ศ..w..ฝังยืนที่สุราษฎร์ธานี

สวัสดีครับ หลังจากไม่ได้เล่าเรื่องแบบนี้ไปนานหลายเดือน วันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านผมเอง เหตุเกิดที่ อ.บ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี เป็นบ้านของลุงแท้ๆ ของผมเลย เท้าความก่อนนะครับ บ้านลุงผม มีธุรกิจรับจัดงานศพ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เต็นท์ ของใช้เครื่องครัว เครื่องเสียงและรวมถึงโลงเย็นโลงศพด้วยครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นมาประมาณ 12 ปีได้แล้ว ตอนนั้นผมอายุประมาณ 12-13 ปี ก็คือ ม.1 นั่นเอง

เข้าเรื่องนะครับ คือ มันมีผู้หญิงคนนึงอยู่ หมู่ 3 เขาเสียชีวิตอยู่ในบ้านพักในป่ายางท้ายๆ หมู่บ้าน ปรกติจากที่ได้ยิน แม่บอกให้ฟัง เธอเป็นคนไม่ค่อยสุงสิงกับใครชอบเก็บตัวอยู่ในบ้าน เลยทำให้คนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจว่าเธอหายไปหรือเปล่า เพราะนานๆ จะเจอหน้าสักครั้ง และที่ทุกคนได้รู้ว่าเธอตาย เป็นเพราะกลิ่นของศพมันอบอวลไปทั้งป่ายางท้ายหมู่บ้าน จนคนแถวนั้นต้องเข้าไปเรียกและต้องเรียกตำรวจและมูลนิธิมางัดประตู จนได้รู้ว่าเธอตายไปแล้ว ศพนี้ อืด คือตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน จากการดูที่รอยมือขวา มีรอยไหม้ที่เกิดจากโดนไฟดูดที่ห้องน้ำ (น่าจะมือเปียกแล้วไปถอดปลั๊กไฟ คนชนบทเขาชอบซื้อหัวไฟส้มๆ แล้วใช้การเสียบปลั๊กแทนทำปุ่มสวิตช์)

และเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทก็เกิดขึ้นทั้ง หมู่ 1 ซึ่งก็คือหมู่บ้านผมเอง ใช่แล้วครับ ลุงผมเป็นคนรับจัดงานศพให้เธอคนนี้ และแน่นอน เธอไม่ค่อยมีญาติเลยจัดแค่ 3 วันแล้วจะเผา แต่กลับไม่ได้เผา มีญาติเขาแย้งว่า ศพตายโดยฟ้าผ่าหรือไฟช๊อตตาย ให้ฝังยืนแล้วเอากะละมังแสตนเลสครอบหลุมศพไว้ สรุปก็ต้องทำตามนั้น ฝังเธอโดยการฝังทั้งยืน และแล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เวลาประมาณ 19.00 น. อยู่ๆ ก็มีกลิ่นเน่า เหม็นมากๆ เหม็นแรงจนไม่อยากจะหายใจเข้าเลย วันแรกทุกคนไม่คิดอะไร คิดว่าเป็นหมาหรือแมวตายแน่ๆ และพอเลยช่วงเกือบๆ เที่ยงคืนอยู่ๆ กลิ่นก็หายไป ทีแรกก็คิดว่าลมเปลี่ยนทิศ แต่พอวันถัดไป กลิ่นก็โฉยมาอีก ยิ่งนับวันกลิ่นยิ่งแรง จนทุกคนเริ่มกังวลกันและเริ่มกลัวขึ้นมา เพราะว่ากิจการที่ลุงผมทำ แกทำมาเกือบ 25 ปี ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้ กลัวชนิดที่ว่าพอหลัง 18.00 น. ไม่มีใครกล้าออกมาข้างนอกบ้านกันเลย อย่าว่าแต่เด็กเลย พวกผู้ใหญ่จากที่ชอบไปนั่งกินเหล้ากันช่วงค่ำๆ ถึงกับหยุดไปเฉยๆ เพราะไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอกหลังอาทิตย์ตกดิน

หลังจากผ่านมาเกือบอาทิตย์ ก็เริ่มมีบางคนได้ยินเสียงคนเดินบนถนน เดินแบบ เดินไปสักพักแล้วก็หยุด แล้วก็เดินอีก แล้วก็หยุด เสียงเดินนี้สลับกับเสียงหมาหอนยาวเป็นทอดๆ ไปเลย คือทุกคนได้ยินกันหมด เพราะไม่มีใครนอนกันหรอกครับ ช่วงทุ่ม-สองทุ่ม เพียงแต่ไม่กล้าแม้แต่จะมองผ่านหน้าต่างไปดู แต่อย่างว่าล่ะครับ คนไทยขี้สงสัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ป้าคนหนึ่ง แกอยากรู้อยากเห็น แกเลยแง้มประตูออกไปดู และแกก็เห็นเต็มสองตาเลยว่ามีผู้หญิงเดินอยู่บนถนนจริงๆ แล้วจะหันหน้าเข้าหาบ้านหลังนั้นทีหลังนู้นที ในทุกๆ ครั้งที่เธอหยุด แล้วเธอก็เดินต่อ คือเจอบ้านหลังไหน จะหยุดเดินและจ้องบ้านหลังนั้นเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรื่องผู้หญิงเดินบนถนนก็ลือกันทั่วทั้งตำบลเลย และลุงผมแกเป็น อบต. อยู่แล้ว จึงรู้สึกทั้งกลัวทั้งไม่สบายใจเอามากๆ เพราะแกคิดว่า ที่มาของทั้งกลิ่นและเสียงผู้หญิง ต้องมาจากบ้านแกเองแน่ๆ แกเลยนิมนต์พระรูปหนึ่ง พวกเราเรียกว่า “ท่านเพชร” ให้มาที่บ้านของแก

หลังจากที่พระมา ก็อย่างว่าล่ะครับ ชาวบ้านไปมุงบ้านลุงผมเยอะมาก แล้วท่านเพชรก็เดินวนๆ รอบบ้าน จนแกไปหยุดที่โรงเก็บของที่เก็บพวกของใช้และที่เก็บโลงเย็น แกบอกลุงผมว่าเขาอยู่ตรงนี้ ยังไปไหนไม่ได้ เขาติดอยู่ เท่านั้นแหละครับ ลุงผมถึงกับเครียดเพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ท่านเพชรเลยทำพิธีอะไรสักอย่าง แกจุดเทียนกี่ที เทียนก็ดับหมด ลุงผมบอกว่าแกมั่นใจเลยว่าไม่มีลมจริงๆ จุดกี่อันก็ดับหมด จนถึงขนาดที่ท่านเพชรต้องกลับวัด แกบอกสั่นๆว่า “พรุ่งนี้จะมาใหม่…” วันถัดมา พระมากัน 5 รูปเลย และได้ขึงสายสิญจน์จากบ้านลุงผม ผูกไปตามเสาไฟ ผูกจนไปถึงที่ฝังศพเธอคนนั้นเลย ไม่แน่ใจเหมือนกันใช้ไปกี่ขด แต่รู้อย่างเดียวยาวมากๆ ลองนึกภาพตามนะครับ พระ 5 รูป ทำพิธี ทั้งกลิ่นทั้งเสียงสวดของพระก้องอยู่ในหัว แล้วกลิ่นก็คลุ้งอยู่ในจมูก เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ

หลังจากเสร็จพิธี ท่านเพชรก็พรมน้ำมนต์ไปรอบๆ บ้าน และบอกลุงผมว่าให้เอาโลงเย็นใส่ท้ายกระบะรถ แล้วขับไปตามสายสิญจน์ไปยังหลุมศพ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คนที่อยู่แถวหลุมศพที่ฝังเธอนั้นไม่มีใครได้กลิ่นเน่าอะไรสักนิดเดียว แต่หลังจากที่เอาโลงเย็นไปถึงหลุมศพ อยู่ๆ กลิ่นก็คลุ้ง กลิ่นแรงมากๆ และท่านเพชรใช้ให้ขุดศพเธอขึ้นมา อย่างที่บอกไป ศพเธอฝังยืน แต่ที่แปลกก็คือ ศพเธอหันหน้าไปทิศตะวันตก ทุกคนตกใจมากเพราะมูลนิธิเขามั่นใจว่าตอนฝังนั้น ฝังโดยหันหน้าไปทิศตะวันออก หลังจากขุดศพมาแล้ว ท่านเพชรได้พาศพเธอไปที่วัดและทำการเผา ณ ตอนนั้นเลย บอกได้เลยว่าทุกคนกลัวกันมากๆ และแน่นอน โลงเย็นนั้นก็ต้องเผาทิ้งเช่นกัน และมันเป็นงานสุดท้ายที่ลุงผมทำกิจการรับจัดงานศพ อาทิตย์นั้นทุกๆ คนหดหู่กับเรื่องนี้ มีการทำบุญหมู่บ้านครั้งใหญ่ สายสิญจน์นี้ยาวไปตามถนน คือมันเหมือนไม่ใช่หมู่บ้านผม เหมือนมันไม่ใช่ที่ๆ ที่ผมเคยอยู่ บอกไม่ถูกจริงๆ…เรื่องนี้ผ่านมาเกือบสิบกว่าปีแล้ว ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า เรื่องที่เกิดขึ้นต้องเป็นเพราะการฝังยืนแน่ๆ

โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

ขอขอบคุณที่มา: soccersuck