เณรต้องกรวดน้ำก่อนรุ่งสางนะ กลางวันผีที่ไหนจะมารับส่วนบุญล่ะเณร…เณรใหม่เจอดี

สวัสดีครับทุกท่าน เรื่องที่เล่านี้เนื้อเรื่องจะต่อเนื่องกับตอนที่ 4 #นกแสก # พาหนะของยมทูต เรื่องราวของเด็กแสบ 3 คนที่เหลือ ที่พากันบวชทั้งหมดแต่จะยกมาเล่าแค่เรื่องของเณร 1 รูปเท่านั้น โปรดใช้วิจารญาณกันด้วยนะครับ
เช้าวันหนึ่งได้ฤกษ์ทำพิธีปลงผมเด็กชายต้น (นามสมมติ)ญาติๆ มากันหลายสิบคนเพื่อมาเป็นสักขีพยานในการบวชครั้งนี้ หลังจากทราบข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับเด็กชายกลุ่มนี้ ในพิธีทุกคนตั้งใจกันทำพิธีเป็นพิเศษ แล้วเริ่มขบวนแห่ไปวัด วัดหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นวัดที่ญาติโยม ศรัทธากันอย่างแพร่หลาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของวัดจะเป็นป่าไม้ เพราะวัดอยู่ติดกับเขาลูกใหญ่ ห่างไกลความเจริญ สถานที่แห่งนี้จึงเหมาะกับการปฏิบัติธรรม หลังจากขบวนแห่ถึงวัดแล้วก็ทำพิธีกันเสร็จสรรพ เจ้าอาวาสก็บอกให้เณรต้นบวชอยู่ที่นี้แค่ 15 วัน ก็พอ และบอกให้ประจำอยู่กุฏิที่อยู่ริมสุดที่ดูๆ แล้วค่อนข้างเก่ามากๆ วัดนี้มีกุฏิอยู่ทั้งหมด 10 กุฏิ เหลือเพียงแค่กุฏิเดียว เณรต้นจึงไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องอยู่กุฏินี้ โยมพ่อโยมแม่ก็ช่วยกันเก็บกวาดกุฏิให้เณร พอเก็บกวาด เสร็จก่อนจะลากลับ โยมพ่อได้บอกกับเณรต้นว่า เณร การที่เณรได้มาบวช ถือว่าเณรจะมีบุญบารมีรอบตัวเยอะมาก ฉะนั้นแล้วคืนนี้ก่อนรุ่งสาง ให้เณรลงมาตั้งจิตอธิฐาน กรวดน้ำให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเณร และญาติๆของเณรที่ล่วงลับไปแล้วด้วยนะ ทำตอนกลางคืนเลยหรอโยมพ่อ ทำกลางวันไม่ได้หรอ เณรกลัว เณรต้นถามกลับ ไม่ได้หรอกเณร กลางวันผีสางที่ไหนจะมากันละเณร เณรต้องทำตอนกลางคืนเท่านั้น ระหว่างกรวดน้ำเณรก็ไม่ต้องสนใจสิ่งรอบข้าง ตั้งใจทำให้ดีล่ะ โยมพ่อตอบ สิ่งรอบข้างที่ว่านี่อะไรเหรอโยมพ่อ

