ครั้งหนึ่งในชีวิต…ที่ผมไม่อยากให้โลกนี้มี “กลางคืน”

ครั้งหนึ่งในชีวิต…ที่ผมไม่อยากให้โลกนี้มี “กลางคืน”
ประสบการณ์เรื่องผี เมื่อผมไม่อยากให้โลกนี้มีกลางคืน

คืนที่ 1 โรงแรมในเชียงใหม่
ย้อนไปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2534 ขณะนั้นผมกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเปิดนั้น นักศึกษาหลายคนต้องดูแลตัวเอง บางคนทั้งเรียน ควบคู่กับการทำงานพิเศษแบบต่างๆ ไปด้วย เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายทางบ้าน ซึ่งรวมทั้งตัวผมด้วยที่ต้องทั้งเรียน และทำงาน Part time ไปพร้อมๆกัน

ผู้สนับสนุน

เหตุผลนั่นเองที่ทำให้ผมมีโอกาสเดินทางรับงาน Part time เป็นของบริษัทไอศครีมชื่อดังแห่งหนึ่ง ระยะเวลาทำงานประมาณ 2 เดือน ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวพอดี อยากไปเที่ยวทางเหนือด้วย จึงตกลงรับงานนี้ ส่วนของเนื้องานไม่ยุ่งยาก เพียงแค่เดินทางไปกับรถเซลล์ส่งไอศครีม แล้วจดบันทึกหมายเลขเครื่องประจำตู้ทำความเย็นเท่านั้น ซึ่งต้องเดินทางไปในตัวเมืองเชียงใหม่ และอำเภอต่างๆ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง เช่น ลำพูน ด้วย ค่าจ้างวันละ 200 บาท หยุดวันอาทิตย์วันเดียว มีเพื่อนไปร่วมงานครั้งนี้ประมาณ 12 คน

ทางบริษัทจัดที่พักให้พวกเรา พักห้องละ 2 คน สถานที่เป็นโรงแรมแห่งหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ แต่ผมยังจำชื่อโรงแรมได้ดี แม้เวลาจะผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี) โรงแรมขนาดไม่ใหญ่มาก สภาพปานกลาง มีจำนวนประมาณ 2 – 3 ชั้น น่าจะเป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับพนักงานเซลล์ทั่วไปที่นิยมมาพัก เนื่องจากราคาที่พักไม่ได้แพงมากนัก โรงแรมตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟเชียงใหม่ ฝั่งด้านทิศตะวันตก ซึ่งปัจจุบันทราบข่าวว่าได้รื้อและเลิกกิจการไปแล้ว ถ้าผู้อ่านเป็นคนในพื้นที่คงจะนึกออก ในสมัยนั้นจะมีโรงงานโกดังไม้ตั้งอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นด้วย ผมกับเพื่อนได้พักห้องริมสุด ชั้นที่ 2 เป็นเตียงแยก

จากการใช้ชีวิตทำงานในเชียงใหม่ ทั้งตื่นเต้น สนุกสนาน ได้เพื่อนใหม่ และถือว่าได้ท่องเที่ยวไปในตัว เลิกงาน ค่ำก็กลับมานอนพักที่โรงแรมทุกวัน วันไหนอยากเที่ยวก็ชวนเพื่อนไปเที่ยวกันบ้างตามสถานบันเทิงริมแม่น้ำปิง วันหยุด ก็เช่ามอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวขึ้นดอยสุเทพ ดอยปุย น้ำพุร้อน ฯลฯ ซึ่งชีวิตก็สนุกสนานกันไปเป็นปกติ

