ห้องที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว

“เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ “
เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นจริงกับตัวเรา.เองค่ะ เมื่อ10 ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่น่ากลัวสำหรับบางคน แต่มันติดอยู่ในความทรงจำเราไม่เคยลืม

ย้อนไปตั้งแต่สมัยเด็กๆ เราเป็นคนไม่กลัวผีค่ะ สามารถนอนคนเดียว อยู่คนเดียว ในบ้านหลังใหญ่ๆ ได้โดยไม่คิดอะไร ก็บ้านเรานี่เนอะ
(พ่อแม่ทำงานค่ะ ออกไปส่งสินค้ากว่าจะกลับก็ดึกมากๆ เที่ยงคืน ตี 1 ทุกวัน ส่วนปู่กับย่าชอบไปอยู่กับญาติที่ต่างประเทศไปทีก็หลายเดือนกว่าจะกลับมา)

เนื่องด้วยบ้านเราเป็นธุรกิจค้าขาย ที่บ้านก็จะมีทั้ง เจ้าแม่ พ่อแก่ กุมาร นางกวัก เป็นหิ้งพระใหญ่ๆ แยกโซนไว้ชั้นสองของบ้าน ด้วยความที่เรา ซื่อๆบื้อๆ บ่อยครั้ง เวลาที่แม่เราไหว้พระ นำถาดอาหารมาถวาย เรามักจะนั่งเล่น นางกวัก และกุมารไปด้วย ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิด! นางกวักและกุมาร จะเป็นรูปปั้นสวยๆ เราชอบเอามือไปไล้ตามแนวจมูกปาก หรือบางทีก็เล่นต่างหูที่รูปปั้นใส่อยู่ เราไม่รู้เลยว่า เค้าเหล่านี้ มีตัวตนจริงๆรึเปล่า

บางทีเราจะได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งตึกตักๆ อยู่ในห้อง ตอนแรกคิดว่าน้องชาย เปิดประตูเข้าไป ก็ไม่เห็นใคร พอถามน้องก็ตอบว่ากุมารไง (ดูเอาสิ น้องมันรู้มากกว่าเราอีก) เราก็ถามว่ากุมารที่ไหน น้องก็บอกที่หิ้งไง ตอนนั้นคิดว่าน้องแกล้ง ก็ไมได้คิดอะไร
(เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า กุมารที่บ้านแรงมาก เห็นปู่บอกนะคะ ปู่เราเข้าทรงได้ค่ะ ท่านบูชามาตั้งนานแล้ว ญาติมารับไปบูชาในตอนหลังก็บอกแบบนั้น ช่วยให้ขายของได้ และบางทีก็มาเตือนแวลาจะเกิดเหตุไม่ดี อันนี้ไม่ได้ถามต่อนะคะว่าเรื่องราวเป็นยังไง)

อยู่มาวันนึงค่ะ เรานอนกลางวันอยู่ในห้อง แต่ด้วยความที่ห้องนอนเราอยู่ตรงกลางบ้าน ถ้าไม่เปิดหน้าต่างห้องจะมืดสนิท ขณะที่หลับอยู่ เรารู้สึกไม่สบายตัวเลย ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็ได้ยินเสียงกระแอมในลำคออยู่ใกล้ๆ เป็นเสียงผู้ชายใหญ่ๆ
ตอนนั้นนึกว่าป๊าเข้ามาในห้องค่ะ เลยพยายามจะลืมตามอง ภาพที่เห็นคือ คนใส่ชุดขาว เหมือนชุดพราหมณ์ เราพยายามเงยมองหน้าแต่ไม่พบหัว เท่านั้นแหละ เราเด้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ วิ่งหน้าตาตื่นออกมานอกห้อง แม่กับน้องดูงงๆ แต่เราไมได้บอกอะไร ได้แต่คิดว่าตัวเองฝัน จนไม่กี่วันต่อมา เราขึ้นไปไหว้พระกับแม่ บางอย่างก็ทำให้เรากระจ่าง รูปปั้นพ่อแก่ที่ตั้งอยู่บนหิ้ง ใส่ชุดเหมือนที่เราฝันเห็นเปี๊ยบ