เณรถามต่อแล้วเริ่มแสดงสีหน้าหวั่นๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน แข็งใจทำให้ได้นะเณร ทีวันก่อนโน่นยังเก่งกล้าอยู่เลย แหม โยมแม่หยอกเณร จากนั้นโยมพ่อโยมแม่ก็ลากลับ เณรต้นก็เริ่มสำรวจรอบกุฏิ ด้านหลังกุฏิมีแต่ป่า และกุฏินี้อยู่ห่างจากวิหาร และตัววัดจริงๆประมาณ 200 เมตรได้ และห้องน้ำก็อยู่ห่างกุฏิประมาณ 50 เมตร เรียกได้ว่าถ้าปวดหนักกลางคืนดึกๆ เดินๆกว่าจะถึงห้องน้ำคงเสียงสันหลังจนหายปวดแล้วล่ะ ตกค่ำเจ้าอาวาสบอกเณรต้น พรุ่งนี้เช้าตี 05:30 น. มารวมกันที่ศาลาเพื่อออกบิณฑิบาตร เป็นอันรับทราบเณรต้นก็กลับกุฏิไป นั่งฝึกท่องบทสวดมนต์กรวดน้ำ แผ่เมตตาเตรียมไว้สำหรับคืนนี้ท่องวนไป จนจำได้แล้ว เวลาก็ล่วงเลยมาจนดึก เณรต้นก็เข้านอน ลมพัด ชวนให้เคลิ้ม แล้วเณรต้นก็หลับไป ผ่านไปหลาย ชม. จู่ๆเณรต้นสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียง ปังๆๆขนหลังคา แล้วหมาในวัดก็พากันหอน เณรต้นขนลุกซู่ก็เริ่มกลัว แล้วเสียงเคาะหลังคาก็ดังอีก ปังๆ ดังมาเป็นระยะๆ เณรลุกนั่งคิดในใจ ผีเปรตแน่ๆ เพราะสูงพอที่จะเคาะหลังคากุฏิได้ แล้วก็มีเสียงคนเดินเหยียบเศษใบไม้แห้งข้างๆกุฏิดังขึ้น เณรต้นหยิบโทรศัพท์มาดูเวลาก็ตี 3 กว่าๆ แล้ว เลยคิดว่าผีสางเหล่านี้ต้องมาปลุกให้กรวดน้ำแน่ๆ เณรต้นเลยใจแข็งพูดออกไป รู้แล้วโยม รอแปบหนึ่ง เงียบๆกันหน่อยนะ พูดเสร็จเสียงทั้งหมดก็เงียบไปสักพัก ก็กลายเป็นเสียงคนเดินแทน เดินไปมาเยอะเลยทีเดียว แล้วเสียงก็ไปหยุดอยู่ที่หน้ากุฏิ เณรต้นก็หยิบชุดกรวดน้ำค่อยๆเดินลงจากกุฏิไป มองหาต้นไม้ใหญ่มี่ใกล้ที่สุด จุดเทียน แล้วจากนั้นก็ท่องบทสวด
Loading…
Loading…

อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหตุ ญาตะโย ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า และเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้าจงมารับส่วนบุญนี้ด้วยเถิด ระหว่างที่ท่องบทอยู่นั้น เสียงใบไม้แห้งตรงหน้าเณรก็ดังขึ้น แล้วจู่ๆ ก็มีลมมากระทบที่ท้ายทอยเณร เหมือนมีคนมาหายใจอยู่ด้านหลัง เณรต้นสั่นไปทั้งตัว พยายามแข็งใจสู้กรวดน้ำให้เสร็จพอกรวดน้ำเสร็จเณรต้นก็หยิบธูปมาจุด แล้วพูดเพื่อขอขมา ต่อสิ่งที่มองไม่เห็น ที่เณรต้นเคยลบหลู่มาก่อนหน้านี้ แล้วเณรก็เอาธูปปักดิน แต่ดินแข็งมากปักไม่ลง ก็เลยคลำหาที่ปักธูปจนมือไปสะดุดกับรากไม้เณรเลยปักธูปไปในช่องว่างรากไม้ พอปักเสร็จก็ลุกขึ้นแต่สายตายังมองธูปอยู่ และสิ่งที่เณรเห็น ถึงกับเหงื่อแตกออกมาเลย คือรากไม้ที่เณรปักธูปลงไปมันเปลี่ยนกลายเป็นเท้าคนอันใหญ่ๆสีเทาหม่นๆ เณรต้นพยายามถอยหลังไป ก็มีหยดน้ำลงมาตกใส่ไหล่เณรต้น เณรต้นแหงนมอง บนต้นไม้มีใบหน้าคนมองมาที่เณรต้น เณรต้นเห็นแทบจะตะโกนให้ลั่นวัด แต่พยายามข่มใจไว้แล้วพูดออกไปเบาๆว่า โยมมาขอส่วนบุญ เณรก็ทำให้แล้ว โยมจะมาทำให้เณรกลัวทำไม แล้วโยมจะได้บุญหรอ สิ้นคำพูดใบหน้านั้นก็พยักหน้าแล้วจางหายไป เณรก็เดินกลับกุฏิไป รอจนเช้าแล้วไปบิณฑบาต พอสึกออกมา ต้นเล่าให้ที่บ้านฟังว่าคืนนั้นจริงๆ แล้วกลัวสุดขีดกลับขึ้นกุฏิไปต้องเปลี่ยนจีวรเลย ทีเดียว เพราะฉี่แตก แต่ที่บ้านก็ชมว่าเก่งมาก ที่ฝ่ามาได้