1 เดือนผ่านไป แล้วเหตุการณ์ในคืนวันหนึ่งก็เกิดขึ้น ทำให้ผมขนลุกทุกครั้งที่นึกถึง และจดจำได้ไม่มีวันลืม หน้าหนาวคืนนั้นอากาศเย็นมาก ผมกับเพื่อนรูมเมท นอนพักผ่อนตามปกติเหมือนทุกคืน จนกระทั่งเวลาประมาณตีสอง ผมรู้สึกคอแห้งผาก กระหายน้ำอย่างมาก น้ำในเหยือกน้ำที่โรงแรมเตรียมไว้ ก็หมดไม่เหลือ (โรงแรมไม่มีตู้เย็นในห้อง) ขณะที่กำลังนอนกระสับกระส่าย คอแห้ง กระหายน้ำ อยู่นั้น ข้างนอกห้องบริเวณระเบียงหน้าห้องพัก ผมได้ยินเสียงร้องของแมวตัวหนึ่งร้องดังเป็นช่วงๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งที่ผ่านมา 1 เดือนที่มาพักที่นี่ ผมไม่เคยได้ยินเสียงแมวร้องมาก่อนเลย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่ากระหายน้ำมากกว่า ดังนั้นผมจึงตัดสินใจถือเหยือกน้ำออกมาจากห้อง เพื่อลงไปเติมน้ำที่ล๊อบบี้ชั้นล่าง โดยที่ผมแง้มประตูห้องเปิดไว้นิดหนึ่ง ตอนนั้นไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมต้องแง้มประตูไว้ ในขณะผมเดินลงมาที่ล๊อบบี้ อากาศตอนกลางคืนก็เย็นๆ พิกล เสียงแมวยังร้องดังอยู่เช่นเดิม แต่ผมกลับไม่ได้สังเกตุว่าตัวแมวมันอยู่ตรงไหน ผมลงมาที่เคาน์เตอร์โรงแรมเพื่อเติมน้ำ และลองชะโงกหน้าเรียกพนักงาน หวังว่าจะได้คุยแก้เหงา กลบความกลัวสักนิด แต่ทุกคนกลับห่มผ้านอนหลับกันหมด หลับสนิทเหมือนสลบไสลไม่ไหวติง ไม่เป็นไร ผมได้ดิ่มน้ำแก้กระหายแล้ว และเติมน้ำสำรองเพื่อเก็บไว้ดื่มที่ห้องพักเป็นที่เรียบร้อย จึงเดินกลับขึ้นห้องที่ชั้น 2 แต่ที่สังเกตุคือ เสียงแมวร้องที่ร้องไล่หลังมาเมื่อสักครู่ตอนผมออกจากห้อง มันได้เงียบลงไปแล้ว ผมกลับเข้าห้องนอน ปิดประตู และเริ่มเอนตัวนอนอีกครั้ง

หลังจากล้มตัวลงนอนที่เตียงของผม ไม่ถึง 2 นาที่ ยังไม่ทันได้หลับตานอนเลยด้วยซ้ำ ผมได้ยินเสียงแมวร้องขึ้นมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้มันกลับดังแว่วๆ แผ่วเบา อยู่ภายในห้อง ผมเริ่มกระสับกระส่าย เพราะเป็นคนกลัวผีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพยายามข่มตามให้หลับ แต่ไม่รู้อะไรมาดลใจ ทำอย่างไรก็ไปหลับ ในความมืดสลัวของห้องนั้น วินาทีหนึงผมได้ลองมองไปที่ปลายเตียงของผม เท่านั้นแหล่ะ ตัวผมเริ่มเย็บวาบ ขนลุกซู่ เมื่อสายตาผมจับภาพในความสลัวนั้น มันเป็นเงามืดของร่างผู้หญิงผมยาวคนหนึ่ง ยืนทะมึน ผมยาวสยายลงปิดหน้า เงานั้นเหมือนจะยืนจ้องมาที่ผม ตอนนั้นผมเริ่มตัวแข็ง ขยับเขยื้อนไม่ได้ ตัวเย็น และรู้สึกกลัวมาก จะร้องเรียกเพื่อนที่นอนอยู่เตียวข้างๆ ก็ไม่สามารถทำได้ เริ่มสวดมนต์ ก็สวดผิดๆ ถูกๆ ซ้ำไปซ้ำมา แต่มันหาได้ผลไม่ พระเจ้าช่วย ผมโดนผีหลอกจังๆ เลยเหรอเนี่ย มาแบบนี้เลยเหรอเนี่ย ผมครุ่นคิดอยู่ในใจ การตัดสินใจอีกครั้งสำหรับนาทีนั้นของผม คือ การลองหลับตาลงอีกครั้ง แล้วลืมตาขึ้นมา โดยหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเพียงการโดนผีอำ เหมือนธรรมดาที่คนทั่วๆไป เคยโดนกัน