เราเลยตัดสินใจเล่าความฝันให้แม่ฟัง แม่ถามเราว่า ไปทำอะไรให้ท่านโกรธรึเปล่า เราพยายามคิด สุดท้ายก็นึกออก ว่าชอบไปลูบไม้เท้าท่านเล่น เท่านั้นแหละ แม่เราด่ายับไม่นับคำเลย แม่ว่าให้ไปกราบขอโทษ ว่าเราไม่รู้ทีหลังจะไม่ทำอีก พอเราบอกนางกวักกับกุมารเราก็เล่นนะ ไม่เห็นมาเลย แม่นี่แทบจะตบเราหัวทิ่ม รู้ได้ไงว่าไม่มา พอพูดปุ๊บขนก็ลุกเลย ท่านอาจจมากันหลายครั้งแล้วก็ได้ แต่เราไมได้สนใจ เพียงแค่คราวนี้ภาพมันชัดเจน เพราะดันไปเล่นรุ่นใหญ่ สรุปวันนั้นเลยต้องนั่งไหว้กันอยู่เกือบครึ่งวัน

นั่นแหละค่ะ ไม่รู้เพราะเหตุนี้รึเปล่า เราเลยรู้สึกว่าตัวเองก็มีเซ้นส์เรื่องพวกนี้ระดับนึง (มโนว่าเกี่ยวกัน) เวลาเราไปพักต่างที่ หรือนอนโรงแรมที่มีประวัติ เราจะสัมผัสได้ว่าห้องนั้นมันไม่ปกติ เพียงแค่เปิดประตูเข้าไปก็รู้เลย บางทีก็จะเจออะไรแปลกๆบ้าง (เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเคยไปนอนบ้านแฟน เจอเจ้าที่พุ่งเข้าใส่ค่ะ กลัวแทบฉี่จะราด ตื่นเช้ามา พ่อเค้าเลยไปไหว้บอกให้ หลังจากนั้นก็ไม่เจออีกเลย)

แต่จุดเริ่มต้นการกลัวผีของเรา ไม่ได้มาจากเรื่องเหล่านี้หรอกนะคะ เรื่องที่เราตั้งใจจะเล่า มันเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่เราเรียนมหาลัยอยู่ปี 2

เราเป็นคนต่างจังหวัดค่ะ เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพจึงต้องอยู่หอพักตามค่านิยม ในตอนแรกที่เข้ามาช่วงปี 1 เรายังอาศัยอยู่กับเพื่อนสนิท และพี่สาวของเพื่อน ในหอพักที่สร้างขึ้นใหม่ๆ แน่นอนพวกเราสามคน พักอยู่เป็นชุดแรก มันจึงไม่มีประวัติอะไรให้น่ากังวลใจ แต่พอเริ่มเข้าปีที่ 2 เราเริ่มรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว จึงขอแยกออกมาพักคนเดียว ขณะที่กำลังหาหอพัก ก็มีเพื่อนอีกคนในคณะหาที่อยู่ด้วยเหมือนกัน เราจึงตกลงที่จะเช่าหออยู่ด้วยกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่กรองสถานที่ก่อนจะเข้าอยู่ เพราะคิดว่ายังไงก็มีเพื่อน

จนถึงวันก่อนจะย้ายเข้าหอ เพื่อนคนดังกล่าว มาบอกเราว่า เค้าพักอยู่ด้วยไมได้แล้วนะ ติดปัญหาที่บ้าน เราก็อ้าว!จ่ายค่ามัดจำอะไรไปหมดแล้ว สุดท้ายเราเลยต้องอยู่หอพักนี้เพียงลำพัง

วันแรกของการเข้าอยู่ เราย้ายของเข้าไป รู้สึกว่าห้องเหม็นมาก ทั้งๆที่เจ้าของหอแจ้งว่าทำความสะอาดแล้ว เราเอามือรูดดูบนพื้น เป็นคราบฝุ่นหนาเตอะ เออ ไม่เป็นไร ทำเองก็ได้ คืนแรก เรานอนกระสับกระส่ายไม่หลับ สุดท้าย ก็ต้องระเห็จกลับไปหาเพื่อนสนิทคนเดิม แล้วไปขอนอนด้วย

