ประสบการณ์ผวาสาวเครื่องสำอาง เงาลึกลับต้องการอะไร ทำไมถึงตามเอาชีวิตพวกเธอ!! PART1

เจ้าของกระทู้เป็นผู้หญิง มีอาชีพเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางจึงมีโอกาสได้ไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยๆ ทุกครั้งก่อนไป ทีมที่ไปด้วยจะต้องไปทำบุญไหว้พระก่อนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้หลวงพ่อทักว่า “พวกเอ็งคงกลับมาไม่ครบทุกคนนะ คงแล้วแต่วาสนา” เพื่อนก็คิดว่าคงมีใครสักคนในกลุ่มได้แฟนที่นั่นแล้วไม่ยอมกลับละมั้ง แล้วก็หัวเราะ

ก่อนเดินทางเจ้าของกระทู้ฝันว่ายาย(ที่เสียชีวิตไปแล้ว)มาดึงแขน ไม่ยอมให้ขึ้นรถตู้ แล้วพูดว่า “อย่าไปเลย” พอตื่นก็เจ็บที่ข้อมือมากๆ เหมือนโดนดึงไว้จริงๆ แต่ไม่ได้คิดอะไร เมื่อมาถึงบ้านพักเพื่อนๆ ในกลุ่มก็เริ่มเจอสิ่งแปลกๆ ทั้งเห็นมีคนจ้องมองจากเพดานด้านบน ได้ยินเสียงคนลากของมาจากห้องข้างๆ เห็นเงาดำลึกลับตามที่ต่างๆ รู้สึกเหมือนมีคนมานั่งบนหน้าอก พอลืมตาตื่นเห็นเป็นผู้หญิงใส่ชุดดำนั่งทับอยู่บนหน้าอก และยิ่งไปกว่านั้น คนขับรถตู้เจอเศษหนังที่มีอักขระภาษาเขมรตกอยู่หลังบ้าน เมื่อนำไปให้หลวงพ่อที่วัดดู หลวงพ่อบอกว่ามันคือ “หนังของคนตายโหงที่เล่นของเขมร!”

เหตุผลที่ควรอ่าน : เป็นเรื่องที่ค่อนข้างรวบรัดและมีเหตุการณ์น่าตื่นเต้น หวาดผวา ชวนคิดตามหลายเหตุการณ์มาก ทั้งตอนเจอพระที่วัดทัก ฝันเห็นยายที่เสียชีวิตไปแล้วมาห้ามไม่ให้ไป เห็นเงาเพื่อนไม่มีหัว อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างทาง และบรรยากาศแปลกๆ ตั้งแต่ก่อนเข้าที่พัก ทุกคนต่างจากเหตุการณ์แปลกๆ ต่างกันไป และค่อยๆ ทยอยเสียชีวิตลงทีละคน เริ่มจากแฝดที่โดนของอย่างจัง และเพื่อนคนอื่นๆ ที่ประสบอุบัติเหตุ ความสยองอยู่ที่ว่าเงาลึกลับต้องการอะไร ทำไมถึงหมายเอาชีวิตกลุ่มพวกเธอ

เรื่องทีจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อ เรื่องลี้ลับ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เราอายุ 32 ปี ทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางยี้ห้อหนึ่ง เรามีโอกาศได้ไปทำงานต่างจังหวัดบ่อย ๆ แต่ละจังหวัดที่ไปทำงานนั้น เราจะต้องพักเป็นเวลาหลายวัน ซึ้งที่พักแต่ละที่นั้น มีทั้งดีแหละไม่ดี แต่มีสถานที่หนึ่งนั้น ทำให้เราลืมมันไม่ลง เป็นสถานที่ ที่ทำให้จำมันมาถึงทุกวันนี้ เรากับกลุ่มของเราได้รับหมอบหมายให้ไปประชาสัมพันธ์สินค้า ที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เป็นเวลา 3 วัน เราได้ให้น้องในกลุ่มหาสถานที่พักเหมือนเคย แต่รอบนี้หาที่พักยากเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเทศกาล หาเท่าไรก็ไม่ได้สักที จนมาเจอที่หนึ่ง เป็นที่พัก ทีห่างจากตัวอำเภอเมืองพอสมควร ที่พักชั้นล่างเป็นปูน ข้างบนชั้น 2 เป็นไม้ ดูรวม ๆ แล้วโอเค เราจึงตัดสินใจพักกันที่นี้ เราไม่คิดเลยว่า การตัดสินใจครั้ง เป็นการตัดสินใจที่พลาดที่สุดในชีวิต ก่อนการเดินทางทุกครั้ง เราจะรวมกลุ่มกันไปทำบุญกัน เพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทาง เราเลือกไปทำบุญที่วัดหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นวัดประจำที่เราทำบุญกัน ก่อนเดินทาง เราเตรียม สังขทาน ดอกไม้ สิ่งของอื่นๆไปถวายพระ ก่อนจะกลับจากวัดนั้น… พระท่านได้ทักว่า…