คุณพระคุณเจ้า วันนั้นไม่มีใครช่วยผมได้เลย ผมคิด หลังจากผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เท่านั้นแหล่ะ เหมือนหัวใจผมจะหยุดเต้นแบบเฉียบพลัน เหมือนหัวใจผมจะสลายไปในทันใด ร่างเงาดำของผู้หญิงผมยาว ได้ขยับเข้ามายืนใกล้ๆ ตรงข้างเตียงของผมแล้ว ผมสังเกตได้ว่า ร่างของเธอผอมบาง สวมชุดดำทั้งชุด ผมยาวสลายปกใบหน้า แต่ยังพอมองเห็นใบหน้าได้บ้าง ซึ่งใบหน้าของเธอขาวซีด ซีดจนน่ากลัว นอกจากตอนนี้ตัวผมเริ่มแข็งทื่อแล้ว ผมยังรู้สึกได้เลยมา ดวงตาผมเริ่มเบิกโพลงด้วยความกลัว ผมแทบช็อคขาดใจ เมื่อร่างของเธอเริ่มเอนลงมานอนข้างๆตัวผม ร่างกายที่เย็นเยือกของผมที่เกิดจากความกลัว เริ่มเย็นลงอีก แล้ววินาทีนั้น เธอชะโงกหน้าที่เต็มไปด้วยเส้นผมสยาย เข้ามากระซิบข้างหู้ของผม
“ให้ฉันนอนนนนนนน ด้วยยยยยยย” เท่านั้นแหล่ะครับ เหมือนคนจะขาดใจ แต่บุญกรรมในชีวิตยังไม่หมด เพื่อนรูมเมทที่นอนอยู่เตียงข้างๆ ได้รีบวิ่งไปเปิดไฟห้อง และรีบเข้ามาฉุดกระชากดึงแขนผม พร้อมปลุกให้ผมรู้สึกตัว เราสองคนได้แต่มองหน้ากัน แต่ยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก ได้แค่หอบหมอน ผ้าห่ม ออกจากห้องแล้วไปเคาะประตูห้องเพื่อนข้างๆ เพื่อขอนอนด้วย หลังจากคุยเรื่องราวกัน สรุปว่าขณะที่ผมเดินออกนอกห้องช่วงเวลาตี 2 นั้น รูมเมทผมรู้สึกตัวตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้ยินเสียงแมวร้อง จนกระทั่งผมกลับเข้ามาในห้อง เขาก็สังเกตว่าผมเริ่มล้มตัวลงนอน ผมก็เริ่มมีอาการผิดปกติ อึกอัก ๆ ทุรนทุราย เขาสังเกตช่วงสุดท้ายที่เห็นผมตาเหลือกตาถลน เหมือนคนจะขาดใจ เขาเลยรีบลุกเปิดไฟห้อง และรีบปลุกกระชากผม ผมคิดว่าหากคืนนั้น เพื่อนรูมเมทไม่ปลุกกระชากผมให้ สะดุ้งกลางดึกคืนนั้น ปานนี้ไม่รู้ชีวิตของผมจะเป็นเช่นไร
ผมขออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล ให้เธอในคืนวันนั้นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ขอให้ได้รับส่วนบุญ และขออย่าได้มีเวรมีกรรมต่อกันเลย
เรื่องราวนี้ เกิดขึ้นจริงในช่วงชีวิตหนึ่งของผม ซึ่งช่วงเวลานั้น ผมไม่อยากให้โลกนี้ มีกลางคืน….