สองสามวันต่อมา เรารู้ว่ามีเพื่อนในคณะอีกคน (ไม่ได้สนิทกัน) อยู่หอเดียวกันกับเราด้วย เลยไปชวนคุย ทำนองว่ามานั่งเล่นห้องเราได้นะ พูดง่ายๆก็จะหาเพื่อนนั่นแหละ เราเล่าให้เค้าฟังว่า นอนไม่สบายตัวเลย ไม่หลับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่แล้วเพลียมาก เค้าเอายันต์มาให้เราผืนนึง ให้ติดหน้าประตูห้อง เค้าว่ากันสิ่งชั่วร้าย ห้องเค้าก็ติด เราก็ไม่ได้คิดอะไร รับมาก็จัดแจงติดหน้าประตูห้อง ตกกลางคืน ก็นอนหลับปกติดี เออ ยันต์มันใช้ได้เว้ย! คิดอย่างนี้ ก็ใช้ชีวิตปกติสุขไป

อยู่มาวันนึง เพื่อนเราชวนกันไปดูดวง บอกก่อนว่าเราเป็นคนไม่ชอบดูดวง ไม่ชอบรู้อะไรล่วงหน้ามันพาลใช้ชีวิตไม่เป็นสุข แต่วันนั้น สถานที่ที่ไปกันคือวัด เพื่อนบอกว่าถ้าไม่ดูก็รออยู่ข้างนอกคนเดียวนะ เรามองสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้ว เออ เข้าไปกะเพื่อนก็ได้วะ มายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ก็แปลกๆ พอเข้าไปในศาลา (เรียกงี้ป่าวไม่รู้) มันเป็นปูนห้องใหญ่ๆ ติดแอร์ คนมากหน้าหลายตานั่งกันหน้าสล๋อน พร้อมถือกระดาษแผ่นเล็กๆคนละ 1 ใบ เพื่อนเรายื่นกระดาษแบบเดียวกันมาให้ มันเป็นใบที่ไว้ใช้กรอกชื่อ-นามสุกล วันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก ซัมติง
เราไม่รับ บอกว่าไม่ดูไง! มันว่า..ใครเข้ามาในนี้แล้ว ก็ต้องดูทุกคน จ่ายค่าครูมาด้วย 100 บาท เอ้า! อะไรวะ ไม่อยากดูยังต้องเสียตังค์อีก เราโดนเพื่อนด่าอย่าเรื่องมาก คนมองกันหมดแล้ว เลยต้องจำใจเขียน แล้วยื่นตังค์จ่ายไป

เพื่อนบอกว่าให้ถามเรื่องเรียนก็ได้ เพราะเพื่อนก็จะมาถามเหมือนกัน ว่าตัวเองจะเรียนจบไหม นี่คิดในใจ มุงมาดูดวง แต่ถ้ามุงไม่ตั้งใจเรียน มุงจะจบไหมล่ะ

ขณะที่เรากำลังนั่งครุ่นคิดว่า จะถามอะไรบ้างดีวะ ที่รู้แล้วไม่คิดมาก ที่จะคุ้มเงิน 100 บาท ( ตอนนั้นแอบงก ก็เรายังหาเงินเองไม่ได้นี่เนอะ)
ระหว่างที่กำลงตีอกชกหัวตัวเองอยุ่ เพื่อนก็เรียกให้เข้าไปนั่งด้านในเพราะใกล้ถึงคิวแล้ว พอเราเริ่มให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังจะทำตรงหน้า ทำให้ได้เห็นชัดๆว่า คนที่ดูดวง คือ พระ ! ไม่ใช่ร่างทรง หรือ แม่หมอยิปซีอะไรที่เราเคยเห็น

