรอบๆโรงงาน ดูไปได้ครึ่งรอบ จักรยานไฟฟ้ามันก็ดับ อยู่ห่างจากป้อมประมาณ 50 เมตร คุณโปเต้ก็เลยวอไปหาพี่ที่อยู่ที่ป้อม จะถามว่าทำไมมันดับ แบตหมดหรือเปล่า แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ คุณโปเต้ก็พยายามเช็คๆรถไป ระหว่างนั้นคุณโปเต้ก็มองไปที่ป้อม ก็เห็นกลุ่มคน 10 กว่าคนยืนอยู่ที่ป้อม ในใจคุณโปเต้ก็คิดว่าคงเป็นพนักงานกะดึก คงมาตอกบัตร คุณโปเต้ก็มาดูรถต่อ

ผ่านไปประมาณ 5 นาที รถก็กลับมาสตาร์ทติด คุณโปเต้ก็มองไปที่ป้อมอีกครั้ง แต่กลุ่มคนพวกนั้นหายไปแล้ว คุณโปเต้ก็คิดในใจว่า ถ้าเกิดเขาเข้ามา ก็ต้องเห็นสิ เพราะอยู่ห่างแค่ 50 เมตร แต่มองออกไปก็ไม่มีร่องรอยการเปิดประตู ซึ่งถ้าเปิดประตูคน 10 กว่าคน ยังไงก็เปิดปิดแปปเดียวไม่ได้ คุณโปเต้ก็เก็บความสงสัยไว้ก่อนแล้วก็กลับไปที่ป้อม แต่ทีนี้คุณโปเต้ก็เห็นพี่ที่นอนอยู่ที่ป้อม เขานอนคดตัวเป็นกุ้งเลย คุณโปเต้ก็คิดว่าเขาไม่สบายหรือเปล่า หนาวหรือเปล่า ก็เลยถามไปว่า พี่เป็นอะไร หนาวหรือเปล่า เขาก็พูดเสียงดังๆว่า มึงออกไป อย่ามายุ่งกับกู ซักพักเขาก็เปิดผ้าห่มออกมาแล้วก็พูดกับคุณโปเต้ว่า มึงไปนอนซะ นอนให้หลับ ตั้งนาฬิกาปลุกไว้เช้าเลย ถ้ากูตื่นก่อนเดี๋ยวกูปลุก คุณโปเต้ก็สงสัยว่าทำไมไล่ให้ไปนอนจังเลย ด้วยความที่ว่าคุณโปเต้นั้นเข้ากะดึกตลอด ก็นอนไม่หลับ ก็เลยนั่งเล่น นั่งอะไรไป

จนเวลาผ่านไปถึงตี 1 คุณโปเต้ก็ปลุกพี่ แล้วก็บอกว่า พี่ ไปตรวจ รอบแรกผมไปตรวจมาละ แต่พี่เขาก็บอกไม่ไป แล้วก็ไล่ให้คุณโปเต้ไปนอน คุณโปเต้ก็ไม่นอน เพราะกลัวว่าจะมีคนมาตรวจ เดี๋ยวเจอว่าเราอู้งาน คุณโปเต้ก็เลยหยิบไฟฉาย ขับรถจักรยานไฟฟ้าเข้าไปตรวจอีกครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นเหมือนเดิม รถจักรยานไฟฟ้าที่ขับไป เสียที่จุดเดิม ไฟดับ บิดไม่ออก พอจะใช้งานปั่นปกติ ก็ปั่นไม่ได้ คุณโปเต้ก็จะวอเรียกพี่เขาเหมือนเดิม จะบอกว่ารถเสียอีกแล้ว มันเป็นอะไร ทีนี้ คุณโปเต้ก็มองกลับออกไปที่ป้อมอีก และสิ่งที่คุณโปเต้เห็นคือ มันเป็นกลุ่มคนจำนวนนึงยืนล้อมป้อมอยู่ ซึ่งครั้งนี้จำนวนคนประมาณ 30 คน คุณโปเต้ก็สงสัยว่าใคร มาอะไรตอนนี้ 20-30 คน หรือว่าพวกวัยรุ่นจะมารุมทำร้ายพี่เขาหรือเปล่า คุณโปเต้ก็เลยส่องไฟฉายเข้าไป ก็สว่างเห็นหมดเลย แล้วคุณโปเต้ก็เห็นว่าเหมือนมีควันไอระอุขึ้นมาตรงกลุ่มคน 30 คนนั้น คุณโปเต้ก็คิดในใจคิดว่าคงโดนละ และก็มีเงาๆนึงในกลุ่มคนกลุ่มนั้นหันมา ประมาณว่า มึงเห็นกูเหรอ คุณโปเต้ก็นิ่งไป ทำอะไรไม่ถูก และอยู่ดีๆเงาที่มองมาทางคุณโปเต้ ก็วิ่งตรงเข้ามาหาคุณโปเต้ คุณโปเต้เห็นแบบนั้นก็ทิ้งจักรยาน แล้วก็วิ่งหนีไปทางหลังโรงงานเลย ซึ่งคุณโปเต้ก็อยู่ข้างหลังโรงงานจนถึงเช้า

6 โมงเช้า คุณโปเต้ก็กลับมาที่ป้อม ก็เห็นพี่เขาเก็บที่นอน เหมือนปกติ เหมือนคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น และด้วยความสงสัย คุณโปเต้ก็ถามพี่เขาว่า พี่ เมื่อคืนพี่เห็นอะไร พี่เขาก็สวนถามกลับมาว่า แล้วมึงเห็นอะไร คุณโปเต้ก็เล่าให้ฟังว่าเจออะไร แล้วเขาก็พูดกลับว่า กูบอกแล้ว แต่มึงไม่นอน มึงไม่เชื่อกู เป็นไงหละ ส่วนพี่เขาก็เล่าให้ฟังว่า ก็เห็นแบบที่คุณโปเต้เห็นนั่นแหละ แต่ว่าเขาอยู่ใกล้กว่า อยู่ในวงล้อมของกลุ่มเงานั้น และด้วยความสงสัยของคุณโปเต้ก็เลยถามเจ้าของโรงงาน ว่าเกิดอะไร ทำไมถึงมีเหตุการณ์แบบนี้เจ้าของก็บอกว่า เคยมีรถทัวร์ ไฟไหม้ย่างสด 29 ศพ เมื่อปี 2550 (เนื้อข่าวอยู่ด้านล่างนะครับ) ซึ่งจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากป้อมไม่กี่ร้อยเมตร และตั้งแต่วันนั้นมา คุณโปเต้ก็ไม่กล้ากลับไปที่โรงงานแห่งนั้นอีกเลย

ส่วนสาเหตุที่พี่คนที่ป่วย แล้วคุณโปเต้มาแทนนั้น เขาป่วยเพราะว่าเขาก็เจอเหมือนกับที่คุณโปเต้เจอเหมือนกัน แล้วก็จับไข้เลย และตรงจุดที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักเส้นทางเป็นคนต่างจังหวัดมา ก็จะเจอกันบ่อย เป็นคนยืนโบกรถบ้างอะไรบ้างเจอรถทัวร์แซงบ้าง และล่าสุด โรงงานนี้ปัจจุบันไม่มีแล้ว

เนื้อข่าว ทัวร์มรณะไฟท่วม ย่าง 29 ศพ กระโดดหนี เจ็บ 31

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วานนี้ (20 มี.ค. 2550) พ.ต.ท.สำราญ โสรีกุล สารวัตรเวร สภ.อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถทัวร์พุ่งตกข้างทางมีไฟลุกไหม้ ที่ถนนมิตรภาพ ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ กม.ที่ 140-141 หมู่ 10 ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จึงรายงานให้ พล.ต.ต.ภูมิรา วัฒนปาณี ผบก.ภ.จ.สระบุรี พ.ต.อ.พงษ์เดช แพทย์เจริญ รอง ผบก. พ.ต.อ.นิสากร บุญตานนท์ ผกก.สภ.อ.มวกเหล็ก พ.ต.ท.ชนะ สุวรรณโกมล รอง ผกก.ป. นำกำลังตำรวจ ประสานงานกับนายสมพร ลิ้มโสภิตพรรณ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลมวกเหล็ก นำรถดับเพลิง 4 คัน พร้อมแพทย์เวร รพ.มวกเหล็ก เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู ไปให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบรถทัวร์ ป.2 สีฟ้าขาว ของบริษัท ศรีสงวนยานยนต์ จำกัด สายอุบลราชธานี-กรุงเทพฯ หมายเลขข้างรถ 25/43 ทะเบียน 10-5320 กรุงเทพมหานคร พุ่งตกลงไปข้างถนน สภาพรถเอียงซ้ายอยู่ข้างเสาไฟฟ้า มีไฟลุกท่วมทั้งคัน ท่ามกลางความแตกตื่นตกใจ ของผู้โดยสารจำนวนมากที่อยู่ในรถพยายามตะเกียกตะกายช่วยเหลือตัวเอง แต่ไม่สามารถหนีออกมาได้ ทำให้ถูกไฟคลอกย่างสดดิ้นทุรนทุรายตายทั้งเป็นสุดสยดสยอง เจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำสกัดเปลวเพลิงที่ลุกไหม้รถทัวร์ มรณะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบ

จากการตรวจสอบภายในรถ พบภาพอเนจอนาถใจ เป็นศพผู้โดยสารเคราะห์ร้ายถูกไฟคลอกร่างดำเป็นตอตะโก จำสภาพเดิมไม่ได้ 26 ศพ และมีผู้เสียชีวิตอยู่นอกรถอีก 3 ศพ รวมทั้งหมด 29 ศพ ยังไม่ทราบชื่อเนื่องจากศพไหม้เกรียมและหลักฐานติดตัวถูกเผาไหม้หมดแยกเป็นชาย 10 ศพ หญิง 13 ศพ เด็กชาย 3 ศพ เด็กหญิง 2 ศพ และไม่ทราบเพศ 1 ศพ นอกจากนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 31 คน กระโดดจากรถหนีตายออกมาได้ ถูกช่วยเหลือนำส่ง รพ.มวกเหล็ก รพ.ปากช่องนานา และ รพ.ศูนย์สระบุรี

สอบสวนนายปัญญา สาระกุล อายุ 33 ปี เด็กท้ายรถที่ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกและเนื้อตัวถลอกปอกเปิก ให้การว่า รถทัวร์คันดังกล่าวรับผู้โดยสารจาก จ.อุบลราชธานี มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เมื่อมาถึง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา คนขับบอกว่าเบรกรถมีปัญหาจึงจอดแวะข้างทางลงไปซ่อม จากนั้นก็ขับต่อมาได้สักพัก ถึงเนินกลางดง ต.กลางดง อ.ปากช่อง ได้ยินเสียงคล้ายเครื่องยนต์ระเบิดที่ท้ายรถพร้อมทั้งมีควันพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก บรรดาผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังพากันแตกตื่นตกใจสุดขีดลุกขึ้นวิ่งกรูมาด้านหน้า ขณะนั้นคนขับไม่สามารถหยุดรถได้เพราะระบบเบรกไม่ทำงาน ประกอบกับเป็นทางลงเนินเขายาวถึง 3-4 กม. คนขับต้องประคองรถแล่นมาด้วยความเร็วสูง ขณะที่มีไฟลุกไหม้บริเวณเบาะนั่งด้านท้ายลุกลามมาด้านหน้าอย่างรวดเร็วและมีกลุ่มควันโขมงเต็มคันรถ

เด็กท้ายรถทัวร์มรณะเล่าถึงนาทีสยองขวัญต่อไปว่า กระทั่งรถลงมาถึงทางราบที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ความเร็วเริ่มลดลง ตนตัดสินใจเปิดประตูรถด้านหน้ากระโดดหนีตายลงมากลิ้งล้มลุกคลุกคลานบนถนน ระหว่างนั้นก็มีผู้โดยสารกระโดดตามออกมาอีกหลายสิบคนทำให้รอดชีวิตมาได้ ก่อนที่คนขับจะตัดสินใจหักพวงมาลัยลงข้างทาง เหล่าบรรดาผู้โดยสารเคราะห์ร้ายที่ยังอยู่ในรถพยายามตะเกียกตะกายหนีออกมา แต่ส่วนใหญ่สำลักควันหมดสติ บางคนตกใจกลัวสุดขีดทำอะไรไม่ถูก อีกทั้งไฟลุกลามรวดเร็วมากจนไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน ต้องถูกไฟคลอกย่างสดตายทั้งเป็นสุดสยองดังกล่าว