คืนที่ 2 ความสยองที่หน้าวัด
เรื่องราวครั้งนี้เกิดขึ้นกับผมและเพื่อนๆอีกหลายคน ซึ่งหากเพื่อนสมัยนั้นได้เข้ามาอ่าน ผมคิดว่าทุกคนคงจำเหตุการณ์นี้ได้ดี และ คงไม่มีวันลืม

เมื่อประมาณปี พ.ศ.2528 ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ในโรงเรียนมัธยม ประจำจังหวัดขอนแก่น น่าจะอยู่มัธยม 2 – 3 ประมาณนี้ ในสมัยนั้นสภาพบ้านเมืองในตัวเมือง ก็ยังถือว่าเจริญใช้ได้ แต่สำหรับบ้านผมและเพื่อนๆ ยังถือว่าเป็นชานเมือง/บ้านนอกที่ยังไม่ค่อยเจริญเท่าไรนัก การคมนาคมมีเพียงรถโดยสารสองแถว กับสามล้อถีบรับจ้าง และมอเตอร์ไซค์ จักรยาน ตามฐานะของแต่ละคน หมู่บ้านที่ผมอยู่ชื่อ บ้านดอนหญ้านาง เผื่อเพื่อนสมาชิกเคยรู้จัก จะได้นึกสภาพแวดล้อมออกครับ

เริ่มเข้าเรื่องนะครับ วันนั้นเป็นวันศุกร์ เพื่อนนักเรียนหญิงชื่อ(ขอเรียกว่า) นังเปา (นะครับ) เกิดป่วยกะทันหัน ไม่มาโรงเรียน พวกเราเหล่าเพื่อนๆ ก็เป็นห่วงกันตามประสา หยอดเหรียญตู้โทรศัพท์สาธารณะ โทรเข้าบ้านนังเปา (โทรเข้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน แล้วเรียกตามกันมารับ) ถามสารทุกข์สุกดิบกัน ด้วยความคะนองตามประสาวัยรุ่น จึงนัดแนะกันไปเยี่ยมไข้เพื่อนในตอนเย็นวันนั้น นัดให้คนไข้จัดหาข้าวปลาอาหาร ต้มไก่ ไว้รอเพื่อนๆ ไปถล่มล้มทับด้วย บ้านนังเปา อยู่หมู่บ้านชื่อ บ้านหนองหิน ซึ่งห่างจากบ้านผมสักประมาณ 15 กิโลเมตร โดยเส้นทางจะเป็นทางดินลูกรัง ผ่านหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านโนนชัย บ้านโกทา ผ่านข้ามคลองน้ำชลประทาน บ้านยาง แล้วก็ค่อยถึงบ้านหนองหิน ซึ่งเป็นบ้านของนังเปา ในสมัยนั้นผมว่าไกลมากในความรู้สึก

ผู้สนับสนุน

หลังจากนัดกันเรียบร้อย เพื่อนๆ ประกอบไปด้วย ผม ไอ้เอ้ ไอ้แป๋ม อิตุ่น (ที่เหลือจำไม่ได้) กับรถมอเตอร์คู่ใจ สปิ๊นเตอร์บ้าง ฮอนด้าเบลล์บ้าง ซูซูกิ อาร์ซี100บ้าง ส่วนของผม ยามาฮ่า เมท 80 รวมทั้งหมดรถมอเตอร์ไซค์ 4 คัน 3 คันมีคนซ้อนท้าย แต่รถผมไม่มีคนซ้อนครับ ขับขี่คนเดียว เราเริ่มนัดหมายรวมตัวที่บ้านดอนหญ้านาง แล้วออกเดินทางได้ก็ราวๆ 5 โมงเย็น ขาไปก็สนุกสนานเฮฮาตามประสาวัยรุ่น สิงห์นักบิดประจำหมู่บ้าน จักรยานยนต์รุ่น 2 จังหวะ ควันท่อไอเสียฟุ้งเชียว หลังจากล้มทับเอร็ดอร่อยจากการกินอาหารบ้านนังเปาเสร็จแล้ว ด้วยความที่เราคิดว่าพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์โรงเรียนหยุดเรียน เลยไม่ได้เร่งรีบอะไร คุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปประมาณ 3 ทุ่มกว่า ผู้อ่านลองคิดดูนะครับ บรรยากาศชานเมือง บ้านนอก ในช่วงเวลา 30 ปีที่แล้ว จะเงียบเชียบขนาดไหน พวกเราจึงได้ชวนกันกลับบ้าน โดยขับมอเตอร์ไซค์ตามๆ กันไป 4 คัน สองคันข้างหน้า ไอ้เอ้ ไอ้แป๋ม นำหน้า รถผมเป็นคันที่สาม เพราะไม่มีคนซ้อนท้าย เพื่อนคงเห็นใจเลยให้มีรถอีกคัน อิตุ่นกับเพื่อน ขับปิดท้ายให้

