อีกเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้…อะไรอยู่บนดาดฟ้า

เหตุเกิดในช่วงที่ผมกำลังศึกษาอยู่ระดับอุดมศึกษาปีที่สี่ เป็นช่วงที่ผมต้องไปฝึกงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับสาขาวิชาที่เรียน เนื่องจากสถานที่ฝึกงานอยู่ไกลจากบ้านจนถึงคนละจังหวัด ดังนั้น การเดินทางไปกลับอย่างเช่นที่เคยทำทุกวันจึงดูไม่เหมาะสมนัก ตกลงกันกับเพื่อนที่ได้ไปฝึกงานในพื้นที่ใกล้เคียงกันว่า จะร่วมกันเช่าหอราคาไม่แพง และอยู่ด้วยกันสามคน เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่าย และอีกประการก็คือ พวกเราอยู่กันเพียงระยะสั้นๆ แค่สามเดือนเท่านั้นเอง

หลังจากตระเวนหาอยู่ครู่หนึ่ง ก็เกิดถูกอกถูกใจพอพักหลังหนึ่ง มันเป็นพอพักที่มีอาคารเพียงหลังเดียว สูงสี่ชั้น เดินเข้าไปในซอยจากถนนใหญ่เพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น ลักษณะการจัดเรียงห้อง จะเป็นห้องอยู่สองฝั่งทางเดิน ฝั่งละประมาณแปดถึงสิบห้อง หรือชั้นหนึ่งจะมีประมาณยี่สิบห้องนั่นเอง “ตอนนี้เหลือห้องที่ชั้นสามกับสี่อีกแค่ชั้นละห้อง” เจ้าของหอให้ข้อมูลแก่พวกเรา “ถ้าอย่างนั้น เอาชั้นสามก็แล้วกัน” ปรึกษากันครู่เดียว พวกเราก็สรุปแบบนั้น ด้วยเห็นว่าชั้นสี่สูงเกินไป เดินขึ้นอาจจะเหนื่อยไปหน่อย “ค่าห้องสองพันหก แต่ถ้าเอาชั้นสี่ลดให้เหลือสองพันสอง” เจ้าของหอเสนอ “งั้นพวกผมเอาชั้นสี่ก็ได้” ตอบแทบจะไม่ต้องคิดกันเลย เงินสี่ร้อยบาทในช่วงที่ยังหาเงินเองไม่ได้ ถือว่ามากพอที่จะแลกกับการที่ต้องเดินขึ้นอีกหนึ่งชั้น เมื่อตกลงกันได้ จึงเดินขึ้นไปสำรวจห้องกันเล็กน้อยพอเป็นพิธี ห้องที่พวกเราจองมีประตูห้องชนกับบันไดทางขึ้นพอดิบพอดี ห้องมีขนาดพออยู่กันได้สามคนสบายๆ ในนั้นมีเตียงคู่ให้หนึ่งเตียง แต่ไม่มีฟูก มีตู้ขนาดสองประตูให้หนึ่งหลัง ด้านหลังห้องเป็นระเบียงขนาดย่อมพอให้ซักผ้า ตากผ้าได้ ห้องน้ำในตัว และโทรศัพท์บ้านหนึ่งเครื่องตั้งอยู่บนหัวเตียง แม้จะไม่สะดวกสบาย แต่ดูๆ แล้ว ก็น่าอยู่ดี

