นี่ๆ…อยากเห็นหน้าเราไหม เราเป็นรูมเมทใหม่เธอนะ เปิดผ้าห่มออกมาเจอหน่อยสิ

ชีวิตมหาลัยนี่พูดได้ว่าไม่ง่ายเลยค่ะ ไหนจะเรียน อ่านหนังสือ ต้องรับมือกับสังคมเพื่อน ความเครียดต่างๆนานา เพราะแบบนั้น ที่พักใจเดียวสำหรับคนไม่ค่อยมีเวลากลับบ้านแบบเรา ก็คือ’หอ’นี่ล่ะค่ะ (ใครไม่ชอบช่วงอารัมภบทสามารถข้ามไปอ่านเนื้อหาในคอมเม้นท์ที่1ได้เลยนะคะ) เราอยู่หอนี้มา2ปีด้วยกันค่ะ ตั้งแต่ตอนเข้าปี1ใหม่ๆ หอพักแห่งนี้เป็นหอในของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแถบชานเมือง เป็นหอแบบนอนได้4คน มี2ห้องนอน 1ห้องนั่งเล่น สาธารณูปโภคครบครัน เรียกได้ว่าอยู่สบายเลยค่ะ ราคาตกเทอมละ 12,xxx – 15,xxx รวมค่าน้ำแล้ว เป็นราคาที่ถือว่ารับได้ และเพราะโลเคชั่นดีที่ มีรถฟรีของมหาลัยผ่านตลอด เราจึงตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่จนเรียนจบ

ช่วงแรกเนื่องจากบ้านอยู่ในเมือง นั่งรถเมล์แค่1ชั่วโมงกว่า เราจึงกลับบ้านค่อนข้างบ่อยประมาณอาทิตย์ละหน ด้วยความที่รูมเมทก็เป็นเด็กกรุงเทพ ในวันหยุดเลยไม่มีคนอยู่ที่ห้อง แต่การเดินทางกลับบ้านแต่ละหนนี่เหนื่อยมากค่ะ บางครั้งรถติดๆก็ใช้เวลา1-2ชั่วโมงบนถนน รอรถก็นาน แต่ที่บ้านอยากให้กลับไปอยู่ที่บ้าน เพราะมองว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ไกลมาก ตัวเราเองรู้ว่าเดินทางแต่ละหนไปกลับมันเสียเงินและเวลาเยอะมาก หมดพลังงานก็เยอะ ตื่นสายไม่ได้อีก สุดท้ายที่บ้านเลยยื่นคำขาดว่า ถ้าจะอยู่หอ ต้องหาจ่ายเองทั้งหมด เราก็เลยคิดว่า ‘เอาวะ ลองดูซักตั้ง’ สุดท้ายก็หางานพาร์ทไทม์ทำใกล้ๆหอ ทั้งหาค่าหอและหาค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้ตัวเองเล็กน้อย ให้มีบุฟเฟ่ต์เป็นกำลังใจให้ตัวเองเดือนละหนสองหน ตั้งแต่นั้นเราก็กลับบ้านน้อยลง อยู่หอช่วงวันหยุดมากขึ้น เพราะงานเราเน้นทำช่วงวันหยุด ส่วนเรื่องอ่านหนังสือก็อ่านให้หนักขึ้นในวันที่ไม่ได้ทำงาน สุดท้ายชีวิตเราก็บาลานซ์มากขึ้น จนวันนึง รูมเมทเราย้ายออกค่ะ

รูมเมทย้ายออก หมายความว่าแต่นี้ต่อไปเราต้องนอนคนเดียว ถึงจะมีเมทที่อยู่อีกห้อง แต่เค้าก็กลับบ้านกันบ่อย เหลือเราอยู่คนเดียวกับเตียงว่างๆโต๊ะว่างๆ แรกๆก็สบายดีค่ะ เพราะชอบนอนคนเดียว ค่าหอก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะเป็นแบบเหมาจ่ายรายคน วันไหนเมทอีก2คนอยู่ก็สนทนาพาเพลินกันปกติไม่มีเหงา จนเมื่อปิดเทอมที่แล้ว ก็ไม่มีวี่แววว่าทางหอจะจัดหาใครย้ายเข้ามา แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดเทอม เราถูกเรียกตัวกลับมาทำงานกะทันหัน เพราะช่วงใกล้เปิดเทอมจะมีงานในมหาลัยเยอะขึ้น ร้านคนเยอะขึ้น จนพนักงานประจำทำกันเองไม่ไหว เราเองที่บ้านอยู่ใกล้สุดเลยต้องกลายมาเป็นพนักงานประจำช่วงนี้ไปโดยปริยาย กลับมารอบนี้เหงาค่ะ กว่ารูมเมทจะกลับมาก็อีกอาทิตย์กว่าๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรค่ะ เรากลับมาทำงานไม่ได้มานอนเฉยๆ เลยไม่ได้มีเวลาให้เหงาขนาดนั้น โดยช่วงที่อยู่คนเดียวจะเปิดพัดลมเป็นส่วนใหญ่ เพราะค่าไฟของหอนั้นหารและหักให้อัตโนมัติ ทำให้เกรงใจเพื่อนที่ต้องมาหารค่าไฟกับเราในช่วงปิดเทอมทั้งที่เราอยู่คนเดียว

จนถึงคืนหนึ่ง ด้วยความที่อากาศกำลังดีเพราะเป็นหน้าหนาวที่ไม่หนาวจัด(ดีหรือไม่ดีเนี่ย555 หน้าหนาวปีนี้หาความหนาวแทบไม่เจอเลย) เราเปิดกระจกปิดมุ้งลวดระเบียงห้อง เปิดพัดลมเบาๆ ทั้งที่ปกติจะไม่เปิดกระจก แต่ก็ไม่กลัวอะไร เพราะปกติเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผี บวกกับได้ยินเสียงคนเดินกับลากเก้าอี้ตลอดจากห้องข้างบน เลยค่อนข้างอุ่นใจ หอตรงกันข้ามก็มีไฟเปิดอยู่บ้างถึงจะแค่ไม่กี่ดวง หอพักที่เราอยู่ก็เคยมีประวัติมาบ้าง(แต่เป็นคนละตึก) ทั้งเด็กนิติฟุบเสียคาประมวล นักศึกษาเสียในห้อง กว่ารูมเมทจะมาพบศพก็เป็นตอนเปิดเทอม แต่เราก็มองว่าเป็นเรื่องไกลตัวมาตลอด ไม่ได้ขวัญเสียกับเรื่องเหล่านี้แต่อย่างใด (ส่วนใครที่อ่านแล้วนึกออกว่าเป็นมหาลัยไหนก็เหยียบไว้นะคะ 5555555555) ย้อนไปตอนรูมเมทเก่าเรายังอยู่ เค้าเคยเล่าให้ฟังว่าเคยฝันไม่ค่อยดี จำได้ลางๆว่าเกี่ยวกับผู้หญิงที่มาอาบน้ำในหอ ถึงเค้าจะหนีออกจากห้องไป ผู้หญิงคนนั้นก็ยังเดินตามมาพร้อมกับรอยน้ำที่เปียกเป็นทาง จบลงที่ในฝันนั้นเมทเราหนีลงบันไดมาพร้อมกับเสียงฝักบัวไล่ตามหลังมา ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น และสะดุ้งตื่น แต่ด้วยความที่เค้าค่อนข้างเชื่อเรื่องผีเรื่องดวง เราเลยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ คิดว่าคงคิดไปเอง

แล้วจนคืนนี้ ช่วงกำลังเคลิ้มหลับเราได้ยินเสียงกระดิ่งจากห้องด้านบน เป็นโมบายลมกรุ้งกริ้งซึ่งเราแอบรำคาญมานานแล้ว พอเปิดหน้าต่างยิ่งได้ยินเสียงชัดกว่าเดิม เรารำคาญจนหลับไป ในฝันเรารู้สึกเหมือนลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องตัวเอง บนเตียงที่นอนอยู่ แต่จู่ๆประตูก็เปิดออก มีคนเดินเข้ามา วางของวางกระเป๋า และเดินขึ้นมานอนบนเตียงเมทเรา เราแอบมองอยู่เงียบๆในความมืด ก่อนจะคลุมโปงแกล้งทำเป็นหลับ แล้วซักพัก ข้อความในมือถือก็เด้งขึ้นมา

” รู้นะว่ายังไม่หลับ ”
” เราเป็นรูมเมทใหม่เธอนะ ”
” ออกมาเจอกันหน่อยมั้ย เปิดผ้าห่มออกสิ ”

สิ่งที่เราตอบเค้าไปคือความเงียบ แล้วเค้าคนนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “คิกคิกคิกคิกคิก” จนเสียงเงียบไป แล้วจอมือถือก็ติดขึ้น เป็นรูปใครก็ไม่รู้บนหน้าจอ พร้อมกับมีข้อความเด้งขึ้นมา

” เนี่ย เราเองแหละ ไม่เชื่อหรอ เปิดผ้าห่มสิ ”

แล้วเราก็สะดุ้งตื่น

เหงื่อท่วมตัว อากาศอบอ้าว แต่แล้วความง่วงกับความขี้เกียจก็ชนะทุกอย่าง เราหลับตาลง และกลับมาโผล่ที่เดิม

” เนี่ย หน้าตาเหมือนเราเลยอะ ”
” ไม่อยากเห็นหรอ เงยหน้ามาเร็ว ”

โทรศัพท์มือถือยื่นมาต่อหน้าเราที่หลับตาไม่ลง นอนตะแคงข้างหลุบตาต่ำเพื่อเลี่ยงจะจ้องมองเจ้าของมือที่ถือโทรศัพท์อยู่ ในจอเป็นภาพวาดการ์ตูนตลกๆแบบคนไม่มีฝีมือ เรารวบรวมความพยายามทั้งหมดตะโกนออกไป “ไม่โว้ยยยยย”

” คิกคิกคิกคิกคิก ตามใจน้า ”

เสียงหัวเราะดังต่อไปเรื่อยๆ เสียงผ้าเสียดสีกันของเสื้อค่อยๆเลื่อนตัวไปยังปลายเตียง มาจบที่ด้านหลังเราพร้อมเสียงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ เราสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงหายใจที่ยังก้องอยู่ในหู ในท่านอนเดียวกับในฝัน เสียงหัวเราะคิกคิกกับเสียงผ้าเสียดสีกันยังคงอยู่ มันมาจากเสียงกระดิ่ง และผ้าม่านที่ปะทะลมแผ่วๆ เราออกมาล้างหน้าล้างตาที่ห้องกลาง บ่นผรุสวาทตัวเองไม่หยุด ” โธ่เอ้ย พรุ่งนี้ทำงานทั้งวันนะ เลิกบ้าบอทีเถอะ ” การนอนเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆของเรา สุดท้ายความกลัวทั้งหมดก็จบลงที่เตียงพร้อมกับความคิดที่ว่า ” สองรอบยังพอไหวนะ คนบ้าที่ไหนมันจะฝันเรื่องเดิมสามรอบติดวะ ” และใช่ค่ะ เรากลับมาโผล่ที่เดิม รอบนี้ความรำคาญชนะความกลัว ในฝันนั้น เราวิ่งออกจากห้องไปหาที่พึ่งสุดท้าย ห้องด้านบนที่ต้องมีคนอยู่แน่ๆ ผู้หญิงผมเผ้ารุงรังออกมาเปิดประตูรับด้วยเสียงงัวเงีย

” มีอะไรคะ ”

” ขออยู่ด้วยแป๊บนึงได้มั้ยคะ ” เราพูดพร้อมกับเอามือยันเข่าด้วยอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่ง

” คิกคิกคิกคิกคิกคิกคิกคิก ”

เราค่อยๆเงยหน้าขึ้น เสียงนี้ช่างคุ้นหู ยังไม่ทันที่จะรู้ตัวทันว่าไม่ควรขึ้นไปมอง สิ่งนั้นก็ก้มหน้าลงมาจนเกือบติดหน้าเราพร้อมพูดว่า

” ทีนี้จะยอมมองหน้ากูได้รึยัง ” เราไม่ทันเห็นหน้าของเค้า เราตื่นขึ้นมาก่อน พร้อมกับเปิดไฟทุกดวง ทานกาแฟ อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน(ตอนตี2) และนั่งอ่านหนังสือยาวๆจนถึงเช้า รุ่งขึ้นเรากลับบ้าน นิมนต์พระมาหนึ่งองค์ไว้บนตู้เสื้อผ้า ในขณะที่เรากำลังกำจัดฝุ่นเพื่อเตรียมจัดองค์พระนั้น เราก็ไปเจอข้อความที่ว่า ” ห้องนี้ผีดุ ” บนกำแพง หลังจากนอนลำบากมาเป็นเดือน ตอนนี้กำลังจะย้ายออกแล้วค่ะ พอดีว่าหอกำลังจะปรับปรุง หวังว่าย้ายหอใหม่จะไม่ต้องฝันอะไรแบบนี้อีกแล้วนะ และเรื่องกระดิ่ง หลังจากวันนั้นเราเอาโน้ตไปแปะหน้าห้องข้างบนเพื่อแจ้งให้ทราบเรื่องความรำคาญของเรา(หูหาเรื่องเองยังไปโทษเขาอีก) และใช่ค่ะ ไม่มีการเอากระดิ่งออก โน้ตยังแปะอยู่ที่เดิม เพราะห้องนั้นยังไม่มีคนกลับมาจากปิดเทอมค่ะ

ปล. ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเรื่องจริง แต่แน่นอนค่ะว่าเป็นความฝัน(ถ้าเจอตัวเป็นๆใครจะไปทนอยู่) จึงขอติดแท็กของถนนนักเขียนไว้เพื่อประกอบวิจารณญาณของทุกคนนะคะ