ผมจำไม่ได้หรอกว่า คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด หรือ คืนเดือนหงาย จำได้เพียงว่า ตั้งแต่ขับรถออกมาจากบ้าน นังเปา บนถนนลูกรังมีแต่แสงไฟหน้ารถของพวกเรา 4 คัน สมัยนั้นไฟฟ้าเสาไฟข้างทางยังไม่มีด้วยซ้ำ เราก็ค่อยๆ ขับประคองกันมาเรื่อยๆ ได้สักประมาณ 7 – 8 กิโลเมตร เวลาประมาณเกือบ 4 ทุ่ม เป็นช่วงที่ต้องผ่านหมู่บ้าน น่าจะเป็นบ้านยาง เพราะก่อนถึงคลองส่งน้ำชลประมาน ช่วงเวลานั้นหมู่บ้านเงียบแล้ว มืดสลัว ขณะที่พวกเรากำลังจะขับรถผ่านหน้าวัดแห่งหนึ่งท้ายหมู่บ้าน สังเกตจำกำแพงวัดได้ ผมได้สังเกตเห็นก้อนวัตถุหลายก้อน ลักษณะกลมๆ สีดำๆ เคลื่อนผ่านกลิ้งออกมาจากบริเวณประตูวัด ที่มองเห็นเนื่องจากแสงไฟหน้ารถของเพื่อนสองคันข้างหน้าส่องอยู่ แล้วมันก็กลิ้งเคลื่อนผ่านข้ามถนนออกมาเป็นกลุ่มๆ ประมาณ 4 – 5 ก้อน กลิ้งผ่านใต้ท้องรถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อน ข้ามไปยังพงหญ้าของถนนอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อมาถึงคราวผม ก้อนสีดำๆ ก็กลิ้งออกมาจากประตูวัดอีกกลุ่มหนึ่ง ผ่านใต้ท้องรถของผม ขณะที่มันกลิ้งผ่านนั้น ผมได้ก้มชำเลืองดู มันเป็นลักษณะกลมๆ เสียงมันกลิ้งดัง ขลุกๆ ขลักๆ เรี่ยไปกับพื้นถนนลูกรัง แว่บหนึ่งผมเห็นได้ว่ามันสีขาวซีดเหมือนผิวหนังคน เห็นแค่รูปทรงจมูกนิดหนึ่งเท่านั้น และสิ่งที่ทำให้ผมพูดไม่ออก ถึงกับเย็นสันหลังวาบ หัวใจหักแปล๊บๆ คือ สิ่งปลิวไสวปกคลุมก้อนนั้นอยู่ ผมสัมผัสได้ว่ามันเหมือนเส้นผมของคน เพราะตอนที่มันกลิ้งผ่านใต้ท้องรถของผม เส้นผมนั้นมันได้ปลิวมากระทบ ระเรี่ยที่ขาของผม ส่วนเพื่อนอีกคันด้านหลัง ก็คงโดนเหมือนกัน ผมคิดในใจ แต่ทุกคน ทุกคัน ก็คงตั้งสติขับรถ ไม่มีคันไหนล้ม และเริ่มบิดคันเร่ง เพื่อรีบให้พ้นจากบริเวณนั้น