และแล้ววันที่พวกเราต้องย้ายเข้ามาอาศัยเป็นเวลาสามเดือนก็มาถึง สัปดาห์แรกของการอยู่หอพัก พวกเราต้องจัดของ หาซื้อถ้วยชาม กาละมัง และข้าวของจำเป็นอื่นๆ มาเข้าห้อง รวมถึงยังไม่คุ้นชินกับการฝึกงาน พวกเราเลยค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร ดังนั้น พอกลับถึงห้องก็มักหลับเป็นตายชนิดตื่นอีกทีก็เช้าแล้ว จึงทำให้ทุกอย่างดูราบรื่นเป็นปกติดี สัปดาห์ที่สอง สัปดาห์ที่สาม และหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างปกติเช่นเคย จนกระทั่งขึ้นเดือนที่สองที่อาศัยอยู่หอพัก ตามปกติ ผมไม่เคยอยู่หอพักที่ไหน เมื่อฝึกงานจบสัปดาห์ สิ่งที่ทำก็คือ เดินทางกลับบ้านในวันศุกร์ และเดินทางกลับมาที่หอพักในคืนวันอาทิตย์ ในสัปดาห์นั้นก็เช่นกัน ผมเดินทางกลับมาถึงหอพักในช่วงประมาณสามทุ่มวันอาทิตย์ เปิดประตูห้องเข้ามาก็พบว่าตนเองเป็นคนแรกที่กลับมาถึง หลังสำรวจตัวเองก็นึกตกใจขึ้นมา เพราะพบว่าตนเองลืมแขวนพระที่ห้อยคอเป็นประจำตั้งแต่เด็กๆ มาด้วย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ จะกลับไปเอาก็คงไม่มีทางทำได้ ดังนั้น จึงอาบน้ำและดับไฟเข้านอน อย่างที่เล่าไปในช่วงแรกว่า ในห้องมีเตียงคู่ ผมตกลงกับเพื่อนว่าจะนอนพื้นกระเบื้อง และให้เพื่อนทั้งสองคนนอนบนเตียง เพราะผมชอบนอนพื้นมากกว่า คืนนี้ แม้จะยังไม่มีใครกลับมา แต่ผมก็ยังเลือกที่จะนอนกับพื้น ซึ่งเย็นกว่านอนบนเตียงเป็นไหนๆ อาจเพราะผมลืมห้อยพระมา จึงทำให้คิดมากไปเอง

แต่คืนนี้มีอะไรแปลกๆ ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงฤดูหนาว และปีนั้นเป็นปีที่อากาศหนาวมากแท้ๆ แต่คืนนี้ผมกลับรู้สึกร้อนอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่นอนลืมตานิ่งในความมืด ไม่กล้าขยับตัว คล้ายมีใครกำลังจับตาจ้องอยู่ ความกลัวค่อยๆ เข้าคุกคามจิตใจ แต่ก็ไม่กล้าลุกขึ้นไปเปิดไฟ ไม่รู้ว่ากลัวอะไร แต่ก็กลัวจนทำให้ผมเหงื่อออกจนชุ่มโชกไปทั้งตัวได้ แต่ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมๆ กับแสงสว่างจากหลอดไฟที่ถูกเปิดขึ้นมา “อ้าว หลับแล้วเหรอ โทษทีๆ” นึกโล่งอก ดีใจบอกไม่ถูก ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาคือเพื่อนของผมที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงนั่นเอง แล้วคืนนั้นก็ผ่านพ้นไป

“กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…..งงง” คืนที่สองของเดือนที่สอง เสียงเรียกเข้าแบบเสียงกระดิ่งจากโทรศัพท์หัวเตียง แผดเสียงน่ารำคาญติดต่อกันในช่วงกลางดึกต่อมา หลังจากพวกเราดับไฟนอนกับไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ผมลุกขึ้น เอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ ในขณะที่อีกสองคนบนเตียงต่างหลับสนิท “ฮัลโหล” กรอกเสียงงัวเงียลงไป “………” ความเงียบตอบรับกลับมาให้ ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดจากปลายสาย นึกแปลกใจนิดหน่อย ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ลงที่เดิม และกลับไปล้มตัวลงนอนต่ออีกครั้ง “กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…..งงง” เสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีก ผมที่เพิ่งลงไปนอนต่อได้ครู่เดียว ยังไม่ทันจะหลับ จึงลุกขึ้นมารับสายอีกเป็นหนที่สอง “ฮัลโหล” “………” เงียบอีกแล้ว ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เช่นเคย จึงวางหูและกลับไปนอนอีกครั้ง “กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…..งงง” “ฮัลโหล” เริ่มโมโห จึงกรอกเสียงกระแทกลงไปเพื่อเป็นการระบายอารมณ์ “………” ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มีแต่ความเงียบเท่านั้นที่ตอบรับ ผมกระแทกหูโทรศัพท์อย่างคนอารมณ์เสีย มันทำให้เสียเวลานอน และอาจจะทำให้นอนไม่หลับไปอีกนาน เพราะตอนนี้ประสาทรับรู้เริ่มกลับมาตื่นตัวเต็มที่อีกครั้งแล้ว

“กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…กริ๊งงงงง…..งงง” ในครั้งนี้ ผมไม่ยอมลุกขึ้นไปรับสาย ปล่อยให้เสียงปวดประสาทดังอยู่อย่างนั้น คิดจะแก้เผ็ดเจ้าพวกเพื่อนสองคนบนเตียง ที่เอาแต่นอนหลับ ไม่ยอมลุกขึ้นมารับโทรศัพท์บ้างเลย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครในสองคนนั้นลุกขึ้นมารับสายจริงๆ ปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังอยู่อย่างนั้นจนผมทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นไปรับอีกครั้ง สรุปแล้ว ในคืนนั้น ผมแทบจะนอนไม่หลับไปตลอดทั้งคืน เพราะต้องลุกขึ้นไปรับโทรศัพท์แปลกๆ ที่ไม่มีคนพูดถึงกว่าสิบครั้ง “เห้ย ทำไมเมื่อคืนไม่รับโทรศัพท์กันฟะ ปล่อยให้เรารับอยู่ได้ โทรฯ มาตั้งเป็นสิบรอบ ทำเอานอนไม่หลับเลย” ต่อว่าเพื่อนทั้งสองทันที เมื่อต่างตื่นนอนพร้อมไปฝึกงานกันแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับเป็นเสียงเดียวกัน อีกทั้งยังต่างยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีใครได้ยินเสียงโทรศัพท์เลยสักครั้ง ก็ทำเอาผมถึงกับแปลกใจ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ผมต้องลุกขึ้นไปรับจนโมโหแบบนั้น ทำไมถึงไม่มีใครได้ยิน

คืนที่สามของเดือนที่สอง ขณะอยู่ในห้วงนิทรากันหมดแล้ว ‘ตุบ ตุบ ตุบ’ เสียงตกกระทบหนักๆ ทึบๆ ดังมาจากบนดาดฟ้า ฟังๆ แล้ว เป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเสียงย่ำเท้า ผมลืมตา ตั้งใจฟังจนมั่นใจว่าน่าจะเป็นเสียงคนเดิน แต่ใครจะมาเดินอยู่บนชั้นดาดฟ้าในเวลานี้กันล่ะ อีกอย่าง พื้นมันเป็นปูน ถ้าเดินดังขนาดนี้ ไม่ต้องถึงกับกระทืบพื้นกันเลยหรือ พยายามคิดอยู่นานสองนาน เสียงย่ำก็ยังดังอยู่อย่างนั้น จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นอน และเปิดไฟในห้องจนสว่าง เหลียวมองเพื่อนสองคนบนเตียง ทั้งคู่หลับกันแล้ว และไม่มีที่ท่าว่าจะตื่น เป็นไงเป็นกัน… ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเวลานั้นถึงคิดแบบนั้น อาจเพราะเมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับ แล้วคืนนี้ก็อาจจะนอนไม่หลับจนรู้สึกหงุดหงิดก็เป็นได้ ตัดสินใจเปิดประตูห้อง เดินขึ้นบันไดตรงไปยังชั้นดาดฟ้า จากสภาพที่เห็น ทางเดินตรงนี้คงไม่มีใครใช้มานานมากแล้ว เพราะมีของเก่าเก็บที่น่าจะเป็นของเจ้าของคนเก่าๆ ถูกทิ้งไว้เต็มบันไดไปหมด ทั้งเสื้อผม หม้อ ชาม จนเวลาเดินต้องระวังไม่ให้ไปเตะไปเหยียบเข้า เนื่องจากบริเวณนั้นไม่มีแสงสว่างด้วย ต้องอาศัยแสงที่เล็ดรอดมาจากทางเดินชั้นสี่เอา