“รอบนี้พวกเอ็งคงกลับมาไม่ครบทุกคนนะ แล้วแต่บุญวาสนา” พวกเราหันหน้ามองกัน พี่คนในกลุ่มเลยถามพระว่า… “มีอะไรหรือป่าวหลวงพ่อ” หลวงพ่อมองหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไร หลวงพ่อได้หยิบขันน้ำมนต์มาพรมให้กลุ่มเรา แล้วก็พูดขึ้นว่า…“อาตมาเป็นพระ พูดอะไรมากไม่ได้หลอก แล้วแต่บุญ แล้วแต่กรรม ของแต่ละคน” ในเวลานั้นพวกเราไม่ได้คิดอะไรเลย ยังแซวคนในกันกลุ่มว่า… สงสัยพี่ในกลุ่มจะได้เมียเป็นคนอีสาน คงไม่กลับมาทำงานแล้วละ เราพูดคุยกันกันไปอย่างสนุกสนาน พอเรากลับมาถึงบ้าน เตรียมเสื้อผ้า ของใช้ต่าง ๆ ลงกระเป๋า เพื่อการเดินทางวันพรุ่งนี้ ในช่วงเวลาที่เรากำลังจะนอนรู้สึกกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้นไม่รู้ว่าฝันหรือป่าว เราเห็นภาพของยายของเรามาบอกว่า… “อย่าไปเลย” พร้อมกับดึงมือไม่ให้ขึ้นรถตู้ พอพูดจบนั้น เราก็สดุ้งตื่น รู้สึกเจ็บข้อมือ รู้สึกปวด ๆ เรางงว่ามันคือความฝันหรือคิดมากไปเอง เพราะปกติเราไม่เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เราพยามยามไม่คิดอะไร

พอถึงตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน เราเห็นรูปกลุ่มเราที่ถ่ายด้วยกันหล่นพื้น กระจกแตกกระจาย แต่ด้วยรถตู้มารอรับที่หน้าบ้านแล้ว เลยตะโกนบอกแม่เก็บให้ด้วย เพื่อนมารอรับแล้ว เรารีบเอาเครื่องใช้สัมภาระต่าง ๆ ขึ้นรถเดินทางทันที ขณะที่รถออก เรามองกลับไปที่บ้าน เห็นคุณยายมายืนอยู่หน้าบ้าน เราตกใจมาก รู้สึกหน้ามืด ตอนนั้นกังวลใจ รู้สึกไม่ค่อยดีกับการเดินทางครั้งนี้ เหมือนมีลางบอกเหตุอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้สนใจ พยายามคิดจะรีบทำงานให้เสร็จแล้วรีบกลับบ้าน …ก่อนที่จะถึงตัวจังหวัด ฟ้าก็เริ่มมืดลงทุกที เพื่อนๆต่างพากันนอนพักผ่อน เราก็เล่นโทรศัพท์มือถือไปเรื่อยเปื่อย แต่รถก็ค่อยๆหยุดลง ข้างหน้าได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น รถติดยาว และเมื่อรถคันของเราได้ขับผ่าน เห็นอุบัติเหตุรถเก๋งกับรถมอเตอร์ไซค์ชนกัน คนขับรถมอเตอร์ไซค์ โดนรถที่ขับตามมาเหยียบซ้ำ เหยียบไปครึ่งศรีษะ สมองไหล เป็นภาพที่สยดสยองมาก แต่ที่ผิดสังเกตไปกว่านั้น. . . เราเห็นคนยืนใต้ต้นไม้ กำลังมองมาที่อุบัติเหตุ คนที่มองมาเหมือนคนขับมอเตอร์ไซค์มาก เราคิดว่าคงใช่แล้วล่ะ ตอนนั้นเราไม่กล้าบอกใครว่าเราเห็น ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ข่มตาให้หลับ

ในที่สุดรถก็เข้ามาถึงตัวเมือง เราได้แวะซื้อของกันข้างทาง เพื่อนๆก็เห็นเราทำหน้าไม่ดี ไม่สบายใจ ก็พากันถามว่าเป็นอะไรหรือป่าว เราก็เลยบอกไม่มีอะไรหรอก ปวดหัวนิดหน่อย ไม่อยากทำให้เพื่อนไม่สบายใจ ในขณะนั้นเอง เราได้เห็นเหมือนพี่น้องแฝดในกลุ่ม ทั้ง 2 คน ไม่มีศรีษะ เราตกใจทรุดลงไปกับพื้น ตกใจกับภาพที่ได้เห็น เริ่มรู้สึกไม่ดี เลยขอไปนอนพักบนรถตู้ก่อน ทุกคนรีบซื้อของแล้วขึ้นรถตู้ เพราะเริ่มรู้สึกไม่ดีกันแล้ว ที่ฉันมีท่าทีแปลกๆ ในขณะที่กำลังขับไปที่พักนั้นก็ได้คุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น ลุงคนขับตู้ก็บอกว่า. . . รู้สึกไม่ค่อยดีตั้งแต่ขับเข้าจังหวัดแล้ว เหมือนมีอะไรสักอย่าง (ลุงคนขับรถตู้ เหมือนเป็นคนมีเซ้นส์เรื่องพวกนี้) เราเลยคุยกันว่า… กลับกันก่อนไหม หลังเทศกาล ค่อยมาทำงานใหม่ แต่พี่หัวหน้าก็บอกว่ามาขนาดนี้แล้วจะกลับทำไม? อีกอย่างก็ใกล้ถึงที่พักแล้วด้วย หัวหน้ายังบอกอีกว่า… วันนี้คงนั่งรถเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับที่พักไปพักกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน สรุปเราจึงเดินทางกันต่อ. . .

ทางเข้าที่พักของเรานั้น สองข้างทางมืดมาก แล้วไม่มีบ้านคนอยุ่แถวนั้นเลย บ้านที่เราพักอยุู่ในซอยเปลี่ยว เรามาบ้านพักตามแผนที่ แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ มันก็ดึกมากแล้วด้วย เพื่อนทุกคนภายในกลุ่มก็กังวลกัน จนมาเจอบ้านหลังหนึ่ง เราเลยจอดถามทางว่า… ที่พักของเรานั้นไปทางไหน ในขณะที่เราบอกชื่อที่พักไป… ชาวบ้านก็ทำสีหน้าแปลกๆ แล้วเอามือชี้ไปทางซ้าย บอกเลย 3 แยกไปก่อน บ้านพักอยู่ในซอยขวามือ และเราก็ขับตามที่ชาวบ้านบอกไป พวกเราทั้งหมดก็ต้องตกใจกัน เมื่อกี้เราก็ผ่านตรงนี้มาแล้ว ทำไมไม่เจอ? น้องในกลุ่มเริ่มสีหน้าไม่ดี.. เหมือนจะร้องไห้ บอกพี่หัวหน้า… “หนูไม่อยากพักที่นี้แล้ว รู้สึกไม่ดีเลย” แต่หัวหน้าก็ยืนยันคำเดิม…

ว่าเรามาถึงที่นี้แล้ว เราคงต้องเข้าพักแล้ว รถตู้ก็ได้มาจอดหน้าบ้าน เราก็พากันยกของลงจากรถเพื่อเข้าไปเก็บในบ้าน ขณะที่เดินเข้าบ้าน เราสังเกตได้ว่าบ้านนี้พึ่งถูกตัดต้นหญ้า ทำความสะอาด เหมือนไม่มีคนมาอยุ่ที่นี้นานแล้ว เราก็จัดแจงแยกย้ายกันพักผ่อน เวลานั้นไม่คิดอะไรแล้ว เหนื่อยมาก อยากพักผ่อนมากกว่า บ้านมีทั้งหมด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอนจะอยู่ข้างบนทั้ง 3 ห้อง ใช้ได้ 2 ห้อง อีกห้องหนึ่งเจ้าของบ้านบอกไว้… ห้องนี้เป็นห้องเก็บอุปกรณ์ต่างๆ เจ้าของบ้านได้ล็อกกุญแจห้องไว้ ห้องที่เราพักอยู่บนชั้น 2 ติดกับห้องที่ล็อกกุญแจไว้ ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นห้องของพี่น้องฝาแฝด พวกหนุ่มๆนอนข้างล่างกัน ทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อนปกติ เราก็อาบน้ำนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าไปทำงานในตัวเมือง..

ในขนะที่นอนอยุ่นั้น. . . เราได้ยินเสียงเหมือนได้ยินเสียงคนเดินอยู่ที่ห้องข้างๆ เหมือนคนลากอะไรสักอย่าง เราคิดในใจว่าคงโดนหลอกแล้ว เลยพูดในใจบอกว่า… “พรุ่งนี้ตอนกลับมา จะซื้อน้ำ ซื้อดอกไม้ มาถวายให้” เพราะพวกตนมาต่างถิ่น แต่ไม่ได้ไหว้เจ้าที่เจ้าทางเลย ผ่านไปสักพักเสียงเดินก็ค่อยๆหายไป ขณะที่นอนคลิ้มๆ เรารู้สึกเจ็บที่หน้าอก เหมือนมีคนมาเหยียบ พยามที่จะขยับตัว แต่ก็ขยับไม่ได้ เราจะกลั้นใจฝืนลืมตาขึ้นมา… เห็นผู้หญิงใส่ชุดสีดำ นั่งยองๆ อยู่บนหน้าอก คือตอนนั้นไม่ไหวแล้ว น้ำตาไหล สวดมนต์ ต่างๆให้เค้าไป อย่ามายุ่งกับเรา แต่เค้าก็ไม่ไป เค้าก็นั่งโยกตัวอยู่บนหน้าอก แล้วก็พูดพึมพำ จากนั้นเราก็ร้องจนหมดสติไป มารู้สึกอีกที ก็ตอนได้ยินเสียงเคาะประตู

เราเลยรีบลุกไปเปิดประตูห้องเห็นน้องผู้หญิงที่นอนกับเรา เรารีบเข้ากอดน้องทันที เราร้องไห้ บอกอยากจะกลับบ้าน พอเราทำอะไรเสร็จ เราก็รีบลงมาข้างล่าง มาคุยกัน เราได้เล่าว่าเราเจออะไรบ้าง พอเราเล่าเสร็จ พี่หัวหน้าที่นอนข้างล่างก็บอกว่า…“เมื่อคืนพี่นอนๆอยู่ มองไปที่ข้างบนเห็นเหมือนตาคนมองลงมาที่ข้างล่าง ตาสีแดงกร่ำ” พี่หัวหน้าเค้านอนที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งห้องนั่งเล่น อยู่ตรงกับห้องที่เจ้าของบ้านล็อกห้องไว้ แล้วบนชั้น 2 จะเป็นไม้ พี่เค้ามองทะลุช่องไม้ขึ้นไป ทุกคนต่างพากันตกใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรอยู่ที่ห้องนั้นหรือป่าว เราเลยถามฝาแฝดว่าเจออะไรไหม นางก็บอกไม่เจอหลับสบายดี. . .

จู่ๆ ลุงขับรถตู้ได้เอาเศษหนังบางอย่างมาให้ดู ในเศษหนังอันนั้น เขียนเป็นตัวอักขระ ลุงบอกเป็นภาษาเขมร ลุงเจอมันหลังบ้าน พี่หัวหน้าก็บอกว่า… งั้นเดี๋ยววันนี้เราไปทำงานกันก่อน เสร็จแล้วรีบไปวัดกัน หลังจากที่เราเคลียร์งานเสร็จก็รีบไปวัดกัน เล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อทำสีหน้าตกใจแล้วบอกว่า…“รู้ไหมเค้าตามพวกเอ็งมาจากบ้าน ยังนั่งรอพวกเอ็งอยู่ในรถ” ทุกคนพากันเครียดหนัก เลยถามว่า… หลวงพ่อมีวิธีแก้ไหม หลวงพ่อเลยบอกว่า… “เดี๋ยวจะช่วยเท่าที่ช่วยได้แล้วกัน” หลวงพ่อได้น้ำมนต์ไปพรมทั่วรถ ก่อนกลับได้แจกสายสิญจน์คนละอัน แล้วบอกว่า… “ขอให้มีสติ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” !!? หลังจากที่เรากำลังจะกลับ ลุงขับรถตู้ได้มาบอกว่า…เค้ามีญาติที่รู้จักกับพ่อหมอในจังหวัดนี้ ถ้าเราอยากไปเดี๋ยวเค้าจะโทรไปถามทางและนัดให้ ทุกคนพากันตกลง และเดินทางไปหาพ่อหมอ เพื่อความสบายใจ อะไรเราเอาหมด. . .พอเดินทางไปถึงบ้านพ่อหมอนั้น จู่ๆสุนัขได้พากันหอนตลอดทางเข้าบ้านพ่อหมอ พอถึงบ้านพ่อหมอ มีหญิงชราแก่ๆคนหนึ่งเดินมารับ หญิงชราคนนี้แต่งตัวชุดสีขาว เหมือนคนถือศีล หญิงชราได้บอกว่า… “พ่อหมอรออยู่ในเรือน รีบเข้าไปหาเค้า”

…โปรดติดตามต่อในPART2ครับ