ผ่านพ้นกำแพงวัดมาได้ ไม่ถึง 1 กิโลเมตร ช่วงนี้เป็นท้ายบ้านไม่มีบ้านเรือนคนแล้ว เริ่มเป็นเขตทุ่งนา ผมยังขับอยู่คันที่ 3 เหมือนเดิม แสงไฟรถสาดไปข้างหน้าพอได้มองเห็น และ สู้กับความมืดข้างทางได้บ้าง ข้างหน้าห่างออกไปไม่ไกล ในระยะที่แสงไฟหน้ารถสาดถึง ผมได้สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่ง รูปร่างผอม ผิวคล้ำ นุ่งกางเกงลักษณะผ้ามอฮ่อมขาสั้น ไม่สวมเสื้อ เขาเดินอยู่ข้างหน้าพวกเรา เดินไปข้างหน้า พวกเราจึงมองเห็นเฉพาะด้านหลังของเขา และเขาก็เดินไปเรื่อยๆ ในลักษณะก้มหน้าเดิน ผมก็นึกใจชื้น และดีใจว่า ได้เจอชาวบ้านระหว่างทาง คงออกไปปลา ยิงหนู ตามวิถีชาวบ้าน

แต่ความคิดของผม และเพื่อนๆ คงไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดซะแล้ว เพราะขณะที่เราขับรถผ่านเข้าไปใกล้ผู้ชายคนนั้นเรื่อยๆ เหมือนระดับความสูงของเขาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยังเดินก้มหน้าต่อไปอย่างช้าๆ ในใจของผมไม่ได้คิดอะไรอีกแล้ว นอกเสียจากว่า พวกเราเจอดีรอบสองอีกแล้ว ด้วยความกลัวก็กลัว แต่เรามาด้วยกันหลายคน และทุกคนเป็นสิงห์นักบิดอยู่แล้ว ก็ได้แต่เร่งเครื่องหนีให้เร็วที่สุด เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ของผมแล่นผ่านข้างผู้ชายคนนั้น ผมสังเกตุด้วยหางตาว่า ความสูงของเขาขณะเดินนั้น สูงเป็นสองเท่าของคนปกติ เพราะขนาดผมนั่งขับมอเตอร์ไซค์ ผมคาดว่ายังต้องได้แหงนหน้ามองเลยครับ แต่ตอนนั้นผมไม่อยากมองมองแล้ว กระจกมองหลังก็ไม่ได้คิดเลยว่า จะเหลียวไปมอง เราทั้ง 4 คัน รีบบิดคันเร่งให้ถึงบ้านของผม ซึ่งเป็นจุดรวมพล ให้ได้เร็วที่สุด ทุกคนมองหน้ากัน แล้วก็ถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นเหมือนกูไหม? แล้วทุกคนรวมทั้งผมก็ขนลุกเกรียว เราตกลงว่าคืนนี้แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันก่อน พรุ่งนี้ค่อยนัดกันใหม่ มาเจอกันที่บ้านของผม รุ่งเช้าเพื่อนๆ มาตามนัด แล้วเราก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พ่อแม่ ผู้ใหญ่ทางบ้านฟัง หลังจากเล่าเสร็จ ท่านก็ว่าพวกเราโดนผีหลอกซะแล้ว แถวนั้นผีมันแรง พวกเราก็โดนตักเตือนเรื่องจากออกจากบ้าน กลับบ้านในยามค่ำมืด แล้วก็ได้พากันไปให้หลวงพ่อที่วัดใกล้บ้าน รดน้ำมนต์… ผมขออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล ให้กับท่านในคืนวันนั้น ขอให้ท่านได้รับส่วนบุญ ส่วนกุศล และขออย่าได้มีเวร มีกรรมต่อกันเลย
เหตุการณ์วันนั้น ยังคงเป็นเรื่องราวในคืนหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลานั้น ผมไม่อยากให้โลกนี้ มีกลางคืน…