เดินไปก็ลังเลไป ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดกันแน่ แต่สุดท้ายก็เดินมาถึงประตูที่ปิดทางเข้าชั้นดาดฟ้าเอาไว้ มันเป็นประตูไม้ทึบบานเก่าๆ ฝุ่นจับหนา ประตูทึบ ทำให้มองไม่เห็นภายนอกว่าเป็นอย่างไร พอก้มลงมองลูกบิดประตู ก็พบว่าเหนือลูกบิด มีสายยูคล้องอยู่ และที่สายยู ก็มีแม่กุญแจล็อคอยู่อีกชั้น ผมเริ่มกลัว ประตูถูกใส่แม่กุญแจจากด้านใน แล้วข้างนอก บนดาดฟ้าหลังประตูบานนี้ จะมีใครอยู่ได้อย่างไรกันล่ะ เพื่อความแน่ใจ จึงลองเอื้อมมือไปกระชากแม่กุญแจ และก็พบว่ามันล็อคอยู่จริงๆ แต่ก็ยังไม่แน่ใจอีก ลองเลื่อนมือไปบิดลูกบิดประตู ‘แกร๊กๆ’ และผมก็พบว่า ลูกบิดประตูถูกล็อคอยู่เช่นกัน ‘ตุบ ตุบ ตุบ’ แว่วเสียงเดินหนักๆ ใกล้เข้ามา น่าจะอยู่ไม่ห่างจากหลังประตูบานนี้มากนัก เท่านั้นเองก็ไม่เหลือความจำเป็นและความกล้าใดๆ อีกต่อไป ผมกระโดดพรวดลงจากบันไดขึ้นดาดฟ้า กลับเข้าห้อง นอนคลุมโปงรวดเดียวจนถึงเช้า ปล่อยให้สิ่งที่ยังค้างคาในใจเป็นปริศนาอยู่อย่างนั้นต่อไป

เช้าวันรุ่งขึ้นผมลุกขึ้นจากที่นอนด้วยอาการของคนนอนไม่พออีกครั้ง รู้สึกหวาดวิตกที่จะต้องอยู่ที่ห้องพักนี้ต่อ ด้วยเกรงว่าอาจจะต้องเจออะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่านี้ในคืนถัดๆ ไป แต่ผิดคาด เวลาที่เหลือต่อจากนั้น ผมกลับไม่พบอะไรผิดปกติอีกเลย หลังหมดสัปดาห์ ผมกลับบ้าน และไม่ลืมที่จะห้อยพระประจำตัวกลับมาด้วย ซึ่งมันก็ทำให้อุ่นใจขึ้นได้มากโขอยู่ เรื่องเสียงบนดาดฟ้า ผมไม่ได้เล่าให้เพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนฟัง เพราะกลัวว่าทั้งคู่จะหาว่าผมกลัวอะไรไม่เข้าท่า แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า บางที พอเล่าไปแล้ว เพื่อนทั้งคู่อาจจะบอกว่าไม่ได้ยินอีกก็เป็นได้

ขอขอบคุณ เรื่องราวหลอนๆจาก คุณKTHc

https://pantip.com/topic/38260747?fbclid=IwAR1wUvQSjNVCN-tj0y1BfEnDpf7V1VvvmaoavVafSjlXI8jmPdLC2W5QJXQ

หมายเหตุ : รูปภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา