เรื่องเล่าหลอนๆ “มหาวิทยาลัยบูรพา”

เรื่องเล่าหลอนๆ “มหาวิทยาลัยบูรพา”

1.หอ 50 ปี (มหาวิทยาลัยบูรพา)

เป็นเรื่องราวที่กล่าวขานและเล่าต่อๆ กันมารุ่นสู่รุ่นว่าที่หอ 50 ปี เทา-ทอง มีนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศจีนกระโดดตึกลงมาเสียชีวิต เล่ากันว่าเธอกลุ้มใจหลายๆ เรื่อง ก่อนจะโดดก็กินตะปูเข้าไปด้วย หลังจากนั้นมีคนทรงมาเชิญวิญญาณเธอไป แต่เธอไม่ยอมไป ต่อมารุ่นน้องเด็กปี 1 ที่ต้องอยู่หอนี้ ตอนกลางคืนก็มักจะพบเรื่องหลอนๆ เช่น เห็นประตูเปิด-ปิดเอง หรือบางคืนก็มีเด็กผู้หญิงที่ตายยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าห้อง หรือในบางวันเด็กผู้หญิงคนนี้ก็โดดขึ้นๆ ลงๆ ตึกอยู่อย่างนั้น…ทั้งคืน

แต่ก็ยังมีอีกกระแสถึงข่าวหรือเรื่องเล่าของนักศึกษาสาวชาวจีนคนนี้ จากเพื่อนที่เคยใกล้ชิดว่า เรื่องหอ 50 ไม่มีอะไรน่ากลัวค่ะ ถ้าฟังเรื่องจริงออกจะน่าเศร้าซะมากกว่า ที่คนประเทศเดียวกันกลับทำกันได้ลงคอ สาเหตุมาจากเพื่อนคนจีนด้วยกันก็ไม่คบ แถมยังล้อเรื่องพ่อแม่ที่ป่วยของเขาอีก เครียดมากเลยตัดสินใจกระโดดตึก ก่อนหน้านี้ก็มีโกนหัว กรีดข้อมือเท่านั้น หลังจากที่ตายก็มีเรื่องความเฮี้ยนของเธอจากเพื่อนรูมเมทชาวจีนด้วยกันว่า ได้ยินเสียงคนร้องไห้…แล้วก็ไม่มีใครอยากอยู่ห้องนั้นอีกเลย หลังจากที่เค้าโดดหอมาก็มีพระจีนมาเชิญวิญญาณออกแต่ไม่ออก จนครั้งที่สองมาเชิญจึงออก แต่ตามที่เค้าว่ากันไว้ฆ่าตัวตายเป็นบาปอันใหญ่หลวงวิญญาณของเธออาจวนเวียนอยู่ในที่นี้ต่อไปก็ได้…

2.ตำนานพี่บัว คณะศึกษาฯ

เรื่องเล่าตำนานรักของพี่หนุ่มและพี่บัว เล่าโดยศิษย์เก่า ม.บูรพา . . . ตลอด 4 ปีที่ได้เป็นนิสิตของ ม.บูรพา ในเทอมแรกของปีการศึกษา จะได้เห็นจักรยานเก่าๆ หนึ่งคันจอดอยู่ที่บริเวณริมสระน้ำระหว่างบัณฑิตวิทยาลัยและคณะศึกษาศาสตร์ (ตอนนี้ย้ายไปอยู่บริเวณหลังคณะศึกษาฯ) และมีพวงมาลัยมากมายคล้องอยู่ที่แฮนด์ของรถเสมอ รุ่นพี่มักจะเล่าตำนานความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งประจำคณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งมีชื่อว่า พี่หนุ่ม และพี่บัว ทั้ง 2 รักกันมาก ทุกๆ วัน พี่หนุ่มจะคอยขี่จักรยานไปรับไปส่งพี่บัวตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่บัวประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต พี่หนุ่มเสียใจมาก ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ถ้าขาดพี่บัว เขาจึงตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตายในสระหน้าคณะศึกษาศาสตร์ตามพี่บัวไป รุ่นพี่ส่วนใหญ่ที่รู้ตำนานจะเล่าเรื่องนี้สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าถ้าใครต้องการให้ความรักของตนเองสมหวังต้องไปขอพรที่จักรยานเก่าๆ คันนั้น ทำให้มีนิสิตหลายคู่ไปไหว้ขอพรพี่หนุ่มและพี่บัวทุกปี และเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาเล่าต่อๆ กันทุกรุ่น

3.ตึกสหเวชฯ

มีเรื่องเล่าว่าครั้งเคยมีนิสิตลืมของอยู่บนตึกตอนกลางคืน นิสิตคนหนึ่งเลยชวนเพื่อนมาเอาของด้วยกัน เเต่พอมาถึงเพื่อนที่มาด้วยบอกว่าลืมของที่รถเดี๋ยวมา ให้ขึ้นไปก่อนเดี๋ยวตามไป เพื่อนอีกคนเลยเดินไปหายามที่เฝ้าหน้าตึกเเละบอกกับยามว่าลืมของไว้ ยามเลยบอกว่าเดี๋ยวขึ้นไปเป็นเพื่อน ระหว่างที่ขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน เพื่อนอีกคนก็มาพอดี ซึ่งกำลังจะเรียกเพื่อนเเต่เธอถึงกับพูดไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนของเค้าคุยอยู่กับใครที่หน้าลิฟต์ นิสิตที่ขึ้นลิฟต์ไปกับยามก็คุยกันถึงเรื่อง อาจารย์ใหญ่ที่อยู่ในตึกสหเวช เเละก้อพูดถึงด้ายเเดงที่อยู่กับอาจารย์ใหญ่ ยามเลยบอกว่าด้ายเเดงที่ว่าเปนเเบบนี้รึป่าว เธอตกใจมากเเละก็กรี๊ดเสียงดังมากๆ เพื่อนของเธอที่รออยู่ข้างล่างก็ตกใจมากเช่นกัน เเละอยู่ๆ ลิฟต์ก็ลงมาชั้นหนึ่งพอลิฟต์เปิดเธอก็เห็นเพื่อนเธอนอนสลบอยู่ เเละก็มียามวิ่งมาดู เพื่อนเธอเลยเล่าให้ยามฟังว่าเห็นเพื่อนคนนี้คุยกับใครไม่รู้ที่หน้าลิฟต์ก่อนขึ้นไป ยามเลยบอกว่าสงสัยว่านิสิตคนนี้คงจะเจออาจารย์ใหญ่ ที่เป็นยามคนเก่าที่อุทิศตัวเพื่อนักศึกษาเเพทย์

4.เรื่องรอบรั้วมหาวิทยาลัย

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่เกี่ยวกับบังกะโลแถวๆ บางแสน เพราะทุกคนคงจะเคยพบเห็น เวลามาเที่ยวทะเล ต่างก็จะหาที่พักที่ใกล้กับชายหาดเพื่อความสะดวกสบาย เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันสงกรานต์ทีไรก็ชอบที่จะไปบางแสนเกือบทุกปี โดยรถยนต์ส่วนตัว โดยมีเพื่อนและน้องกระเทยร่วมแก๊งค์ 6-7 คน เพราะที่นั่นสนุกมากมีคนทั่วสารทิศมาเล่นน้ำกัน พอเราถึงบางแสนก็มีวินมอเตอร์ไซต์ถามว่าหาห้องพักอยู่ไหมเพราะแถวนั้นเต็มหมดแล้ว เค้าเสนอห้องพักมาให้ และเราตอบตกลงในราคา 400 เอง เตียงคู่พักได้ทั้งหมด 6-7 คนนะ เราก็สงสัยทำไมถูกจัง 400 เอง หน้าเทศกาลด้วย เราต้องเดินจากชายหาดไปที่พักประมาณครึ่งกม. พอถึงห้องพักเปิดดูมีเตียง 2 เตียงพัดลม 1 ตัว เราเลยเลือกเตียงติดห้องน้ำ มีประตูหลังบ้านด้วย เป็นห้องชั้นเดียวแบบแบ่งเป็นสามห้อง ห้องแรกมีคนพักอาศัย ห้อง 2 เราพัก ห้องที่ 3 มีคู่สามีภรรยาจากกรุงเทพฯ เช่าพัก พอจับจองที่นอนได้กระเทยแต่ละ คน ได้จัดการธุระส่วนตัว ส่วนเรานอนรอให้พระอาทิตย์ตกดิน พอเย็นก็ได้ออกไปเดินกับเพื่อนคนหนึ่งตามชายหาด