เมื่อถึงคิว เรายื่นกระดาษไปให้ท่าน ท่านรับไปมองแปบเดียวจริงๆ แล้วโยนกลับมาใส่เรา (ใช้คำว่า โยน ถูกแล้ว) ในเวลาไม่กี่วิ เราได้คำตอบกลับมาเพียงว่า “ ตกมรณะ ” (เราพยายามถามพระว่ามีอะไรนอกเหนือจากนี้อีกไหม ท่านก็ไม่พูดอะไรซักอย่าง แถมยังโบกมือไล่อีก)
อะไรฟะ! เราบ่นอุบกับเพื่อน อิเพื่อนก็ปรามให้ใจเย็นๆ แน่สิ มุงนั่งคุยอยู่เกือบ ครึ่งชม. ไหนกุจะรอมุง รอคิว เสียตังค์ 100 นึง กุได้กลับมาแค่คำว่า ตกมรณะ ไหนมุงว่าแม่นนักไงที่นี่ อิเพื่อนก็เคลมสารพัด แม่นจริงๆ ไม่เห็นเหรอคนเยอะแยะ วัดนี้แนะนำเลยนะ นี่เลย พอ! กุไม่ดูดวงอะไรกะมุงแล้ว แยกย้าย กลับ!

แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็เกิดเรื่องแปลกๆขึ้น เรากลับมาจากเรียนช่วง 5 โมงเย็น ปกติเราจะไม่นอนตอนเย็น เพราะตกกลางคืนจะนอนไม่หลับ แต่วันนั้นไม่รู้อะไรดลจิตดลใจ รู้ตัวอีกทีคือหลับไปแล้ว

บอกก่อนเตียงที่เรานอนเป็นลักษณะเตียงคู่ เรานอนริมฝั่งนอกด้านขวา ข้างในว่าง ตอนนั้นอาการเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกว่าข้างตัวด้านซ้ายเหมือนมีอะไรซักอย่างเลยหันไปมอง ภาพที่เห็นเป็นผู้หญิงตัวดำๆมืดๆเห็นแค่ตากับปาก หรือเพราะห้องมันมืดก็ไม่รู้ เค้านอนยิ้มให้เรา เราก็เออคนยิ้มให้ เราก็ยิ้มตอบ สักพักเริ่มยิ้มเหมือนเยาะเย้ย เริ่มหัวเราะ กุว่าไม่ใช่ละ! หัวเราะทำไม มีอะไรตลก ขำหน้ากุหรอ
พอคิดได้ เราก็เริ่มเอะใจ นี่ห้องเรา แล้วเค้าเข้ามาได้ไงฟะ! (ภาพมันชัดเจนมาก เราไม่รู้ว่าตัวเองหลับหรือตื่น แต่สิ่งที่เห็น เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในห้องเรา บนเตียงเรา )

พอนึกได้ ก็เริ่มคิดละ ผีป่ะวะ เท่านั้นแหละ เรารีบพลิกตัวจากที่ตะแคงซ้ายนอนสบตาปิ๊งๆกะผีเมื่อครู่ เป็นนอนหงายพนมมือสวดมนต์แทน ขอร้องอย่ามาหลอกมาหลอนเราเลย แต่จริงๆ สวดบทอะไรยังไม่รู้ตัวเลยนะ เสียงหัวเราะเงียบลง ไปแล้วป่ะวะ! เราค่อยๆลืมตา อิห้าเอ๊ย…นั่งคร่อมอยู่เลยจ้า ไม่พอ! ยังยื่นหน้ามาแทบจะเม้าทูเม้ากับเราอีก เท่านั้นแหละ ท่าเดิม สมัยเด็กๆ เด้งตัวขึ้นมาจากเตียง ด้วยอาการตกใจสุดขีด
ห้องมันมืดเหมือนในฝันเด๊ะๆ เรารีบเดินไปเปิดไฟ ขนแขนนี่แสตนด์อัพเลย พอความสว่างเริ่มเข้ามากลบความกลัว เราก็เริ่มคิด ฝัน! กุฝัน! นอนตอนเย็นก็แบบนี้ แม่เตือนแล้วไม่ฟัง เห็นไหม!

ว่าแล้ว ก็โทรหาแม่ดีกว่า เราหยิบขึ้นมา โทรศัพท์โชว์ 3 miss call กับ อีก 1 message เมื่อสิบกว่านาทีที่ผ่านมา เป็นของแม่ทั้งหมด ทำไมเราไม่ได้ยิน ถ้าเสียงโทรศัพท์ดังปลุก เราอาจจะไม่ได้เจออะไรแบบนี้ก็ได้
อ่อ หลังเลิกเรียนเราลืมเปิดเสียง อิบ้า! (ปกติ หลังเลิกเรียนปุ๊บ เราจะเปิดเสียงโทรศัพท์ทันที เพราะแม่เราจะโทรมาทุกวัน ถ้าไม่รับ ก็จะโดน message มาด่าแบบนี้แหละ ) เออ เราคงลืมจริงๆ ไม่มีอะไรหรอก แต่ก็นั่งกลัวๆมึนๆงงๆ นะ ไม่รู้ฝันหรืออะไรกันแน่ มองนาฬิกา เกือบสองทุ่มแล้ว ลงไปหาอะไรกินละกัน ถึงจะกลัวแต่ก็หิวอยู่ดี

เช้าวันต่อมา ก็มาเล่าความฝันให้เพื่อนๆในกลุ่มฟัง ทุกคนกลัวหมด อ้าว! จากที่เราไม่คิดอะไร ก็เลยเริ่มคิดไง เริ่มกลัว จริงป่าววะ เพื่อนแนะนำว่าให้ไปถามเจ้าของหอว่าห้องนี้มีอะไรรึเปล่า เพื่อนอีกคนขัด ถ้ามีแล้วเค้าจะบอกมุงหรอ บอกก็ย้ายออกขาดรายได้ป่ะวะ เออ จริง แต่ถามดูก็ได้ ไม่เสียหาย

เล่าไปถึงตอนที่ถาม เจ้าของหอ ตอบไม่มี๊!! เสียงสูง หอพักพี่ดีเริศ ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก แต่ตอนไปถามหน้านางงี้เจื่อนเลยนะ เราว่ามันแปลกๆ แต่ไม่ได้คำตอบก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ยังย้ายออกไม่ได้ จ่ายมัดจำไปตั้งสามเดือน เพิ่งอยู่ได้แค่เดือนเดียวเอง ไปทำบุญเพื่อความสบายใจดีกว่า

พอวันเสาร์ เราเลยชวนเพื่อนไปถวายสังฆทานที่วัดแถวมหาลัย กระบวนการก็ผ่านไปโดยปกติ ไม่มีอะไร จนกระทั่ง ตอนจะเดินไปเทน้ำที่กรวดน้ำไว้ใต้ต้นไม้ เราก็ก้มหน้างึมงัมนะ ว่าจะอุทิศให้คนที่มายิ้มให้วันนั้นงั้นงี้ เผื่อผลบุญจะทำให้เค้าไม่มาวุ่นวายกะเราอีก
อยู่ดีๆ อิเพื่อนก็ถอยหลังมาชน น้ำในถ้วยหกใส่ตัวเราหมดเลยให้ตาย! แล้วกุจะเอาอะไรไปอุทิศให้เค้าเล่า นี่ก็โวยวายเพื่อน มันว่าเหมือนมีอะไรมาตัดหน้า มุงจะบ้าเหรอ! ลานวัดตั้งกว้าง อะไรจะมาตัดหน้ามุง สรุป เราก็ไม่ได้เทน้ำสุดท้ายไปตามระเบียบ

พอขึ้นมาบนกุฏิ พระท่านก็ถามว่ามีอะไรเดือดร้อนมารึเปล่า นี่ตอนแรกก็ว่าจะไม่เล่า แต่ก็เปรยๆไปไม่ให้น่าเกลียด ว่าฝันถึงคนคนนึง ก็ค่อนข้างน่ากลัว ท่านก็ว่าเค้าคงมาขอส่วนบุญ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ก็น่าจะจบ มันจะจบจริงหรอคะท่าน ยังไม่ทันได้แผ่อะไรให้เลย น้ำหกใส่ตัวหนูหมดเลย อันนี้คิดในใจ สุดท้ายก็ต้องลาท่านกลับโดยที่ไม่รู้ว่าบุญนั้นถึงกันรึเปล่า

จะบอกว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง เรานี่แทบไมได้กลับห้องเลย อยู่ห้องน้อยมาก ทำตัวเป็นเจ้าไม่มีศาล ไปนอนห้องเพื่อนคนนู้นที บ้านเพื่อนคนนี้ที ก็ชวนเพื่อนมานอนห้องแล้วมันไม่มีใครกล้ามานี่หว่า จนใกล้ๆจะปิดเทอม เราก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย เพราะจะได้กลับไปนอนบ้านตัวเองซะที ทำตัวเป็นกาฝากลำบากคนอื่นมานานละ

เมื่อช่วงสอบมาถึง เพื่อนหลายๆคน รวมทั้งเราทุกคนต่างเครียด กับการอ่านหนังสือที่อ่านยังไงก็ไม่เข้าหัว ใครเรียนอยู่น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี 55 ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีอะไรมาจูงใจ พวกเราทุกคนจึงตกลงจะไปเที่ยวทะเลกันหลังจากสอบเสร็จ ด้วยความที่เราเป็นเด็กในกรอบมาตลอดจะถือวิสาสะไปโดยไม่ขอพ่อแม่ก็ใช่เรื่อง แต่ยังไม่ทันที่เราจะโทรไปขอ แม่ก็โทรสวนมาซะก่อน

แม่ถามเราว่าช่วงนี้มีกิจกรรมอะไรที่เข้าใกล้น้ำบ้างรึเปล่า เราก็เอ๊ะ ไม่นะ สอบอย่างเดียว ห้องสอบไม่มีน้ำอะไรด้วย แต่… แม่รู้ได้ยังไง หนูกับเพื่อนนัดกันจะไปทะเล ว่าจะโทรไปขอแม่อยู่พอดี แม่ว่าอย่าไปเลย แม่เป็นห่วง เราก็บอกไปกันสิบกว่าคนแน่ะ นั่งรถไฟไปไม่อันตรายหรอก เราก็สรรหา ยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างอ่ะเนอะ คนมันอยากไป

แม่ก็เลยยื่นไม้ตายสุดท้าย แม่ไปดูดวงมา (แม่เราชอบดูดวงมากกกกกกกกกกก แถวบ้านจะมีร่างทรงอยู่ท่านนึง แม่ไปดูจนสนิทชิดเชื้อกับเค้า คุยกันทุกเรื่อง แม่ชอบมาเล่าเรื่องของเค้าให้เราฟังอยู่บ่อยๆ)
เข้าเรื่องต่อๆ ร่างทรงเตือนแม่ว่า อย่าให้ลูกสาวเข้าใกล้น้ำ ไม่ว่าจะทะเล แม่น้ำ หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้จมน้ำได้ เค้าว่า ระวังลูกสาวจะก้าวไม่พ้น ( เราอายุ 19 พอดี เค้าว่าเป็นช่วงรอยต่อของชีวิต ถ้าก้าวไม่พ้นก็อาจจะตาย) แม่เลยขอร้อง ใช้คำว่าขอร้อง แม่ว่าไม่เคยห้ามเวลาไปไหน คราวนี้ถือว่าแม่ขอ

เราก็อ่ะ เด็กดียอมตามใจแม่ อีกใจก็กลัว เพราะมันก็มีหลายเรื่องเกิดขึ้นมา แล้วก็พาลให้นึกไปถึงพระที่ดูดวงว่าตกมรณะ หรือมันจะเป็นเรื่องจริง
สุดท้ายเราก็ตัดสินใจปฏิเสธเพื่อน แม้จะโดนรุมด่าว่าตกลงกันไว้ดิบดี ทำไมไปเชื่ออะไรเรื่องงมงาย (เราเล่าเรื่องที่แม่บอกให้มันฟังกันด้วย เพื่อประกอบกับเหตุผลที่เราไม่ไป)

ผู้สนับสนุน

จนกระทั่งปิดเทอม เรากลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด แม่เล่าให้ฟังว่า ร่างทรง ท่านบอกว่า ชีวิตคนเราจะมีตั้งแต่เลข 0-9 เมื่อชีวิตตกเลข 9 จะรุ่งเรืองเจริญก้าวหน้าสุดๆ และไล่ลำดับลดหลั่นลงมา เมื่อชีวิตตกเลข 0 นั่นก็หมายถึงตาย ท่านเล่าให้ฟังว่าเคยมีลูกสาว ท่านรู้ว่าลูกของท่านตกเลข 0 แต่ฝืนชะตากรรมไม่ได้ ต้องปล่อยลูกออกไป ทั้งๆที่รู้ว่าลูกกำลังจะไปตาย แต่สำหรับเรา ท่านว่าตกเลข 1 ยังไม่ถึง 0 ท่านจึงเตือนแม่ ท่านบอกว่า ลูกสาวแม่เป็นคนดี ถ้าพ้นตรงนี้ไปได้ ก็จะกลับสู่ปกติ (พอบอกมาตรงนี้ก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย เราเป็นคนดี อิอิ)

แม่ไม่อยากบอกเราก่อน เพราะว่าเราจะกลัว สุดท้ายเราก็เลยเล่าเรื่องที่เจอให้แม่ฟัง แม่พาเราไปทำสังฆทานอีกรอบ แต่รอบนี้ไปวัดที่ดังที่สุดในจังหวัดที่เราอยู่ คนต่างที่ต่างถิ่น ชอบมากันที่นี่ โชคดีที่วันที่เราไปคนไม่เยอะ

สองแม่ลูกพากันหิ้วถังสังฆทานใบเบ้อเร่อเดินเข้าศาลาไป ช่วงระยะทาง กว่าจะถึงตรงที่พระนั่งไกลพอสมควร แต่เชื่อไหม! พระท่านมองเรา ตั้งแต่ถอดรองเท้าเดินเข้าไปเลย มองไม่วางตา (อย่าคิดอกุศลว่าเราสวย ไม่ใช่! )
พอไปถึงเราก็ก้มกราบพระ ยังไม่ทันที่จะถวายอะไร ท่านก็กวักมือเรียกเราเข้าไปใกล้ ท่านบอกว่า บังสกุลหน่อยนะ ตอนแรกเราก็งงๆเรื่องผีห้องนอน แต่แม่บอกทำไปเถอะ ถ้าท่านอยากให้ทำ เรานอนลงพร้อมผ้าขาวคลุม ยกมือไหว้เหมือนมัดตราสังข์ แล้วท่านก็ลากสายสิญจน์สวดอะไรซักอย่างนานพอดู เมื่อเสร็จแล้ว เรากับแม่ก็ถวายสังฆทานปกติ พระท่านว่า จะอุทิศให้ใครก็เอ่ยบอกไป เราก็เลยบอกให้คนนั้นไป ท่านก็ว่าหลังจากนี้จะพ้นเคราะห์แล้วนะ หมั่นทำบุญสร้างกุศล จะทำให้ดีขึ้นไปอีก เราก็ยิ้มกราบขอบคุณ เราว่าท่านคงรู้ว่าเราเจอกับอะไรมา

ระหว่างปิดเทอมเราอยู่ที่บ้านปกติสุขดี ไม่มีอะไร จนกลับไปที่หอพักก็ทำเรื่องย้ายออก เพราะไม่อยากไปวนลูปเจออะไรเดิมๆ แต่ตอนที่เราย้ายออก เจ้าของหอ คืนเงินมัดจำให้เราทั้งที่ยังอยู่ไม่ครบ เราก็คิดว่าเค้าคิดเงินผิดแต่ไม่ใช่ เค้าบอกกับเราว่า ห้องนั้นปกติจะปิดไว้ไม่ให้ใครเช่า แต่ตอนที่เรามาถามเค้าอยากได้ค่าเช่าจึงเปิดให้อยู่โดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง แต่จริงๆแล้ว ห้องนั้นเคยมีผู้หญิงฆ่าตัวตายเมื่อหลายปีก่อน

เรางี้เข่าอ่อนเลย หลังจากนั้นมา เราก็กลายเป็นคนกลัวผีขึ้นสมอง แบบนอนต้องเปิดไฟตลอด ไม่งั้นนอนไม่หลับ แต่มาคิดๆดูช่วงนั้นเราอาจจะดวงตกด้วย ผีเลยติดต่อเราได้ง่าย ฮือออออ…

เรื่องของเรา ก็จบที่เท่านี้แหละค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะเคยเจอเรื่องแปลกๆมาบ่อยก็เถอะ

อ่านลืมกดไลค์เพจ >> https://www.facebook.com/pantipghosts/ นะ จะได้ไม่พลาดเรื่องหลอนใหม่ๆ กัน

เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ — ห้องที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว — ของคุณ นางหมูปีศาจ