จนรู้สึกเริ่มอ่อนเพลีย จึงกลับมานอน สักพักก้อหลับไป เหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างมานั่งปลายเตียงเรา แต่เหมือนกับว่าเค้าจะรวบรวมพลังไม่ได้ เลยส่งจิตคุยกันในความรู้สึกตอนนั้นรู้ว่าเป็นผู้ชายมานั่งปลายเตียง สักพักเราพยายามให้หลุดจากอาการนี้นึกถึงพระโพธิสัตว์ก้อหลุดออกมาได้ นอนลืมตา ทำไมหน้าร้อนในห้องนี้จึงหนาวจัง แอร์ไม่มีนะ เราเรียกเพื่อนที่นอนอีกเตียงมานอนเป็นเพื่อน เค้านอนเบียดกันอยู่สามคน เค้าบอกว่าให้เรามานอนนี่เถอะ เราก็นึกแปลกใจเชื่อไหมคำแรกที่เพื่อนถามเราหลังจากเราไปนอนกับน้องอีกเตียง “พี่โดนแล้วเหรอ?” แหมอยากจะด่าให้สาสมใจทำไมไม่บอกแต่แรกว่าโดนอำก่อนเราแล้ว คือเค้านอนเตียงที่เรานอน ทั้ง 2 คนเลย พอพวกนั้นหลับก็ฝันเหมือนกันว่ามีผู้ชายกลางคนมานั่งปลายเตียง ลองคิดดูถ้าไม่ใช่วิญญาณที่ขอส่วนบุญ แล้วจะเป็นอะไรได้ ฝันเหมือนกันสองคน และเราก็โดนเป็นคนที่สาม สุดท้ายเพื่อนเลยกลับมาพร้อมกับผู้ชาย 7-8 ชวนมาดื่มเหล้าที่ห้องเพื่อรอให้เช้า สรุปไม่นอนกันเลย รอเช้าก่อนกลับเราถามพี่ที่เค้าอยู่ประจำว่าห้องที่เราพักมีผีไหมเค้าบอกไม่มี เราก็ถามว่าคนตายละ? เค้าเลยนึกขึ้นได้ว่ามีผู้ชายถูกงูกัดตาย ตรงหลังบ้านที่เราพัก
.
5.ภาควิชาเคมี

ลิฟต์ชอบเปิดที่ชั้น 3 อาจจะเป็นความขัดคล่องของลิฟต์ที่เก่ามากก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ฝั่งภาควิชาชีวเคมี เคยมีรุ่นพี่เข้าไปในห้องน้ำกับเพื่อนแล้วตะโกนคุยกัน จนทำธุระเสร็จ ออกมาไม่เจอ เพื่อนอยู่ พอออกมาจากห้องน้ำเลยไปถามเพื่อนว่าเมื่อกี้แกคุยกัชั้นใช่มั้ย เพื่อนทำหน้างง บอกว่าเค้าออกมาคุยโทรศัพท์ตั้งนานแล้ว แล้วก็ไม่ได้คุยกับอีกคนด้วย สรุปพี่คนนั้นคุยกับใคร

เคยมีคยทำแลปดึกๆอยู่คนเดียว กำลังล้างของอยู่ตรงอ่างด้านหนึ่ง เงยหน้าไปเจอคนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ทั้งๆที่ตัวเองอยู่คนเดียว

อาจารย์ที่ทำงานจนดึกดื่น มักจะได้ยินเสียงคนลากเก้าอี้ ลากโต๊ะที่ชั้นบน พอเดินขึ้นไปดู ไฟปิดสนิท ไม่ร่องลอยของสิ่งมีชีวิต

เคยมีอาจารย์ท่านนึง มาทำงานแต่เช้าตรู่ เดินผ่านโต๊ะยามขึ้นลิฟต์ไป แป็ปเดียวยามเดินขึ้นมาดูแล้วบอกว่า ทำไมอาจารย์นัดลูกศิษย์มาเช้าจังเลย เห็นเดินขึ้นลิฟต์ไปด้วยกันสองคน อาจารย์ยืนอึ้ง พร้อมตอบว่า ผมมาคนเดียวครับ ส่วนยามก็ยืนยันว่าเค้าเห็นว่ามีนักศึกษาผู้หญิงอีกคนเดินตามมาด้วย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน